ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.44 น.

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569  ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีนางสาวชณัฐดา วรสาร (ครูนิ่ม) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม “กระทรวงศึกษาธิการ” ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังสอบติดอันดับ 1 ครูผู้ช่วย-ฟิสิกส์ แต่สุดท้าย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) แจ้งผลว่าอยู่อันดับ 2 ว่า ผู้สื่อข่าวคงทราบข้อมูลระดับหนึ่งแล้วว่ามหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประกาศคะแนนคลาดเคลื่อน และได้มีการประกาศใหม่ตรงตามที่เป็นข่าวว่าลำดับที่ 2 ขึ้นเป็นลำดับที่ 1 และลำดับที่ 1 เป็นอันดับที่ 2  ขณะนี้ได้ให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเร่งเยียวยาครูนิ่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุย 

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต้องแก้ไขปัญหาด้วย เพราะผลของการตรวจออกมาและมีความคลาดเคลื่อน 

เมื่อถามว่า กำหนดกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบไว้กี่วันนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการกำหนด แต่ขอให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะขณะนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการบรรจุ ดังนั้น ต้องรีบดำเนินการ และต้องรีบแก้ไขโดยด่วน 

วว.ลงพื้นที่อุดรธานี หนุน ‘แปลงต้นแบบปลูกข้าวคุณภาพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วว.ลงพื้นที่อุดรธานี หนุน ‘แปลงต้นแบบปลูกข้าวคุณภาพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วว.ลงพื้นที่อุดรธานี หนุน ‘แปลงต้นแบบปลูกข้าวคุณภาพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “แปลงต้นแบบ : โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวคุณภาพ ปีงบประมาณ 2569” เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและร่วมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ณ แปลงของ นายอเนก พรหมสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี จำกัด อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เข้ามาบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้แปลงต้นแบบแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการจัดการเกษตรแม่นยำสูง โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ด้านหลัก คือ 1.พัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มมาตรฐานเมล็ดข้าว 2.เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเพื่อลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ 3.เกษตรกรยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสหกรณ์ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และ 4.ข้าวคุณภาพ เพื่อคนไทย ส่งมอบผลผลิตข้าวที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสู่ผู้บริโภค

โครงการแปลงต้นแบบนี้ ถือเป็นโมเดลความร่วมมือที่สำคัญระหว่างหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น และสถาบันเกษตรกร (สหกรณ์) ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมพร้อมใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเตรียมขยายผลความสำเร็จนี้สู่พื้นที่อื่นๆทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นเกษตรกรรมมูลค่าสูง (High-Value Agriculture) ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นแล้ว ยังเป็นการยกระดับห่วงโซ่อุปทานการผลิตข้าวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมรมอาสากู้ชีพ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมเป็นหนึ่งภาคีเครือข่ายสำคัญในการขับเคลื่อน “โครงการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี ด้านอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2569” หรือ “Ubon-Dmex 2026” จัดโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี เทศบาลเมืองวารินชำราบ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมทั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะภาคีเครือข่ายด้านวิชาการและการปฏิบัติการสนับสนุน เพื่อทดสอบกระบวนการบริหารจัดการสาธารณภัย โดยมี ร้อยตรีสรมงคล  มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ในโอกาสนี้ มีหน่วยงานภาครัฐจากผู้แทน 25 อำเภอ ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน อาสาสมัคร มูลนิธิ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมโครงการโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ กำลังปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการมีส่วนร่วมของนักศึกษาจิตอาสา ในการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ ณ หอประชุมจังหวัดอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

ในการเข้าร่วม Ubon-Dmex 2026 ของม.อุบลฯครั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในการบริการวิชาการแก่สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีสานใต้ ซึ่ง SDGs มีหลายมิติ ได้แก่ SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการสนับสนุนระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย SDG 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของนักศึกษาจิตอาสา SDG 11 ด้านเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ผ่านการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ในการรับมืออุทกภัย SDG 13 ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SDG 16 ด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และ SDG 17 ด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ  และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร

น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ NFI กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น

ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง การขยายตัวของเมือง โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

ผู้อำนวยการ NFI กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

“สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.ไปยดา กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ด้าน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” ดร.วิศิษฐ์ ระบุ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS  สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สู่ผู้ต้องขังในเรือนจำ

29 มิถุนายน 2569 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานเปิดร้านกาแฟและเครื่องดื่ม Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และเปิดมุมราชทัณฑ์ปันโอกาส สร้างอาชีพ พร้อมด้วย พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจเอก อิทธิกรจิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจเอก ปราบพาล มีมงคล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา  สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  นางสาวนุสรา วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ โดยมี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 

โดยร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถือเป็นเรือนจำแห่งแรกที่ได้น้อมนำแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งร้านกาแฟเพื่อฝึกอาชีพงานบริการและบาริสต้า ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กรมราชทัณฑ์ จึงได้มีมติให้เรือนจำ และ ทัณฑสถาน นำชื่อร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ที่เคยพระราชทานไว้ในเรือนจำ ตามโครงการกำลังใจฯ น้อมนำไปใช้ในร้านกาแฟเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง

ภายในร้านมีการจำหน่ายชา กาแฟ  เบเกอรี่ ขนมไทย และผลิตภัณฑ์ผลงานจากผู้ต้องขัง เช่น ตุ๊กตาเรซิ่น และพวงกุญแจต่าง ๆให้แก่บุคคลทั่วไป

ปฐมบทแห่งน้ำพระทัยอันแผ่ไพศาลนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงเยี่ยมร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย  เพื่อให้กำลังใจและชิมกาแฟฝีมือผู้ต้องขัง อันเป็นร้านกาแฟ ในพระดำริร้านแรก ที่ได้พระราชทานแนวทางในการจัดตั้งร้าน โดยมีบาริสต้า มาเป็นวิทยากรสอนผู้ต้องขังทุกกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธ์ุกาแฟ ไปจนถึงการชงเครื่องดื่มหลากหลายประเภท และได้ประทานเงินจาก กองทุนกำลังใจในพระดำริฯ เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงร้านกาแฟให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทในสังคม 

จากนั้น คณะฯ เดินทางไปยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ชมการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง อาทิ การทำเบเกอรี่ การแต่งหน้าเค็ก การทำขนมไทย รวมไปถึงการปลูกผักไร้ดิน  ซึ่งทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ได้น้อมนำแนวทางในพระดำริฯ ด้านต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่เคยพระราชทานไว้ในโอกาสเสด็จเปิดเรือนจำ เรื่องการพัฒนาอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินทุนมาก เช่น เสริมสวย ตัดผม ทำอาหารและการให้ความรู้ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นต้น   

 รวมทั้งแนวทางพระดำริเรื่องการจัดตั้งมุมราชทัณฑ์ปันโอกาสสร้างอาชีพ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการฝึกอาชีพประเภทต่าง ๆและประกาศตำแหน่งว่างงานของสถานประกอบการ จนกระทั่งสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ต้องขังในทัณฑสถานแห่งนี้

โดยมีสิ่งที่ยืนยันความสำเร็จประการหนึ่งคือ ได้รับรางวัล “ธัญญารักษ์ อวอร์ด ประจำปี 2568” อันเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นว่าแนวพระดำริที่ทรงให้ไว้เพื่อการพัฒนาผู้ต้องขัง ทั้งทางร่างกายจิตใจและการฝึกอาชีพเป็นแนวทางที่ทรงคุณค่า และใช้ได้ตลอดไปในการนำไปพัฒนาแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังในความดูแลของกรมราชทัณฑ์

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ก.ศึกษาธิการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ รู้สึกอุ่นใจหลังคุยรัฐมนตรีช่วย ด้าน อัครนันท์ ยืนยัน ให้ความเป็นธรรม บอกขอตรวจสอบให้ทุกฝ่ายเป็นที่ยอมรับ ก่อนเสนอแนวทางเยียวยา-ช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ชณัฐดา วรสาร (ครูนิ่ม) เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีขอความเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบ และบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) หลังเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกอันดับที่ 1 ก่อนถูก สพฐ. แจ้งว่ามีการตรวจข้อสอบใหม่ส่งผลให้ตกไปอยู่อันดับที่ 2 ทั้งที่มีหนังสือเรียกตัวเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งเข้ารับราชการแล้ว โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้รับหนังสือ

นายอัครนันท์ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือว่า เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยและพยายามแก้ไขปัญหา เข้าใจถึงความรู้สึกของครูนิ่ม ซึ่งเรื่องนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการได้กำชับมาว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี ต้องให้ความยุติธรรม 

ส่วนแนวทางการเยียวยาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการตรวจสอบก่อน โดยต้องให้กระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราอาจต้องนำข้อสอบมากางดู และมีคณะกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือมาตรวจสอบเพื่อให้คุณครูมีความสบายใจว่าการตรวจข้อสอบมีความเป็น กลางถูกต้องและแม่นยำ เพราะถ้ากระบวนการตรวจสอบไม่ถูกต้อง หรือมีความไม่ชัดเจนคุณครูก็อาจไม่ยินยอมเพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา ขั้นตอนแรกต้องทำให้ได้ก่อน จากนั้นขั้นตอนต่อไป คือ จะเยียวยาคุณครูอย่างไร จำนวนเงินกี่บาท ซึ่งทาง สพม.สมุทรปราการ มีแนวทางที่จะนำครูกลับไปสอน ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย และมีอีกหลายแนวทางให้คุณครูมีทางเลือก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการตรวจสอบในขั้นตอนแรกต้องโปร่งใส และชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าผิดพลาดจากส่วนใด นายอัครนันท์ กล่าวว่า เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ตนเข้าใจว่าพอเรื่องนี้มีการผิดพลาด ทำให้ประชาชนไม่เกิดความเชื่อใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรเพื่อให้คุณครู และอีกหลายคนเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบก่อน ถ้าตรวจสอบแล้วมีความผิดพลาดจริง จะเป็นเรื่องของสพฐ.ที่จะช่วยเหลือและเยียวยา

ด้านนายพิเชฐ กล่าวว่า รัฐมนตรีกำชับว่าเรื่องการบริหารบุคคล จะต้องดูแลให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โปร่งใสตรวจสอบได้ ห้ามมีเรื่องทุจริต พอมีข่าวขึ้นมา เราได้ย้ำอำนวยการเขตการศึกษาทุกคนจะต้องระมัดระวัง เพราะจะมีการสอบตำแหน่งครูผู้ช่วยในวาระปกติ แต่ในส่วนของคุณครูนิ่มเป็นกรณีการจัดสอบบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วยในกรณีพิเศษ คือ เป็นครูอัตราจ้างมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งในอนาคตจะมีการสอบสนามใหญ่ สอบผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการเขตการศึกษา ซึ่งทุกอันถือเป็นต้นน้ำของการเจริญก้าวหน้าเรื่องการศึกษา เพราะเราต้องการได้คนดีคนเก่ง และเข้ามาในระบบอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นเราต้องเร่งตรวจสอบ และต้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งตรวจสอบ เช่น มหาวิทยาลัยที่ทำการออกข้อสอบ ให้กระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหลายมหาวิทยาลัยที่มาออกข้อสอบ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำว่า ต่อไปนี้จะเลือกใครมาออกข้อสอบต้องดูให้ดี ซึ่งเรื่องของครูนิ่มหากมีการตรวจสอบแล้วก็จะได้ข้อสรุป และมีทางออกในการดูแลเยียวยาทั้งระยะสั้นกลางและยาว โดยเรื่องนี้จะพูดคุยด้วยความเป็นธรรมแบบไม่มีอคติ 

เมื่อถามว่า เรื่องของระเบียบการประกาศรายชื่อแล้วสามารถกลับมาแก้ย้อนหลังได้หรือไม่ นายพิเชฐ กล่าวว่า ต้องไปดูข้อเท็จจริง เพราะมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเป็นผู้รับผิดชอบการออกข้อสอบ และประมวลผลในครั้งนี้ ได้รับการร้องขอจากบุคคลหนึ่งที่เข้าสอบที่ต้องการขอดูคะแนน และเมื่อตรวจสอบแล้วหากพบว่าคะแนนมีความคลาดเคลื่อนทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงมีการประมวลคะแนนใหม่ ส่งผลให้ลำดับมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ น้อมรับความผิดที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะแก้ไข ปรับปรุง เยียวยา 

ทั้งนี้ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ระยะเวลาการตรวจสอบต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ช้าไม่ได้ เพราะคุณครูนิ่มได้ลาออกแล้ว คาดว่าใช้เวลา 2-3 สัปดาห์จะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน

ขณะที่ น.ส.ชณัฐดา กล่าวว่า ตนที่เป็นผู้สอบ ยืนยันทำตามกระบวนการที่ถูกต้องทุกอย่าง ที่ทางเขตได้ให้ไปสมัครสอบ จนถึงสัมภาษณ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบตามที่ทางเขตได้ประกาศออกมาทุกอย่าง 

ส่วนเมื่อเช้าที่ไปคุยกับสพม.สมุทรปราการเขาพยายามจะยื่นข้อเสนอ ซึ่งเขาได้ชี้แจงก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ในกระบวนการตนเป็นแค่ผู้สอบ ไม่ได้มีอำนาจหรือรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการนั้น และเขาก็พูดถึงกระบวนการเยียวยาที่เขาเสนอว่าจะไปทำงานกับเขาหรือไม่ หรือว่าจะให้เขาบริจาคเงินให้กับโรงเรียนที่เราต้องการจะไปทำงานด้วย แต่ว่าทั้งหมดตนอยากได้กระบวนการที่ตรวจสอบที่มันถูกต้อง และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ยอมรับได้ แต่ขอให้ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบที่ถูกต้องเพื่อให้ปรากฏความจริงตรงนี้ก่อน

เมื่อถามว่า โอกาสที่เราเสียไปกับข้อผิดพลาดตรงนี้มีอะไรบ้าง น.ส.ชณัฐดา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น ว่า ตั้งแต่ที่รับรู้ว่าตัวเองสอบได้ลำดับที่ 1 ก็มีการเตรียมตัวลาออกจากงานเดิมทันที และได้ไปติดต่อห้องพัก หอพักเพื่อทำการเตรียมตัวให้พร้อมในการบรรจุข้าราชการครู เพื่อเป็นครูที่ดี ก็ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติให้ดีที่สุด และตนก็ตัดชุด และได้รับการแสดงความยินดีจากทางญาติ พี่น้องและเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงทางโรงเรียนเดิมที่เขาให้ตนกล่าวอำลาโรงเรียนไปแล้ว

เมื่อถามถึง กรณีปัญหาการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคล้ายคลึงกับปัญหาของตนหรือไม่ น.ส.ชณัฐดา  กล่าวว่า ตอนนี้อยากให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีกระบวนการตรวจสอบให้ เพื่อความถูกต้องจึงออกมาก่อน ซึ่งเราพร้อมที่จะให้ความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ขอให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่มันถูกต้อง

น.ส.ชณัฐดา  กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้คุย กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รู้สึกอุ่นใจ และสบายใจขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเขาพูดกับเรามาจะเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร และท่านก็ยังมีเมตตา มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับครูอัตราจ้างตัวเล็กๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวเข้าไปบรรจุข้าราชการ 

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 3 โดย เปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพฯทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 เวลา 08.00-10.00 น. ช่วงที่ 2 เวลา 11.30-16.00 น. และช่วงที่ 3 เวลา 20.00-21.00 น. ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้แต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรี สวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น โดยจุดคัดกรองจะปิดในเวลา 20.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณจุดคัดกรองภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ตั้งแต่เช้า ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ แต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางมาผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯ ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อาสามสมัคร จิตอาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยอำนวยความสะดวกในการคัดกรอง จัดระเบียบแถว ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง และมีจุดบริการน้ำดื่มไว้รองรับประชาชนด้วย

นายเกริกพันธุ์ บัวชื่น พนักงานบริษัทเอกชน แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  กล่าวภายหลังเดินทางเข้าถวายสักการะพระศพฯ ว่า รู้สึกเสียใจมากที่สูญเสียพระองค์ภาไปเร็ว ท่านอายุยังน้อยจึงอยากให้พระองค์ท่านมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีกนาน ๆ ก็ขอส่งท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ประทับใจที่พระองค์ท่านทรงงานในการช่วยเหลือผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิง และมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบากให้มีโอกาสและมีชีวิตที่ดีขึ้น

“ในช่วงที่ท่านประชวรผมก็ถวายพระพรผ่านทางออนไลน์เพื่อส่งกำลังใจขอให้ท่านทรงหายจากอาการประชวร และที่ผ่านมาผมเคยรับเสด็จในโอกาสต่างๆที่ท่านเสด็จพร้อมในหลวง-พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง ก็รู้สึกประทับใจมาก ผมก็จะน้อมนำแนวทางที่ท่านทรงงานในเรื่องของความมีเมตตาและการช่วยเหลือมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน” 

ด้านกุ๊กไก่ ณัฐนัน เสียมทอง อายุ 46 ปี ประกอบอาชีพธุรส่วนตัว กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยรับเสด็จพระองค์ภา ในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาในหลวง ร.10 ที่พระองค์ท่านเสด็จออกมาเยี่ยมราษฎร์บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งตนได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯในโอกาสต่างๆ 3 ครั้ง โดยพระองค์ภาทรงมีพระปฏิสันถารด้วย ก็รู้สึกปราบปลื้มใจเป็นอย่างมาก จึงเก็บภาพถ่ายนั้นไว้อวยพรวันพระราสมภพของพระองค์มาตลอดด้วย

“สูญเสียพระองค์ท่านไปก็รู้สึกเสียใจมาก ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ในฐานะพสกนิกรก็รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ความประทับในโครงการกำลังใจ ในพระดำริ ที่พระองค์ภาฯ ทรงก่อตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขัง ท่านไม่ถือองค์ให้เกียรติและให้กำลังใจเพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน และทำให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้าไปได้ ถึงแม้วันนี้พระองค์จะไม่อยู่แล้ว ในส่วนตัวของกุ๊กไก่ ก็ยังรู้สึกว่าพระองค์ท่านยังอยู่ในใจพสกนิกรทุกคนเหมือนเดิม และจะทำตามรอยที่พระองค์ท่านสร้างไว้”

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

'ปชน.' แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ 'ก่อสร้างตึก' ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

โดยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเรียกงบรายจ่ายปี2570ว่า งบดิจิทัลพลัส  เพราะมีตัวเลขรวมกว่า 33,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี2569 ถึง 28% ภาพรวมงบปี2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114%  เป็นเพราะมีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ ในแผนงบประมาณปี70 มีงบที่แปะชื่อ AI  81 หน่วยงาน 176โครงการ วงเงิน 2,200ล้านบาท ถ้าโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนคำว่า Soft Powerในอดีต โครงการที่เกี่ยวกับAI  176โครงการ บางโครงการจั่วหัวเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เป็นงบสร้างอาคาร โครงการใหญ่ที่สุด วงเงิน 164ล้านบาท เป็นงบสร้างตึกมหาวิทยาลัยมหิดล แต่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการมีความยาว 4บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ

นายอิสริยะ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณด้านดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มี 254หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์ วงเงิน 11,000ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน3ของงบดิจิทัลทั้งหมด โดยรัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ หากสังเกตดูบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการTH – AI Passport  รัฐบาลในอดีตมีวิธีคอร์รัปชั่นผ่านโครงการก่อสร้าง เพราะหาเงินเงินทอนง่าย

“แต่รัฐบาลยุคใหม่หาขุมทรัพย์ใหม่คือ งบดิจิทัล เพราะหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน ฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพประเทศ ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้งได้ พรรคประชาชนมีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี” นายอิสริยะ กล่าว

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

'ภราดร' รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.53 น.

วันที่ 29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา18.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธสถานการณ์ของงบประมาณปี2570 เป็นอย่างที่ว่าเป็นงบหาเช้ากินค่ำ เพราะเป็นการจัดงบประเทศเป็นปีแรก ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้เห็นปัญหาไม่ต่างที่สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม อีก 2-3 ปี ประเทศอยู่ไม่ได้ สำหรับตัวเลขงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดย 3 ล้านล้านบาทเป็นงบรายจ่าย เพื่อจ่ายงบประจำและชำหนี้ที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 7แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ 

“รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางจะตามน้ำ ทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอขาดเท่าไร ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้าง ผมยอมรับว่าไม่สามารถจัดงบปี2570 ได้สมบูรณ์แบบ เพราะโครงการที่เป็นทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำ คือ ตามน้ำ เงินไม่พอใช้การกู้ แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่ทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อทำโครงการที่สัญญาไว้ ทั้งนี้ได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า ยอมเจ็บเพราะรู้ว่าหากรัฐบาลไม่เจ็บปีนี้ ปีหน้า ปีถัดไปเจ็บเหมือนกัน และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลหน้าจะเจอเช่นเดียวกัน ขณะที่งบประจำที่เพิ่มขึ้น ทำให้งบลงทุนลดลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา 7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ถึงเวลาเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างงบประมาณ 

“หลังการอภิปราย ผมไปหาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรรประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกัน ถึงเวลาที่ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่ฝ่ายค้าน สส. เอกชน หน่วยงานราชการต้องตระหนักรู้และตอบโจทย์ร่วมกันเพื่อทำใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการของประชาชน ไม่สามารถเพิ่มเบี้ยให้ผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก เบี้ยคนพิการ ทั้งนี้รัฐบาลอยากทำ อยากแก้ปัญหา แต่งบที่จำกัดที่บีบรัฐบาล ที่ทำให้ทำไม่ได้” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลเริ่มต้นรักษาวินัยการเงินเคร่งครัด พยายามไม่ยืนเงินคงคลังมาใช้ เช่น เบี้ยบำนาญ อยู่ในงบกลาง โดยตั้งงบเพิ่มขึ้นปี 2568-2569 เพราะเห็นปัญหาว่าตั้งไม่เคยพอจะเป็นภาระเงินคงคลัง ส่วนแนวทางจัดสรร เริ่มต้นการจัดทำงบปี70 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.คลัง  บอกให้รัดเข็มขัด งดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไป ต้องให้ไปเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระงบประมาณ การจ้างงานต้องลดลง ส่วนการลดเงินลงทุน ไม่ใช่ลดการลงทุนของประเทศ แต่เปลี่ยนวิธีหาช่องทางเงินทุน เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ หรือร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) 

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ได้ปี 2-3หมื่นล้าน ปี70เหลือ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯ กำกับดูแล ต้องตัดเนื้อเฉือนเนื้อลูกน้อง ทั้งนี้เพราะเป็นการตั้งงบที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น ทำถนน ที่บอกว่าจะดึงเป็นงบกลางเพื่อให้รัฐมนตรีจัดสรรงบของสส.ได้ หากทำแบบนั้นผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ขณะที่รัฐบาลไม่มีเจตนา ส่วนโครงการที่ผ่านคณะกรรมการจังหวัดแล้วจะอยู่ในส่วนของฟังก์ชัน ไม่ใช่งบจังหวัดที่ต้องเป็นการพัฒนาพื้นที่ เพิ่มมูลค่าโอกาสให้ประชาชน ทำให้มีนโยบายว่างบจังหวัดกลุ่มจังหวัดที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการ หรือหน่วยฟังก์ชันให้ใช้งบฟังก์ชัน 

“ส่วนงบกลางที่เพิ่มขึ้น  1,000 ล้านบาท เพิ่มในส่วนบำนาญ และส่วนที่ต้องจ่ายให้กับ กบข. ทั้งนี้งบกลางนั้นมีส่วนที่รัฐบาลใช้ได้ ในหมวดฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบไว้เท่านั้น  ขณะที่หมวดใหม่ในงบกลาง คือ การแก้ปัญหาวิกฤติผันผวนงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีหลักคิดว่า รัฐบาลกู้เงิน 7 แสนล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ย 3-4% แต่มีหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินสะสมที่ใช้ได้ 6 แสนล้านบาท กองทุนหมุนเวียน มีเงินสะสม หลายแสนล้านบาท หน่วยงานภาครัฐที่เก็บเงินนอกงบประมาณมีอีกมหาศาล แต่รัฐบาลกู้เงินทุกปีแสนล้านบาท แต่มีเงินในหลายองค์กรที่ฝากเงินในธนาคารเพื่อเก็บดอกเบี้ย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องปฏิรูปร่วมกันในโครงสร้างงบประมาณ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนคิดและวางโครงสรร้างงบประมาณใหม่ ทั้งการจัดเก็บและหารายได้ใหม่” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ขอให้ช่วยคิดการจัดเก็บงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศ นำเงินสะสมในกองทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบงบประมาณมีวิธีการอย่างไร หาตั้งวงร่วมคิดไม่ใช่ช่วยรัฐบาลปัจจุบันแต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณประเทศสมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศ ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 ก.ค. อภิปรายลงมติ หากสภาฯ เห็นชอบวาระแรก จะนำไปสู่กรรมาธิการ (กมธ.) ตนขอชวนให้ช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อให้นำเงินที่ตัดได้ ให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ เช่น งบวิจัย  เป็นต้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

 มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 จากกรณีหน่วยเฉพาะกิจโคกสูง กองกำลังบูรพา ออกประกาศ ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่ที่ทหารยึดครอง บริเวณหลักเขตแดนที่ 46-47 ด้านทิศตะวันออกของถนนศรีเพ็ญ หน้าจุดตรวจที่ 40 บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

ล่าสุดเวลา 19.15 น. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามออกนอกบ้าน เพียงแต่เป็นการออกมาตรการควบคุมพื้นแนวชายแดน ในพื้นที่ที่เลยถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเรื่องนี้กองกำลังบูรพาจะทำเรื่องชี้แจง