สว.จี้รัฐบาล-สำนักพุทธฯ แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส

14 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

“สว.”จี้”รัฐบาล-สำนักพุทธฯ” แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส ด้าน”ปกรณ์”แจงเพิ่งได้รับงบฯ 70 เตรียมเร่งจัดระบบ ฐานข้อมูลวัด-พระ-เงินบริจาค เข้าระบบออนไลน์ รับสะเทือนใจไม่น้อยเหตุปมฉาว”สมีโชติ-สีกาเอ๋”

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงกระทู้ถามสด นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ตั้งถามนายกฯ ต่อประเด็นวิกฤติศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาคสอง ที่เกิดขึ้นกับกรณีของสมีโชติ และสีกาเอ๋ ที่พุทธวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และพบการยักยอกเงินวัดไปให้กับสีกาคนสนิท ทั้งนี้ ได้ตั้งคำถามต่อการตรวจสอบ และกำกับของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส่ รวมไปถึงพระต่างชาติ พระเมียนมา ที่หาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยปัญหารอบที่แล้วรัฐบาลไม่ได้รับปากว่าจะแก้ ปัจจุบันเกิดเหตุซ้ำ ดังนั้น มีคำถามต่อการทำงานเชิงรุกของ พศ.

โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับ พศ. ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ฐานะที่ตนเป็นชาวพุทธ และเป็นเด็กวัดมาก่อน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกว่าชาวพุทธ กับเหตุที่เกิดขึ้นไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่พุทธกาล หากศึกษาพระธรรมวินัยเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความประพฤติที่มิชอบของคนที่อยู่นอกรีต ตนฐานะกำกับ พศ. รับทำงานจากรัฐบาลชุดก่อนที่ทำสืบต่อมา สิ่งที่ทำในเบื้องต้น คือ ทำฐานข้อมูลกลาง เพื่อทำข้อมูลพระ เพื่อช่วยมหาเถระสมาคมตรวจสอบ ฐานข้อมูลพระปัจจุบันยังไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ จึงให้ พศ. ดำเนินการแล้ว โดยล่าสุดมีพระ 2 แสนรูป ทำทะเบียนไปแล้ว 1.8 แสนรูป หรือ คิดเป็น 89% สามารถตรวจสอบประวัติได้ ทั้งนี้ปี 2570 ได้งบประมาณเพื่อทำฐานข้อมูลพระ คาดว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ต่อจากนั้น คือทำทะเบียนวัด โดยปัจจุบันวัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 4.4 หมื่นวัด ฐานข้อมูลต้องนำมารวม เพราะวัดเกี่ยวข้องกับพระ ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลาง ต้องบริหารจัดการให้เรียบร้อย โดยต้องทำระบบจัดการทรัพย์สินของวัด ระบบศาสนสมบัติกลาง ระบบบริหารจัดการนิตยภัต และระบบกฎหมายและมติมหาเถระสมาคม เพื่อทำให้เป็นรูปแบบดิจิทัลและออนไลน์ทั้งหมด

“สำหรับบัญชีวัดจะทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมโยงเข้าส่วนกลาง เพื่อให้ พศ. ตรวจสอบได้ ทุกวันนี้ทำด้วยมือ ตรวจได้ทุกสิ้นเดือน ระบบบริจาค อี-โดเนชัน จาก 4.4 แสนวัด ทำแล้ว 4.2 หมื่นวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัด ไม่อยากให้นำไปใช้ช่องทางก่อเหตุสลดใจเยี่ยงนี้ หากเงินบริจาคเข้าระบบจะลดปัญหาติดตามและตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ประเด็นพุทธพาณิชย์ ใช้ช่องทางดังกล่าวแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่หาทางแก้ไข เป็นไปได้หรือไม่หากทำวัตถุมงคลการบริจาคต้องเข้าวัด มีบัญชีอี-โดเนชันให้เรียบร้อย ไม่มีประโยชน์ทางอื่นหรือรับส่วนตัว หรือตั้งมูลนิธิ หรือสมาคมรองรับ จะสามารถป้องกันได้เพราะตรวจสอบได้ว่ารูปไหนไม่รับเงิน แต่มีพฤติกรรม ไม่ออกบิณฑบาตร แต่มีฉันทุกวัน ไม่ลงโบสถ์ แต่มีลูกศิษย์เต็มไปหมด จะสามารถตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ขณะที่บทบาทของมหาเถระสมาคม มีมติเปิดบัญชีวัดชัดเจนว่าต้องเป็นเจ้าอาวาส หรือ ไวยาวัจกรร่วมกับผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมาย แต่การเปิดบัญชีวัดไม่ได้เชื่อมกับระบบออนไลน์ทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่พยายามทำ สัญญากับ สว.ว่าจะทำให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยวัดต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่การบัญชีรับจ่าย ต้องทำและส่งให้ พศ.จังหวัดตรวจทุกเดือน

“พฤติกรรมของพระบางรูป ต้องแยกจากพระพุทธศาสนา ขอเรียกร้องให้รณรงค์ช่วยเหลือพระพุทธศาสนา และมหาเถระสมาคมดำรงไว้ซึ่งศรัทธาพระพุทธศาสนา เพราะพูดน้อยมาก แต่เรื่องที่ไม่ดีต่อคณะสงฆ์ คลิป ข่าว สิ่งเหล่านี้เป็นดราม่าคนไทยชอบและแชร์ แต่ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชน แม้ไม่ถูกใจเรา ควรพิจารณาว่าควรพูดสร้างประเด็นที่มีปัญหาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ขอความอนุเคราะห์สว.ช่วยผม รัฐบาล มหาเถระสมาคมอีกแรง เรื่องไหนที่ไม่ดีไม่ต้องกระพือมาก ส่วนเส้นทางเงินที่จับได้ จะสืบต่อไปโดย ปปง.และ ปปท.ดูแลเรื่องคดี” นายปกรณ์ ชี้แจง

ทั้งนี้ นายปริญญา ตั้งคำถามต่อว่า หากแก้ปัญหาได้ จะไม่มีประเด็น แต่ปีนี้ภาคสอง ไม่อยากให้ปีหน้าเกิดภาคสาม ดังนั้นที่ต้องทำคือ ควบคุมการใช้เงินของวัด ทั้งนี้รัฐบาลก่อนบอกว่าวัดถือเงินได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่จะทำอย่างไร เพราะกรรมการเถระสมาคมไม่มีสิทธิ์ล้วงลูก ตรวจสอบ หรือแท้จริงแล้วเถระสมาคมถือเงินเกิน 1 แสนบาทด้วย เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อประชาชนพูดจารุนแรงเพราะปัญหาทำลายศรัทธาของประชาชน ส่วนเงินบริจาคที่ใช้แบบอี-โดเนชันมีเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากยังเป็นเงินสดตรวจสอบได้ยาก

นายปกรณ์ ชี้แจงว่า พยายามทำข้อมูลทั้งหมด ตนขอความอนุเคราะห์ให้กำลัง พศ.บ้าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้ พศ.รับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ และไม่ชอบที่ถูกตำหนิว่าไม่ทำหน้าที่ ส่วนกรรมการเถระสมาคม ปฏิบัติตามมติเถระสมาคมทุกอย่าง และตรวจสอบได้ สำหรับรายละเอียดและข้อมูลจะนำไปทำส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิด ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม ปฎิเสธจ้อสื่อ

14 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิดกลางไบเทค ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม เจ้าตัวปฎิเสธจ้อสื่อ บอกไม่อยู่หลายวันได้คิดถึง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ที่ฮอลล์แสดงสินค้า และนิทรรศการ EH 98 – 104 ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference โดยภายหลังกล่าวเปิดงานนายกฯได้เดินเยี่ยมชมบูธภายในงาน ระหว่างนั้นมีตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน นําโดย นายมนูญ วงษ์มะเชาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังาน กรีนพีช ประเทศไทย ซึ่งชุมนุมประท้วงอยู่ด้านหน้าไบเทคบางนา เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนบทบาทการร่วมเป็นเจ้าภาพกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลรายใหญ่โดยถือป้ายข้อความ “ระยอง ไม่ไหว แล้วโว๊ย พวกมึงรวย พวกกูจน”

โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินเข้ามาในพื้นที่จัดงานมายืนถือป้าย NO NEW FOSSIL GAS , กำไรไม่กี่คน ภาระคนทั้งประเทศ Greenpeace และข้อความ หยุดโรงไฟฟ้าบูรพา เป็นต้น

ทั้งนี้ตัวแทนกลุ่มยังได้ชูหนังสือเปิดผนึก พร้อมตะโกนว่า “คุณอนุทินช่วยรับหนังสือชาวบ้านหน่อยค่ะ“ โดยนายกฯหันไปมอง ขณะเจ้าหน้าที่ได้มาเจรจาขอให้ยื่นหนังสือกับตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาลแทน แต่ทางกลุ่มระบุว่า จะรอตรงนี้จนกว่านายกฯจะมาคุย เพราะเราไม่เคยได้รับคำตอบอะไรเลย จากนั้นตัวแทนผู้ชุมนุมยืนอ่านหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ภายหลังเปิดงานทีมรักษาความปลอดภัยได้พานายกฯเลี่ยงออกจากงานอีกประตูหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม ขณะที่นายกฯไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยเมื่อกล่าวเปิดงาน เดินชมบูธ และรีบเดินทางกลับทันที ช่วงหนึ่งนายกฯได้กล่าวกับรัฐมนตรีและทีมงานด้วยว่า “ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมไม่อยู่อีก2-3 วัน”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสักครู่เดินผ่านผู้ชุมนุมด้านพลังงานได้มีการสั่งการอะไรหรือไม่เรื่องพลังงาน นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่าวันเดียวกันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแถลงคดีฮั้วสว. นายกฯมีความเห็นอย่างไร นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถและพร้อมโบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าขอสัมภาษณ์นายกฯเพราะนายกฯจะไม่อยู่หลายวัน นายกฯ ตอบว่า จะได้คิดถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการรักษาความปลอดภัยในงานเป็นไปอย่างเข้มงวด ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล 5 (ชุด ปพ.บก.น.5หรือนปพ.บก.น.5) โดยมีตำรวจสันติบาลและนครบาลเป็นหลัก ซึ่งรัฐมนตรีมีตำรวจสันติบาลประกบเป็นรายคน พร้อมเข้มงวดทุกประตูมีตำรวจ ปพ.บก.น.5 ยืนประจำทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึงไบเทคทางผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่มีข้อความระบุว่า “YOU GAS DEAL OUR LOSS” แขวนไว้ด้านหน้าไบเทค ก่อนเจ้าหน้าที่จะดึงป้ายดังกล่าวออก ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึง

“น้าเดช” อวยยศ “ทีมสุดซอย” ฟาดเจ็บ สส. บ่นหิวทำงานดึก ลั่นเด็ก 10 ขวบยังสั่งพิซซ่าเป็น!

14 กันยายน 2569 เวลา 11:49 น.

วันที่ 14 ก.ย. 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนหลัก คือการชื่นชมกลุ่มการเมืองที่มุ่งมั่นทำงาน และการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บางส่วนอย่างรุนแรง

ในส่วนแรก ผู้โพสต์ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของกลุ่มการเมืองที่เรียกว่า ทีมงานชุดสุดซอย” ซึ่งเคยมีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมและปัจจุบันดูแลกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่าทีมงานชุดนี้เป็นกลุ่มที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างสม่ำเสมอที่สุดในยุคนี้ แม้จะมีบางนโยบายที่อาจยังไม่ถูกใจผู้โพสต์ทั้งหมด แต่ก็ถือว่ามีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แตกต่างจากนักการเมืองบางกลุ่มที่เน้นแต่การสร้างกระแสหรือวิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน ซึ่งผู้โพสต์เปรียบเปรยว่าเหมือนการทำให้ผู้สนับสนุนส่งเสียงเชียร์อย่างไร้จุดหมาย

อย่างไรก็ตาม ผู้โพสต์ยังได้ฝากข้อเตือนใจถึงทีมงานดังกล่าวว่า โลกการเมืองนั้นโหดร้าย ขอให้ระมัดระวังอย่าสะดุดล้ม เพราะมวลชนที่เคยส่งเสียงเชียร์อาจหันมาโจมตีได้ทุกเมื่อ

ในส่วนที่สอง ผู้โพสต์ได้เปลี่ยนผ่านอารมณ์ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในภาพรวม โดยระบุว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพการเมืองที่วนเวียนไม่ไปไหน ก่อนจะพุ่งเป้าโจมตีประเด็นพฤติกรรมของ สส. บางกลุ่มอย่างดุเดือด โดยเฉพาะกรณีที่มีการบ่นถึงความยากลำบากในการหาอาหารรับประทานเมื่อต้องทำงานดึก (ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่ามีเพียงไม่กี่วันต่อปี)

ผู้โพสต์ตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า สส. เหล่านี้ได้รับเงินเดือนหลักแสน ทำงานเพียงสัปดาห์ละไม่กี่วัน มีสวัสดิการ บำนาญ และเดินทางฟรี อีกทั้งยังมีทีมงานผู้ช่วยที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนติดตาม แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของตัวเองได้ เช่น การให้ผู้ช่วยไปซื้ออาหาร หรือการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ให้มาส่งที่สภา

เรื่องง่ายๆ ของตัวเองแท้ๆ ยังแก้ปัญหาให้ตัวเองไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร หรือว่าตั้งคนเป็นผู้ช่วย โดยตั้งจากเครือญาติเพื่อเอาเงินเดือนเข้ากระเป๋า จึงไม่มีคนมาช่วยงาน” ผู้โพสต์ ระบุ

ในช่วงท้าย ผู้โพสต์ได้ทิ้งท้ายอย่างเจ็บแสบด้วยการเปรียบเทียบนักการเมืองกลุ่มนี้กับหลานวัย 10 ขวบของตนเอง โดยระบุว่าเวลาหลานหิว ยังสามารถสั่งพิซซ่าผ่านแอปพลิเคชันมารับประทานเองได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทักษะการแก้ปัญหาที่เก่งกว่านักการเมืองเสียอีก พร้อมประชดประชันว่าควรเอาหลานของตนไปเป็น สส. แทนจะดีกว่า ก่อนจะจบบทความด้วยการตัดพ้อว่าเบื่อหน่ายการเมืองอย่างหนัก

ทภ.2 แจงปม กัมพูชา ขุดคู-วางลวดหนาม เนิน 450 ช่องสะงำ กกล.สุรนารี จับตาใกล้ชิด ย้ำไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง-ปกป้องอธิปไตย

14 กันยายน 2569 เวลา 11:49 น.

14 กันยายน 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีปรากฏคลิปการขุดคูและวางลวดหนามบริเวณพื้นที่ชายแดนช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ตามที่ปรากฏคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่าฝ่ายกัมพูชามีการขุดคูติดต่อและวางลวดหนามในพื้นที่บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลว่าอาจมีการดำเนินการรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ฝ่ายไทยนั้น

จากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยในพื้นที่ พบว่าบริเวณที่ปรากฏในคลิปเป็นพื้นที่บริเวณเนิน 450 ช่องกระโดน ใกล้กับฐานปฏิบัติการพนมเบงของฝ่ายไทย โดยพริเวณยอดเนิน 450 มีฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาตั้งอยู่ใกล้แนวเส้นปฏิบัติการของฝ่ายไทย ซึ่งฐานดังกล่าวมีการใช้งานมาตั้งแต่ห้วงสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศกัมพูชาในอดีต สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ฝ่ายไทย โดยหน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ที่มีการวางกำลังและจัดตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้กันกับฐานของฝ่ายกัมพูชาบริเวณเนิน 450 เพื่อเฝ้าตรวจและควบคุมพื้นที่รับผิดชอบป้องกันการรุกล้ำเขตแดน ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยได้ดำเนินการปรับปรุงเส้นทางเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่ตามแนวชายแดน ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างรอบคอบ

ในส่วนของการประเมินสถานการณ์จากที่ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการขุดคูติดต่อและจัดวางลวดหนามในบริเวณดังกล่าว ประเมินว่าเป็นมาตรการเสริมความมั่นคงเชิงรับ เพื่อป้องกันตนเองในแนววางกำลังของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กองกำลังสุรนารีได้ทำการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ในกรณีที่พบความเคลื่อนไหวผิดสังเกต หรือสิ่งบอกเหตุที่อาจพัฒนาไปสู่ความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทุกการปฏิบัติเป็นไปตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและใช้วิจารณญาณต่อข้อมูลหรือคลิปที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อมิให้ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบสร้างความสับสน วิตกกังวล จนส่งผลกระทบต่อการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

จับตา! กกต.เริ่มแล้ว ประชุมลงมติสำนวนฮั้ว สว. 229 คน ลุ้นชี้ขาด 7 ข้อกล่าวหา ตร.คุมเข้มรอบสำนักงานฯ ก่อนแถลงผลบ่าย 3

14 กันยายน 2569 เวลา 11:30 น.

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คนแล้ว โดยมี กกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต.มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจ YouTube ECT Thailand

ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่ม สว.สำรอง ได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องขอให้พิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว.ด้วยความรอบคอบ อีกทั้งยังมี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมาเกาะติดการพิจารณาของ กกต.และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยนำทีมทำกิจกรรมไล่ผี โดยแต่งกายเป็นผี รวมถึงแต่งกายล้อเลียน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โดยใช้ชื่อ นายแสวง หมดบุญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติในวันนี้ กกต.แต่ละคนเมื่อเข้าห้องประชุมแล้วจะได้ส่งใบลงมติส่วนตัวต่อที่ประชุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมรวบรวมผลคะแนนและขานมติ อย่างไรก็ตาม การลงมติใน 7 ข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่

1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง

2.ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา 70

4..มีการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1)

5.มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3)

6.มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79

7.มีสิทธิเลือก เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81

ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน รัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย จำนวน 20 คน รวมถึง สว.สำรอง และผู้สมัคร สว.อีกจำนวน 50 คน

สว.สีน้ำเงิน ทำหน้าที่ตามปกติ ท่ามกลางการจับตาช่วงบ่ายสาม ลุ้น กกต.ส่งศาลฎีกาคดี ฮั้ว โยง 138 สมาชิกหรือไม่

14 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามระเบียบวาระปกติ ท่ามกลางการจับตาจากทุกภาคส่วนถึงผลการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีกำหนดการจะแถลงชี้ขาด ในเวลา 15.00 น.ว่าจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาฟ้องร้องในคดีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะหากศาลรับคำร้อง จะมีคำสั่งให้ สว.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนกลาง ชุดที่ 26 แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งหมด 138 คน โดยท่าทีของบรรดา สว.ส่วนใหญ่ยังคงสงบนิ่งและปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งสมาชิกแต่ละคนทยอยเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามลำดับ

โดยเริ่มจากการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในหลายประเด็นร้อน อาทิ ปัญหาที่ดินและทรัพยากรดิน ความคืบหน้าศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี การกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูล-ชี และคลองหกวา

นอกจากนี้ ที่ประชุมเตรียมเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร , ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม , ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล , การพิจารณาตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. และการตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ แม้การทำหน้าที่ในสภาจะดำเนินไปอย่างเป็นระบบ แต่ต้องจับตาเวลา 15.00 น.เพื่อฟังคำแถลงจาก กกต.ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสะเทือนตำแหน่งและทิศทางทางการเมืองของ สว.ชุดนี้หรือไม่

อย่าทำลายศรัทธาประชาชน! พันธุ์ใหม่ จี้ กกต. ส่งศาลฎีกาเคลียร์คดีฮั้ว สว. แนะเปิดคำวินิจฉัยให้สังคมคลายฉงน

14 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมเพื่อลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันนี้ ว่า เรื่องนี้ล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว และประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าผลการวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ กกต.ได้ยืนยันว่าจะมีการส่งผลการวินิจฉัยโดยการแถลงข่าว ซึ่งถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่ กกต.ตัดสินใจไปแล้วไม่สามารถกลับคืนมาได้ ประชาชนคนไทยทุกคนต่างจับจ้องเพื่อที่จะรู้ผลการตัดสินใจของ กกต.ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนยืนยันตรงกันว่า ถ้าการฮั้ว สว.ดำเนินไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิดเลย ก็เท่ากับการยึดอำนาจเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง และเราจะได้ฝ่ายนิติบัญญัติมาโดยไม่สุจริตก็ได้

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้น สิ่งที่ กกต.จะวินิจฉัยในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่เป็นอัยการตรวจสอบสำนวนฟ้อง หรือไม่ฟ้อง หรือสั่งฟ้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ทั้ง 7 คน มีถึง 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว.คณะนี้ โดย สว.ชุดนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 เรื่องการได้มาซึ่ง สว.ไม่ปกติหาก กกต.เสียงข้างมากเห็นควรไม่สั่งฟ้อง สว.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ประชาชนย่อมตั้งข้อสงสัยว่ามีลักษณะของการต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต.เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้การเมืองไทยเดินไปอย่างมีเสถียรภาพ และเกิดความศรัทธาเชื่อมั่น คือ กกต.ไม่ต้องตัดสินใจเองว่าจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใคร แต่ให้ส่งศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย นำสำนวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ที่แจ้งข้อกล่าวหา 229 คน ส่งให้ศาลพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าทั้งหมดนี้มีพฤติกรรมผิดหรือถูก ปกติหรือไม่ปกติอย่างไร ประชาชนจะได้สบายใจว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะทำให้ กกต. ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“ส่วนศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของศาลในการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย หากพิสูจน์แล้วไม่มีใครผิด ทุกคนก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทำผิด ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาจะเป็นผู้พิพากษาและเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับได้” น.ส.นันทนา กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีที่มีรายงานว่า กกต.จะไม่เปิดเผยมติของกรรมการรายบุคคล และไม่เปิดเผยรายชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น น.ส.นันทนา กล่าวว่า การวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใสชัดเจน ดังนั้น หากวันนี้ กกต.ลงมติออกมาเป็นเช่นไร เหตุใดจึงไม่แจ้งให้ประชาชนทราบ การปกปิดยิ่งทำให้คนสงสัยและเกิดข้อกังขามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส และเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าสิ่งที่ กกต.ทั้ง 7 คน วินิจฉัยนั้น สอดคล้องกับบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างไร พร้อมมองว่า กกต.ควรเปิดเผยผลการวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องการทำงานของ กกต.จะส่งผลต่อการตัดสินใจในวันนี้หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่มวลชนออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ตราบใดที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมจึงเป็นการสะท้อนเสียงให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ และสะท้อนไปยัง กกต.ให้รับรู้ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความคิดเห็นอย่างไร นอกเหนือไปจากการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่ง กกต. ต้องเปิดรับฟังเสียงของทุกคน และนำมาชั่งน้ำหนักกับข้อกฎหมาย ตลอดจนหลักฐานข้อเท็จจริง

โฆษก รบ.ย้ำคดีฮั้ว สว. เป็นกระบวนการกฎหมาย กกต.-รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

14 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ในวันนี้ (14 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีได้ติดตามหรือเกาะติดหรือไม่ ว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายขององค์กรอิสระ ที่ดำเนินการไปรัฐบาลก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง วันนี้รัฐบาลโฟกัสในเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะนอกจาก นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร มาพบในวันนี้แล้ว ยังจะไปเปิดงาน Gastech Bangkok 2026 ถือเป็นงานที่สำคัญที่ประเทศไทยจะอยู่ในฐานะผู้นำในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก เพื่อให้คนไทยได้อยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและพึ่งพาเชื้อเพลิง ฟอสซิลน้อยลง ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้มีปัญหาในระดับโลก เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พริษฐ์ ยก 4 เหตุผล ทำไม การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล

14 กันยายน 2569 เวลา 10:40 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ ทำไม การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ]

เมื่อเช้า ผมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” เกี่ยวกับเอกสารการกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน (ซึ่ง อ.สมชัย ระบุว่าคือ อดีต สส. เอกราช ช่างเหลา) ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เลยขอนำมาสาระดังกล่าวสื่อสารผ่านช่องทางนี้อีกทาง

โดยสรุป พยานดังกล่าวมีการให้การ 2 ครั้ง ที่ไม่ตรงกัน:

ครั้งที่ 1 (ต้นปี 2568) = ให้การที่ไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย

ครั้งที่ 2 (ปลายปี 2568) = ให้การที่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย (เป็นการกลับคำให้การจากครั้งที่ 1)

ผมเชื่อว่าการปล่อยเอกสารเรื่องการกลับคำให้การ เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. ที่ต้องการหา “ข้ออ้าง” มารองรับ หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย) ไปที่ศาลในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ไม่ควรเป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ด้วย 4 เหตุผล:

1. คำให้การที่กลับไปกลับมาของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้างหลักฐานอื่นทั้งหมดได้ และไม่สามารถทำให้ช้างทั้งตัวหายไปได้

แม้เรายอมเชื่อคำกลับคำให้การ แต่คำกลับคำให้การของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้าง หลักฐานและพยานส่วนอื่นอีกจำนวนมาก (เช่น โพยใบสั่ง / สถิติบัตรลงคะแนน / เส้นทางการเงิน / คลิปเสียง / หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย / ประวัติการโทรศัพท์ / พยานบุคคลอื่น) ที่บ่งชี้ว่าขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหา มีอยู่จริง

2. เราต้องตรวจสอบให้ดี ว่าคำให้การครั้งไหนบ้าง ที่มีแนวโน้มจะถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลาที่มีการให้การ?

หากเราเชื่อเนื้อหาในคำให้การครั้งที่ 2 ว่าคำให้การครั้งที่ 1 เกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) เราก็ควรตั้งคำถามและตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่าคำให้การครั้งที่ 2 ก็อาจเกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) – ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการให้การ ก็เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าการให้การครั้งที่ 1 (คาดว่า)เป็นการให้การด้วยตนเองและโดยละเอียด ในขณะที่การให้การครั้งที่ 2 เป็นเพียงการให้การเป็นหนังสือตามที่ปรากฎ

3. คำให้การครั้งที่ 2 ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะมีสาระสำคัญที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน

คำให้การครั้งที่ 2 มีการระบุว่า “ไม่มีการจัดทำโพยฮั้ว” และมีการ “จัดสร้างโพยฮั้วขึ้นมา(ย้อนหลัง) ..เพื่อให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะ.. ไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด” [ภาพ 1]

คำให้การนี้ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงชัดเจน เพราะ:

(1) คลิปจากกล้องวงจรปิดในการเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฎชัดเจน ว่า กกต. มีการตักเตือนและเดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. (รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา)

(2) แม้ในเชิงทฤษฎี โพยจะถูกสร้างขึ้นย้อนหลังได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างย้อนหลังไม่ได้แน่ๆ คือ ผลการลงคะแนน

– ภาพหรือกราฟที่แนบมา [ภาพ 3] คือคะแนนที่ผู้สมัคร สว. 10 ลำดับแรกในแต่ละกลุ่มได้รับ ในการเลือก สว. ระดับประเทศ รอบไขว้หรือรอบสุดท้าย (1 เส้น = 1 กลุ่ม | รวมทั้งหมด 20 กลุ่ม)

– หากการลงคะแนนไม่มี “โพยใบสั่ง” ที่กำกับการลงคะแนนทั้ง 20 กลุ่ม สิ่งที่เราควรจะเห็น คือสถิติการลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม ที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ (เช่น บางกลุ่มอาจมีผู้สมัครทั้ง 10 คนแรกที่ได้คะแนนสูสีกัน / บางกลุ่มอาจมีผู้สมัคร 2 คนแรก ที่คะแนนห่างจากคนอื่นมาก) – หากเป็นเช่นนั้น เส้น 20 เส้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

– แต่สิ่งที่เรากลับเห็นคือสถิติการลงคะแนนของแทบทุกกลุ่ม (19 จาก 20 กลุ่ม) ที่มีรูปแบบหรือ pattern ที่เหมือนกันเป๊ะๆ – นั่นคือ ผู้สมัคร สว. 6 ลำดับแรก จะคะแนนสูงมาก ก่อนจะตกลงมาชัดเจนสำหรับผู้สมัคร สว. ลำดับที่ 7 เป็นต้นไป

– ตรงนี้เป็นสถิติที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการลงคะแนนนั้น ถูกกำกับโดยเครื่องมือที่กำหนดการลงคะแนนไว้สำหรับทุกกลุ่ม (เช่น โพยใบสั่ง ตามที่เห็น)

– ดังนั้น ถึงแม้ใครจะเชื่อตามคำให้การครั้งที่ 2 ว่ามีการสร้างโพยย้อนหลัง แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างย้อนหลังได้แน่นอน คือผลการลงคะแนน ที่บ่งชี้ชัดถึงการมีอยู่ของเครื่องมือดังเช่นโพยใบสั่ง

ดังนั้น ผมไม่สามารถยืนยันได้ด้วยตนเองว่าคำให้การครั้งที่ 1 เป็นจริงแค่ไหน (ซึ่งคงต้องไปพิสูจน์เรื่องความสอดรับกับหลักฐานอื่นๆ) แต่ผมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คำให้การครั้งที่ 2 ไม่เป็นจริงอย่างแน่นอน และขาดความน่าเชื่อถือ

4. หากต้องการรู้อย่างแน่ชัดว่าคำให้การครั้งไหนเป็นจริงหรือมีมูล สิ่งที่ กกต. ทำได้ คือการสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนและพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย”

ร้านอาหารสภาติดป้ายปิด 1 วัน หลังฝ้าถล่ม คาดเกิดจากน้ำรั่วซึม

14 กันยายน 2569 เวลา 10:40 น.

ร้านอาหารสภาติดป้ายปิด 1 วัน หลังฝ้าถล่ม คาดเกิดจากน้ำรั่วซึม ด้าน ‘เลขาธิการสภาฯ’ เผยประสาน ‘กรมโยธาฯ’ เข้าตรวจสอบแล้ว

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่เมื่อวานนี้ฝ้าเพดานบริเวณโรงอาหาร ชั้น B2 ภายในอาคารรัฐสภา พังถล่มลงมา เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมานั้น วันนี้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ภายในศูนย์อาหาร ชั้น B2 ไม่สามารถขายอาหารภายในได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักบริหารงานอาคาร และสถานที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้นำแนวกั้นมากั้นบริเวณทางเข้า และปิดประตูไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า พร้อมติดป้ายที่มีข้อความว่า “ศูนย์อาหารขอปิดให้บริการภายในชั่วคราว เป็นเวลา 1 วัน ขออภัยในความไม่สะดวก”

ทำให้ร้านค้าต้องออกมาตั้งขายบริเวณด้านนอกศูนย์อาหารแทน ซึ่งการปรุงอาหารยังคงสามารถปรุงอาหารด้านในได้ แต่ต้องนำออกมาขายภายนอกแทน เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม พ่อค้า แม่ค้า หลายคนก็ยังคงมีความกังวล เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ใช้งานประจำ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า สาเหตุที่ฝ้าถล่มเกิดจากอะไร แต่คาดว่า เกิดจากสาเหตุการรั่วซึมของน้ำ และความชื้น ทำให้ฝ้าถล่มลงมา เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีน้ำหยดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเคราะห์ดีว่า ฝ้าไม่ถล่มลงมาตรงกับบริเวณร้านค้า ไม่ใช่นั้นร้านค้าจะเกิดความเสียหายต่อดิน แต่ฝ้าได้ถล่มมาตรงบริเวณที่นั่งรับประทานอาหาร ซึ่งหากเป็นบุคคลสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี มานั่งอยู่ก็จะเป็นเรื่องใหญ่

ด้านนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยสั้นๆ ว่า ตนได้ลงมาตรวจดูความเรียบร้อยที่บริเวณศูนย์อาหารแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และได้มีการประสานกรมโยธาธิการและผังเมือง ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อมาตรวจสอบความเรียบร้อย และหากพบว่าไม่มีความบกพร่องตรงไหนเพิ่มเติมก็สามารถเปิดทำการได้เลย