สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

วานนี้ 30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ฉากทัศน์การศึกษาไทย ในยุคสังคมโลกเปลี่ยน” (Scenarios of Thai Education in an Era of Global Transformation) พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดีเด่น ประจำปี 2568 กว่า 1,360 คน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จ.อุบลราชธานี โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้บริหารระดับสูง ศธ. ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการรายงานแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละโรงเรียน เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อคุณภาพและความสำเร็จของสถานศึกษา พร้อมทั้งให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการศึกษา ด้วยความเสียสละ อุทิศตน อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงเป็นผู้สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณถึงคุณงามความดีต่อวงการศึกษา 

โล่เกียรติคุณ

โดย รมว.ศธ. กล่าวถึง 5 ภารกิจเร่งด่วน ในการผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ ได้แก่ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ด้วยโครงการ Work Smart ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน เตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อไม่ให้ครูต้องทำหน้าที่แม่ครัวหรืองานจัดซื้อจัดจ้าง, รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยเตรียมยกเลิกการจัดสรรงบแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม

นอกจากนี้ เตรียมดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เพื่อสร้างเป็นพลเมืองโลกของเด็กไทย และสำหรับการประเมิน PISA 2029 ด้วย และแน่นอนว่า เราให้ความสำคัญกับโรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และในอนาคตจะตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” ปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง รวมทั้ง การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

โล่เกียรติคุณ

ด้านนายปรีชา จิตรสิงห์ นายกสมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนที่ทันสมัยสู่มาตรฐานสากล สำหรับการประชุมทางวิชาการฯ ปี 2568 จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษา และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลากรดีเด่น ประจำปี ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการและเลขานุการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูดีเด่น ตลอดจนเพื่อรายงานผลการดำเนินการของสมาคมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 กว่า 1,800 คน

โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ

กสม. จี้รัฐ เร่งรัด พ.ร.บ.อากาศสะอาด คุ้มครองสิทธิลมหายใจประชาชน

กสม. จี้รัฐ เร่งรัด พ.ร.บ.อากาศสะอาด คุ้มครองสิทธิลมหายใจประชาชน

กสม. จี้รัฐ เร่งรัด พ.ร.บ.อากาศสะอาด คุ้มครองสิทธิลมหายใจประชาชน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

วันนี้ 1  พฤษภาคม 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและในภูมิภาคต่างๆของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรากฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยที่ผ่านมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 กสม.มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งข้อเสนอแนะกรณีปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2567 มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัด การเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งในเวลานั้นมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร 7 ฉบับ และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแจ้งข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภาจึงเป็นอันตกไป

กสม.เห็นว่าปัจจุบันประชาชนยังคงประสบปัญหาจาก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างร้ายแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรฐานด้านอากาศสะอาดและนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะหลักการป้องกัน หลักการระวังไว้ก่อน หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และหลักการกระจายอำนาจ

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ล่าสุดนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. จึงมีหนังสือ ลงวันที่ 23 เมษายน 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งรัดคณะรัฐมนตรียืนยันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีจากการมีอากาศที่สะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง รวมทั้งจากมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในสุขภาพของประชาชน สิทธิทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพ รวมตลอดทั้งสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร เช่น การแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นที่รวดเร็ว ครอบคลุม และเข้าใจง่าย โดยธนาคารโลก (World Bank) ประเมินความเสียหายทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศของไทยมีมูลค่ากว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบหนักในภาคการท่องเที่ยว

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในการนี้ เพื่อผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในประเทศไทยในการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน กสม. จึงมีกำหนดจัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 การคุ้มครองสิทธิและการก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหา นคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหา ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และพรรคการเมือง โดยจะรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยต่อไป

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทักษิณ พ้นคุกจบทุกคดีจริงหรือ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เปิดภาพอินโฟกราฟิกกางปมร้อน

ทักษิณ พ้นคุกจบทุกคดีจริงหรือ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เปิดภาพอินโฟกราฟิกกางปมร้อน

ทักษิณ พ้นคุกจบทุกคดีจริงหรือ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เปิดภาพอินโฟกราฟิกกางปมร้อน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์ภาพอินโฟกราฟิกตั้งคำถามตัวโต ๆ ถึงกรณีที่ คุณทักษิณ กำลังจะพ้นโทษในวันที่ 11 พ.ค. นี้ว่า จบทุกคดีแล้วจริงหรือ

ดร.ดิเรกฤทธิ์

โดยเนื้อหาในโพสต์ได้จำแนกประเด็นร้อนที่สังคมต้องช่วยกันขยี้ไว้ 3 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ โทษจำคุก (คดีเดิม) แม้จะได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือ 1 ปี และกำลังจะออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค. นี้ แต่สถานะจะเปลี่ยนเป็นคุมประพฤติ ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดจนกว่าจะพ้นโทษสมบูรณ์ และถ้าหากยังมีคดีอื่น (ถ้ามี) ที่ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนหรือพิจารณาของศาล การตรวจสอบโดย ป.ป.ช. และองค์กรอิสระยังไม่จบ ซึ่งก็คือ คดี ชั้น 14 เรื่องการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นการบังคับโทษที่ถูกต้องหรือไม่ และในส่วนของระบบยุติธรรมไทยกำลัง สองมาตรฐาน หรือไม่ การบังคับโทษมีความ เท่าเทียม แค่ไหน ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมในตอนนี้ เพิ่มขึ้นหรือลดลง นี่ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย

ดร.ดิเรกฤทธิ์ ทิ้งท้ายสั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ดว่า ยุติธรรมต้องเท่าเทียม ตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ 

ดร.ดิเรกฤทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟบุ๊ก ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต

วีระยุทธ เซีย ธนพร ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม

วีระยุทธ เซีย ธนพร ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม

วีระยุทธ เซีย ธนพร ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

“วีระยุทธ-เซีย-ธนพร” ร่วมขบวนวันแรงงาน ดันปฏิรูปประกันสังคม ชี้อยากเป็นสากลต้องให้ความสำคัญกับชีวิตแรงงาน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 วันแรงงานสากล นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายเซีย ปาทอง และ น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้มาร่วมเดินขบวนในวันแรงงานสากล ณ บริเวณ ถนนราชดำเนิน ไปยังลานคนเมือง น.ส.ธนพร กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาชนได้มาร่วมกิจกรรมเดินขบวนกับพี่น้องแรงงาน เพื่อยืนยันว่าพรรคประชาชนจะอยู่เคียงข้างผู้ใช้แรงงาน พร้อมกับการรณรงค์ทวงคืนประกันสังคม ที่ปัจจุบันมีเรื่องการบริหารงานกองทุนค้านสายตาประชาชน โดยในวันนี้พรรคประชาชนจะเดินทางไปยื่นกฎหมายปฏิรูปประกันสังคม ที่อาคารรัฐสภา.

วันแรงงาน

ด้านนายวีระยุทธ กล่าวว่า วาระในการปฏิรูปประกันสังคมของพรรคประชาชนนั้น อยากเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของกองทุนประกันสังคมซึ่งมีเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ที่หากบริหารอย่างโปร่งใสและเป็นมืออาชีพจะสร้างดอกผลคืนกลับมาให้หยาดเหงื่อของแรงงานทุกคน เป็นเบาะรองรับเมื่อยามต้องตกงาน ทุพพลภาพ หรือยามเกษียณ นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังยืนยันในหลักการว่า การรวมตัวของแรงงานเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ดังนั้น ถ้าไทยอยากเข้าสู่มาตรฐานสากล ก็ยิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงาน การปรับตัวร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและภาคแรงงานจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้ไปได้ไกล เป็นระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและเป็นธรรม ผู้คนในสังคมได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกัน ซึ่งเป็นหลักการที่เรายืนยันมาตลอด สำหรับช่วงเวลา 14.30 น. ในวันนี้ พรรคประชาชนจะมีการเดินขบวนจากสี่แยกบางโพไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อรณรงค์ร่างประกันสังคมฉบับพรรคประชาชน ที่จะมีการยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน
วันแรงงาน

กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล

กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล

กสม. ชี้ คุก VIP ละเมิดสิทธิมนุษยชน เอื้อประโยชน์ กลุ่มทุนจีน-ผู้มีอิทธิพล

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แถลงผลการตรวจสอบกรณีคุก VIP ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร  ซึ่ง กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  สืบเนื่องจากกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์ ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 มีการพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษหรือห้อง VIP เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ ในการประชุม กสม.ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาค ซึ่งเป็นสาระสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา 34 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง โดยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติถึงการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลและห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบ  ไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งถิ่นกำเนิดเชื้อชาติศาสนาของบุคคลซึ่งรวมถึงผู้ต้องขัง ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง  

วสันต์ ภัยหลีกลี้

ซึ่งผลการตรวจสอบของ กสม.พบว่าเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่เรือนจำอื่น 11 แห่ง เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชา จการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารทำการและพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คนอยู่บริเวณด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าว พบผู้ต้องขังชาวจีนและหญิงชาวจีนกำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว โดยในวันดังกล่าวช่วงเวลาก่อนหน้านั้น มีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและจีนเดินทางมาพบผู้ต้องขังในห้อง VIP ดังกล่าวด้วยทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง จากนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบพฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและเจ้าพนักงานราชทัณฑ์จำนวน 1 รายเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และไม่เป็นไปตามระเบียบราชการจึงรายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องโดยอยู่ระหว่างการสอบสวน  และป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนพฤติกรรมการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ เข้าข่ายการทุจริต  จึงเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติ การณ์เอื้อประโยชน์โดยไม่ชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางราย

นายวสันต์  ยังกล่าวอีกว่า จากการชี้แจงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯพบว่าการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางรายทั้งการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศมีสาเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชา การเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติกรรมสั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบกับเป็นคำสั่งของบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายราชทัณฑ์และหลักการเยี่ยมญาติ  

อีกทั้งยังพบว่าการให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักจะเกิดในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อยประกอบกับห้อง VIP เน้นพื้นที่เฉพาะผู้บริหารทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัดส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ  ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคนส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระเดียวกันแตกต่างออกไปและไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาพและการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรม นูญบัญญัติไว้และตามหลักสากล และการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯกรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและควรส่งแรงงานการตรวจสอบให้กับคณะกรรมการป.ป.ช.ใช้ประกอบการพิจารณาตามอำนาจและหน้าที่ต่อไป  

ดังนั้น การประชุมของ กสม.ในวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 และให้ราย งานความคืบหน้าผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชา ชนต่อระบบงานราชทัณฑ์ และให้กรมราช ทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการ หรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ 2561 รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขังอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงเกิดขึ้นอีกพร้อมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง  เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ 

อนุทิน เชื่อมือ ศุภจี เตือน พวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว

อนุทิน เชื่อมือ ศุภจี เตือน พวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว

อนุทิน เชื่อมือ ศุภจี เตือน พวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

“อนุทิน” เชื่อมือ “ศุภจี” เตือนพวกโจมตี ระวังเจ้าตัวเสิร์ฟกลับทำจุกเป็นแถว เมิน คนวิจารณ์ บอก เป็นพวกไม่หวังดีกับรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปฟัง ย้ำไม่เสริมตำแหน่ง รมช.คลัง  มั่นใจ ยังขับเคลื่อนงานได้ ชี้ พรรคเศรษฐกิจ-พลังประชารัฐไม่ใช่พรรคร่วม แค่ยกมือโหวตหนุนนั่งนายกฯ แต่นั่งซีกรัฐบาล ส่วนอนาคตยุบรวมภูมิใจไทยหรือไม่ ตอบไม่ได้ ชี้เป็นกระบวนการภายในพรรคอื่น

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ช่วงนี้โดนมรสุมเข้าและถูกโซเชียลกระหน่ำโจมตีเรื่องการทำงาน ได้มีการให้กำลังใจอะไรหรือไม่ โดยนายอนุทิน ถึงกับร้อง หู้ย! ก่อนกล่าวว่า นางศุภจี ทำงานหนักจะตาย ทำงานทุกวัน และก็นิ่งแล้ว

อนุทิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้นางศุภจี เหมือนโดนมรสุมหนัก พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก นายอนุทิน ถึงกลับย้อนถามว่า “ใครบอกว่า นางศุภจีโดนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก อย่างนี้ตนก็แทรกมา 3 ปีแล้วมั้ง ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย นางศุภจี ไม่เคยให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ ”

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นางศุภจี ไม่ท้อใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีเลย มีแต่ลุย ลุยจนบางทีต้องบอกว่า “พี่เบาๆหน่อย พักผ่อนบ้าง” 

เมื่อถามอีกว่า จำเป็นจะต้องมีคนมาช่วยเสริมทีมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ไม่ต้อง สบาย” 

เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ออกมากดดันให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ นายอนุทิน กล่าวย้อนถามว่า “ใครบอกว่าเขาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เขาแค่ยกมือให้ผมเป็นนายกฯ แหม ชอบทึกทัก”

อนุทิน

เมื่อถามถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีจำนวน 5 เสียง และยกมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้เช่นกัน ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ ว่าจะยุบมารวมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า อนาคตคืออนาคต วันนี้ก็เหมือนกัน เขาก็ยกมือให้ตนมาเป็นนายกฯ ทำให้ตนเป็นนายกฯมา ตนก็ต้อง ถือว่าเป็นพรรคที่อยู่ในองค์ประกอบของการเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ใช่พรรคร่วมฯ เพราะไม่ได้มีรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐมนตรี แต่เป็นพรรคที่อยู่ในซีกรัฐบาลเช่นเดียวกับพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคอะไรที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯตนถือว่าเป็นพรรคซีกรัฐบาลอยู่

เมื่อถามว่า ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเศรษฐกิจ ได้มีการเข้าไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเพียงการเข้าไปประชุมเท่านั้น

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยจะโตกว่านี้อีกหรือไม่ นายอนุทิน อุทานว่า “โห เพิ่งเลือกตั้งเสร็จ” เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงการยุบรวมจากพรรคอื่นมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องการยุบรวม ตนไม่มีสิทธิ์ไปให้ความเห็น เพราะต้องมีขั้นตอนผ่านกรรมการบริหารพรรคของเขา และเมื่อยุบพรรคเสร็จ สมาชิกก็มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะเลือกไปอยู่พรรคใด ซึ่งมีขั้นตอนอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะโตมากกว่านี้อีกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงมากกว่า   การใหญ่ หรือ เล็กไม่สำคัญ เพราะตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมีอยู่ 70 เสียงก็ทำงานได้  ทำได้จนคนมาเลือกเป็น 190 เสียง เพราะฉะนั้น เรื่องใหญ่ หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ทำงานได้หรือไม่ ขับเคลื่อนได้หรือไม่ และผลักดันได้หรือไม่ ซึ่งเราต้องให้กำลังใจคนทำงานอย่างนางศุภจี ซึ่งตนมองว่าแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย

เมื่อถามว่า เป็นเพราะภายในพรรคไม่ค่อยออกมาช่วยนางศุภจี หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันไม่ต้องช่วย เพราะเป็นรัฐมนตรีแล้วจะต้องช่วยอะไร แต่ถ้าจะไปบอกว่า โอ้ย ใจเย็นๆ นะ เรื่องธรรมดาปกติอย่าไปถือโทษ อย่าไปปั่นโซเชียลฯ โห ระดับนี้ มีแต่เขาจะโต้ตอบเมื่อไหร่เท่านั้นแหละ พร้อมหัวเราะในลำคอ หึ ระวังด้วย นางศุภจีแกธรรมดาเสียเมื่อไหร่ล่ะ เวลาแกเสิร์ฟกลับมาที โอ้โห จุกกันเป็นแถวเลย ไม่เห็นหรอ”

เมื่อถามว่า ทางฝั่งของกระทรวงการคลังจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีช่วยเข้ามาเสริมการทำงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย.เห็นนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มาช่วยงาน และทำทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้หมด เดี๋ยวนี้การทำงานมีทั้งตัวของตนเอง ปลัดกระทรวง ซึ่งเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ก็มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนรองนายกฯด้านกฎหมาย และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังด้วย ซึ่งเป็นวิธีการในรูปแบบของตน จึงคิดว่าการทำงานแบบนี้เป็นไปได้ เพราะตนก็รับรู้ รับทราบว่านโยบายของตนและคณะรัฐมนตรีของตนตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อติดตรงนี้ก็ไปหาหนทางที่จะทำทุกอย่างให้ได้ ตนย้ำไปว่าประโยชน์จะต้องตกอยู่กับประชาชน และประชาชนรออยู่ ฉะนั้น ต้องทำให้เร็วที่สุด แต่จะต้องทำให้ถูกต้องและรอบคอบ รวมไปถึงต้องเกิดประโยชน์สูงสุด หลักมีอยู่แค่นี้ ตนถึงบอกว่าทุกคนทำงานทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเสียงเหน็บที่เข้ามา ก็มาจากฝั่งที่ไม่เคยปรารถนาดีกับรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปฟังอะไรมากมาย

ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง

ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง

ค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ นายกฯ บอก อนาคตโซลาร์รูฟจะไม่แพง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

“นายกฯ” ยัน ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ถูกลงแน่ บอก เอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน อนาคตโซลาร์รูฟจะถูกลง เหมือนมือถือในอดีตเครื่องเกือบ 2 แสน เหลือ 400 บาท

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ ประชาชนจะจ่ายค่าไฟถูกลงมากกว่าปัจจุบันหรือไม่ว่า นี่เราเอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน เอาแสงแดดมาเข้าโซลาร์รูฟ ถ้าประชาชนใช้เหลือรัฐก็รับซื้อคืน เพื่อนำไปใช้ที่อื่น ซึ่งเหมือนกับการปฏิรูปโครงสร้าง การไฟฟ้าไปยังประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้โซลาร์รูฟ ถูกลงเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหลักการตาม ดีมานด์ ง-ซัพพลายเหมือนกับโทรศัพท์มือถือช่วงแรก เครื่องละ 200,000 กว่าบาท เพราะทุกคนต้องใช้และแข่งกันทำให้คุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันมือถือทั่วไป ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน ราคาเหลือแค่ 400 บาท 

“ในอดีต โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของผมที่ซื้อ ราคา 120,000 บาท ถือหิ้วหนีบจั๊กกะแร้ เท่จะตาย แบตเตอรี่ตีหัวแตกได้ วันนี้ราคาเหลือเท่าไหร่ ถูกมาก เผลอๆ ไปซื้อของแล้วแถมมือถือด้วย”

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่า ประชาชนต้องยอมรับกับค่าไฟที่แพงไปก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ถูกลงนะ 200 หน่วยแรกสำหรับคนทั่วไป ทุกคนได้เท่ากันหมด เหลือ 3 บาท/หน่วย ถ้า 200 หน่วยถึง 400 หน่วยคิดเป็นขั้นบันได ส่วน 400 หน่วยขึ้นไปเป็นอีกราคาหนึ่ง ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข หลายระบบในประเทศไทยก็ทำอย่างนี้

เมื่อถามว่า ปกติแล้วค่าไฟเดือน เม.ย. อาจจะแพงอยู่แล้ว พอมาปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งจะไม่ทันกับรอบบิล ประชาชนจะโวยวายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่มันไม่ทันรอบบิลนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างมีขั้นตอน และสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน.(กกพ.)  เป็นหน่วยงานอิสระ ตนไปบังคับอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มแล้ว เป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส พยายามจะทำให้ถึงมือประชาชนในช่วงต้นเดือน มิ.ย. และไม่ได้ช้าอะไร ซึ่งค่าไฟเป็นวงรอบของมัน เราทำเต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต

นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต

นายกฯ อวยพรวันแรงงานสากล ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความมั่นคงในชีวิต

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“อนุทิน” อวยพร “แรงงาน “มีความมั่นคง สำเร็จในชีวิต ชี้ ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ว่า ขอฝากความระลึกถึง ชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการขอเพิ่มค่าแรงรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผล

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

อนุทิน เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ ยันไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“นายกฯ”เร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ เผย ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า มันไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่าง ๆ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พ.ค.นี้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า วงกรอบ 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ สั่งปรับปรุงหลังคาทางเดินเข้าตึกสันติให้เรียบร้อย

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ สั่งปรับปรุงหลังคาทางเดินเข้าตึกสันติให้เรียบร้อย

นายกฯ ตรวจความพร้อมทำเนียบฯ สั่งปรับปรุงหลังคาทางเดินเข้าตึกสันติให้เรียบร้อย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ไปยังตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล เพื่อตรวจสอบการเตรียมงานเพื่อรองรับการจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันฉัตรมงคล วันจันทร์ที่ 4 พ.ค.นี้

โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีการแนะนำให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนหลังคาที่คลุมทางเดินระหว่างตึกที่เป็นพลาสติก และเชือกที่ผูกยึดหลังคาพลาสติกออกเพื่อความสวยงาม และสมพระเกียรติ โดยให้ทางผู้รับผิดชอบไปดูว่าจะเปลี่ยนอย่างไรเพื่อให้มีความเหมาะสมและสวยงาม

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดูแล้วไม่สวย และไม่มีประโยชน์อะไรเลย พร้อมยกตัวอย่างว่าถ้าจะเอาไว้กันฝนก็ไม่สามารถกันได้ เพราะมีช่องว่างที่ไม่มีหลังคาระหว่างทางเดินอยู่ ถ้าฝนตกมาก็เปียกอยู่ดี

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล