อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

‘ทวี’ บี้รัฐตั้ง ‘กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์’ เตือนอย่าใช้ ‘จินตนาการ’ บริหารประเทศ แนะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินนับล้านไร่ 

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา16.10น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และญัตติที่เสนอเกี่ยวเนื่องกันอีก4ญัตติ ได้แก่ของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน ลงมติพร้อมกัน

ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเงินการก่อสร้างที่เป็นภาษีภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าอดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งอันดามัน กับ มหาสมุทรแปซิฟิกหรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้ ต่อมาสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกันถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่องจะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารากับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคือ อยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาท มันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์กับของนักวิชาการจุฬาลงกรมณ์หาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือบีอีซี เลโช ของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4-5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ การศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาน้อยไป ตนจึงอยากบอกว่าไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบ คือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีไอ้โม่งถือครองที่ดินด้วยหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1000 ไร่ มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วยก็ดี” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026  ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX – ANUGA ASIA ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย ตลอดจนขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ

“อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เราได้รับการยอมรับในฐานะครัวของโลกเท่านั้น แต่ในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามไปอีกขั้นสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตที่หลอมรวมนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความน่าเชื่อถือเข้าไว้ด้วยกัน ประเทศไทยยังเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่เพียงมีทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง มาตรฐานระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังส่งเสริมด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และห่วงโซ่คุณค่า (Value Supply Chain) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว  

สำหรับ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุม 12 อาคาร เต็มพื้นที่จัดแสดงสินค้าของอิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา นำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจนเทคโนโลยีอาหาร และสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไฮไลต์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ คือ อาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการอัปเดตผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์เกิดใหม่ และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก

“ความยิ่งใหญ่ของงานครั้งนี้ ประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1,254,000 ล้านบาท ในปี 2568 ล้วนตอกย้ำถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหาร มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยืดหยุ่นท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มีเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีบุคลากรที่มีความสามารถ และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมบริการระดับโลก เรามั่นใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในเชิงบวกนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และช่วยให้ความเป็นพันธมิตรทางการค้าของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ในปีนี้ ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย ได้ร่วมกันยกระดับงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น ในทุกมิติ ภายในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมทุกประเภทแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการ กิจกรรมพิเศษ การสัมมนา ที่จะช่วยอัปเดตเทรนด์อาหาร ความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ร่วมงาน เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เปิดเจรจาธุรกิจในวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1-3, อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5-12

พม. เตรียมจัดงาน ‘วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69’ สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

พม. เตรียมจัดงาน 'วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์'69' สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

พม. เตรียมจัดงาน ‘วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69’ สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

พม. เตรียมจัดงานใหญ่ “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569”ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมจัดงาน “วันรณรงค์ต่อต้าน การค้ามนุษย์ ประจำปี 2569” ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 11.30 น. ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กองต่อต้านการค้ามนุษย์ สป.พม.” เพื่อแสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ในปี 2573 หรือ Thailand TIP Zero 2030

การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข และยุติปัญหาการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่า “การค้ามนุษย์เป็นเรื่องใกล้ตัว” ทุกคนมีโอกาสถูกขบวนการค้ามนุษย์ และอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ มุ่งเน้น “การเชื่อมโยงพลัง” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ชุมชน เยาวชน และประชาชนทุกคน ที่ร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนการต่อต้าน การค้ามนุษย์ให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากลต่อไป

ภายในงานจะมีพิธีประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย พิธีมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ บุคคลดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และสถานศึกษาต้นแบบป้องกันการค้ามนุษย์ ประจำปี ๒๕๖๙ นิทรรศการเผยแพร่ผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย บูธนิทรรศการหน่วยงานด้านการดำเนินคดี ด้านการป้องกัน และด้านการคุ้มครอง บูธนิทรรศการผลงานของผู้ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การจัดแสดงนิทรรศการพัฒนาการของงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ตลอดจนผลงานของเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอเชิญชวนประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และผู้สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังสำคัญในการต่อต้าน การค้ามนุษย์ พร้อมร่วมส่งต่อพลังแห่งความร่วมมือ ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” เพราะการยุติการค้ามนุษย์ ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของคนทั้งสังคม

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จ ไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงเปิดงาน “ 1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” โดยมีคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน “1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำรัสเปิดงาน “1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” จากนั้น ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษทางวิชาการ ในหัวข้อ “Cellular Therapies for Malignant Brain Tumors” โดย Professor Dr. Lukas Bunse จากศูนย์วิจัยโรคมะเร็งแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ DKFZ โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการประวัติคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ตลอดจนการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมอันโดดเด่นของคณาจารย์และนักศึกษา ซึ่งเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ถือกำเนิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาระบบสุขภาพของชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มิได้เป็นเพียงการสร้างสถาบันการศึกษา หากแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เพื่อผลิตบัณฑิตแพทย์ที่พร้อมอุทิศตนรับใช้ประชาชนและสังคมไทย ทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง “สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” ขึ้น เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นสำนักวิชาแรกภายใต้สังกัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ทรงมุ่งหวังให้เป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนและผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งจัดการศึกษาระดับหลังปริญญาในสาขาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” และย้ายสังกัดมาอยู่ภายใต้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะฯ ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท และเอก พร้อมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง ยังมีโครงการอาสาจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ต่อมาคณะฯ จึงได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น “วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในวาระทรงเจริญพระชนมายุ 64 ปี และต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องการจัดตั้งส่วนงานและการกำหนดหน้าที่ส่วนงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568 ให้ใช้ชื่อปัจจุบันว่า “คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เป็นสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ ทักษะวิชาชีพ ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อรองรับความต้องการของระบบสาธารณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนได้ดำเนินพันธกิจหลักอย่างครบถ้วน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดผลงานและความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน นับเป็นวาระสำคัญยิ่งในการสะท้อนถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จของคณะในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการแสดงความภาคภูมิใจของบุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่า ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร นอกจากนี้ การจัดงานในโอกาสดังกล่าวยังเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นวัตกรรม และบทบาทของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ต่อสังคม รวมถึงเป็นการสื่อสารวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับสากล มุ่งสู่ “การเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน ด้วยจิตแห่งผู้ให้ ผู้พัฒนา และผู้รักษาแห่งอนาคต”

ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เดินหน้าภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม พายเรือเก็บขยะ

ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เดินหน้าภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม พายเรือเก็บขยะ

ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เดินหน้าภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม พายเรือเก็บขยะ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

เดินหน้าโครงการ “ICC Green Legacy : มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” อย่างต่อเนื่อง อีกหนึ่งโครงการสำคัญของ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นำทีมพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่พายเรือคายัคเก็บขยะทางน้ำกับ ภารกิจ “พายดี มีเครดิต เพื่อชุมชนน่าอยู่” ครั้งที่ 2
ณ บริเวณคลองสรรพสามิต เขตบางขุนเทียน พื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนชาวประมงริมชายฝั่ง และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสู่ปากอ่าวที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล

โดยบริเวณนี้มักประสบปัญหาขยะลอยน้ำที่ถูกทิ้งมาจากบ้านเรือน รวมถึงขยะที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาสะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ภายหลังจากการเก็บรวบรวมขยะแล้ว ทั้งหมดจะถูกนำขึ้นฝั่งเพื่อคัดแยกตามประเภท ก่อนนำชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครั้งนี้ทีมพนักงานจิตอาสาสามารถเก็บรวบรวมขยะได้ทั้งสิ้น 480.3 กิโลกรัม ประกอบด้วย โฟม ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กล่องอาหารพลาสติก ขยะอินทรีย์ และ ขยะอิเล็กทรอนิกส์  หลังจากคัดแยกประเภทแล้ว ขยะที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ส่วนขยะประเภทอื่น ๆ จะถูกนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ทีมงานยังได้นำข้อมูลดังกล่าวมาประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามประเภทขยะ พบว่าสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 605.72  กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) หรือ ประมาณ 0.606 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)

ด้าน ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กล่าวว่า “ภายใต้ความตั้งใจของไอ.ซี.ซี. ที่ยึดแนวคิด Moving Forward to Sustainability หรือ การขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืนนั้น เราเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่เพียงการเติบโตขององค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความยั่งยืนของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย เพราะหากสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลได้ องค์กรก็ไม่อาจเติบโตอย่างมั่นคงเช่นกัน การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ก่อนหลุดรอดลงสู่ท้องทะเล จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเราพบปัญหาของไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในสัตว์ทะเลจำนวนมาก และท้ายที่สุดเมื่อมนุษย์บริโภคอาหารทะเล สิ่งเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาสู่ตัวเราเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ผู้ที่เริ่มต้นทิ้งขยะคือ มนุษย์ และผลกระทบทั้งหมดก็วนกลับมาสู่มนุษย์เช่นกันค่ะ”

พร้อมปิดท้ายว่า “ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ การเริ่มต้นแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง แม้การพายเรือเก็บขยะจะช่วยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุได้บ้าง แต่หากทุกคนเริ่มต้นจากตัวเอง ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ด้วยการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง และทิ้งขยะให้ถูกที่ ก็จะช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ธรรมชาติได้อย่างแท้จริง เราเชื่อว่า หากทุกคนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ ‘มรดกสีเขียว’ ที่เราอยากส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง และโลกของเราก็จะน่าอยู่ขึ้นอย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ”

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ในวันที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในวงการออกแบบอีกต่อไป รวิภา รมยะรูป  (Ravipa Ramyarupa) ยืนหยัดในฐานะสถาปนิกชาวไทยผู้มองโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยเติมลมหายใจใหม่ให้กับพื้นที่ เมือง และชุมชน

ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นในแวดวงสถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง adaptive reuse หรือการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงานออกแบบร่วมสมัย และสำหรับ รวิภา รมยะรูป นี่คือแนวทางหลักที่เธอประยุกต์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

เพราะสำหรับ รวิภา อาคารทุกหลังที่มีอยู่เดิมต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายครั้งคุณค่าของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ และทำให้มันกลับมามีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง

ประโยคที่ว่า “อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด คืออาคารที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสถาปัตยกรรมโลก และยิ่งเมื่อเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นโจทย์สำคัญของยุคสมัย วิธีคิดเรื่องการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

แนวทางนี้ไม่ได้มองอาคารเก่าเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หมดอายุการใช้งาน หากแต่เห็นมันเป็นทรัพยากร เป็นความ  ทรงจำและเป็นจุดตั้งต้นของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งแต่อดีตโรงงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาคารสำนักงานร้างที่ถูกแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรมในวันนี้จึงกำลังตั้งคำถามมากขึ้นว่า อนาคตของการออกแบบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะสร้างเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่เราเลือกเก็บรักษาไว้ด้วย

รวิภา จบการศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design และได้ทำงานในฐานะสถาปนิกให้กับบริษัทต่างๆ  เช่น Skidmore, Owings and Merrill (SOM), Marble Fairbanks Architects, Caruso St. John Architects, SO-IL และ Thomas Phifer and Partners

แนวคิดด้านการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างสร้างสรรค์นี้ปรากฏชัดในผลงานของเธอ Sewn Into the City โครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดที่จัดโดย Buildner ภายใต้หัวข้อ Re: Form: New Life for Old Spaces เวทีประกวดแห่งนี้ได้ตั้งโจทย์ท้าทายให้สถาปนิกทั่วโลกร่วมคิดค้นแนวทางใหม่ในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่พื้นที่ว่างเปล่าและอาคารร้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ โรงงานสิ่งทอร้างในเมือง Sebeta ประเทศเอธิโอเปีย โดยแทนที่จะเลือกเริ่มต้นจากการรื้อถอน รวิภา กลับเสนอการเติมชีวิตใหม่ให้โครงสร้างเดิมผ่านการสอดแทรกฟังก์ชันใหม่เข้าไป ทั้งพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชน อาคารเดิมไม่ได้ถูกลบหรือปกปิด แต่ถูกฟื้นฟูและปรับบทบาทใหม่ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอีกครั้ง สมกับชื่อโครงการที่สื่อถึงการ “เย็บ” อาคารหลังนี้กลับเข้าไปในผืนผ้าของเมืองโดยรอบ

อีกหนึ่งโครงการของเธอคือ Greenpoint Library and Environmental Education Center ที่ บรู๊กลิน ระหว่างทำงานอยู่ที่ Marble Fairbanks Architects โครงการนี้ตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวกับมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าห้องสมุดสาธารณะทั่วไป แต่เป็นทั้งทรัพยากรของชุมชนและตัวอย่างของการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามาในตอนท้าย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของงานออกแบบตั้งแต่ต้น

อาคารหลังนี้ได้รับการรับรอง Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) Gold และใช้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ทั้งการรับแสงธรรมชาติ แผงโซลาร์เซลล์ หลังคาสีเขียว และระบบจัดการน้ำฝน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Architizer A+ Awards, Award of Merit จาก AIA Brooklyn+Queens Design Awards, รางวัลจาก NYCxDesign 2021 ในสาขา Greater Good: Social and Environmental Impact รวมถึง Design Excellence Award จาก New York Public Design Commission

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารางวัล สำหรับ รวิภา คือความเชื่อที่ยิ่งชัดขึ้นว่า สถาปัตยกรรมจะมีความหมายได้จริง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานทางรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ระดับความใส่ใจต่อบริบท ชุมชน และผลกระทบที่งานชิ้นนั้นมีต่อพื้นที่รอบตัว

ปัจจุบัน รวิภา ทำงานอยู่ที่ Thomas Phifer and Partners หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความประณีตบรรจงของงานออกแบบ ตลอดจนความใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทและรายละเอียดทางเทคนิค บริษัทนี้จึงได้รับคัดเลือกจาก Bureau of Overseas Buildings Operations (OBO) แห่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รับสัญญา Worldwide AE Design IDIQ อันทรงเกียรติ ส่งผลให้ Thomas Phifer and Partners เป็นหนึ่งในเพียง 12 บริษัททั่วโลก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและบริหารจัดการอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลก

ขอบเขตของภารกิจนี้นับว่าใหญ่ไม่น้อย เพราะหน่วยงานดังกล่าวดูแลทรัพย์สินที่ใช้งานจริงมากกว่า 3,000 แห่ง ในกว่า 290 สถานทูตและที่ทำการทางการทูต และงานจำนวนมากภายใต้ภารกิจนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างใหม่เสมอไป    แต่รวมถึงการบูรณะ การปรับปรุง และการนำอาคารเดิมกลับมาใช้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงบทบาททางการทูต

หากมองจากประเทศไทย เส้นทางของ รวิภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ ดีไซเนอร์ไทยเลือกใช้วิถีทางที่ยึดโยงกับอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกก็จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

ในช่วงเวลาที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามเรื่องเราควรสร้างอะไร สร้างอย่างไร และต้องแลกด้วยต้นทุนแบบไหน กำลังถูกถามด้วยความเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม และในบริบทเช่นนี้ การนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ก็ไม่ได้เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการปฏิบัติวิชาชีพอย่างรับผิดชอบ

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์อันเปี่ยมล้นผ่านโครงการที่หลากหลายรูปแบบ ผลงานในอนาคตของ รวิภา รมยะรูป จึงเปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง 

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

นักธุรกิจชาวไทยนำโดย “สมาน คุณากรไพบูลย์ศิริ” พร้อมคณะคนไทย ร่วมกันจัดสร้างอนุสรณ์สถานตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาพร้อมรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาและบุษบก สำหรับบรรจุอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและความเสียสละของพระองค์ ณ วัดไจ๊กะลอ เมืองย่างกุ้ง เมียนมา โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

“ผมกับคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย รู้จักกันมานาน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 คุณดนัย ได้มาพบผมและเล่าให้ผมฟังว่า ได้เดินทางไปประเทศเมียนมา ไปพบศาลของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ที่ตั้งอยู่ที่วัดไจ๊กะลอ มีความคิดที่จะให้ชาวไทยร่วมสร้างตำหนักให้ใหม่เพื่อให้สมพระเกียรติ  ซึ่งคุณดนัยทราบว่า ผมรู้จักกับผู้ใหญ่ในประเทศเมียนมา จึงให้ผมขออนุญาตในการก่อสร้างตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา” นายสมานกล่าว

โครงการจัดสร้างอนุสรณ์สถานตำหนักนี้ยังเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีและประวัติศาสตร์ที่ยืนยาวของทั้งไทยและพม่า และการก่อสร้างได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากทางวัดไจ๊กะลอและกรมการศาสนาของเมียนมาเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง จากวัดไจ๊กะล่อ และทางกรมศาสนาแล้ว ได้บวงสรวงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ที่กองทัพภาคที่ 3 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 และได้เริ่มดำเนินการเซ็นสัญญาก่อสร้างให้บริษัท A1 เป็นผู้ดำเนินการสร้างและเริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568เริ่มก่อสร้างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ได้บวงสรวงวัดไจ๊กะล่อ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 และวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 จนถึงวันนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 80% คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม และฉลองประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2569

เตรียมจัดพิธีบวงสรวง ณ พิษณุโลก-วัดสระเกศ-แม่สาย เชียงราย

ก่อนที่จะอัญเชิญสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาไปประทับที่วัดไจ๊กะลอ เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมานั้น จะได้อัญเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไปยังจังหวัดพิษณุโลก ณ พระราชวังจันทร์ ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ในวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 ซึ่งในเย็นวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะมีการเสวนาประวัติของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาโดยผู้เชี่ยวชาญ ต่อด้วยพิธีบวงสรวงอัญเชิญดวงจิตของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา มาสถิตที่หุ่น พร้อมทั้งการทำพิธีเทวาภิเษกรูปสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาจำลอง

วันที่ 9-16 มิถุนายน 2569 จะอัญเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา มาที่วัดสระเกศ(ภูเขาทอง) ประทับวิหารของพระอัฏฐารส ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดวิหารทอง อ.เมืองพิษณุโลก แล้วเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา กระทำประทักษิณรอบบรมบรรพตภูเขาทอง 1 รอบ จากนั้นเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา  ประดิษฐานลานหน้าพระวิหาร พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา แล้วเสร็จพิธี

โดยจะเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาเข้าสู่พระวิหารพระอัฏฐารสฯ ประดิษฐานไว้บนพระแท่น วันที่ 10-16 มิถุนายน 2569 ให้ประชาชนเข้าสักการะสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา 

วันที่ 18-21 มิถุนายน 2569 จะอัญเชิญสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไปประทับที่วัดพระธาตุดอยเวา ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา รวมถึงพระอนุชาคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ และหลวงปู่โง่น โสรโย บวงสรวงสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา จัดนิทรรศการสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ณ บริเวณชั้นลอย ชั้น2 ทางเดินไปสกายวอล์ค วันศุกร์ที่19 – วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569

ทุกสถานที่ที่อัญเชิญสมเด็จพระสุพรรณกัลยาไปประทับ เพื่อให้ประชาชน ได้สักการะสมเด็จพระสุพรรณกัลยา จะเป็นดอกบัวสีขาว ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม จะเก็บไปทำมวลสาร เพื่อสร้างพระผง ด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ด้านหลังเป็นรูป 3 พระองค์ เพื่อแจกให้ประชาชนในวันฉลองตำหนักพระสุพรรณกัลยา และในวันที่อัญเชิญพระนางสมเด็จฯไปวัดไจ๊กะล่อ

ภายในงานแถลงข่าวยังมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ในโครงการก่อสร้างพระตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา , พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และพระอาจารย์กาญจน์ สุญาณิกโพธิ (ป.ธ.9) วัดสระเกศฯ , ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมด้วย

สำหรับเจดีย์ไจ๊กะลอ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา ปัจจุบันมีอายุ 2,334 ปี ตั้งอยู่ในเมืองมิงกะลาดอน แคว้นย่างกุ้ง โดยในพุทธศักราช 235 พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งจักวรรดิโมริยะ ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ภายใต้การกำกับดูแลของพระโมคคัลลีบุตรติสเถระ และได้ส่งพระสมณทูตเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังอาณาจักรต่างๆ 9 แห่ง โดยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ พร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า หนึ่งในเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า คือ เจดีย์ไจ๊กะลอ สร้างโดยพระเจ้าศรีมาโศกะมิน หรือพระเจ้าธิหะทีป ผู้ปกครองเมืองทะตอนร่วมด้วยพระอรหันต์ที่เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิ

“พระสุพรรณกัลยา”ขัตติยนารีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอยุธยา

ประวัติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 17 แห่งอาณาจักรอยุธยา และปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย และพระวิสุทธิกษัตรีย์ (พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 15 แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระสุริโยทัยแห่งราชวงศ์สุโขทัย) พระสุพรรณกัลยา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ประสูติในปีพุทธศักราช 2095 ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก

สำหรับพระสุพรรณกัลยา ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า ฉบับอูกาลา มหายาสะเวงจี (U Kala Mahayazawingji) และฉบับมหายาสะเวงเต๊ะ (Mahayazawinthet) และมีบันทึกผ่านทางจารีตการบอกเล่าในแวดวงนักประวัติศาสตร์ไทย ผ่านคำให้การชาวกรุงเก่า และคำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุว่าในปีพุทธศักราช 2112 เจ้าฟ้าสองแคว (พระอิสริยยศของพระมหาธรรมราชาเมื่อครั้งได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าบุเรงนองให้ขึ้นครองพิษณุโลก) ได้ถวายพระสุพรรณกัลยา พระชันษา 17 ปี กับบริวารและนางสนมรวม 15 คนแก่พระเจ้าบุเรงนองหรือพระเจ้าช้างเผือก ผู้ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ยอมพลัดพรากจากแผ่นดินเกิดไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสาวดี 

พงศาวดารพม่ามีการกล่าวถึงพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง มีฉายาว่า “อะเมียวหย่ง” แปลว่า “ผู้จงรักภักดีในชาติพันธุ์แห่งตน” นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ‘อะเมียวหย่ง’  คือพระนามที่ชาวพม่าใช้เรียกขานพระสุพรรณกัลยา พระนางมีพระธิดา 1 พระองค์กับพระเจ้าบุเรงนอง ทรงได้รับพระราชทานพระนามว่า เจ้านางเมงอทเว

ภายหลังจากที่พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ. 2124  พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์แทน ภายหลังจากที่พระมหาอุปราชามังกะยอชวาสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2135 จากการทำสงครามยุทธหัตถี กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งการสิ้นพระชนม์นั้นในพงศาวดารรวมถึงคำให้การต่างๆ ทั้งของไทยและพม่าต่างก็ให้ข้อมูลต่างกันออกไปเกี่ยวกับการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา ในปีพุทธศักราช 2135 รวมสิริพระชนมายุ 40 พรรษา

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

เปิดตำนานเมืองปราจีนบุรีไปกับสองหนุ่มสายลุย  อย่าง ‘เต้ย พงศกร’ และแขกรับเชิญสุดพิเศษ ‘น้ำ รพีภัทร’ ที่จะพาทุกคนไปตื่นตาตื่นใจกับ “วัดรัตนเนตตาราม” หรือ วัดล้านหอย สถาปัตยกรรมสุดวิจิตรที่ประดับประดาด้วยเปลือกหอยนับล้านตัว  จนดูราวกับเมืองใต้บาดาลอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อด้วยการลิ้มรสภูมิปัญญาความอร่อยระดับตำนานที่ “ร้านขนมเขียวแม่ปุก” ขนมพื้นบ้านแป้งนุ่มละมุนหอมกลิ่นใบเตยแท้ที่นึ่งสดใหม่แบบคำต่อคำ 

ก่อนจะไปปิดท้ายความตื่นเต้นระดับมรดกโลก ณ จุดชมกระทิงเขาแผงม้า เพื่อซุ่มดูฝูงกระทิงป่าตัวเขื่องที่ออกมาอวดโฉมท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ที่ยังคงความสมดุลไว้อย่างน่าอัศจรรย์ จากวิถีท่องเที่ยวสุดฟินสู่บทเรียนการเปลี่ยนโลก ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง จุดกำเนิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนผลไม้อย่าง “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมส่งออกไกลถึง 60% ทั่วโลก พร้อมเจาะลึกกระบวนการแปรรูปเป็น “มะม่วงกวน” เนื้อสีทองที่รักษาความหวานอมเปรี้ยวธรรมชาติไว้ครบถ้วน 100%    โดยมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นลมใต้ปีกที่สำคัญที่เข้ามาสนับสนุนทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีการจัดการสวน เพื่อพลิกฟื้นอดีตหมู่บ้านร้างให้กลายเป็นแผ่นดินทองคำที่สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

การเดินทางครั้งนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังแห่งความร่วมมือสามารถยกระดับเกษตรกรไทยสู่สากลได้อย่างไร

ติดตามชมได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ทางช่อง 9 MCOT HD เวลา 20.20 น. บอกเลยว่าสาระและความสนุกครบรสจนคุณไม่ควรพลาด!!

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็ก ๆ ไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายด้านการเรียนเท่านั้น   แต่ยังต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างความสัมพันธ์ การรับมือกับความขัดแย้ง และการเผชิญกับการกลั่นแกล้งทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรงพยาบาลพระรามเก้า ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรหลานอายุ 3–12 ปี เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา “เมื่อโลกไม่ใจดี ต้องสอนลูกให้มีทักษะสังคม” เพื่อเรียนรู้แนวทางเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้ลูกตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมทำความเข้าใจพัฒนาการด้านอารมณ์และการเข้าสังคม เรียนรู้วิธีสังเกตสัญญาณเตือนเมื่อลูกเริ่มมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนแนวทางดูแลและส่งเสริมให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า เจ้าของเพจ “หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง” ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กในยุคดิจิทัล ผ่านหัวข้อสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น ทักษะทางสังคมคืออะไร, วิธีสังเกตว่าลูกเริ่มมีปัญหาการเข้าสังคม, ทำไมเด็กจึงต้องมีเพื่อน, การรับมือกับการบูลลี่ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ รวมถึงวิธีช่วยให้ลูกเข้าสังคมได้ดีขึ้น

กิจกรรมจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องประชุม Grand Hall ชั้น 5 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน QR Code  หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่  โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ครอบครัวเท่านั้น กิจกรรมดี ๆ ครั้งนี้เปิดให้เข้าร่วม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพราะในโลกที่ไม่ได้ใจดีกับทุกคนเสมอไป การสอนให้ลูกมีทักษะในการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมั่นคง อาจเป็นหนึ่งในภูมิคุ้มกันชีวิตที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูกได้ตั้งแต่วันนี้

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับคนอยากทำธุรกิจส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

แนะนำ 4 แหล่งเงินทุนสำรองสำหรับมือใหม่ พร้อมทางเลือกอย่างการนำแบรนด์เนมมาขายฝากเพื่อรับเงินก้อนด่วน อนุมัติไว ดอกเบี้ยถูก เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

อยากเริ่มทำธุรกิจแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน? หลายคนมักนึกถึงการกู้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ความจริงเรามีอยากเริ่มทำธุรกิจแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน? หลายคนมักนึกถึงการกู้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ความจริงเรามีเงินก้อนซ่อนอยู่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินออม หรือแม้แต่ขายฝากสินค้าแบรนด์เนมหรือของสะสม ซึ่งปัจจุบันมีบริการรับขายฝากที่ปลอดภัยกว่า ถือเป็นแหล่งเงินทุนสำรองที่ช่วยสานฝันธุรกิจคุณได้แบบไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยมหาโหด

ทำไมสินเชื่อส่วนบุคคลถึงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด?

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ย่อมมีความเสี่ยงและต้องใช้เวลากว่าธุรกิจจะคืนทุน หากคุณเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยสูงถึง 16-25% ต่อปี ภาระดอกเบี้ยที่เดินหน้าทุกวันอาจทำให้เกิดภาวะเงินตึงมือและกลายเป็นหนี้พอกพูนจนธุรกิจสะดุดลงได้ การหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจึงปลอดภัยกว่ามาก

4 แหล่งเงินทุนสำรอง กู้ฝันธุรกิจให้เป็นจริง

เมื่อสินเชื่ออาจทำให้ต้นทุนสูงเกินไป เราลองหันมามอง 4 แหล่งเงินทุนรอบตัวที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์มากกว่ากันดีกว่า

1. เปลี่ยนสินทรัพย์ลักชัวรี่เป็นทุนหมุนเวียน

ของใช้แบรนด์เนมอย่างกระเป๋าหรือนาฬิกาหรู คือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง หากต้องการเงินก้อนด่วนไปหมุนเวียนในธุรกิจ คุณสามารถนำมาแปลงเป็นเงินสดระยะสั้นได้ ให้วงเงินสูง ยืดหยุ่น ไม่ต้องเช็กเครดิตบูโร ถือเป็นช่องทางหาเงินทุนที่ตอบโจทย์คนทำธุรกิจที่สุด

หากกำลังมองหาแหล่งเงินทุนที่ไว้ใจได้ JIPJIPMONEY ผู้นำด้านบริการรับขายฝากสินค้าลักชัวรี่ พร้อมเป็นผู้ช่วยคุณ เราประเมินราคาอย่างเป็นธรรม วงเงินสูง โอนไวใน 1 ชั่วโมง และคิดดอกเบี้ยถูกเพียง 0.89% ต่อเดือน เมื่อธุรกิจมีกำไรก็สามารถนำเงินมาไถ่ถอนกระเป๋าใบโปรดคืนไปได้แบบสบายๆ

2. เงินออมฉุกเฉิน

แหล่งเงินทุนที่ปลอดภัยที่สุดเพราะไม่มีดอกเบี้ย แต่หลักการคือไม่ควรทุบกระปุกนำเงินเก็บทั้งหมดมาลงทุน แนะนำให้แบ่งมาใช้เพียงบางส่วน และควรเหลือสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน

3. ระดมทุนจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิท

เป็นแหล่งทุนที่เข้าถึงง่ายและมักจะไม่มีดอกเบี้ย หรือมีในอัตราที่ต่ำมาก แต่เพื่อป้องกันปัญหาผิดใจกันในอนาคต แนะนำให้พูดคุยแผนธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และทำสัญญายืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายในการทำธุรกิจระยะยาว

4. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากภาครัฐ

หากต้องการเงินก้อนใหญ่ ควรพิจารณาโครงการของรัฐหรือธนาคารเฉพาะกิจ (เช่น SME D Bank) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักให้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารทั่วไปและผ่อนชำระได้นาน แต่อาจต้องใช้เวลาเตรียมแผนธุรกิจและรออนุมัตินานกว่าวิธีอื่น

สรุปบทความ

การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องแบกรับดอกเบี้ยมหาโหดเสมอไป แค่สำรวจสินทรัพย์รอบตัวและวางแผนการเงินให้ดี ก็มีเงินทุนที่ปลอดภัยได้ และถ้าคุณมีสินค้าลักชัวรี่ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นทุน JIPJIPMONEY พร้อมสนับสนุนทุกก้าวการเติบโตของคุณด้วยบริการขายฝากที่โปร่งใสและได้มาตรฐานที่สุด