สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

สพฐ.คลอดมาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569 สั่งการทั้งส่วนกลาง -สพท.-สศศ.ถือปฏิบัติเคร่งครัด ห้ามมีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2569 โดยกำหนดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 13 มิถุนายน  สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ในวันที่ 14 มิถุนายน และประกาศผลการคัดเลือกฯ ภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริต ให้การคัดเลือกฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งไส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต สพฐ.จึงได้กำหนด “มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569”  และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด นอกจากนี้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. ยังมีหนังสือบันทึกข้อความห้ามข้าราชการในสังกัด สพฐ.ส่วนกลาง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด

“ มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ที่ให้ สพท. และ สศศ.ถือปฏิบัติ มีดังนี้ 1.ห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(ผอ.สศศ.) รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 2.ให้ ผอ.สพท. และ ผอ.สศศ.แจ้งคณะบุคคลในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจกหรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 3. สอดส่อง กำกับ ดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันมิให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในการคัดดีดลือก 4.กำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม บุคคลที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตและมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวกับการคัดเลือก ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์ใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต ให้ ผอ.สพท. และ 

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงดาบตำรวจอดุลย์  อายุ 38 ปี ผบ.หมู่ (ป.) ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขณะขับรถไปรับลูกชาย 2 คน หน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.พงสตา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ภรรยาซึ่งเป็นครูของโรงเรียนเสียชีวิต ส่วน ด.ต.อุดุลย์ ได้รับบาดเจ็บ และลูกน้อยวัย 2 เดือนบาดเจ็บเล็กน้อย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปัตตานีเดือด! ประกบยิง ด.ต.สภ.ยะหริ่ง ภรรยาดับคาเบาะ-ลูกสาว 2 เดือนปลอดภัย)

ล่าสุด โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ Prasanwittayamulniti ไว้อาลัยต่อการจากไปของ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ครูของโรงเรียน โดยแชร์โพสต์ของเพจ “PS MEDIA” ที่ระบุว่า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ต่อการจากไปของอาจารย์ผู้เป็นที่รักของนักเรียน

ขออัลลอฮ์ทรงเมตตา อภัยโทษ และประทานสวนสวรรค์อันสูงส่งแด่อาจารย์  (ฟาตีเมาะห์ ยาโงะ บุคลากรฝ่ายธุรการ โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ )

ขณะที่เพจ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” รายงานว่า “ยะรังรวมพลังละหมาดฮายัต ต้านความรุนแรง หลังเหตุสะเทือนขวัญคร่าชีวิตครูสาว” ประชาชนในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการ คณะครู และนักเรียน โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ตำบลพงสตา ร่วมประกอบพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอความสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ พร้อมชูป้ายแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายแต่งกายคล้ายผู้หญิงสวมฮิญาบ ลอบยิง ดาบตำรวจอดุลย์ หะยีสุหลง ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ นางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ซึ่งกำลังอุ้มลูกวัยแรกเกิด เสียชีวิตภายในรถ

ส่วนเพจ “ศธ.360 องศา” โพสต์ข้อความระบุว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อวานนี้ ซึ่งสังคมได้รับทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น กระทรวงศึกษาธิการรู้สึกสะเทือนใจและเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความเสียใจและร่วมอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณครูฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

กระทรวงศึกษาธิการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในบริเวณสถานศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันปกป้อง และไม่ควรให้เกิดความรุนแรงในทุกรูปแบบ

กระทรวงศึกษาธิการยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง โดยหลังจากนี้จะมีการกำชับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก 

หากมีความคืบหน้าประการใด กระทรวงศึกษาธิการจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

26 พ.ค. 2569

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกยุค AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “คนรุ่นใหม่” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เชื่อมั่นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 48 ปี ภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำ สร้างอนาคต” เดินหน้ายกระดับเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งจากทั่วประเทศ หรือ Next-Gen Talent ตามเจตนารมณ์ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ต้องการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต”

โครงการทุนการศึกษาเครือซีพี สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เชื่อมั่นว่า “การพัฒนาคน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ” โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซีพีไม่ได้มองทุนการศึกษาเป็นเพียงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา แต่เป็น “เวทีแห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนคนเก่งและมีศักยภาพ ได้ค้นพบความสามารถของตนเอง ได้เข้าถึงการศึกษา พร้อมเสริมสร้างทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อโลกอนาคต ทั้งความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับทุนได้เรียนรู้ ฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานจริงในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจแห่งอนาคต

นายภาคิน สังแก้ว หนึ่งในผู้รับสมัครทุน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี และกำลังจะเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า รู้จักโครงการทุนการศึกษาเครือซีพีจากคำแนะนำของอาจารย์และเพื่อนที่เคยได้รับทุนมาก่อน ซึ่งมองว่าโครงการนี้ไม่ได้มอบเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้จริง สอดคล้องกับแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อที่ต้องการเติบโตเป็นแพทย์ที่ดี และใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและสังคม โดยตั้งเป้าหมายเพียงการตั้งใจเรียนและนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ น.ส.ภูริชญา นิลวิสุทธิ์  นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม “ทุนฯ เครือซีพี” มศว ผู้สมัครรับทุน เผยว่า รู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างมากที่มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนการศึกษาเครือซีพี ซึ่งทุนนี้จะนำไปสู่โอกาสสำคัญ ทั้งด้านการฝึกงานในบริษัทในเครือซีพีที่เป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำของไทยและครอบคลุมหลายธุรกิจ การพัฒนาทักษะหลากหลายมิติ และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง

ด้าน น.ส.ธิดา แซ่ลี นักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จ.พะเยา เปิดเผยความรู้สึกหลังเข้าร่วมการคัดเลือกว่า ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย เพราะกระบวนการคัดเลือกแต่ละรอบมีความเข้มข้นมาก หากได้รับทุนการศึกษานี้ นอกจากจะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ตัวเองแล้ว หากประสบความสำเร็จในชีวิตและมีโอกาสเป็นผู้นำในอนาคต จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการกระจายองค์ความรู้ ทุนการศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารต่อไป

ขณะที่ บิดาของ น.ส.ธิดา กล่าวเสริมว่า ครอบครัวไม่ได้บังคับเส้นทางชีวิตของลูก และพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจอย่างเต็มที่ โดยการสมัครขอรับทุนครั้งนี้เกิดจากข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์ของครอบครัว จึงหวังให้ลูกได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น และมองว่าทุนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ลูกได้ใช้พัฒนาตนเอง เรียนรู้ในสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเยาวชนทุนซีพีจำนวนมากเติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพในหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาคธุรกิจ วิชาการ เทคโนโลยี การแพทย์และงานพัฒนาสังคม โดยหลายคนได้นำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาชุมชนและสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” ที่สามารถต่อยอดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต “หนึ่งคน” ไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคมและประเทศต่อไป

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทุนการศึกษาเครือซีพี จึงยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้ก้าวข้ามข้อจำกัด พัฒนาศักยภาพของตนเองและเติบโตเป็น “Next-Generation Leaders” ที่พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด “Energy of Possibility : พลังดี ไม่มีดรอป” พื้นที่ปล่อยของ ทดสอบศักยภาพ และช่วยต่อยอดแพชชันการทำธุรกิจที่เกิดผลกระทบเชิงบวกในสังคมได้จริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุนจากเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไปต่อได้แบบไม่มีดรอป ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ 1.กระบวนการบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น สำหรับคนที่มีไอเดียและอยากเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคม ช่วยปูพื้นฐานด้านธุรกิจ ค้นหาแนวทางในการสร้างรายได้ที่ใช่ไปพร้อมกับการกำหนดตัวชี้วัดทางสังคม พร้อมทุนสนับสนุนการทดลองตลาด ทีมละ 80,000 บาท และทุนต่อยอดธุรกิจทีมละ 250,000 บาท หากเป็นผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้าย และ 2.กระบวนการพัฒนาความพร้อมของกิจการในระยะขยายผล สำหรับกิจการที่ต้องการขยายผลและเติบโตอย่างเป็นระบบ ผ่านการโคชชิ่งเชิงลึก เพื่อยกระดับคุณภาพการเติบโตแบบเจาะจงตามบริบทของแต่ละกิจการ เสริมความพร้อมให้สามารถโตต่อได้อย่างยั่งยืน และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงและยั่งยืน การสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด การตั้งเป้าหมายและวัดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อช่วยต่อยอดกิจการและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

โดยจะเปิดรับสมัครข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu Champions for Change หรือ Incubation Program: https://forms.gle/K2hwa8e9eUsfCyM36 , Acceleration Program: https://forms.gle/qe61aS7b9B5QPmLR9

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

​สจล.ปั้น ‘นักบิน Ultralight’ เปิดหลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษฯ ผสาน AI อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยี พระจอมเกล้าลาดกระบัง (ด่านช้าง) ร่วมกับ สมาคมมัจฉานุ เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรม “หลักสูตรนักบินอากาศยานเบาพิเศษ การวิจัย และนวัตกรรม” (Short Course in Ultralight Pilot, Research and Innovation) รุ่นแรก หลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน (63 ชั่วโมง) มุ่งพัฒนาบุคลากรด้านการบินและนวัตกรรม เพื่อประยุกต์ใช้อากาศยานเบาพิเศษร่วมกับ AI, GIS และเทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับภาคเกษตรอัจฉริยะ งานสำรวจทางอากาศ ภารกิจอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และงานกู้ภัยทางน้ำในอนาคต

เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ กฎหมายการบิน หลักการบิน ระบบอากาศยาน อุตุนิยมวิทยาการบิน การวิเคราะห์ Flight Data การประยุกต์ใช้ AI เพื่อความปลอดภัยทางการบิน ตลอดจนฝึกบินจริง ณ สนามบินอยุธยา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทดสอบใบอนุญาตนักบินอากาศยานเบาพิเศษ (UPL)

หลักสูตรได้รับความร่วมมือจากทีมครูการบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน นักวิจัย และกัปตันสายการบินพาณิชย์ชั้นนำของไทย เปิดรับสมัครผู้มีอายุ 17 ปีขึ้นไป วุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ผ่านการตรวจสุขภาพ MEDICAL CLASS 4 รับจำนวนจำกัด 35 คน ค่าลงทะเบียน 180,000 บาท เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 11-31 พฤษภาคม 2569

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง  https://www.facebook.com/kmitlofficia     และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส อัญเชิญน้ำสรงประทานสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงประทานในสมเด็จพระสังฆราช สรงถวาย “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนาที่มีต่อมหาวิทยาลัยและชาวจังหวัดมหาสารคาม

เมื่อเร็วๆนี้ ณ หอพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง) ได้ประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงและเครื่องสักการะเพื่อสรงถวาย “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” ซึ่งได้รับประทานจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธ) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยขบวนอัญเชิญน้ำสรงประทานฯ และเครื่องสักการะที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง พร้อมด้วยขบวนต้นดอกเงินปัจจัยร่วมทำบุญเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เคลื่อนขบวนจากหน้าอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ เข้าสู่หอพระพุทธกันทรวิชัยฯ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในชุดผ้าไทยโทนสีขาวและชุดพื้นเมือง สะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันงดงาม

ในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธกันทรวิชัยฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2524 อีกทั้งได้บำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) ผู้ทรงมีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัย โดยได้รับเมตตาผ้าไตรจากพระเดชพระคุณพระพรหมมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) กรรมการมหาเถรสมาคม มอบให้เพื่อประกอบพิธีสำคัญในครั้งนี้

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า “พิธีสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยฯ เป็นวาระสำคัญประจำปีที่ชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคามและพุทธศาสนิกชนจะได้ร่วมกันแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง นอกจากพิธีสงฆ์แล้ว ยังมีการประกอบพิธีบาสีสู่ขวัญพระเจ้าตามประเพณีโบราณแนวฮีตสิบสองครองสิบสี่ และการฟ้อนถวายสักการะสมโภชโดยผู้บริหารและนิสิต ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความศรัทธาและความสมัครสมานสามัคคีของชาว มมส ที่มีต่อการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป”

นอกจากนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ มหาวิทยาลัยยังจัดให้มีการออกโรงทานตลอดทั้งวัน และการแสดงหมอลำสมโภชจากวงหมอลำไพบูลย์ เสียงทอง เพื่อเฉลิมฉลองในวาระอันเป็นมงคลนี้ ท่ามกลางศรัทธาของประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

อภิสิทธิ์ เปิดแพล็ตฟอร์ม ส่องรัฐ ใช้ AI จับทุจริตโครงการรัฐ

อภิสิทธิ์ เปิดแพล็ตฟอร์ม ส่องรัฐ ใช้ AI จับทุจริตโครงการรัฐ

อภิสิทธิ์ เปิดแพล็ตฟอร์ม ส่องรัฐ ใช้ AI จับทุจริตโครงการรัฐ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

“อภิสิทธิ์” เปิดแพล็ตฟอร์ม “ส่องรัฐ” นำร่องใช้ AI จับทุจริตโครงการ AI รัฐ พบกว่า 1,200 โครงการ งบทะลุ 4,200 ล้านมี 3 เอกชนเกี่ยวข้อง – เตรียมสอบเข้มกระทรวง ดีอี-อว.-ศธ. – ขู่หากมีข้อมูลลึกใช้ประกอบซักฟอกอนาคตได้ 

25 พ.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ เปิดตัวแพล็ตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มในการใช้ AI ในการจับตา และตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ในโอกาสการครบรอบ 80 ปีของพรรคฯ และตามการรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่ใช้งานได้ง่าย เพื่อให้การบริการประชาชนของภาครัฐดีขึ้น เพิ่มมาตรฐานความโปร่งใส โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบ รวมถึงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เผิดเผยว่า ในวันนี้ (25 พ.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ มีความพร้อมในการใช้แพล็ตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ซึ่งเบื้องต้น ยังใช้เป็นการภายในของพรรคประชาธิปัตย์ในการติดตามตรวจสอบ การจัดซื้อ จัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งภายในแพล็ตฟอร์ม จะมีการรวบรวมข้อมูลกลุ่มโครงการของรัฐ เพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยใช้ปัญหาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกลุ่มงานแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบ จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงการ AI ของภาครัฐ ซึ่งมี 1,276 โครงการ รวมงบประมาณ 4,271 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ พรรคฯ จึงกังวลว่า จะมีการทุจริต และภาครัฐไม่ได้มียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ชัดเจน แต่หน่วยงานรัฐกลับอ้างโครงการ AI เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ทั้งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้น ๆ ได้อยู่แล้ว 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า เมื่อมีการตรวจสอบ TOR และรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ยังพบว่า สุ่มเสี่ยงการทุจริต แลัได้โครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน OECD กำหนด ซึ่งรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายใน 2 ปีนี้ พร้อมยังเปิดเผยอีกว่า ในงบประมาณกว่า 4,200 ล้านบาท มีความเกี่ยวข้อง 3 บริษัทเอกชน ที่มีส่วนกับการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการตรวจสอบในรายละเอียดของเอกชนที่เกี่ยวข้องว่า มีส่วนเชื่อมโยง หรือเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดหรือไม่ หรือเอกชนนั้น มีการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองใดหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่างโครงการยกระดับทักษะด้าน AI ของคนไทย หรือ AI Passport ที่มีความเสี่ยงการทุจริตสูง และพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้านจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI และโครงการอื่น ๆ ต่อไป ทั้งของกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งขณะนี้ กำลังไล่พิจารณาหลายโครงการ ที่มีรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่เริ่มมีปัญหา และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง มีการชะลอโครงการ ซึ่งพรรคฯ กำลังติดตามว่า เหตุใดจึงมีการปรับรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ ยังเชิญชวนประชาชนที่มีเบาะแสเกี่ยวกับความปกติ หรือความไม่ชอบมาพากลในโครงการต่าง ๆ ขอให้แจ้งมายังพรรคฯ เพื่อพรรคฯ จะได้ใช้แพล็ตฟอร์มนี้ในการตรวจสอบ และเมื่อระบบมีความเสถียรแล้ว ก็จะมีการเปิดใช้ให้ประชาชนเข้าถึงต่อไป พร้อมสื่อสารไปยังรัฐบาล ที่เพิ่งมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชน และนายกรัฐมนตรี อยากให้มีการป้องกันการทุจริตด้วยการนำ AI มาใช้ในการตรวจสอบว่า รัฐบาลไม่ต้องมีโครงการแพง ๆ เพราะพรรคฯ ได้ใช้แพล็ตฟอร์มนี้แล้ว จึงขอให้ภาครัฐ ได้เปิดเผยข้อมูลแทน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD ทำให้รัฐมีความโปร่งใสด้วย 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุอีกว่า ในการตรวจสอบ หากพบว่า มีข้อมูลการทุจริตที่ร้ายแรงพอ ก็จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่เบื้องต้นยังสามารถใช้กลไกฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบได้ เช่น กลไกกรรมาธิการ การตั้งกระทู้ถาม หรือการเสนอญัตติ 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า ในสัปดาห์นี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ประชาชนเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งในกรณีที่ภาครัฐไม่เปิดเผยข้อมูล ประชาชนสามารถเรียกร้อง หรือคัดค้านการไม่เปิดเผยข้อมูลได้ หรือการยื่นอุทธณ์ โดยจะต้องมีข้อสรุปภายใน 60 วัน 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

กรวีร์ ซัดกลับ เท้ง สร้างวาทกรรม กล่าวหาภูมิใจไทย เป็นเอเจนท์สีน้ำเงินกินรวบประเทศ

กรวีร์ ซัดกลับ เท้ง สร้างวาทกรรม กล่าวหาภูมิใจไทย เป็นเอเจนท์สีน้ำเงินกินรวบประเทศ

กรวีร์ ซัดกลับ เท้ง สร้างวาทกรรม กล่าวหาภูมิใจไทย เป็นเอเจนท์สีน้ำเงินกินรวบประเทศ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

‘กรวีร์’ ซัดกลับ ’เท้ง‘ สร้างวาทกรรม กล่าวหา ’ภูมิใจไทย‘ เป็น ’เอเจนท์‘ ระบอบ ’สีน้ำเงิน‘ กินรวบประเทศ ยันทุกสีอยู่ใต้กติกาเดียวกัน เหน็บบางพรรคเคยชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ก็ไม่มีใครกล่าวหา มั่นใจ ทำงานร่วมกันได้ ไร้ปัญหา

25 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ระบุว่าขณะนี้ประเทศถูกกินรวบโดยระบอบสีน้ำเงินโดยพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเจนต์ในระบอบดังกล่าวว่า หากบอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์ของระบอบสีน้ำเงิน ก็เกินเลยไป ส่วนตัวมองว่าเราอยู่บนกติกาเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน และที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ใช่เป็นผู้เขียน เราอยู่ในสภาพเดียวกันกับสีส้ม สีแดง และสีเขียว ดังนั้น การที่จะมาพูดว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน กลายเป็นพรรคภูมิใจไทยสีน้ำเงินกินรวบ เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ตนอยากจะบอกว่าอย่าไปสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบนี้ 

นายกรวีร์ กล่าวว่า ในสมัยที่พรรคบางพรรคชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตนยังไม่เห็นมีใครบอกว่ากินรวบเป็นสีนั้นหรือสีนี้  ดังนั้น การไปสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบนี้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และยืนยันว่าไม่ได้เป็นเรื่องการกินรวบแต่อย่างใด หากมองว่าพรรคภูมิใจไทยได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พวกเราก็อยู่ภายใต้กฎกติกาผ่านการเลือกตั้งมาเหมือนกันเหมือนกับพรรคอื่นๆ 

เมื่อถามว่า เป็นการโหมโรงสร้างความขัดแย้งในอนาคตหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ต้องอดทน เป็นเรื่องธรรมดา หากทำงานการเมือง เอาผลประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ลดเรื่องวาทกรรมทางการเมือง ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ 

เมื่อถามว่า การทำงานร่วมกันในสภาฯ หลังจากนี้จะยากขึ้นหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ทำงานร่วมกันได้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ทำงานร่วมกันได้ดีตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาฯ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งตนก็ต้องขอบคุณพรรคฝ่ายค้านด้วย การประสานงานระหว่างสองฝ่ายก็ได้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ถอยคนละนิดคนละหน่อยเพื่อให้งานภาพรวมเดินหน้าต่อไปได้ มั่นใจการทำงานร่วมกันไม่มีปัญหา.

อยากเห็นสภาฯ สง่างาม! กรวีร์ โยนแต่ละพรรคหาข้อสรุปก่อนเคาะลงมติ ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ ดีเอสไอ

อยากเห็นสภาฯ สง่างาม! กรวีร์ โยนแต่ละพรรคหาข้อสรุปก่อนเคาะลงมติ ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ ดีเอสไอ

อยากเห็นสภาฯ สง่างาม! กรวีร์ โยนแต่ละพรรคหาข้อสรุปก่อนเคาะลงมติ ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ ดีเอสไอ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

กรวีร์ โยนแต่ละพรรคหาข้อสรุปก่อนเคาะลงมติ ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ ดีเอสไอ สอบคดี พนันออนไลน์-อาชญากรข้ามชาติ หรือไม่ ชี้อยากเห็นสภาฯ ทำหน้าที่สง่างาม ตอบคำถามประชาชนได้ 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปสอบสวนในคดีพนันออนไลน์ และอาชญากรข้ามชาติ ว่า ประเด็นนี้น่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมวิปรัฐบาล แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้จะต้องให้แต่ละพรรคการเมืองไปพูดคุยกันก่อน เพื่อหามติพรรคว่าเป็นอย่างไร จากนั้นค่อยกลับมาพูดคุยกันในวิปร่วมรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า โดยในส่วนพรรคภูมิใจไทยจะมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยในที่ประชุมสส.ประจำสัปดาห์วันพรุ่งนี้ เพื่อนำมาพิจารณาและประกอบการตัดสินใจในการลงมติ ซึ่งในหลักการของสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง ระหว่างที่มีสมัยประชุมสภาฯ จะได้ไม่มีหน่วยงานใดใช้อำนาจเรียก หรือกลั่นแกล้งเพื่อนสมาชิกในระหว่างที่มีการเปิดสมัยประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายต่างๆ 

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องไปดูในแนวทางปฏิบัติ และเหตุผลจำเป็น รวมไปถึงสอบถาม นายชนนพัฒฐ์ เองว่าอยากให้สภาฯส่งตัวเพื่อไปสู้คดีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันทั้งระหว่างพรรคการเมืองและนายชนนพัฒฐ์ จึงคิดว่าในวันพรุ่งนี้ที่ส่วนใหญ่จะมีการประชุมพรรคการเมืองกัน น่าจะได้หารือกับเพื่อนสมาชิกก่อนในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องส่วนตัวในฐานะประธานวิปรัฐบาลมองอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า การลงมติในครั้งนี้ถือมีความสำคัญ เนื่องจากจะเป็นบรรทัดฐานให้กับสภาต่อไป ซึ่งส่วนตัวเข้าใจถึงเหตุผลของการที่มีกฎหมายกำหนดเอาไว้ เพื่อที่จะคุ้มครองเอกสิทธิ์ของสส. แต่อย่างไรก็ตามต้องดูเหตุผลและความจำเป็นด้วย เพราะถ้าเรื่องนี้เข้ามาและมีเจตจำนงทางการเมือง ที่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง สส. ทั้งสภาคงตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวและเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ฉะนั้นคงต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคการเมืองด้วย ทั้งนี้ ตนในฐานะสส. อยากจะเห็นการทำหน้าที่ของสภา ให้มีความสง่างามและสามารถตอบคำถามของประชาชนได้ 

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วมบอร์ดภัยพิบัติ

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วมบอร์ดภัยพิบัติ

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วมบอร์ดภัยพิบัติ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 บุก กกต. จี้ยุบ พรรคประชาชน ปม เท้ง วิจารณ์องคมนตรีร่วม บอร์ดภัยพิบัติ ซัดส่อเซาะกร่อนฯ ซ้ำรอย ก้าวไกล

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรค การเมือง เพื่อขอให้ดำเนินการสืบสวนไต่สวนเป็นการเร่งด่วน กรณีมีผู้โพสต์ข้อความส่อไปในทางผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และวรรคสอง

โดยนายนพรุจ เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องมาร้องเรียนในวันนี้เนื่องจากตนได้เห็นข้อความที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล โดยเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี ภายหลังเข้าร่วมประชุมการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ (บอร์ดภัยพิบัติ) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตนเห็นว่าผู้ที่ออกมาโพสต์และให้สัมภาษณ์ตอกย้ำเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนซ้ำ ๆ คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งมีข้อความเชิงประจักษ์ชัดเจนตามสื่อต่าง ๆ เช่นคำว่า “โหนฟ้าลงต่ำ (เท้งติงรัฐบาลอนุทิน)” หรือ “อย่าโหนฟ้ามาต่ำ..” พร้อมทั้งมีการนำภาพองคมนตรีทั้ง 9 คนมาประกอบ

นายนพรุจ ระบุอีกว่า นายณัฐพงษ์ มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาชน การออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นมติของพรรค หรือได้รับความเห็นชอบโดยรวมจากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน

“ดังนั้นผมจึงได้นำบทความและข้อความที่ได้นำมาแนบเป็นหลักฐานยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองในวันนี้ หากพบว่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หมวด 3 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ก็ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องยุบพรรคประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด โดยขอให้นายทะเบียนนำคำพิพากษายุบพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้มาพิจารณาเทียบเคียงด้วยว่า กรณีของพรรคประชาชนนี้ส่อเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ หรือไม่ ซึ่งหากผลการดำเนินงานพบว่าเข้าข่าย ก็ต้องเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรค” นายนพรุจ กล่า

นอกจากนี้ นายนพรุจ ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า นายณัฐพงษ์ เป็น 1 ใน 44 อดีต สส. ของพรรคก้าวไกล ที่อยู่ระหว่างการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงอยากให้ กกต. ตรวจสอบว่า พฤติกรรมในครั้งนี้เข้าข่ายเป็นลักษณะที่ซ้ำซากหรือไม่

นายนพรุจ กล่าวย้ำว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองควรใช้อำนาจตามกฎหมาย เร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาชนโดยเร็ว เพื่อปกป้องความมั่นคงของสถาบันและรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศต่อไป