วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

“วันวิชิต”ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส”กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ แนะรัฐใช้โอกาส 4 เดือน วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต

21 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ” ที่มีเป้าหมายทั้งการช่วยเหลือประชาชนฐานราก และการเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศไปพร้อมกัน

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้ตัวเลขมหภาคหลายด้านจะเริ่มฟื้นตัว ทั้ง GDP การส่งออก หรือภาคการลงทุน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดระดับชีวิตประจำวัน จะพบว่ายังมี “ความฝืดเคือง” ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เราอย่าไปมองแค่ตัวเลข GDP หรือยอดส่งออกเป็นสารัตถะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และชีวิตจริงของประชาชนด้วย เพราะตัวเลขภาพใหญ่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวจะกลับมามีกำลังซื้อเหมือนเดิมแล้ว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการ “เติมความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจำนวนมากเลือกเก็บเงินและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนช้าลง

“ผมจำได้ว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโครงการคนละครึ่ง ส่วนในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็มีมาตรการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งสองช่วงมันช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง มันทำให้คนรู้สึกอยากใช้เงิน กล้าจับจ่ายมากขึ้น และเมื่อเงินเริ่มหมุน ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มคึกคัก” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

พร้อมอธิบายว่า การใช้จ่ายของประชาชนจะนำไปสู่การเร่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และการบริโภคในระบบ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดต่อจากนี้ คือ “หลังครบ 4 เดือนแล้วจะเดินต่ออย่างไร” เพราะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการต่อยอดเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

“เงินก้อนนี้จะสะพัดแน่นอน และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือ หลังจาก 4 เดือนนี้ รัฐบาลจะต่อยอดอย่างไรให้การอัดฉีดรอบนี้ กลายเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วจบไป เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องมีแผนอนาคตรองรับต่อจากมาตรการระยะสั้นด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเข้าพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคง ดังนี้

“เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เข้าพบหารือกับ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เอกอัครราชทูตได้แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสการเข้ารับตำแหน่ง และได้แสดงความพร้อมในการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับทวิภาคีต่อไป ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรมาโดยตลอดระหว่างรัสเซียและไทย โดยในปี พ.ศ. 2570 นี้ จะเป็นปีครบรอบ 130 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและไทย 

ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารและเทคนิคการทหารเพื่อหาแนวทางในการขยายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ รวมถึงการเยี่ยมเยือนระหว่างกัน การเข้าเทียบท่าเรือของกองทัพเรือ ความร่วมมือกันด้านการศึกษาวิชาทหารและการฝึกบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือภายใต้กรอบของอาเซียน (ASEAN)

19 мая 2026 года Посол России в Таиланде Е.Ю.Томихин провёл встречу с Министром обороны Таиланда А.Бунтхамтярэном.

Посол поздравил главу оборонного ведомства Таиланда с назначением на должность и подтвердил настрой российской стороны на дальнейшее укрепление двустороннего взаимодействия. Стороны отметили традиционно дружественный характер российско-таиландских связей, которые в 2027 году отметят 130-летие установления дипломатических отношений.

Состоялся обстоятельный обмен мнениями по вопросам развития сотрудничества в военной и военно-технической сферах. Были обсуждены перспективы расширения контактов между профильными ведомствами двух стран, включая обмен визитами, заходы кораблей военно-морских сил в порты, взаимодействие в области военного образования и подготовки кадров, а также сотрудничество в рамках профильных механизмов #АСЕАН.”

ข้อความ รัสเซียไทยถกความร่วมมือด้านการทหาร
เอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย
การทูตรัสเซียไทยกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง
ไทยรัสเซียหารือความร่วมมือทางทหารในกรอบอาเซียน

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก. ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวปฏิบัติของ ก.พ. ปมทำสัญญาเอื้อเอกชน ย้ำอย่ากลัวเด็กนาย ด้าน สิริพงศ์ บอกพร้อมรับข้อมูล และจะทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ทำได้

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระกระทู้ถามสด  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส ที่เชื่อว่าจะมีค่าส่วนต่าง และคิดเป็นความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐเปลี่ยนระบบการแข่งขันจากการแข่งขันด้านราคา เพื่อเอื้อให้เด็กนาย เป็นการให้คะแนนโดยมีคะแนนจิตพิสัยด้วย ทั้งนี้ ปี2563 บริษัทบีทีเอส ชนะ โดยรัฐจะใช้เงินอุดหนุน 9,675 ล้านบาท แต่พบการล้มประมูล และจัดแข่งขันใหม่ในปี2565 ที่บริษัทแบมชนะซึ่งรัฐต้องใช้เงินอุดหนุน 78,288 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างถึง 68,613 ล้านบาท ซึ่งในกรณีดังกล่าวพบข้อพิรุธอาทิ  คือการเปลี่ยนเกณฑ์ที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะการประมูล การยกเลิกการประมูลโดยเรื่องคาศาลเมื่อปี2563 กีดกันการแข่งขันในปี2565 โดยไม่ให้บีทีเอสเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่มี2ราย นอกจากนั้นมีประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัทอื่นเป็นคู่เทียบหลอกทั้งที่เดินรถไม่เป็น และการคิดราคากลางที่ผิดเพี้ยน

“หากแข่งขันจริงประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่หากเขาฮั้วกันประชาชนจะซวย ขอให้จับตาสายสีม่วงที่จะแบ่งตอนกัน ไม่มีแข่งขันจริงเพราะมีเด็กนายคุมอยู่ และรู้แล้วว่าใครจะได้ในสายสีม่วง ขณะที่สายสีส้มนั้นมีข่าวว่าเคลียร์กันได้และไม่ดำเนินคดี ความซวยจะตกที่ประชาชน และอาจจะเกิดการเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นได้ในสายสีส้มในอนาคต ทั้งนี้มีประเด็นการฟ้องร้องคดีอาญามาตรา 157 ของเจ้าหน้าที่ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว เมื่อ 25 ก.ย.68 ซึ่งรัฐมนตรีทราบหรือไม่และทราบตั้งแต่เมื่อใด และจะดำเนินการอย่างไรกับบอร์ดรฟม.” นายสุรเชษฐ์ ซักถาม

นายสุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการกำหนดรายละเอียดของสัญญาที่ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีที่ 11 ค่าโดยสารจากราคา 17-50 บาท จะปรับเป็น 23-83 บาท ดังนั้นจะสั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรหรือปล่อยให้ไปหากินต่อ ที่อาจกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยที่รัฐต้องมาซื้อสัมปทานคืนในอนาคตได้ 

โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า ในส่วนของคดีความต่างๆ นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะคดีแรกที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การแก้ไขเกณฑ์ RFP และการยกเลิกการประมูลครั้งแรกนั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด ส่วนการประมูลครั้งใหม่ที่ถูกฟ้องว่าเกณฑ์ RFP มีลักษณะกีดกันนั้น ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชี้ให้เห็นว่าดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคดีที่นายสุรเชษฐ์เป็นผู้ฟ้องเองนั้น ศาลปกครองกลางก็ไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกไป เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนต่างสิทธิประโยชน์ที่บริษัทชี้ว่าดีกว่าผู้ชนะการประมูลนั้น ข้อเท็จจริง เอกสารและข้อมูลของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบด้านเทคนิค จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

ทั้งนี้นายสุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ถือว่ารับทราบอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ในจำเลย 7 คนในคดีเป็น บอร์ดรฟม.แต่มีอธิบดีที่ปัจจุบันในสังกัดนายสิริพงศ์ จะทำอย่างไร อย่าลืมว่านายกฯ เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ดังนั้นขอให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางปฏิบัติจาก ก.พ. ให้ข้าราชการที่ร่วมกระทำความเสียหายต่อประเทศที่ยังไม่เกษียณหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่  โดยนายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหลังจากนี้จะนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่าที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการได้ และจะนำข้อกังวลนี้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแล ยืนยันว่า ข้อมูลที่เสนอมาจะไม่หายไปไหน นอกจากดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมแล้ว ในเรื่องของค่าโดยสารต่างๆ จะปรับปรุงเพื่อให้เป็นภาระของประชาชนให้น้อยที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในตอนท้ายนายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ผมไม่อยากให้ท่านโดน มาตรา 157 เสียเอง ทั้งที่ควรจะทำ แต่ไม่ทำ แล้วควรปิดชื่อถือพฤติกรรม โดยไม่ต้องกลัวว่าเป็นเด็กนายหนู เด็กพี่เนต่างๆ เพราะจะสร้างความเสียหายกับรัฐ ทั้งนี้ผมแสดงให้ปรากฎในสภาฯ ว่าจะนำเอกสารที่พูดถึงฉบับเต็มและแนวทางปฏิบัติของ ก.พ. ให้ถึงมือรมช.คมนาคม เพื่อส่งไปให้ รมต.ที่รับผิดชอบ รวมถึงบางตำแหน่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ” 

นายกฯ ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผู้ว่าฯ-ผบก.‘ 76 จังหวัด เลขาปปง-ปปท. นั่งด้วย

นายกฯ ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผู้ว่าฯ-ผบก.‘ 76 จังหวัด เลขาปปง-ปปท. นั่งด้วย

นายกฯ ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผู้ว่าฯ-ผบก.‘ 76 จังหวัด เลขาปปง-ปปท. นั่งด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

นายกฯลงจากตึกไทย ร่วมวงกินข้าวเที่ยง ‘ผวจ.-ผบก.‘ 76 จว. ขณะที่ ’เลขาปปง-ปปท.‘นั่งด้วย

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพักรับประทานอาหารกลางวัน  ของคณะผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล  ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศร่วมประชุมนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ลงมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้ที่เข้าร่วมประชุม บริเวณโถงกลางตึกสันติไมตรี 

โดยนายกฯได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกลางวัน โต๊ะเดียวกันกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  นายดนุชา พิชยนันท์เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.ต สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยนายกฯยังได้หยิบพระของนายพิพัฒน์ ขึ้นมาส่อง พร้อมพูดคุยกันอย่างสนุกสนานบนโต๊ะอาหาร

สิริพงศ์ ตอบกระทู้ ไล่เลียงเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ

สิริพงศ์ ตอบกระทู้ ไล่เลียงเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ

สิริพงศ์ ตอบกระทู้ ไล่เลียงเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘รมช.คมนาคม’ แจงกระทู้สดเหตุ ‘รถไฟชนรถเมล์’ รับ ‘คนขับรถไฟ’ ประมาทขณะเกิดเหตุ สั่งเข้มปูพรมเช็ค ‘พนักงานระบบขนส่ง’ ทุกคน โต้ ‘วัวหายล้อมคอก’ ทำมาตลอด แต่แค่สุ่มตรวจ พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนปชช. กับมาตรการห้ามรถไฟวิ่งเข้ากทม.ชั้นใน
    
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย สอบถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เรื่องเหตุการณ์รถไฟขบวนสินค้าชนรถเมล์ที่แยกอโศก-ดินแดง มีผู้เสียชีวิต 8รายว่า สะท้อนความบกพร่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย ระบบขนส่งสาธารณะ ขอให้ระบุให้ชัดเจนว่า ระบบไม้กั้น อาณัติสัญญาณอยู่ในสภาพใด เหตุใดรถไฟจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จะอ้างรถเมล์จากคร่อมรางรถไฟอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนมาตรการตรวจสารเสพติด การห้ามเดินรถไฟหากไม้กั้นไม่ลง จะมีกลไกบังคับใช้และติดตามผลอย่างไร และการห้ามรถไฟเข้ากทม.ชั้นใน จะเป็นไปในทิศทางใด รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตจะเป็นอย่างไร 
    
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงแทนรมว.คมนาคมว่า ขบวนรถไฟคันเกิดเหตุ ใช้ความเร็ว34กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่เกินความเร็วปกติ 40กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนหน้าเกิดเหตุมีไฟเหลืองแจ้งเตือนให้ชะลอขบวนที่สถานีมักกะสันแล้ว ขณะที่เกิดเหตุปะทะมีความเร็วอยู่ที่ 18กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลการสอบสวนทราบว่า พนักงานขับรถไฟประมาทในการดำเนินการ และพบภายหลังเป็นผู้ใช้สารเสพติดหลายตัว ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ให้ออกจากราชการและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายพิพัฒน์ ได้กำชับเข้มงวดเรื่องการตรวจสารเสพติด โดยให้ตรวจสอบพนักงานทุกคนในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่วัวหลายล้อมคอก แต่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอด แต่ที่ผ่านมาใช้วิธีสุ่มตรวจ 

“หลังจากนี้นายพิพัฒน์จึงให้ตรวจปูพรมทุกสังกัด พบพนักงานขับรถใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้น แต่เป็นเพียงเบื้องต้น ต้องนำผลไปตรวจอย่างเป็นทางการที่โรงพยาบาลต่อไป ยืนยันไม่ปล่อยปะละเลยเรื่องนี้” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกตรถไฟขนส่งสินค้าต้องวิ่งตอนกลางคืนเวลา 21.00-05.00น. แต่เหตุใดมาวิ่งตอนกลางวัน เนื่องจากรถไฟดังกล่าว เป็นขบวนรถวิ่งเที่ยว 5ทุ่ม วันที่ 15พ.ค. แต่เกิดการดีเลย์ 900นาที จึงมาออกรถตอนกลางวันจนกระทั่งเกิดเหตุ ขณะที่การให้ไปศึกษาไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ามาในกทม.ชั้นในนั้น พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเรื่องการสร้างภาระ ทำให้เสียเวลา ต้องเปลี่ยนขบวนรถ จะนำมาหาทางออก ลดปัจจัยเสี่ยงให้มากสุด  เรื่องนี้เป็นมาตรการระยะสั้นที่จะนำมาแก้ปัญหา ส่วนมาตรการระยะกลางจะมีการเชื่อมต่ออาณัติสัญญาณกับรฟท. กทม. และตำรวจจราจร นำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ส่วนมาตรการระยะยาวจะทำเป็นการขนส่งระบบรางจะทำเป็นระบบลอยฟ้าทั้งหมด ถนนด้านล่างให้เฉพาะรถยนต์วิ่งเท่านั้น เรี่องมาตรการเยียวยา ทั้ง ขสมก.และรฟท. เร่งรัดการเยียวยาไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ขอโทษและดูแลทุกคน มีเงินชดเชยให้คนบาดเจ็บตามอาการ เริ่มตั้งแต่ 130,000-1ล้านบาท และกรณีผู้เสียชีวิตได้เงินชดเชย  2.39 ล้านบาทต่อราย 

อนุทิน ลั่น ภูมิใจเป็นคนบุรีรัมย์ ย้ำอีกครั้งไม่เกี่ยวที่ดินเขากระโดง แค่มีชื่อในทะเบียน

อนุทิน ลั่น ภูมิใจเป็นคนบุรีรัมย์ ย้ำอีกครั้งไม่เกี่ยวที่ดินเขากระโดง แค่มีชื่อในทะเบียน

อนุทิน ลั่น ภูมิใจเป็นคนบุรีรัมย์ ย้ำอีกครั้งไม่เกี่ยวที่ดินเขากระโดง แค่มีชื่อในทะเบียน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“อนุทิน” ย้ำอีกครั้ง ไม่เกี่ยวที่ดินเขากระโดง แค่มีชื่อในทะเบียนบ้านทำกิจกรรมการเมือง ลั่น เป็นสิทธิไม่ได้ทำผิดกฎหมาย – ศีลธรรม บอก ภูมิใจเป็นคนบุรีรัมย์ 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ย้ำถึงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเอกสาร ให้ไปดูในเอกสารยืนยันว่า ตนไม่ได้ เป็นเจ้าของที่ดินตรงนั้น พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้บัญญัติว่าการเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ต้องมีภูมิลำเนาในเขตนั้นด้วย ซึ่งตอนนั้นตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว แม้จะอยู่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ต้องมีการเตรียมการทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

เมื่อได้รับความไว้วางใจจากชาวบุรีรัมย์ เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้บริหารราชการแผ่นดิน ตนอยู่ที่นั่นมาระยะหนึ่งใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบุรีรัมย์ ไปไหนมาไหนตนก็บอกว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง การที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตรงนั้นก็เป็นสิทธิ์ของตน ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรม และไม่ได้ผิดจรรยาบรรณใดๆ

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าประเด็นนี้จะกระตุกแขนกระตุกขานายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “กระตุกผมน่ะเหรอ กระตุกจนมาอยู่ตรงนี้ กระตุกจนมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลนี่แหละครับ”

อนุทิน เล็งคุย ‘มาครง’ ดึงนักลงทุนฝรั่งเศส พร้อมแจงข้อมูลไทย-กัมพูชา หากถามมา

อนุทิน เล็งคุย ‘มาครง’ ดึงนักลงทุนฝรั่งเศส พร้อมแจงข้อมูลไทย-กัมพูชา หากถามมา

อนุทิน เล็งคุย ‘มาครง’ ดึงนักลงทุนฝรั่งเศส พร้อมแจงข้อมูลไทย-กัมพูชา หากถามมา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“นายกฯ” เผยแผนบินเยือนฝรั่งเศส วางเป้าคุย “มาครง” ดึงนักลงทุนเข้าปท. พร้อมแจงข้อมูลเขมรหากถามมา

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค. ได้สั่งการอะไรไว้บ้างว่า ตนสั่งการไว้หมดแล้ว การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดี ได้พบกับผู้ประกอบการนักลงทุนของฝรั่งเศสที่มาลงทุนในไทย และนายเอมานูว์แอล มาครง  ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เชิญไปหารือในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ถือว่านายเอมานูว์แอล ให้ความสำคัญกับประเทศไทย แม้ไม่ใช่การเยือนอย่างเป็นทางการ แต่การหารือกับผู้นำรัฐในรูปแบบไม่เป็นทางการอาจมีผลสำเร็จมากกว่าการเจออย่างเป็นทางการ และการไปครั้งนี้ตนได้เชิญ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีภารกิจที่นั่นอยู่แล้วให้เข้าร่วม และยังมีปลัดกระทรวงต่างประเทศเข้าร่วมเพื่อสรุปการหารือแจกจ่ายงานต่อ และเป้าหมายในการหารือมีหลายเรื่องทั้งเรื่อง AI พลังงาน การเพิ่มมูลค่าทางการค้า การแสดงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนของนักลงทุนฝรั่งเศสการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะฝรั่งเศสเป็นผู้นำด้านแฟชั่น การเพิ่มมูลค่า วัตถุดิบหลายอย่างไทยไม่แพ้ใคร เราอาจสู้เรื่องแบรนตอนนี้ยังไม่ได้แต่เราสามารถนำเสนอวัตถุดิบ ภูมิปัญญาของคนไทยเทคโนโลยีดีไซน์องค์ความรู้ต่างๆของคนไทยให้ผู้ประกอบการของฝรั่งเศสได้ และยังมีเรื่องอาหารที่ไปเวทีโลกต้องพกความมั่นคงด้านอาหาร เพราะประเทศไทยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของเราได้อย่างชัดเจน ทำให้มีพลังในการเจรจา เราต้องได้ดีลมาด้วยความเข้มแข็งความต้องการของผู้ซื้อไม่ใช่การต่อรอง 

เมื่อถามว่าการหารือกับนายเอมานูว์แอล จะได้หารือเรื่องกัมพูชาหรือไม่เนื่องจากนายกฯกัมพูชา ก็ได้เข้าหารือกับนายเอมานูว์แอล นายอนุทิน กล่าวว่า หากนายเอมานูว์แอลสอบถามมา ตนพร้อมตอบเพราะรับผิดชอบดูแลด้านนี้โดยตรง ทั้งข้อมูลที่ได้รับรายงานและข้อมูลที่ได้ไปประสบมามีพร้อมเต็มที่ในการหารือ มีอะไรจะได้ชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบเพราะฝรั่งเศสถือว่ามีความสำคัญในประชาคมโลก 

หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์

หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์

หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

‘หมอวรงค์’ โชว์ ‘3ผู้ช่วยสส.’ ต่อสื่อ ยืนกรานเท่านี้เพียงพอ หากทำทั้ง ‘สส.-สว.’ ภายใน 4 ปี จะช่วยลดภาษีได้กว่า 2,500 ล้านบาท ปัดตอบหมื่นห้าพอใช้หรือไม่ ชี้ทุกคนต้องมีอาชีพอยู่แล้ว นี่แค่ ‘อาชีพเสริม’ เผย พบช่องโหว่ในสิทธิ์ประโยชน์กองทุนสมาชิกรัฐสภา ลั่น เป็นสส.ไม่กี่วันก็ได้สิทธิ์นี้ 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีจำนวนผู้ช่วย สส. โดยมีการนำผู้ช่วยทั้ง 3 คนของตนเองมาโชว์ต่อสื่อมวลชนด้วย โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนมองว่าจำนวนผู้ช่วย สส.มี 3 คนก็เพียงพอแล้ว แม้มีผู้ช่วยแค่ 3 คน ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ สส. ได้ทุกวันนี้ และเชื่อว่ายังมีประสิทธิภาพ ซึ่งอีก 5 คนนั้นตนมองว่ามีความมากเกินจำเป็น ซึ่งการที่ตนลดจำนวนผู้ช่วย สส.ไป 5 คน เป็นการลดภาษีของประชาชนไปประมาณเดือนละ 75,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาทต่อคน ตกปีละ 900,000 บาท แต่หากรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. ที่มีสมาชิกทั้งหมด 700 คนเห็นพ้องกันว่า จะปฏิรูปสภาให้เป็นแบบอย่างว่าเราจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าทุกคนลดผู้ช่วยเหลือ 3 คน ก็จะประหยัดงบงบประมาณได้ปีละ 630 ล้านบาท และ 1 สมัยของ สส. หรือ 4 ปี เราจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 2,520 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการยกเลิกปรับเงินเดือนผู้ช่วย สส. ดังนั้น หากมีการปรับลดจำนวนผู้ช่วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ในช่วงที่บ้านเมืองวิกฤต ที่ประเทศชาติต้องกู้เงินมาดูแลประชาชน พรรคเราก็มีส่วนช่วยในการปรับลดผู้ช่วย สส. ดังนั้น นี่เป็นการยืนยันจุดยืนเดิมในการทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเป็นการตอกย้ำว่า ตนยังทำหน้าที่ได้อย่างสบายๆ แม้จะมีผู้ช่วยเพียงแค่ 3 คน 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่มีการเก็บเงินจาก สส.และ สว. เดือนละ 3,500 บาท เพื่อ 5 สิทธิประโยชน์คือ 1.เงินบำนาญตลอดชีวิต หาก สส.และ สว.ดำรงตำแหน่งเกิน 1 ปีขึ้นไป เริ่นต้นที่เดือนละ 21,300 บาท 2.สิทธิการรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี หรือรักษารากฟัน 3.ให้การศึกษาบุตร 2 คนจนถึงปริญญาตรี รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติ 4.กรณีทุพพลภาพจะได้เงิน 15,000 บาท และ 5.หากเสียชีวิตครอบครัวจะได้ 200,000 บาท ซึ่งตนคัดค้านและเรียกร้องให้ยกเลิกบำนาญของ สส. และ สว. เพราะนี่คือภาระของประชาชนที่จะต้องเลี้ยงดู สส. และ สว. คนนั้น เมื่อไม่มีตำแหน่งตลอดชีวิต โดยในช่วงที่ตนเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาได้พบช่องโหว่ว่า กรณีมีสส.บัญชีรายชื่อประกาศลาออก และจากนั้นจะมีการดัน สส.บัญชีรายชื่อคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้ สส.บัญชีรายชื่อ ที่เป็น สส. เพียงไม่กี่วันก็จะได้ถึง 4 สิทธิ์ คือสิทธิ์ที่ 2-5 ซึ่งถือเป็นระเบียบที่หละหลวม ดังนั้น ตนจึงไม่เห็นด้วยที่ สส. และ สว. จะต้องมีบำนาญตลอดตลอดชีวิต และชอเรียกร้องให้คณะกรรมการกองทุนปรับปรุงระเบียบให้รัดกุมขึ้น ไม่ใช่ว่า เป็นเพียงไม่กี่วันก็จะได้รับสิทธิ์ประโยชน์ นี่คือการผลาญภาษีของประชาชน 

เมื่อถามย้ำว่า มองว่า สส.บัญชีรายชื่อที่เข้ามาพยายามตั้งใจมารับสิทธิ์ดังกล่าวหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิด แต่เมื่อได้เข้ามาทำเรื่องนี้ก็มีการข้อสังเกต แต่เราไม่ได้กล่าวหา เพียงแค่พบว่ามีจุดละหลวมจริง

เมื่อถามว่า เงินเดือนของผู้ช่วย สส. ที่ไม่ได้มีการปรับขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ช่วย สส. เป็นเพียงการใช้ประโยชน์ส่วนตัวนักการเมือง ซึ่งนี่เป็นประสบการณ์ที่ตนเคยเจอที่ใช้เพื่อแปรสภาพ เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ไม่ใช่คนทำงานจริงๆ ถ้าจะเอาคนมาทำงานจริงๆ ยืนยันว่า 3 คนก็เพียงพอ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอดูความชัดเจนจากคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ กร.สภา ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับเรื่องเงินเดือนที่ทางคณะกรรมการฯ จะมีการปรับให้สอดคล้องหรือไม่  

เมื่อพยายามสอบถามผู้ช่วย สส.ทั้ง 3 คนของนพ.วรงค์ว่า เงินเดือน 15,000 บาทเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ แต่นพ.วรงค์ได้ตอบคำถามแทนว่า แต่ละคนมีอาชีพประจำ ซึ่งนี่คือรายได้พิเศษในการมาเป็นผู้ช่วย สส. และตำแหน่งผู้ช่วย สส. ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นการอาสาเข้ามาช่วยงาน ฉะนั้น เงินที่ได้รับมาเป็นเงินพิเศษ ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่มีอาชีพ ซึ่ง ณ ขณะนี้คนที่จะมาเป็นผู้ช่วย สส.ของตน ตนจะเลือกเฉพาะคนที่มีอาชีพ 

นี่คือแผ่นดินไทย ชาดา สวน พรรคประชาชน ปม องคมนตรี อย่าโยงประเด็นการเมือง

นี่คือแผ่นดินไทย ชาดา สวน พรรคประชาชน ปม องคมนตรี อย่าโยงประเด็นการเมือง

นี่คือแผ่นดินไทย ชาดา สวน พรรคประชาชน ปม องคมนตรี อย่าโยงประเด็นการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะองคมนตรีได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกป.ภ.) พร้อมให้คำแนะนำและแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการรับมือภัยแล้ง ปี 2569 โดยกำชับให้เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากทางฝั่งฝ่ายค้าน

ล่าสุดวันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ถึงกรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์แสดงความไม่สบายใจต่อการทำหน้าที่ขององคมนตรี โดย นายชาดา ระบุว่า ตนเองก็รู้สึกไม่สบายใจกับพรรคประชาชนเช่นกัน และหากเปรียบเทียบเป็นคนธรรมดา เวลาทำงานก็โดนด่า เวลาไม่ทำอะไรก็โดนว่า ซึ่งเรื่องนี้มีประเด็นอื่นให้พูดถึงอีกมากมาย จึงอยากให้มองที่เจตนา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมานานและเป็นการช่วยเหลือกัน

ชาดา ไทยเศรษฐ์

นายชาดา ยังกล่าวต่ออีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงต้องดูแลอยู่แล้ว และไม่มีกษัตริย์องค์ไหนที่จะนิ่งดูดายต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยอย่างแน่นอน การลงไปทำหน้าที่จึงถือเป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว

“อย่ามาบอกว่าพรรคนั้น แต่คุณกลัวว่าคุณจะเสียกระแสไป คุณกลัวว่า คือผมว่ามันไม่เหมาะไม่ควรนะครับ แล้วก็เรื่องอื่นก็เยอะแยะนะครับผม ผมว่ามันต้องกลับมาพิจารณาตัวเองก่อน คุณจะให้คนอื่นฟังคุณ แต่คุณไม่ฟังคนอื่นเลยเนี่ยมันไม่ได้ สังคมไทยเดี๋ยวนี้เป็นอย่างงี้เยอะ ทำไมไม่ฟังเราพูด ต้องฟังเราบ้าง แต่คนพูดน่ะไม่ฟังใครเลย” นายชาดา กล่าว

ชาดา ไทยเศรษฐ์

นอกจากนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ยังได้ยกตัวอย่างโครงการที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้บ้าน เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ที่ปัจจุบันเสร็จสิ้นและมีความสวยงาม พร้อมตั้งคำถามว่าก่อนหน้านี้มีใครทำหรือไม่ บางครั้งเมืองไทยจำเป็นต้องมีบทบาทนำจากเบื้องสูงหรือผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครทำ แต่พอมีการลงมือทำกลับถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์

และในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ฝากถึงพรรคประชาชนว่า อยากให้เปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนการกระทำ เพราะหากไม่เปลี่ยน สถานการณ์ก็จะหนักหนาขึ้นทุกวัน พร้อมทั้งระบุว่าอย่านำทฤษฎีของต่างชาติมาปรับใช้ในลักษณะที่มองว่าเป็นการก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตย เพราะเรื่องอื่น ๆ ที่ควรให้ความสนใจยังมีอีกมาก 

ชาดา ไทยเศรษฐ์

“อยากจะได้เสียง อยากได้คะแนน อยากได้อะไรก็ระแวงอะไรก็พรรคนั้น แต่คุณอย่าไปเอาทฤษฎีฝรั่งมา มาว่า จะทำให้เกิดความพรรคนั้น นี่แผ่นดินไทย นะครับ พระมหากษัตริย์เป็นประมุข นะครับผม ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วยนะครับผม คือ เวลาไม่ทำก็ว่า เวลาทำก็ด่า งั้นมันก็ไม่รู้จะว่าไง มันก็เอาใจไม่ถูกอ่ะ” นายชาดา กล่าวในที่สุด

ชาดา ไทยเศรษฐ์

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“ผบ.ตร.” ชี้ “อดีตตร.“วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วย เป็นดุลพินิจ แอ่นอกรับ หากผิด พร้อมฟันวินัย-อาญา โต้ หากไม่จริงต้องแจงสังคม ยัน ใช้ยาแรง ฟันตร.อุ้มรีดไถ ลั่นต้องกำจัด”เห็บหมัด” ให้ออกราชการไว้ก่อน

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หลังกล่าวพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยระบุว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ และเก็บส่วยทั่วประเทศ ว่า ตนเป็นคนไม่ตอบโต้ใคร และไม่ขอระบุชื่อ ซึ่งองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่กล่าวหากันแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาเสนอแนะเรื่องขึ้นมา และใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรกระทำ และไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่วิพากษ์วิจารณ์ ขอให้พึงระลึกว่าเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำงาน มีเงินเดือนเลี้ยงชีพ ส่วนจะคิดถึงองค์กรที่เคยอยู่หรือไม่ต้องใช้ดุลพินิจเอง 

เมื่อถามว่า การดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวช้าไปหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อย่างที่บอกว่าไม่ตอบโต้ใคร แต่อย่าให้ร้ายองค์กร ซึ่งตนมอบให้โฆษกตร. รับทราบแล้วว่าถ้าเราผิดต้องยอมรับ และให้แนวคิดผู้ใต้บังคับบัญชา ผิดก็ต้องยอมรับ เราดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางวินัยและอาญา หากเป็นเรื่องไม่จริงต้องให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนและสังคมรับทราบว่าเราทำงานข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน สิ่งที่ออกมาตามกระแส หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยใช้วิวัฒนาการเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีวิจารณญาณ และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากคำกล่าวหาดังกล่าวได้อย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า สิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดในทางลบ บางมุมมีประโยชน์ ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองว่าเป็นตำรวจ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเพิ่มว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ดูแลความสงบสุข และความเรียบร้อย ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนที่มีต่อตำรวจ และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ จากอาชญากรรม นั่นคือข้อมูล คำพูด สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ก็กลับมาหาตำรวจ จึงควรเปิดใจ และรับในสิ่งที่ควรปรับปรุง ปรับตัวให้ได้ว่ามีหน้าที่อะไร และจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องทำงานตามกฎหมายแบบไหน ตัวเราเองควรจะรู้จักตัวเอง และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติทุกระดับชั้น 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงวิจารณ์ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากอดีตนายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือออกจากราชการก่อน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ในอดีตตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง และตำรวจที่พ้นจากราชการไปแล้ว ส่วนใหญ่มองว่านี่คือบ้านหลังหนึ่งที่เคยอยู่อาศัย แต่คำว่าตำรวจไม่ได้หมดไปจากสายเลือดมีการตอบแทนในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี อาจมีบางคนที่ขณะรับราชการอยู่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ผิดหวังหรือไม่มีความสุข พอพ้นไปบางคนมองว่าเรื่องอย่างนี้แค่หาข้อมูลมาพูด แต่จะจริงเท็จแค่ไหนต้องพิสูจน์ ต้องมีกระบวนการที่ร้องทุกข์กล่าวโทษฟ้องร้องกันให้เกิดความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องแอ่นอกรับ ตรงนี้คือบทพิสูจน์ข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึง กรณีที่มีข่าวขบวนการตำรวจนำโดย “ผู้กองตี๋” เกี่ยวข้องกับกรณีอุ้มชาวจีนลักลอบเข้าเมืองไปกักขังหน่วงเหนี่ยวเรียกค่าไถ่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ให้รายงานมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งจะพิจารณาเอง เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 แล้ว 
และคิดว่าเราแสดงความจริงใจในการทำงาน และรู้จักกับผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ ซึ่งกำชับไม่ให้ปล่อยไว้แม้แต่รายเดียว อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรนี้ต้องดำเนินการใช้ยาแรง และจับกุมทันที  ซึ่งทีมสืบสวนของตม. เดินหน้าตามคำสั่งของตนขั้นเด็ดขาด แม้จะเป็นตำรวจก็ต้องดำเนินคดีให้หมดทั้งทางวินัยและอาญา จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกุม ขณะที่พื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และได้เห็นจากเหตุการณ์จึงเชื่อได้ว่า มีการกระทำผิด เรื่องการดำเนินการ การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ หากพฤติการณ์ในข้อเท็จจริงข้อกฎหมายเข้ากฎหมายใดก็ให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไม่เอาตำรวจเหล่านี้ไว้เพราะเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงาน ที่เป็นตำรวจสังกัดต่างๆ ให้รายงานขึ้นมาโดยตร. จะดำเนินการเอง ส่วนจะผิดจะถูก หลักฐานจะแน่นหนาอย่างไร ขอยืนยันว่า เรื่องนี้ตนให้นโยบายกับทุกคดี ว่า ไม่มีการช่วยเหลือ และดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง