รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.เด้งรับ6ข้อเสนอเจ้าสัว ฟื้นศก.ประเทศ ไทยศูนย์กลางอาเซียน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เอกนิติมั่นใจแผนกู้วิกฤต นักวิชาการชมไปได้สวย

รมว.คลัง เผยวงหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เห็นพ้องวิกฤตพลังงานโลก เป็นโอกาสสำคัญดึงดูดการลงทุน รับลูก 6 ข้อเสนอจากเอกชน เร่งตั้ง กรอ. หนุนลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน-พลังงานสะอาด-AI ควบรวม แบงก์สร้างศูนย์กลางทางการเงิน พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญของอาเซียน นักวิชาการ ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ คือสัญญาณ “เรียกความมั่นใจ” ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกเชื่อทุกอย่างไปได้สวย

เมื่อเวลา 21.25 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและตัวแทนภาคเอกชนในกิจกรรม “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่า ภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและไทย ซึ่งไทยจะต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก

รบ.รับข้อเสนอเอกชน6ข้อ

โดยรัฐบาลได้รับข้อเสนอของ เอกชน 6 ประเด็นได้แก่ 1.เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อเสนอหลักจากภาคเอกชนที่เน้นไปที่การเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรและวิกฤตเอลนีโญในช่วงปลายปี รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่

2.การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

3.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอว่าในการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่, โดยมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

ปราบคอร์รัปชัน-ดูแลเงินเฟ้อ

4.การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ช่วยให้การลงทุนขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา

5.เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว

และ 6.เป็นข้อเสนอในเรื่องการดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

รัฐบาลเดินหน้า‘ไทยช่วยไทย’

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายรถพุ่มพวง จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ครั้งที่ 3 พร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุม 878 อำเภอ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้ประชาชนในทุกพื้นที่

จับจ่ายใช้สอยรวม3ครั้งเฉียด97ล.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งที่ 3 ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 26 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5.77 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 86.96 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 19.44 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน SMEs และสินค้า OTOP ควบคู่กับการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

สุรินทร์แชมป์จับจ่ายสูงสุด

สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดอ่างทอง ขณะที่อำเภอที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และข้าวสาร ขณะที่สินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายสูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร ของใช้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ส่วนสินค้าชุมชนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารสด ขนมและเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารแปรรูป

ลดค่าครองชีพ-สร้างโอกาสทางศก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและช่องทางจำหน่ายสินค้าในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้นในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เรียกความมั่นใจคืนมา

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและบริษัทชั้นนำของประเทศ ว่า เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเพียงมิติการเมือง หรือภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ต้องมองในมิติของ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากชะลอการลงทุน หรือระมัดระวังในการขยายกิจการมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน

เติมในสิ่งที่ขาดหายไป

บ่ายวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการระดับประเทศ ว่ารับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ และจะประมวลผลกำหนดเป็นแนวทางที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวัง ของผู้ประกอบการได้รับผลสำเร็จมากที่สุด เพราะประเทศของเราต้องพึ่งท่านเหล่านี้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมมีความสงบสุข มีการจ้างงาน และเสียภาษีต่างๆ รัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า มีโครงการอะไรที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเดินต่อและที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องของสินค้านำเข้าส่งออก เขาอยากให้ปรับปรุงในเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องกำแพงภาษี อย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านบอกว่าเราต้องยกระดับเกษตรกรให้มากที่สุดในสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ท่านพูดคำหนึ่งว่าของเราน้ำมัน บนดินนะ ก็คืออาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ตนได้เคยพูด และนำไปพูดในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า น้ำมันที่เป็นพลังงานกินไม่ได้แต่ว่าอาหารที่เอาไว้ยังชีพ ที่เมืองไทยมีมากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุดแล้วประเทศจะอยู่ได้นานกว่า สามารถจะอดทนได้มากกว่าเพราะเรามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เราก็เอาความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศในอาเซียนทุกคนได้หยิบยกขึ้นมาว่า เราจะต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร จะต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งในอาเซียน ประเทศไทยถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เราก็ต้องมาเน้นให้เรามีความเข้มแข็งในด้านนี้ในการที่จะไปเจรจาพูดคุยกับประชาคมโลกอื่นๆ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย

ต่อยอดระนอง-ชุมพร

เมื่อถามว่า ในวงผู้ประกอบการได้มีการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่ตัว Missing Link ส่วนที่ขาดไป ทุกวันนี้ ทางรถไฟที่ไปทางซีกตะวันตกยังไม่มี เขาเรียก Missing Link เราต่อเติมในช่วงที่มันขาดหายไป ทำให้มันไม่ขาด มันก็จะทำให้วงจรเครือข่ายของการคมนาคมขนส่งทางรางในประเทศไทยที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เหนือ ใต้ ออก ตก จะมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือจุดเริ่มของแลนด์บริดจ์ ส่วนแลนด์บริดจ์ตัวใหญ่นั้นเราให้มีการศึกษากันอยู่ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังถึงเรื่องของความคุ้มทุน หรือเรื่องของการที่มีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของตัวแลนด์บริดจ์ก็จะศึกษาตรงนี้ แต่ว่าอย่างน้อยในส่วนของ Missing Link ที่จะนำไปสู่การขยายเป็นถึงระดับแลนด์บริดจ์ หรือเปล่าก็ควรจะต้องเกิดขึ้น

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ขอให้รัฐบาลเชื่อในพลังของประชาชนที่เสนอกฎหมาย เขาคิดรอบคอบ สภาฯช่วยเกลาอย่างดีให้มั่นใจ ไม่ใช่ให้ผ่านเฉพาะกฎหมายราชการเท่านั้น ทั้งนี้ ร่างกฎหมายของภาคประชาชนสำคัญ เพราะเข้าใจปัญหาสังคมที่แท้จริง”

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

สส.บัญชีรายชื่อ

พรรครวมไทยสร้างชาติ

กกร.ตามรุกซ้ำ เสนอก.ม.แก้รับสินบน

กกร.ตามรุกซ้ำ เสนอก.ม.แก้รับสินบน

กกร.ตามรุกซ้ำ เสนอก.ม.แก้รับสินบน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.


กกร.ตามรุกซ้ำ
เสนอก.ม.แก้รับสินบน

ยังเดือดต่อเนื่องสินบนในหน่วยงานรัฐ กกร. จ่อเสนอกฎหมาย แก้คอร์รัปชัน จี้ 4 หน่วยงานต้นแบบโปร่งใส คลัง-มท.-เกษตรฯ-กทม.

วันที่ 16 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการนำคณะทำงานจาก 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สถาบันเพื่อการยุติธรรม (TIJ) และนักวิชาการจาก TDRI เข้าหารือกับ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน และผลักดันการปฏิรูปกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยข้อเสนอ “3 เสาหลัก” สู่ความโปร่งใส

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์และคณะทำงาน Zero Corruption ได้นำเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.ประกาศให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็น “วาระแห่งชาติ” เสนอจัดตั้ง“คณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมถึงจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมเฝ้าระวังและผลักดันจริยธรรมให้เกิดขึ้นจริง
2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดข้อมูลภาครัฐ เสนอใช้ Dashboard ติดตามการใช้งบประมาณ และระบบสะพานแลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเน้นเรื่อง การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ
3. ยกระดับ 4 หน่วยงานต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงการคลัง / กระทรวงมหาดไทย /กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / และกรุงเทพมหานคร โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Government Procurement และมีระบบรับฟังเสียงประชาชน (Citizen Feedback)

นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังเสนอแผน “Reinvent Thailand” เพื่อแก้ไขกฎหมายล้าสมัยที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจใน อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ตอบรับข้อเสนอ พร้อมระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะการปิดช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อต่อการเรียกรับสินบน และกล่าวต่อว่า จะนำประเด็นข้อเสนอที่ได้ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในวันนี้

ก้าวต่อไปของ Zero Corruption ในช่วงท้ายของการหารือ จะได้มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กกร. ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยจะเน้นประเด็นที่สร้างประโยชน์แก่รายย่อยและภาคประชาชน พร้อมเตรียมนำข้อเสนอที่สรุปชัดเจนแล้ว กลับมาหารือกับรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 นัดส่งวันที่ 10 มิถุนายน ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“เราต้องช่วยกันสร้าง Trust หรือความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น เพราะหากไม่มีความเชื่อมั่น ประเทศก็เดินหน้าต่อไม่ได้

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีภาคเอกชน เป็นห่วงเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ทุกคนเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล แต่ผู้สื่อข่าวก็น่าจะสังเกตได้ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน มีการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างสม่ำเสมอ และใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด จะเห็นได้จากการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์

“ผมยืนยันได้เลยว่า ในรัฐบาลชุดนี้ ทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปราม ด้วยความเข้าใจและมีเป้าหมายเดียวกัน และมีความสัมพันธ์สนับสนุนซึ่งกันและกัน ตำรวจทหาร เจ้าหน้าที่ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

เมื่อถามว่ากรณี กกร.จัดอันดับ 10หน่วยงานที่มีการรับสินบนมากที่สุด นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นดัชนี ที่มาจากแบบสอบถาม แต่ในส่วนของรัฐบาลเรามีการปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือการทำแบบสอบถาม หรือทำโพล ของรัฐบาลทุกเคสจัดการด้วยข้อกฎหมาย ยกตัวอย่าง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเรื่องของการสวมสิทธิ์ ก็ไม่ได้จบ แค่ปลดนายอำเภอคนเดียว แต่รัฐบาลขยายผลเห็นการกระทำผิดเป็นขบวนการ ต้องดำเนินการทั้งหมด ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายที่เป็นข้อกังวลของประชาชน ยกตัวอย่างในจังหวัดนครปฐม ก็ได้มีการปลดกำนันออกจากตำแหน่ง หากเป็นสมัยก่อน อาจจะต้องขอรอให้มีคนมาเคลียร์มีคนมาขอ ก่อนจะย้อนถามว่า สมัยนี้มีคนมาขอเคลียร์หรือไม่ 

“ส่วนตัวก็เชื่อว่ามี แต่เคลียร์ไม่ได้ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน ใช้หลักปิดชื่อถือพฤติกรรม ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ก็จะไม่ดูชื่อ ถือพฤติกรรมดำเนินคดีทุกอย่าง ดำเนินการตามพฤติกรรม จึงทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่เป็นต้นทางของการคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะว่ามีคนเหล่านี้ที่กระทำความผิดได้ เพราะมีการเอาของไปกำนัล ให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บางคนเอาที่ดินไปให้ เอาอามิสสินจ้างไปให้ แต่พอรัฐบาลมีความจริงจังใช้กฎหมายที่มี ตรงไหนมีปัญหาก็ตั้งกรรมการสอบ โยกย้ายออกนอกพื้นที่และดำเนินคดี ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปทิศทางที่ดี”

เมื่อถามว่า เรื่องของผลสำรวจ กกร. จะไม่จบเพราะหน่วยงานรัฐที่ถูกจัดอันดับเตรียมจะฟ้องกลับเอกชน นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่บอกที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้อง

“หากเรากล้าที่จะบอก ว่าคุณทำผิดคุณโกงคุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อม ที่จะถูกฟ้องกลับ อย่างเมื่อวาน ที่ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ ดัชนีการรับรู้รับทราบ เรื่องคอร์รัปชัน ว่ามาจากไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากการสำรวจความรู้สึก ถามมีการโกงไหม ถ้ามี ก็ติ๊กถูก อย่างนั้นจะนำไปวัด ว่าเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินคดีมันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งอย่างที่บอกเป็นตราบาป ที่พวกผมต้องมาแก้ เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ของผู้บริหารในปัจจุบันที่จะต้องไปแก้ตราบาป แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลต้องแก้ไข จะต้องไม่มีเรื่องพวกนี้ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่กล้าแสดงตัว จะเข้าร่วมกับ OECD ประกาศความพร้อม เป็นศัตรูกับคอร์รัปชันและการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลทำหมดแล้ว ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ ในปัจจุบันมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมากมาย หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปราบปรามเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ทุกอย่างต้องหมดไป

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

หลังจากนั้น คลังเขต 7 เชียงใหม่ ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้คิดคำนวณบำเหน็จรายเดือนตามระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกหนังสือรับรองดังกล่าว ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับบำเหน็จรายเดือนเพิ่มเติมเป็นเงิน 3,665 บาทต่อเดือน ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงต้องดำเนินการอนุมัติให้มีการเบิกจ่ายบำเหน็จรายเดือนเพิ่มเติมให้แก่ผู้ฟ้องคดีในอัตราเดือนละ 3,665 บาท ทั้งนี้ตามข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร.48/2566)

(4) เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้มีผลย้อนหลังไปเช่นนี้ จะเกิดผลประการใดบ้าง

เรื่องนี้ เริ่มจากกรมชลประทาน (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีสืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ได้มีมติว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้มีคำสั่งจังหวัดสระบุรีที่ 626/2554 ลงวันที่ 8 เมษายน 2554 ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการ คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำสั่งลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนการพิจารณาคดีของศาลปกครองชั้นต้นในคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนต่อศาลปกครองชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 844/2555 หมายเลขแดงที่ 2650/2558 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดสระบุรีที่ 626/2554 ลงวันที่ 8 เมษายน 2554 ที่ลงโทษไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการและคำวินิจฉัยของ อ.ก.พ.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดี

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

สิริพงศ์ สั่งตรวจสอบ กล่องดำ หาสาเหตุรถไฟชนรถเมล์

สิริพงศ์ สั่งตรวจสอบ กล่องดำ หาสาเหตุรถไฟชนรถเมล์

สิริพงศ์ สั่งตรวจสอบ กล่องดำ หาสาเหตุรถไฟชนรถเมล์

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.08 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางลงพื้นที่ติดตามอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ กรณีขบวนรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 206 สีฟ้า หมายเลขทะเบียน 12-5641 กรุงเทพมหานคร ก่อนกวาดชนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของผู้สัญจรบนท้องถนนพังยับเยิน จนเกิดเพลิงลุกไหม้ท่วมวอดทั้งคัน โดยเหตุเกิดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานครว่า ตอนนี้เท่าที่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ มีผู้เสียชีวิตยืนยันทั้งหมด 8 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อยืนยันอัตลักษณ์บุคคล ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บล่าสุดตัวเลขพุ่งสูงถึงประมาณ 32 คน กระจายตัวรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งทางกระทรวงกำลังติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิด

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า  ในเวลานี้เรายืนยันได้คือ มี 8 ชีวิตที่เสียชีวิตอยู่ภายในรถเมล์ ส่วนกรณีของผู้บาดเจ็บมีหลายลักษณะ บางกรณีกู้ภัยนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที บางกรณีมีประชาชนพลเมืองดีพบเห็นก็นำส่งโรงพยาบาลด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้บาดเจ็บทั้งหมด 32 รายนั้น เป็นผู้โดยสารที่อยู่บนรถโดยสารทั้งหมดหรือไม่

เมื่อผู้สื่อข่าวจี้ถามถึงประเด็นสำคัญว่า ทำไมไม้กั้นทางรถไฟถึงไม่ตีลงมาเพื่อกั้นรถยนต์” นายสิริพงศ์ ได้ชี้แจงถึงระบบการทำงานว่า โดยปกติแล้วไม้กั้นจะต้องพาดลงมาปิดทาง จากนั้นระบบจึงจะทำการส่งสัญญาณไฟให้ขบวนรถไฟแล่นผ่านไปได้ หากไม้กั้นไม่ลงมาและไม่มีสัญญาณไฟให้รถไฟผ่าน ขบวนรถไฟก็จะไม่สามารถวิ่งผ่านจุดตัดนี้ได้ ทว่าในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ เราเห็นประจักษ์ชัดเจนว่าไม้กั้นไม่สามารถพาดลงมาได้

รมช.คมนาคม ย้ำว่า สำหรับสาเหตุที่ว่าทำไมขบวนรถไฟถึงไม่เบรก หรือเบรกไม่ทันจนพุ่งชนอย่างรุนแรงนั้น ในตอนนี้ได้สั่งการให้ทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งนำ “กล่องดำ” ของขบวนรถไฟไปตรวจสอบด่วนที่สุด เพื่อไปดูพฤติกรรมและประวัติการขับขี่ของคนขับรถไฟในขณะเกิดเหตุ ซึ่งสาเหตุและข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยให้สังคมรับทราบในภายหลังอย่างแน่นอน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! รถไฟชนรถประจำทาง ไฟลุกท่วมใกล้แยกพระราม 9 เลี่ยงเส้นทางอโศก-ดินแดง

นายกฯ อนุทิน เปิดงาน ฮักบั้งไฟพุเตย 2569 ชื่นชมพลังชุมชนสืบสานวัฒนธรรม

นายกฯ อนุทิน เปิดงาน ฮักบั้งไฟพุเตย 2569 ชื่นชมพลังชุมชนสืบสานวัฒนธรรม

นายกฯ อนุทิน เปิดงาน ฮักบั้งไฟพุเตย 2569 ชื่นชมพลังชุมชนสืบสานวัฒนธรรม

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.59 น.

นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน “ฮักบั้งไฟพุเตย 2569” ชื่นชมพลังชุมชนสืบสานวัฒนธรรม หนุนต่อยอดท่องเที่ยว–ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.30 น. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “ประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย ประจำปี 2569” ณ สำนักงานเทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์  ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น  ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก

เมื่อเดินทางถึงบริเวณพิธี นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้นนายกรัฐมนตรีรับชมการแสดงต้อนรับจากนางรำจำนวน 16 ขบวน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและงดงามตามประเพณีท้องถิ่น พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดในกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การประกวดผู้ถือป้าย การประกวดการละเล่นพื้นบ้าน (วิถีไทย) การประกวดขบวนรถบั้งไฟ การประกวดขบวนรำ และการประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ประจำปี 2569

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นสู่แท่นรับรางวัล เพื่อมอบแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ประจำปี 2569 ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลพุเตย 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชื่นชมการสืบสานประเพณีที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 25 ปี สะท้อนพลังความร่วมมือ ความอบอุ่น และความภาคภูมิใจของคนในชุมชนที่ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่าไว้ได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมแสดงความยินดีกับทุกทีมที่ได้รับรางวัลการประกวดขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม รวมถึงทีมที่ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของชาวพุเตยและชาวเพชรบูรณ์ พร้อมย้ำว่า ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกันสืบสานและรักษาประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นไว้ให้คงอยู่ต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดทำขบวนบั้งไฟแต่ละขบวนสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ ความสามัคคี และแรงสนับสนุนจากคนในชุมชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตยยังคงมีเอกลักษณ์และได้รับความสนใจเช่นทุกวันนี้ โดยสิ่งเหล่านี้คือ เสน่ห์ของประเทศไทย แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่ความอบอุ่นของชุมชนและวัฒนธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยน่าอยู่และมีเอกลักษณ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งช่วยเผยแพร่ของดีจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งมะขามหวาน ไก่ย่างวิเชียรบุรี และสินค้า OTOP ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่รัฐบาลอยากเห็น ไม่ใช่เพียงความสนุกสนานของงานประเพณีเท่านั้น แต่ยังต้องการให้ประเพณีนี้ช่วยสร้างโอกาสและรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย เชื่อมั่นว่า “ฮักบั้งไฟพุเตย” จะสามารถพัฒนาเป็นงานประเพณีสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยการแตะลูกบอลไฮดรอลิกสีดำ ท่ามกลางเอฟเฟกต์แสง สี เสียง สร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานในบรรยากาศที่คึกคักและเป็นกันเองของประชาชนที่มาร่วมงานจำนวนมาก

ดร.โจ พา สส.ปชน. รุดดูพื้นที่รถไฟชนรถเมล์ ชี้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

ดร.โจ พา สส.ปชน. รุดดูพื้นที่รถไฟชนรถเมล์ ชี้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

ดร.โจ พา สส.ปชน. รุดดูพื้นที่รถไฟชนรถเมล์ ชี้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

‘ชัยวัฒน์’ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย ‘เสกสิทธิ์’ สส. กรุงเทพฯ รุดติดตามสถานการณ์รถไฟชนรถเมล์ สส. กทม.- สก. พร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วยเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 2 พรรคประชาชน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์รถไฟชนรถประจำทาง บริเวณ ถ. อโศก-ดินแดน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี แยกพระราม 9 – แยกอโศกเพชร บริเวณทางรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและสียชีวิต

โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นผู้สัญจรบนถนนทั่วไป แต่กลับต้องมาสูญเสียจากเหตุที่สามารถป้องกันได้ ตนขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยไปยังครอบครัวผู้สูญเสียและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย 

ตนยืนยันว่าผู้ใช้รถในเส้นทางนี้ต่างทราบดีว่าบริเวณนี้มีความเสี่ยงอุบัติเหตุ การจราจรติดขัด ทำให้รถไฟต้องจอดรอบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดจริงจังในการแก้ไขหรือเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย จนกระทั่งเกิดเหตุที่มีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก หลังจากนี้ ชัยวัฒน์ย้ำว่า หากยังไม่มีหน่วยงานใดจริงจังในการจัดการจราจรในหลายจุดเสี่ยง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ควรแอคทีฟในการเเป็นเจ้าภาพ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสำรวจจุดเสี่ยงทั่วเมือง และกำหนดมาตรการจัดระเบียบการจราจร ติดตั้งอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก เพราะความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนนคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ด้านนายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 2 พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่าพื้นที่บริเวณนี้อยู่บริเวณเขตราชเทวีและมีความเสี่ยงเดิมอยู่ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากมีจราจรติดขัดอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ถนนเส้นถัดไปเป็นเส้นราชปรารภที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม มีจราจรติดขัดอย่างหนัก . บ่อยครั้งที่เราเห็นคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นรถไฟต้องหยุดเดินทางเพื่อให้รถโดยสารในทางข้ามรถไฟเคลื่อนไปก่อน ก่อนหน้านี้ สส. เขต จากพรรคประชาชนได้มีความพยายามยื่นหนังสือและประสานหน่วยงานต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม รฟม. และ สน. ในพื้นที่ให้มีการดูแลจัดการเรื่องจราจร ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการที่ออกแบบร่วมกันที่จะจัดการจราจรในเส้นถนนเหล่านี้ที่มีแนวโน้มการจราจรติดขัดค่อนข้างนานจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ว่าเราจะหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างไร อีกส่วนหนึ่งก็จะเร่งหาทางออกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบติดตามไม้กั้น เช่น ถ้ามีรถอยู่บนเส้นทางรถไฟ ต้องมีการส่งสัญญาณตรวจจับให้รถไฟชะลอก่อน ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้ว

นายเสกสิทธิ์ กล่าวเสริมว่าทางพรรคประชาชนได้พยายามผลักดัน พระราชบัญญัติกรุงเทพมหนาครฯ ขึ้นมา ซึ่งประเด็นปัญหาการจราจรนั้น ส่วนหนึ่งมาจากอำนาจในการจัดการจราจรยังกระจัดกระจายอยู่ ไม่ได้อยู่ในมือของกรุงเทพฯ โดยตรง เราพยายามผลักดันพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานครขึ้นมาเพื่อทำให้อำนาจในการจัดการจราจรสามารถจัดการได้หน่วยงานเดียว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาขอเวลาประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะยิ่งทำให้กระบวนการดังกล่าวซับซ้อนและใช้เวลามากขึ้น 
 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็น องคมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็น องคมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็น องคมนตรี

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศเรื่้อง แต่งตั้งองคมนตรี 

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายศุภทัย ภู่งาม เป็น องคมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 6 ธันวาคม 2569 นั้น ต่อมา นายศุภชัย ภู่งาม ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ และทรงพระราชดำริ เห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็น องคมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อนุชา รุดลงพื้นที่รถไฟชนรถเมล์ ใกล้แยกพระราม9-ถ.อโศกเพชร พร้อมประสานช่วยเหลือ

อนุชา รุดลงพื้นที่รถไฟชนรถเมล์ ใกล้แยกพระราม9-ถ.อโศกเพชร พร้อมประสานช่วยเหลือ

อนุชา รุดลงพื้นที่รถไฟชนรถเมล์ ใกล้แยกพระราม9-ถ.อโศกเพชร พร้อมประสานช่วยเหลือ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569  เวลา 17.00 น.  นายอนุชา บูรพชัยศรี (เจมส์) ผู้ลงชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนางสาวทัดดาว ตั้งตรงเจริญ ผู้ลงสมัคร สก. เขตราชเทวีของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รุดลงพื้นที่เกิดเหตุ รถไฟบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ชนกับรถเมล์โดยสารจนเกิดไฟลุกไหม้ทั้งคัน โดยมีผู้เสียชีวิตภายในรถเมล์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และรถเสียหายจำนวนหลายคัน บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แยกพระราม9-ถ.อโศกเพชร

โดย “เจมส์” อนุชา กล่าวขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว ผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุใหญ่ในครั้งนี้  พร้อมกับย้ำว่า หลังทราบข่าว ตนและผู้สมัคร สก. เขตราชเทวี จึงรีบมายังที่เกิดเหตุ เพื่อมาติดตามสาเหตุ และความเสียหายทันที หากมีเรื่องไหนที่ตนจะสามารถช่วยประสานได้ก็ยินดี

นายกฯ บินกลับกทม. ค่ำนี้ ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางกรุง

นายกฯ บินกลับกทม. ค่ำนี้  ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางกรุง

นายกฯ บินกลับกทม. ค่ำนี้ ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางกรุง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมชม “เขาคลังนอก” หนึ่งในโบราณสถานสำคัญของแหล่งมรดกโลกศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

ระหว่างการลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานเหตุรถไฟบรรทุกตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ชนกับรถโดยสารประจำทาง จนเกิดเพลิงลุกไหม้ บริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน โดยได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต อำนวยความสะดวกด้านการรักษาพยาบาล และตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แล้ว ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรองรับผู้บาดเจ็บ โดยสั่งการให้โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลราชวิถี เตรียมศักยภาพรองรับทั้งห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ห้อง ICU และ Burn Unit พร้อมสำรองโลหิตอย่างเพียงพอ

เบื้องต้น โรงพยาบาลราชวิถีรับผู้บาดเจ็บอาการสีแดง 2 ราย และสีเหลือง 5 ราย ส่วนกรมสุขภาพจิตขอความร่วมมือประชาชนงดเผยแพร่หรือแชร์ภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ด้วย

ภายหลังการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังเทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นประธานเปิดงานประเพณี “ฮักบั้งไฟพุเตย” ประจำปี 2569 ต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานว่า  ภายหลังเวลา 18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย ประจำปี 2569 ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เสร็จสิ้นนายกฯจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ และจะเดินทางไปตรวจดูจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถประจำทาง อัดกับตอม่อเสาทางด่วน บริเวณ ถ.อโศกดินแดง แยกพระราม 9-แยกอโศกเพชร บริเวณทางรถไฟมักกะสัน ภายหลังมีผู้บาดเจ็บหลายรายและมีผู้เสียชีวิต ซึ่งคาดว่านายกฯจะเดินทางถึงจุดเกิดเหตุในเวลา20.00 น.-21.00 น. ของวันเดียวกันนี้