นายกฯ ควงภริยา เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมรดกโลก ก่อนสวมบทพ่อค้าตักไอศกรีมแจกเด็กๆ

นายกฯ ควงภริยา เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมรดกโลก ก่อนสวมบทพ่อค้าตักไอศกรีมแจกเด็กๆ

นายกฯ ควงภริยา เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมรดกโลก ก่อนสวมบทพ่อค้าตักไอศกรีมแจกเด็กๆ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

นายกฯ ควง ภริยาพร้อมคณะลงพื้นที่เพชรบูรณ์ เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมรดกโลกพร้อมพบปะประชาชน ก่อนเปิดงานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย มุ่งผลักดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยกระดับแลนมาร์คสำคัญของไทยสู่หมุดหมายสากล

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ จ.เพชรบูรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (มรดกโลก) ติดตามการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรม รวมถึงพบปะประชาชน โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ร่วมลงพื้นที่ ณ ต.ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางสักการะศาลเจ้าพ่อศรีเทพ จากนั้นโดยสารรถรางของอุทยาน เข้าเยี่ยมชมภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ รับฟังการบรรยายจากเจ้าหน้าที่อุทยาน เดินชมปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง เขาคลังใน และเดินทางต่อไปยังโบราณสถานเขาคลังนอก เพื่อพบปะประชาชนชาวศรีเทพ 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้นั่งรถไอศครีม และตักไอศครีมให้เด็กๆที่มารอต้อนรับด้วยตัวเองก่อนเดินทางไปเปิดงานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย ณ สำนักงานเทศบาลตำบลพุเตยในช่วงเย็นวันนี้ 

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า รัฐบาลไม่ใช่ลูกน้องนายทุน วอนหยุดสร้างวาทกรรม ลั่นรับฟังทุกกลุ่ม

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า รัฐบาลไม่ใช่ลูกน้องนายทุน วอนหยุดสร้างวาทกรรม ลั่นรับฟังทุกกลุ่ม

พลอยทะเล โต้ ลิซ่า รัฐบาลไม่ใช่ลูกน้องนายทุน วอนหยุดสร้างวาทกรรม ลั่นรับฟังทุกกลุ่ม

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.39 น.

“พลอยทะเล” โต้ลิซ่า รัฐบาลไม่ใช่ลูกน้องกลุ่มนายทุน ไม่ได้เลือกปฎิบัติ พร้อมเปิดรับฟังความเห็นทุกกลุ่ม วอน”ลิซ่า“ หยุดสร้างวาทะกรรม หยุดมีอคติต่อรัฐบาล เดินหน้าเป็น สส. ทำงานเพื่อ ปชช.

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ (ลิซ่า) สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบรัฐบาลคุยกับ 35 เจ้าสัว-ซีอีโอ นั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรับฟังทุกเสียง ทุกกลุ่ม รวมถึงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ผ่านการทำงานของส่วนราชการที่กำกับดูแล โดยมีการรวบรวมข้อมูลเสนอให้นายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ปัญหาอะไรที่หน่วยงานสามารถแก้ไขปัญหาได้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนแก่พี่น้องประชาชน พร้อมทั้งเน้นย้ำห้ามละเลยทุกความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่เคยเลือกปฎิบัติ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดทำเนียบรัฐบาลมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับเด็กและเยาวชนดีเด่นกว่า 1,000 คน โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต้อนรับวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา

สำหรับการเปิดทำเนียบรัฐบาลเพื่อหารือกับกลุ่มนักธุรกิจและซีอีโอบริษัทชั้นนำระดับประเทศกว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้รับเสียงของประชาชนทุกเสียง ที่ถูกส่งผ่านภาคธุรกิจสู่รัฐบาลได้เร็วขึ้น โดยหลายธุรกิจได้สะท้อนปัญหาค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน กำลังซื้อ และสภาพเศรษฐกิจจริง ทำให้รัฐบาลเห็นปัญหาของประชาชนชัดขึ้นและออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น

“รัฐบาลไม่ได้เลือกที่จะหารือกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่ได้พยายามจะทลายกลุ่มทุนผูกขาด อย่างที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ เข้าใจ ขออย่าทำให้สังคมเกิดความสับสน จุดประกายให้ประชาชนเข้าใจรัฐบาลคลาดเคลื่อน รัฐบาลไม่เคยทิ้งให้ประชาชนสู้เพียงลำพัง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ทุกปัญหาของประชาชน รัฐบาลให้ความสำคัญ เดินหน้าบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเผชิญวิกฤตสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยและทั่วโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือความร่วมมือของทุกภาคส่วน ขอให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หยุดสร้างวาทะกรรม เพื่อหวังผลการเมือง หันหน้ามาทำหน้าที่ สส. สร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน อย่ามีอคติกับรัฐบาล ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยเลือกทาง หรือเลือกปฎิบัติ ทุกอย่างที่รัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน“ นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off ทุเรียนคาร์บอนต่ำ จ.จันทบุรี

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ร่วมคณะ รัฐมนตรีเกษตรฯ Kick Off “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” จ.จันทบุรี เดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มุ่งสู่เกษตรยั่งยืน 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน และการส่งออกทุเรียนไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ Kick Off แนวทาง “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” ส่งเสริมการจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร โดยนำปุ๋ยชีวภาพ ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสถานการณ์ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตร” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร พร้อมส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัย พืชอินทรีย์ และพืชคาร์บอนต่ำ ภายใต้มาตรการใช้ปุ๋ย 70 : 30 เพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว พร้อมสนับสนุนแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมการข้าวได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) ควบคู่กับการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพข้าวไทยสู่มาตรฐานตลาดโลก เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย

ทั้งนี้ภายในงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบต้นพันธุ์ทุเรียน ปุ๋ยชีวภาพ  ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง พร้อมมอบใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแก่ผู้แทนเกษตรกร ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการการจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่

คุยกัน 7 วันหน : “อีลอน มัสก์” เสี่ยงพ่ายให้คู่แข่งในศึก AI

คุยกัน 7 วันหน :

คุยกัน 7 วันหน : “อีลอน มัสก์” เสี่ยงพ่ายให้คู่แข่งในศึก AI

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันในตลาดแชตบอต AI กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น แต่ผู้ใช้งาน Grok แชตบอต AI ของ อีลอน มัสก์ กลับลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับคู่แข่ง สะท้อนแรงกดดันที่มากขึ้น ขณะเดียวกัน มัสก์ ถูกจับตามองว่าอาจปรับกลยุทธ์ธุรกิจ หลังทำข้อตกลงให้คู่แข่งอย่าง Anthropic ใช้กำลังประมวลผลจากศูนย์ AI ของ xAI แต่ทำให้เกิดคำถามว่า จะส่งผลต่อการไล่ตามคู่แข่งของ Grok ในระยะยาวหรือไม่

ในสมรภูมิการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) Grok แชตบอตเอไอ ของ อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์ม X กำลังเผชิญกับความท้าทาย และอยู่ตามหลังคู่แข่งหลักในตลาด นิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ยอดผู้ใช้งาน Grok ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทั้งบนแอปพลิเคชันมือถือ และเว็บไซต์ แต่คู่แข่งกลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากการติดตามของ Similarweb พบว่า ในเดือนมกราคม Grok เคยมีจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันบนแอปมือถือทั่วโลก สูงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มแชตบอต เป็นรองเพียง ChatGPT เท่านั้น แต่พอถึงเดือนเมษายน กลับลดลงมาอยู่อันดับ 5 โดยมีคู่แข่งอย่าง Claude , Gemini และ DeepSeek แซงหน้าขึ้นไป เมื่อเทียบระหว่างเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน จำนวนผู้ใช้งาน Grok เฉลี่ยรายวันทั่วโลก ลดลงจาก13.9 ล้านคน ในเดือนมีนาคม เหลือ 12.2 ล้านคนในเดือนเมษายน ลดลงไปถึงร้อยละ 12.5  แต่สำหรับคู่แข่งพบว่ามีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาเดียวกัน โดย Claude มีผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันทั่วโลก เพิ่มจาก 16 ล้านคน ในเดือนมีนาคม เป็น 23 ล้านคนในเดือนเมษายน คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 ส่วน Gemini เพิ่มจาก 12.4 ล้านคน เป็น 14.8 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 19

ฝั่งเว็บไซต์ของ Grok ก็เผชิญกับแนวโน้มเดียวกัน โดยยอดเข้าชมเฉลี่ยรายวันทั่วโลก ลดลงจาก10.5 ล้านครั้ง ในเดือนมีนาคม เหลือ 9.3 ล้านครั้งในเดือนเมษายน ลดลงร้อยละ 11.6 ในทางกลับกัน คู่แข่งรายสำคัญกลับเติบโตต่อเนื่อง โดย Claude มียอดเข้าชมเฉลี่ยรายวันเพิ่มจาก 19.8 ล้านครั้งในเดือนมีนาคม เป็น 27.5 ล้านครั้งในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 Gemini มียอดเข้าชมเฉลี่ยรายวัน เพิ่มจาก 83.7 ล้านครั้ง เป็นกว่า 92 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10

นอกจากนี้ ข้อมูลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า ChatGPT ยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างชัดเจน โดยมีผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันบนแอปมือถือทั่วโลกสูงถึง 244.9 ล้านคน มากกว่า 10 เท่า จากคู่แข่งที่อยู่อันดับ 2 อย่าง Claude ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 23 ล้านคน และตามมาด้วย Gemini, DeepSeek และ Grok ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบรายปี จำนวนผู้ใช้งาน Grok ยังเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยมียอดเข้าชมเว็บไซต์เฉลี่ยรายวันทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน และมี ผู้ใช้งานแอปมือถือ เฉลี่ยรายวันทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 83.5 แต่เป็นการเติบโตที่ช้ากว่าคู่แข่ง อย่าง Claude มียอดเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่า หรือ 761% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนแอปมือถือ เติบโตสูงถึง 1,205% ขณะที่ Gemini มียอดเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า หรือ 575%และแอปมือถือก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า (676%)

หลากหลายปัจจัยทำยอดใช้งานลด

ฟอร์บส ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า เหตุใดจำนวนผู้ใช้งาน Grok จึงลดลง แต่ผู้ใช้บางส่วนบน Reddit ไม่พอใจ หลังฟีเจอร์สร้างภาพและวิดีโอถูกจำกัดไว้สำหรับสมาชิกแบบเสียเงินเท่านั้น ขณะเดียวกัน xAI ซึ่งเป็นผู้พัฒนา Grok ก็ยังเผชิญความปั่นป่วนภายในองค์กร โดยมีรายงานข่าวว่า ผู้บริหารและพนักงานจำนวนมากลาออก ท่ามกลางแรงกดดันจาก อีลอน มัสก์ ที่ต้องการเร่งพัฒนา AI ให้ทันคู่แข่ง

ขณะเดียวกัน  จากการวิเคราะห์โดย Recon Analytics พบว่ามีผู้ใช้งาน AI ในสหรัฐฯ เพียง 0.174% เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้งาน Grok เทียบกับ ChatGPT ของ OpenAI ที่มีผู้ยอมจ่ายเงินสูงกว่า 6% Grok ยังมีส่วนแบ่งการใช้งานในองค์กรธุรกิจเพียง 7% เท่านั้น ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญกลับเติบโตอย่างมหาศาล โดย Claude พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 48% เพราะเน้นจุดเด่นด้านเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด  Gemini ของ Google อยู่ที่ 40% จากความได้เปรียบเรื่องการผูกรวมเข้ากับ Google Workspace ส่วน OpenAI ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วน 56%

นอกจากนี้ การอัปเดตฟีเจอร์ก่อนหน้านี้ของ Grok เช่น ฟีเจอร์สร้างภาพ Grok Imagine เน้นไปที่การสร้างความบันเทิงที่ล่อแหลมและคอนเทนต์เชิงอนาจาร ซึ่งทำให้เกิดปัญหาภาพปลอม (Deepfakes) และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหน่วยงานกำกับดูแล กลายเป็นว่า ยอดใช้งานที่พุ่งในช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากเทรนด์การสร้างภาพที่ไม่ถูกคัดกรอง แต่พอ xAI เพิ่มกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อป้องกัน Deepfake ผู้ใช้งานที่เข้ามาเพราะ “ความอยากรู้อยากลอง” ก็หายไปทันที

สมรภูมิ AI ดุเดือด

การที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรู้จัก AI หรือ Generative AI มากขึ้น จากนั้น ก็มีคู่แข่งรายอื่น ๆ ทยอยเปิดตัวตามมา ไม่ว่าจะเป็น Claude ของ Anthropic, Gemini ของ Google ,  Grok ของ xAI รวมถึง DeepSeek บริษัท เอไอ จากจีน และทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ ดุเดือดขึ้นทุกปี

แต่ในขณะที่ Grok กำลังตามหลังคู่แข่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทแม่ อย่าง SpaceX กลับทำข้อตกลงให้ Anthropic ซึ่งเป็นคู่แข่ง ใช้กำลังประมวลผลจากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เอไอ ของ xAI แทนที่จะใช้พัฒนา Grok เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดคำถามว่าแชตบอตของ อีลอน มัสก์ จะสามารถไล่ตามคู่แข่งได้หรือไม่ โดยปัจจุบัน ทั้ง Anthropic และ OpenAI ต่างก็เร่งเพิ่มกำลังการประมวลผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตอบสนองกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งลงนามกันเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะทำให้แชตบอต Claude ได้รับกำลังการประมวลผลจำนวนมากในศูนย์ข้อมูลหลักแห่งหนึ่งของมัสก์ นักวิเคราะห์ประเมินว่า อาจสร้างรายได้ให้มัสก์ปีละหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า SpaceX อาจเดินหน้าเสนอขายหุ้น IPO ภายในปีนี้

ด้าน อาร์นัล ดายารัตน่า รองประธานฝ่ายพัฒนาซอฟต์แวร์ของ IDC ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงนี้สะท้อนว่า อีลอน มัสก์ กำลังเริ่มเปลี่ยน Colossus ซึ่งเป็นศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ขนาดใหญ่ของ xAI ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มให้เช่าพลังประมวลผลสำหรับบริษัท AI รายใหญ่ แทนที่จะใช้พัฒนา AI ของตัวเอง ก็คือ Grok เพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่า xAI กำลังเปลี่ยนจุดยืนจากการแข่งขันพัฒนาโมเดลที่ฉลาดที่สุด ไปเน้นการสร้างรายได้จากการเป็นโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการกำลังการประมวลผล (Compute Infrastructure) ที่มีราคาถูกลงแทน

แต่ กีเยร์โม ราอุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vercel มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินตอนนี้ ว่า อีลอน มัสก์ จะพ่ายแพ้ในศึก AI โดยเชื่อว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจ AI ล่าสุดของมัสก์นั้น อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับ xAI ได้ ทั้งบอกด้วยว่า เมื่อมัสก์ทุ่มเทความสนใจอย่างจริงจัง เขามักจะสร้างผลงานได้ดี และตอนนี้ก็กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจ AI เช่นกัน

ขณะเดียวกัน ด้านนักพัฒนาก็ไม่ได้ยึดติดกับการใช้โมเดล AI ตัวใดตัวหนึ่ง แต่สามารถที่จะเปลี่ยนไปใช้ AI ตัวอื่นได้อย่างรวดเร็ว หาก Grok เปิดตัวโมเดลใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ก็มีโอกาสที่ผู้ใช้งานและวิศวกรจะกลับมาใช้งานอีกครั้ง

สรุปแล้ว Grok ยังไม่ตาย แต่สถานะเจ้าตลาดเริ่มเลือนลางลง เพราะในปี 2026 ผู้ชนะคือ AI ที่ให้ “ประโยชน์ใช้สอย” (Utility) มากกว่าแค่ “บุคลิกภาพ” (Personality)

โดย ดาโน โทนาลี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ตะแกรงสามชั้นของโสเครตีส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ตะแกรงสามชั้นของโสเครตีส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ตะแกรงสามชั้นของโสเครตีส

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปี มาแล้ว ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ขณะที่โสเครตีส นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังเดินพักผ่อนอยู่ ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขาด้วยความตื่นเต้น

“ท่านโสเครตีส! ท่านรู้ไหมว่า ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องอะไรเกี่ยวกับเพื่อนของท่านมา?” ชายคนนั้นร้องบอก

โสเครตีสหยุดเดิน แล้วหันมามองชายผู้นั้นด้วยความสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช้าก่อน  ก่อนที่จะเล่าเรื่องนั้นให้ข้าฟัง ข้าอยากให้ท่านลองตอบคำถามเล็ก ๆ ที่ข้าเรียกว่า ‘บททดสอบตะแกรงสามชั้น’ เสียก่อน”

“ตะแกรงสามชั้นงั้นหรือ?” ชายคนนั้นถามด้วยความสงสัย

ตะแกรงชั้นที่ 1: ความจริง (Truth)

โสเครตีสเอ่ยถามว่า “เรื่องที่ท่านกำลังจะเล่านั้น ท่านแน่ใจอย่างเต็มร้อยหรือไม่ว่าเป็น เรื่องจริง?”

ชายคนนั้นอึกอักแล้วตอบว่า “เอ่อ… เปล่าหรอกข้าก็แค่ได้ยินคนเขาพูดกันมาอีกทีน่ะ”

“เอาละ” โสเครตีสกล่าว “แสดงว่าท่านก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันจริงหรือไม่”

ตะแกรงชั้นที่ 2: ความดี (Goodness)

โสเครตีสถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นลองมาดูตะแกรงชั้นที่สอง    เรื่องที่ท่านจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนของข้านั้น เป็น เรื่องที่ดี หรือไม่?”

“โอ้ ไม่เลยท่าน” ชายคนนั้นรีบตอบ “ในทางตรงกันข้าม มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะ  …”

“สรุปคือ” โสเครตีสขัดขึ้น “ท่านต้องการจะเล่าเรื่องที่ไม่ดีเกี่ยวกับเพื่อนของข้า โดยที่ท่านเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

ตะแกรงชั้นที่ 3: ประโยชน์ (Usefulness)

โสเครตีสถามต่อ “เหลือตะแกรงชั้นสุดท้าย      เรื่องที่ท่านจะเล่านั้น มี ประโยชน์ ต่อตัวข้าหรือตัวท่านบ้างไหม?”

ชายคนนั้นนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ก็คง… ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ครับ”

โสเครตีสจึงยิ้มแล้วกล่าวสรุปว่า:

“ในเมื่อเรื่องที่ท่านจะเล่า ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ เรื่องดี และไม่มี ประโยชน์ แล้วท่านจะเล่าให้ข้าฟังไปเพื่ออะไรกัน?”

ชายคนนั้นถึงกับนิ่งอึ้งและเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้คำสอนนี้กลายเป็นบทเรียนอมตะ   ที่เตือนสติคนทั้งหลาย   ให้รู้จักกลั่นกรองคำพูดและการรับข่าวสารตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

การที่โสเครตีส ให้ความรู้ชายคนนั้น เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10  เรื่อง การทำบุญด้วยการสั่งสอน แสดงธรรม ให้ความรู้ ให้ปัญญา  ถ่ายทอดบทเรียน   เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง  แก่คนอื่น (ธัมมัสเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า  “ ก่อนจะพูดถึงใคร หรือเชื่อเรื่องอะไร ลองถามตัวเองดูว่าเรื่องนั้น 1.จริงไหม? 2.ดีไหม? และ3.มีประโยชน์หรือไม่? หากขาดคุณสมบัติเหล่านี้ การนิ่งเสียอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

เรียบเรียงจากเรื่อง การทดสอบกรองสามชั้น  Three Filter Test  ซึ่งเล่าต่อกันมากว่าร้อยปีในยุโรปและอเมริกา  แต่ไม่พบหลักฐานจากเอกสารกรีกโบราณว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

Health News : ทำไมบางคนโดนยุงกัดมากกว่าคนอื่น

Health News : ทำไมบางคนโดนยุงกัดมากกว่าคนอื่น

Health News : ทำไมบางคนโดนยุงกัดมากกว่าคนอื่น

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำไมบางคนถูกยุงกัดมากกว่าคนอื่น? คำถามนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยล่าสุดยืนยันว่า อาการ “เนื้อหอม” ในหมู่ยุงเป็นปรากฏการณ์ทางชีวภาพที่เกิดขึ้นจริง เริ่มจากยุงจะบินตามกลุ่มแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์หายใจออกมา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นด่านแรก จากนั้นใช้ประสาทรับกลิ่นเพื่อตรวจจับกลิ่นเฉพาะตัวที่ระเหยออกมาจากผิวหนังมนุษย์ แล้วใช้อุณหภูมิร่างกาย ความชื้น และความร้อนจากผิวหนังในการเลือกจุดที่จะเจาะดูดเลือด

สภาวะร่างกายและสารเคมีบนผิวหนังคือสิ่งที่ดึงดูดยุงได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์บนผิวหนัง ที่แบคทีเรียธรรมชาติบนผิวหนังย่อยสลายเหงื่อและไขมัน ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงกรดคาร์บอกซิลิก คนที่ดึงดูดยุงสูงมักผลิตสารเคมีกลุ่มนี้บนผิวหนังในปริมาณที่มากกว่าคนทั่วไป การดื่มเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเพิ่มโอกาสโดนยุงกัดถึง 1.35 เท่า เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นและเปลี่ยนกลิ่นเหงื่อ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีอัตราการเผาผลาญสูง จะหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่าปกติ และปล่อยความร้อนมากกว่า จึงตกเป็นเป้าได้ง่าย

อย่างไรก็ดี ยังมีความเชื่อบางอย่างที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัด เช่น กรุ๊ปเลือด ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นหนาพอที่จะสรุปว่า ยุงเลือกกัดเฉพาะคนกรุ๊ปเลือดใดกรุ๊ปเลือดหนึ่ง ขณะที่สีผิว สีตา หรือสีผม ไม่มีผลต่อการดึงดูดยุง

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สอวช. – มจธ. ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ เปิดหลักสูตร ‘STIP 08’ แก้วิกฤตประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Chambray Ballroom ชั้น 7 โรงแรม อวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของโลกและของไทยเอง คำถามสำคัญคือเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันประกาศชัดเจนว่าจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือการทำงานอิงจากข้อมูลจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงเป้า ผู้ร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึง มีความสำคัญมาก หากมีเครือข่ายที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อกระทรวง ภาคเอกชนและประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ การทำนโยบายและแผนยังต้องคำนึงถึงการประเมินผลเป็นสำคัญด้วย เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่มีประสิทธิภาพ เกิดผลจริงและควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ เชื่อว่าการอบรมนี้จะเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนจากการได้ฝึกปฏิบัติจริงและการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้เกิดภาพความร่วมมือการวางแผนทำงานเพื่อประเทศได้อย่างรอบคอบและครอบคลุม

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดหลักสูตรนี้ คือ 1.พัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการออกแบบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และนโยบายสาธารณะที่วิเคราะห์จากฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ , 2.มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) เพื่อเปลี่ยนผ่าน “งานวิจัยและนโยบาย” ให้เกิด “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม (Research to Impact)” ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดทำข้อเสนอนโยบายจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้ทันที และ 3.สร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบาย (Policy Maker Networking) ที่เข้มแข็ง เพื่อลดการทำงานแบบไซโล (Silo) ของแต่ละหน่วยงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

หลังเปิดการอบรม ดร.สุรชัย ได้บรรยายในประเด็น “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ Mission-oriented Innovation Policies (MOIP)” โดยได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวทาง MOIP คือการเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรมและการศึกษาอย่างตรงจุด ซึ่งแนวทาง MOIP เป็นการระบุปัญหา เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน โดยไม่ได้เลือกพัฒนาเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้ Portfolio of Innovation เป็นตัวขับเคลื่อนพันธกิจ ปรับกระบวนทัศน์จาก Sector Based สู่ผลลัพธ์แบบมุ่งภารกิจ อาศัยทรัพยากรหลากหลายสาขา ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ผลลัพธ์และผลกระทบร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ในการกำหนดพันธกิจจะต้องดึงดูดความสนใจของสาธารณชน มีทิศทางที่ชัดเจน ระบุเป้าหมายที่วัดผลได้และมีกรอบเวลา ท้าทายแต่น่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ข้ามศาสตร์และข้ามอุตสาหกรรม รวมถึงขับเคลื่อนด้วยทางแก้ที่หลากหลาย เปิดกว้างสำหรับการทดลอง

ดร.สุรชัย ยังได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากกรอบยุทธศาสตร์กว้างสู่ภารกิจที่เป็นรูปธรรม ในการจัดทำกรอบ นโยบาย อววน. พ.ศ. 2571-2575 เน้นการนำ อววน. ไป แก้ปัญหาโจทย์ประเทศ/สร้างโอกาสใหม่ มีกรอบกว้างแต่มีเป้าหมายชัด และเลือกปัญหาโดยไม่ล็อกแนวทางการแก้ปัญหา ใช้แนวทาง Mission Portfolio ในการบริหารเป็นชุดโครงการ เพื่อปรับ/ลด บริหารทรัพยากรได้และสำรวจหลายทางเลือกไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายจะเน้น Mission outcomes มีกรอบเวลาแน่นอนและทำงานบูรณาการโดยมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน

ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้กล่าวถึง 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ได้แก่ 1. ความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างเร่งด่วน 2. ความกังวลด้านความมั่นคง (Economic Security Concerns) ภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นนำไปสู่การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ และการใช้นโยบาย วทน. เป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ และ 3. Disruptive Technologies โดยเฉพาะการบรรจบกันของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และควอนตัม (Quantum)

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างความคล่องตัวเชิงนโยบาย ในส่วนของแนวทางการติดตามและประเมินผล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง Transformative Change โดยกล่าวถึงการบรรลุเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แนวทางการประเมินที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการวัดผล มีการตั้งคำถามสำคัญ เช่น การดำเนินงานกำลังไปถูกทางหรือไม่ ตอบยุทธศาสตร์ชาติ เป้าประเทศหรือไม่ ก่อนจะนำผลประเมินมาพิจารณาและปรับทิศทางการลงทุน/มาตรการ อววน. เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยได้ยกตัวอย่างการทดลองนโยบาย ผ่านการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วย อววน. ที่มีการปรับกระบวนการออกประกาศ Positive List หรือบัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) ในปัจจุบันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดของผลิตภัณฑ์ลดลงและเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ทั้งการปลดล็อกกฎหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการนวัตกรรม การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) นโยบายส่งเสริมการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไก University Holding Company (UHC) รวมถึงนโยบาย Offset ที่มีเป้าหมายเพื่อนำพาอุตสาหกรรมไทยให้เป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

ตะลอนเที่ยว : ตามไปบ้านออกญาเสนาภิมุข ที่ชิซึโอกะ (Shizuoka)

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใครที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วยังจดจำเนื้อหาสาระของบทเรียนได้บ้าง คงจะยังจำชื่อออกญาเสนาภิมุข หรือยามาดะ นางามะสะ ขุนนางชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยที่จะมีหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เพราะในครั้งกระนัันมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ทำงานในสังกัดทหารกรมอาสาญี่ปุ่น และรับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และชื่อของขุนนางญุี่ปุ่นคนสำคัญ อย่างเช่นยามาดะ นางามะสะ ก็จึงปรากฏขึ้น แล้วต่อมาก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกญาเสนาภิมุข

คนที่เรียนประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยายุคพระเจ้าทรงธรรมต้องคุ้นชื่อออกญาเสนาภิมุข และน่าจะคุ้น ๆ ว่าบ้านเดิมของเขาอยู่ที่ชิซึโอกะ ปัจจุบันเป็นจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น อยู่ในเขตชูบุ (Chubu) เวลาพูดถึงชิซึโอกะก็จะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิ เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น อาจจะบอกได้เลยว่าหากอยู่ในที่โล่งหรือที่สูงในชิซึโอกะแล้วรับรองว่าต้องเห็นยอดของฟูจิอย่างแน่นอน แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าชิซึโอกะคือแหล่งปลูกชาเขียวที่โด่งดังมากที่สุดของญี่ปุ่นด้วย และที่ลืมไม่ได้คือเป็นแหล่งผลิตวาซาบิชั้นดีของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

การไปเที่ยวชมเมืองชิซึโอกะทริปนี้ Mr. Flower แวะไปที่ศาลเจ้าชิซึโอกะเซ็นเง็นก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากลงรถไฟแล้วก็ต่อรถเมล์ไปที่ศาลเจ้า ความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือเป็นแหล่งรวมของศาลเจ้าสำคัญสามแห่ง ที่เรียกว่า โอเซ็นเก็นซัง คือศาลเจ้าคัมเบะ ศาลเจ้าอาซามะ และศาลเจ้าโอโทชิมิโอยะ และกลุ่มอาคารศาลเจ้า 26 หลัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชิซึโอกะ ทั้งนี้ศาลเจ้าคัมเบะมีอายุเก่าแก่ที่สุด

เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไปกราบนมัสการศาลเจ้าอาซามะ โดยต้องขึ้นบันไดจำนวนประมาณ 200 กว่าขัั้น แล้วจากนั้นก็ต้องเดินขึ้นไปบนภูเขาอีกนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับว่าคุณเดินช้าหรือเร็ว แต่อย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 40 นาที แต่เมื่อขึ้นไปบนเนินเขาสูงแล้ว จะได้พบกับต้นไม้ขนาดใหญ่มหึมาจำนวนมากมาก แล้วยังชมวิวเมืองชิซึโอกะ และได้ชมวิวฟูจิยามาได้อย่างเต็มตาจุใจพร้อมกับสูดอาการบริสุทธิ์ได้เต็มปอด จนทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาโดยพลัน

ต้องบอกด้วยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีความเชื่อถือศรัทธาในศาลเจ้าแห่งนี้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือในเขตนี้มีศาลเจ้าหลายแห่งอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงมีผู้ให้ความเชื่อถือและความเคารพเป็นจำนวนมาก เช่น ศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ ที่เป็นศาลเจ้าของเทพแห่งการกีฬาและศิลปะการต่อสู้ ศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ มีเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ศาลเจ้าทามาโบโกะ มีเทพเจ้าแห่งการสอบการศึกษา

ในประวัติกล่าวว่าศาลเจ้าแปดพันโฮโกะ และศาลเจ้าสุคุนาฮิโคะเนะ เคยใช้เป็นสถานที่บูชาพระพุทธเจ้าในยุคเอโดะ แต่ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นศาลเจ้า เมื่อมีคำสั่งแยกศาสนาพุทธและศาสนาชินโต ในยุคเมจิ

ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในชิซึโอกะ แต่พื้นที่สำคัญบอกเล่าเรื่องราวหมดลงแล้ว แต่ขอย้ำนิดเดียวว่า หากเดินออกจากศาลเจ้าชิซึโอกะ โดยลอดเสาโทริอิด้านหน้าของศาลเจ้า แล้วเดินตรงไปบนถนนเส้นหน้าวัด ประมาณ 100 กว่าเมตร จะพบกับอนุสาวรีย์ของยามาดะ ตั้งอยู่ด้านขวามือ หากใครไม่สังเกตก็จะไม่เห็น เพราะตัวอนุสาวรีย์ไม่มีจุดเด่นอะไรมากนั้น แต่สำหรับเราซึ่งเป็นคนไทย เมื่อมองป้ายบรรยายรายละเอียดอนุสาวรีย์แล้วพบตัวอักษรไทยเขียนว่า ออกญาเสนาภิมุข ก็ทำให้เราขึ้นกับขนลุกซู่โดยพลัน แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น แต่วันนี้เราได้มายืนอยู่ในเขตบ้านเก่าของยามาดะแล้ว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าเมืองไทยของเรานั้นไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย เพราะอยุธยาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ก็คือเมืองที่แสนเจริญ เป็นเมืองซึ่งผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายประเทศต่างเข้าไปอาศัยและทำมาหากินในกรุงศรีอยุธยาของเรา ทำให้เราภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก 

หากคุณสนใจจะร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แล้วได้ซึมซับประวัติศาสตร์ด้วยตัวคุณเอง โดยไปเที่ยวในรูปแบบกลุ่มเล็ก ๆ ที่เน้นความเป็นกันเอง โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

Science Update : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำฟัน

Science Update : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำฟัน

Science Update : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทำฟัน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารวิชาการ PLOS ONE ตีพิมพ์การค้นพบครั้งสำคัญที่ระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบฟอสซิลฟันกรามของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) อายุ 59,000 ปี จากถ้ำชากีร์สกายา (Chagyrskaya Cave) ในแถบไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เผยให้เห็นร่องรอยของการผ่าตัดและกรอรักษาฟันผุด้วยเครื่องมือหินเป็นครั้งแรกในสายวิวัฒนาการของมนุษย์

ฟันที่ถูกค้นพบเป็นฟันกรามล่างซ้ายซี่ที่สองของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลวัยผู้ใหญ่ บนพื้นผิวเคี้ยวของฟันมีรูลึกขนาดใหญ่ที่เจาะลึกลงไปจนถึงโพรงประสาทฟัน นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มีการใช้เครื่องมือหินปลายแหลมขนาดเล็ก เช่น หินแจสเปอร์ หรือควอตซ์ ในการหมุนเจาะและขูดเนื้อฟันที่ผุออก ทีมวิจัยได้ทดลองใช้เครื่องมือหินลักษณะเดียวกันเจาะลงบนฟันของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏรอยขีดข่วนระดับจุลทรรศน์ในแนววงกลมที่ตรงกับรอยบนฟันฟอสซิลอย่างสมบูรณ์

การค้นพบนี้ผลักดันประวัติศาสตร์ทันตกรรมของสิ่งมีชีวิตในสายวิวัฒนาการมนุษย์ให้ย้อนหลังไปไกลกว่าเดิมถึง 40,000 ปี จากเดิมที่หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเป็นของโฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ในอิตาลีเมื่อประมาณ 14,000 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลที่เป็นนามธรรม สามารถเชื่อมโยงความเจ็บปวดเข้ากับเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อภายในฟันและหาวิธีการรักษาทางกายภาพได้ อีกทั้งการทำหัตถการในช่องปากที่แคบและลึก ต้องใช้การทำงานประสานกันของสายตาและกล้ามเนื้อมือที่มีความแม่นยำสูงมาก ขณะเดียวกัน การเจาะเปิดโพรงประสาทฟันโดยไม่มีระงับความรู้สึกหรือยาชาเป็นเรื่องที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจและจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อระงับความทรมานในระยะยาว

การค้นพบยังชี้ว่า ฟอสซิลฟันกรามนี้มีรอยสึกจากการบดเคี้ยวอาหารหลังจากถูกเจาะ เป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตจากการผ่าตัดนี้ และใช้งานฟันซี่ดังกล่าวต่อได้ยาวนานพอสมควร

สุดๆไปเลย! NUVO รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT

สุดๆไปเลย! NUVO รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT

สุดๆไปเลย! NUVO รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

สุดๆ ไปเลย! “NUVO” รีเทิร์นคืนสเตจคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี! “CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT” การันตีความมันส์สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา!

หากบทเพลงคือสมุดบันทึกความทรงจำ “NUVO” (นูโว) คงเป็นหน้ากระดาษที่บันทึกความสุขของแฟนเพลงไทยไว้อย่างงดงามที่สุด และในปีนี้ บอยแบนด์ยุค 90’ ต้นฉบับความทรงจำของความสุขและความสนุกที่ไม่มีใครแทนที่ได้เลย กำลังจะกลับมาอีกครั้งในรอบ 7 ปี กับคอนเสิร์ตใหญ่แบบจัดเต็มสุดๆ ไปเลยในแบบ Nuvo ออริจินอลขนานแท้!

ล่าสุด CI Showbiz ผู้จัดคอนเสิร์ตชั้นนำ ประกาศข่าวใหญ่ที่แฟนเพลงตั้งตารอ กับการกลับมาของวงดนตรีที่หยุดทุกกระแส สร้างปรากฏการณ์ และกลายเป็นไอคอนนิกแห่งปลายยุค 80 บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบกว่าครั้งไหนๆ ในชื่อ “CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT” ที่จะพาทุกคนย้อนเวลาไปสัมผัสผลงานสุดคลาสสิกจากพวกเขา ณ Paragon Hall, Siam Paragon ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2026

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การก้าวขึ้นสู่เวทีเพื่อร้องเพลงที่คุ้นเคย แต่คือความตั้งใจจริงของสมาชิกทั้ง 6 คน จิรายุส วรรธนะสิน (โจ) สหรัถ สังคปรีชา (ก้อง) จอห์น รัตนเวโรจน์ (จอห์น) ปีเตอร์ แอนโทนี่ แฮมมอนด์ (เต๋อ) สุรชัย สุนทรธาดากุล (สุ) จิรัฏฐ์ บุรกรรมโกวิท (ใหม่) ที่ต้องการนำเสนอโชว์ที่เต็มรูปแบบที่สุด เพื่อให้สมศักดิ์ศรีบอยแบนด์ป็อปร็อกระดับตำนานที่แฟนเพลงยังคงรักและศรัทธามาอย่างยาวนาน โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การคงไว้ซึ่งความเป็น “ต้นตำรับ” ของแท้แบบไม่มีการปรุงแต่ง ทุกตัวโน้ตและเสียงที่เป็นเอกลักษณ์จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อตรงที่สุดเหมือนวันแรกที่ทุกคนได้ตกหลุมรักพวกเขา งานนี้เตรียมจัดเต็มในการออกแบบโปรดักชัน แสง สี และระบบเสียงให้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบ เพื่อส่งต่อพลังของดนตรีระดับไอคอนนิกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในพื้นที่แห่งความทรงจำที่จะทำให้ทุกคนต้องประทับใจไปอีกนาน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี กับวงดนตรีที่หยุดทุกกระแส สร้างปรากฎการณ์ และเป็นไอคอนนิกแห่งยุค 80 ที่ยังคงอยู่ในใจทุกคนเสมอ ใน “CIMBweBOND Presents NUVORIGINAL CONCERT” เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป ราคาบัตร: 6,000 / 5,500 / 5,000 / 4,500 / 4,000 / 3,500 / 2,500 และ 1,900 บาท ทางเว็บไซต์ http://www.thaiticketmajor.com และเคาน์เตอร์ Thaiticketmajor ทุกสาขา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/NUVOofficial หรือ https://www.facebook.com/cishowbiz

#NUVORIGINALConcert #NUVOBAND #CIMBweBOND #CIMBTHAIBank #ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย #MOVINGYOUFORWARD #SinghaLife #ความสุขมีได้ทุกวัน #CISHOWBIZ