Celebrity Gossip : 17 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 17 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 17 พฤษภาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– มาดอนนา, ชาคีร่า, และ BTS จะร่วมเป็นศิลปินเฮดไลเนอร์ในโชว์พักครึ่งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม ที่สนาม MetLife Stadium ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ การแสดงจะมีความยาวประมาณ 11 นาที ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาพักครึ่งฟุตบอลที่ไม่เกิน 15 นาทีตามกฎฟีฟ่า มาดอนนากำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่ Confessions II ในเดือนกรกฎาคม ส่วน ชาคีร่า เจ้าแม่เพลงฟุตบอลโลก เพิ่งเปิดตัวเพลงประจำการแข่งขันปี 2026 อย่าง Dai Dai โชว์ประวัติศาสตร์สไตล์ซูเปอร์โบวล์นี้ได้รับการดูแลและคัดเลือกศิลปินโดย คริส มาร์ติน นักร้องนำวง Coldplay ร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Global Citizen เพื่อระดมทุนเข้าสู่กองทุนการศึกษา FIFA Global Citizen Education Fund สำหรับเด็กด้อยโอกาสทั่วโลก

– ดัว ลิปา ยื่นฟ้อง ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตเซ็นทรัลแคลิฟอร์เนีย เรียกค่าเสียหายสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์ (ราว 550 ล้านบาท) จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทนำภาพของเธอไปใช้บนบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์โทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิในภาพลักษณ์บุคคล ภาพดังกล่าวถูกถ่ายบริเวณหลังเวทีงาน ออสติน ซิตี ลิมิตส์ เฟสติวัล 2024 และ ดัว ลิปา ถือครองสิทธิ์ในภาพถ่ายดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว การนำภาพไปใช้ในลักษณะดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า นักร้องสาวเป็นผู้สนับสนุนหรือรับรองผลิตภัณฑ์ของซัมซุงอย่างเป็นทางการ ในคำฟ้องยังอ้างถึงโพสต์ของผู้บริโภคบางรายบนโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า “ซื้อทีวีซัมซุงเพราะ ดัว ลิปา” นอกจากการเรียกค่าเสียหาย 15 ล้านดอลลาร์แล้ว นักร้องสาวยังร้องขอให้ศาลออกคำสั่งห้ามซัมซุงใช้ภาพดังกล่าวต่อไปด้วย

– เคลวิน อีแวนส์ วัย 41 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และคุมประพฤติอีก 3 ปี หลังยอมรับสารภาพในข้อหาบุกรุกยานพาหนะและบุกรุกโดยเจตนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมฮาร์ดไดรฟ์ที่บรรจุเพลงที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวของซูเปอร์สตาร์สาว บียอนเซ่ รวมถึงข้อมูลสำคัญของทัวร์คอนเสิร์ต เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีก่อน ภายในโรงจอดรถแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย หลังก่อเหตุและหลบหนี เเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามรอยอีแวนส์ได้ผ่านระบบติดตามตัวบนเครื่อง MacBook และแอปพลิเคชัน Find My ของหูฟัง AirPods ร่วมกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ แม้จะจับกุมตัวคนร้ายได้ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ฮาร์ดไดรฟ์และไฟล์เพลงที่ถูกขโมยไปนั้นยังคงค้นหาไม่พบ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่าเพลงเหล่านั้นถูกนำไปเผยแพร่หรือรั่วไหลบนอินเทอร์เน็ตแต่อย่างใด

– บิล พูลแมน และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม สองนักแสดงนำจากภาพยนตร์ไซไฟบล็อกบัสเตอร์ระดับตำนาน Independence Day กลับมาพบกันอีกครั้งอย่างอบอุ่น ในงานแฟชั่นโชว์ Dior 2027 Cruise Collection ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะในลอสแอนเจลิส การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจะครบรอบ 30 ปีในวันที่ 3 กรกฎาคม ย้อนไปในภาพยนตร์ปี 1996  โกลด์บลัม รับบทเป็น เดวิด เลวินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ขณะที่ พูลแมน รับบทเป็นประธานาธิบดี โธมัส เจ.วิตมอร์ ผู้นำกองทัพต่อสู้กับเอเลี่ยน ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นโปรดักชันฟอร์มยักษ์ที่ทำรายได้มหาศาล และเป็นที่จดจำจากฉากสุนทรพจน์ปลุกใจอันโด่งดังของประธานาธิบดี ทั้งคู่เคยกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในภาพยนตร์ภาคต่อ Independence Day: Resurgence เมื่อปี 2016

– การคัดเลือกนักแสดงเพื่อรับบท สายลับ James Bond รหัส 007คนใหม่ ซึ่งจะถือเป็นคนที่ 8 เริ่มต้นขึ้นแล้ว จากคำแถลงของสตูดิโอ Amazon MGM Studios ยืนยันการเปิดกล้องค้นหาผู้ที่จะมาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก เดเนียล เคร็ก อย่างเป็นทางการ โดยให้ นีนา โกลด์ นักคัดเลือกนักแสดงมือฉมังชาวอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของซีรีส์ Game of Thrones, The Crown และภาพยนตร์ชุด Star Wars รับหน้าที่ค้นหาใบหน้าใหม่ที่จะมารับบทสายลับระดับโลก ในส่วนของผู้กำกับ ได้ตัว เดนิส วิลล์เนิฟ ผู้กำกับชื่อดังจาก Dune และ Blade Runner 2049 มาเป็นผู้กุมบังเหียนภาพยนตร์ภาคใหม่นี้ ตั้งเป้าสรุปการคัดเลือกนักแสดงให้เสร็จสิ้นภายในปี 2026 ก่อนเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำในปี 2027 คาดว่าจะพร้อมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2028

วังเก่ากรมพระสมมตอมรพันธุ์ ลับ เร้น ในย่านสำราญราษฎร์

วังเก่ากรมพระสมมตอมรพันธุ์ ลับ เร้น ในย่านสำราญราษฎร์

วังเก่ากรมพระสมมตอมรพันธุ์ ลับ เร้น ในย่านสำราญราษฎร์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มีสะพานข้ามคลองรอบกรุงตรงบริเวณ “ประตูผี” เป็นที่กล่าวถึงกันในโลกออนไลน์ว่า สะพานนี้ “อ่านว่าอะไร”สะพานดังกล่าวคือ “สะพานสมมตอมรมารค” ซึ่งตัวอักษรที่ติดอยู่คู่กับตัวสะพาน สะกดแบบโบราณว่า “สพานสมมตอมรมารค”

เป็นสะพานที่ทอดข้ามคลองรอบกรุงตามแนวถนนบำรุงเมือง เพื่อออกจากเกาะรัตนโกสินทร์ ไปนอกกำแพงเมือง  ในสมัยโบราณบริเวณสะพานดังกล่าวนี้ เป็นทางที่ใช้ลำเลียงศพออกไปเผาที่วัดสระเกศ เพราะห้ามเผาศพในเกาะเมือง  ทางออกนอกเมืองนี้จึงถูกเรียกว่า “ประตูผี”

ต่อมา ชื่อนี้ดูน่ากลัวสำหรับการอยู่อาศัยของผู้คน  ย่านประตูผีจึงได้รับการเปลี่ยนนามเป็น “สำราญราษฎร์” อันหมายถึงการอยู่อาศัยอย่างมีความสุขของราษฎร

 สะพานนี้ เดิมทีชาวบ้านเรียกว่า “สะพานเหล็กประตูผี” สร้างจากไม้มีโครงเหล็ก ต่อมาในสมัย ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานใหม่ เป็นสะพานปูน พระราชทานนามว่า “สะพานสมมติอมรมารค” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมติอมรพันธุ์ พระอนุชา ซึ่งมีวังที่ประทับอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น

โดย “สมมตอมร” คือ พระนาม, มารค แปลว่า ทาง หรือถนนสมมตอมรมารค จึงหมายถึง ทางเสด็จของสมมตอมร นั่นเอง

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ พระนามเดิม คือ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ เป็นพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหุ่น (ภายหลังทรงสถาปนาเป็น ท้าวทรงกันดาล) เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๓ ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นต้นราชสกุล “สวัสดิกุล”

เมื่อพระชันษาได้ ๕ ปี ทรงศึกษาหนังสือไทยในพระบรมมหาราชวัง ในสำนักหม่อมเจ้าจอมในกรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ทรงศึกษาภาษามคธในสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และสำนักขุนปรีชา- นุสาสน์ (โต เปรียญ) และศึกษาภาษาอังกฤษในสำนักมิสเตอร์ยอร์ช แปตเตอร์สัน ในโรงเรียนหลวง

ครั้น พ.ศ. ๒๔๑๕ พระชันษาถึงกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีโสกันต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โสกันต์แล้ว ถึง พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้ทรงบรรพชาสามเณรในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ในสำนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ๒ พรรษา ทรงฝึกหัดเทศน์มหาชาติกัณฑ์จุลพนกับพระมหาราชครูมหิธร (ชู) ครั้นลาผนวชแล้ว เสด็จมาประทับอยู่ที่วังกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ ณ ตำบลสำราญราษฎร์ เมื่อทรงสร้างวังตรงถนนบำรุงเมืองเสร็จแล้ว จึงเสด็จมาประทับตลอดมาจนสิ้นพระชนม์

พ.ศ. ๒๔๒๓ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับตำแหน่งหัวหน้าราชเลขานุการอยู่ในออฟฟิศหลวง ทรงเป็นนายด้านบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงทำศาลารายขึ้นใหม่บ้าง ซ่อมแซมที่ชำรุดและทำค้างมาบ้างทั่วทั้งพระอาราม ซ่อมลายปั้นผนังและช่อฟ้าใบระกาหลังคาพระอุโบสถ ซึ่งซ่อมค้างและชำรุดให้สมบูรณ์ ซ่อมการปั้นและเขียนสีลงรักปิดทองภายนอกพระอุโบสถและประดับศิลาฐานชุกชีพระอุโบสถทั้งหมด

เมื่อพ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระสังฆราช (สา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับอยู่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ตลอดพรรษา แล้วทรงลาผนวชเข้ารับราชการต่อไป

พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับราชการในตำแหน่งปลัดบัญชีกลาง กระทรวงพระคลังมหาสมบัติอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ภายหลังทรงลาออกจากตำแหน่งปลัดบัญชีกลาง คงรับราชการในหน้าที่ราชเลขานุการเพียงตำแหน่งเดียว

พ.ศ. ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกไว้ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์”

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้ทรงเป็นองคมนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำกับการโรงเรียนราชกุมารและโรงเรียนราชกุมารี ทรงเป็นข้าหลวงสอบไล่วิชานักเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการได้เดือนหนึ่ง แล้วโปรดให้เป็นอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ ภายหลังทรงลาออกคงรับราชการเพียงตำแหน่งราชเลขานุการเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังทรงมีตำแหน่งพิเศษอื่น ๆ อีก เช่น ตำแหน่งลัญจกราภิบาลของเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์และช้างเผือก มัคนายกวัดเทพธิดาราม กรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย กรรมการรักษาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รัฐมนตรี ทรงปฏิบัติราชการแทนเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเสนาบดีกระทรวงวัง

ทรงเป็นกรรมสัมปาทิก (กรรมการ) และสภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ โดยทรงเป็นตำแหน่งเหรัญญิก และเป็นสภานายก ๒ ครั้ง คือ ในพ.ศ. ๒๔๓๐ และ พ.ศ. ๒๔๓๖ สภานายกหอพุทธสาสนะสังคหะ สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๕๗ รวม ๕ ปี ทรงเป็นสมาชิกโบราณคดีสโมสรตั้งแต่แรกตั้ง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2และเมื่อเข้ายุครัชกาลที่ 6 กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ในวัย 55 ปี ตอนปี 2458

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ เวลา ๑๕.๐๒ น. พระชันษา ๕๕ ปี
แม้พระองค์จะทรงล่วงลับไปแล้ว ทว่า วังที่ประทับของพระองค์ยังคงอยู่ เป็นวังร้างที่ยังคงสภาพดี มีตึกแถวล้อมรอบ  ทางเข้าสู่วังในปัจจุบัน เป็นเพียงตรอกเล็กๆ ผ่าน “ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธุ์” เข้าไป

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่เดิมเป็นบริเวณวังของกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ซึ่งทรงสร้างห้องแถวขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่ของบริวารที่รับใช้อยู่ในวังได้อยู่อาศัย

เมื่อกรมพระสมมตอมรพันธ์สิ้นพระชนม์ลงแล้ว ที่ดินจึงได้ตกทอดมาเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ยังคงให้ประชาชนเช่าอาศัยห้องแถวเหล่านี้อยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่ดินด้านหน้าของชุมชนนั้น เป็นของเอกชนส่วนหนึ่งและวัดเทพธิดารามส่วนหนึ่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท แสงสีหนาท ผู้อํานวยการศูนย์ Urban Ally เล่าว่า

“ในสมัยรัชกาลที่ 1 – 3 เมืองพระนครรอบเกาะรัตนโกสินทร์ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่พอมาในรัชกาลที่ 4 ถึง 5 เมืองพระนครมีการขยายใหญ่มากขึ้น พร้อมกับมีกลุ่มวังเกิดขึ้นหลายๆ กลุ่ม ซึ่งในยุคนั้น วังไปไหน ข้าราชบริพารก็ตามไปที่นั่น เหมือนเมืองขยายตัวตามกลุ่มวังก็ว่าได้

…ที่น่าสังเกต คือ กลุ่มวังเหล่านี้ ขยายตัวตามถนน ไม่ได้ขยายตัวตามที่นาอีกต่อไป ต่างกับสมัยก่อนที่วังจะสร้างติดกับที่นา มีการเก็บค่าเช่าที่นาเป็นรายได้ พอรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างถนนตามตะวันตก มูลค่าทางเศรษฐกิจของเมืองย้ายไปอยู่สองฟากถนน วังก็ขยายตามถนนเช่นกัน ซึ่งถนนบำรุงเมืองก็เป็นถนนเส้นแรกๆ ที่เกิดขึ้นในพระนคร (เจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร ถนน 3 สายแรกของกรุงเทพฯ)  จึงทำให้เกิดกลุ่มวังริมประตูสำราญราษฎร์ หรือกลุ่มวังประตูผี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ทั้งฝากทิศเหนือและทิศใต้ของถนนบำรุงเมือง เรียกว่าเป็นวังยุคใหม่แห่งพระนคร”

 “ถ้าเราดูแผนที่ทางอากาศในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่าเดิมทีพื้นที่ตรงนี้มีตำหนักอยู่ 2 ตำหนัก คือ พระตำหนักใหญ่สีขาวหันหน้าออกมายังถนนมีแนวตึกแถวเป็นเหมือนกำแพงวังกั้นอยู่ และมีตำหนักหลังเล็กหลังคาสีเข้มตั้งอยู่ทางตะวันออกหันหน้าเข้าตำหนักใหญ่เพื่อให้เชื่อมทางเดินถึงกัน ซึ่งก็ทำให้ตำหนักเล็กมีการสร้างที่ไม่สมมาตรตาบแบบการสร้างวังไทยที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เพราะประตูตำหนักเล็กต้องสร้างให้ตรงกับแกนของตำหนักใหญ่”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท เล่าด้วยว่า พื้นที่วังที่ปัจจุบันพระตำหนักใหญ่ถูกรื้อถอนสร้างเป็นโรงเรียนกลางชุมชนขึ้นมาแทน (ที่ตั้งเดิมของพระตำหนักใหญ่คือโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย ส่วนตำหนักเล็กเป็นโรงเรียนเลิศประสาทวิชา หรือที่ชาวชุมชนเรียก ลิงป่า) และปัจจุบันเมื่อโรงเรียนปิดตัวลง อาคารโรงเรียนก็ได้กลายเป็นโกดังเก็บพระพุทธรูปของโรงหล่อพระ ซึ่งกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนถนนบำรุงเมืองยุคปัจจุบัน

ในแง่สถาปัตยกรรม ชัดเจนว่า วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ สร้างโดยช่างสถาปนิกชาวตะวันตกชุดแรกๆ ที่เข้ามาทำงานในสยาม ซึ่งความโมเดิร์นไม่ใช่เพียงแค่ตัวโครงสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนแบบตึกฝรั่งเท่านั้น แต่แนวคิดของเจ้าของวังก็ค่อนข้างล้ำสมัยด้วย  โดยกล้าที่จะลดทอนธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของวัง เช่น เรื่องการสร้างบันได ซึ่งวังยุคก่อนจะไม่สร้างบันไดไว้ในตัวบ้าน เพราะมีความเชื่อเรื่องการเดินข้ามหัวเจ้านายที่มียศสูงกว่า แต่วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์ มีการสร้างบันไดอยู่ในตัวบ้าน แต่ก็มีการแยกระหว่างบันไดกลางของเจ้านาย และบันไดเวียนเล็กๆ ด้านหลังของบ่าวไพร่ที่ทำงานในบ้าน นอกจากนี้ ยังมีส่วนของระเบียงแบบบ้านไทยที่ปรับมาใส่ไว้ด้านในตัวบ้าน เป็นระเบียงรูปตัว L ด้านหน้าและด้านข้างของบ้าน

เมื่อเป็นอาคารปูนแบบตะวันตกที่สร้างในเมืองร้อนอย่างไทย สถาปนิกจึงมีการปรับโครงสร้างบ้านให้เข้ากับอากาศที่ร้อนอบอ้าว เช่น การเพิ่มช่องลมบริเวณหน้าต่าง หรือการสร้างบ้านอยู่เหนือบ่อน้ำ ซึ่งข้อดีคือทำให้บ้านมีความเย็น แต่ข้อเสีย คือ ความชื้นจากบ่อน้ำทำให้บ้านพื้นไม้ของบ้านผุพังได้ง่ายเช่นกัน
 

ปัจจุบัน วังกรมพระสมมตอมรพันธุ์มีกาลเปิดให้ชมเป็นครั้งคราวไป  หากจะชมนอกตัวอาคาร ก็สามารถเข้าไปชมได้ทุกวัน  เช่นเดียวกันกับสะพานสมมตอมรมารค  หากผู้อ่าน “แนวหน้า” ท่านใดสนใจ ก็ลองไปชมกันได้

กระแสแรงไม่มีตก! ศิลปินที่อยากเห็นในบอลโลก 2026 คะแนน ‘ลิซ่า’ พุ่งรั้งอันดับ 2 ไล่บี้ BTS

กระแสแรงไม่มีตก! ศิลปินที่อยากเห็นในบอลโลก 2026 คะแนน ‘ลิซ่า’ พุ่งรั้งอันดับ 2 ไล่บี้ BTS

กระแสแรงไม่มีตก! ศิลปินที่อยากเห็นในบอลโลก 2026 คะแนน ‘ลิซ่า’ พุ่งรั้งอันดับ 2 ไล่บี้ BTS

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก Bangkok I Love You โพสต์ข้อความระบุว่า  แฟนๆไทยรวมพลัง! โหวต “LISA” ไล่กวด BTS ติดๆ ศึกโหวตเวทีโลกเดือดหนัก!

กระแสแรงไม่มีตก! หลัง Billboard เปิดโหวตศิลปินที่แฟนๆ อยากเห็นแสดงในฟุตบอลโลก 2026 ล่าสุด “LISA” ซูเปอร์สตาร์สาวชาวไทย กำลังถูกแฟนเพลงทั่วโลกเทคะแนนสนั่น จนคะแนนไล่บี้ BTS แบบหายใจรดต้นคอ!
คะแนนล่าสุด
BTS — 48.58%
LISA — 33%

ช่องว่างกำลังแคบลงเรื่อยๆ และแฟนคลับชาวไทยกำลังรวมพลังประกาศศักดาบนเวทีโลก!

นี่ไม่ใช่แค่การโหวตธรรมดา แต่คือพลังของคนไทยที่อยากเห็นศิลปินไทยไปยืนบนเวทีระดับโลก ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก 
โหวตทันทีที่นี่ https://billboard.com/…/fifa-world-cup-performers-poll…/

(หนึ่งคนโหวตได้หลายครั้ง)
ถึงเวลาคนไทยต้องช่วยกัน!
รวมพลังดัน “ลิซ่า” ให้ทะยานขึ้นอันดับ 1
ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย!

ขอบคุณภาพ : lalalalisa_m

มายด์ ลภัสลัล เคลื่อนไหวแล้ว ประกาศขอถอยห่างจากสามี พาย สุนิษฐ์

มายด์ ลภัสลัล เคลื่อนไหวแล้ว ประกาศขอถอยห่างจากสามี พาย สุนิษฐ์

มายด์ ลภัสลัล เคลื่อนไหวแล้ว ประกาศขอถอยห่างจากสามี พาย สุนิษฐ์

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

16 พฤษภาคม 2569 จากที่ก่อนหน้านี้ มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล เจอดรามาถาโถมหนักหลังจากที่เจ้าตัวได้เปิดให้ทางสามี พาย สุนิษฐ์ สก๊อต ได้ใช้พื้นที่ช่องทางโซเชียลส่วนตัวอัดคลิปเพื่อชี้แจงถึงประเด็นร้อนเกี่ยวกับครอบครัว

หลังจากที่น้องชาย ‘ทราย สก๊อต’ ออกมาเผยเรื่องราวชีวิตสุดเจ็บปวดผ่านคลิปเปิดใจทั้งน้ำตา โดยระบุว่าตนเองเคยถูกพี่ชายล่วงละเมิดในวัยเด็ก พร้อมพูดถึงปัญหาภายในครอบครัวที่สะสมมายาวนาน 

ล่าสุด มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรกผ่านทางไอจีส่วนตัว “@WJMild” ระบุข้อความว่า ก่อนอื่นมายด์ต้องขอโทษจากใจจริง ที่การแสดงออก และความเข้าใจคลาดเคลื่อนของมายด์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายและทำให้หลายคนต้องผิดหวัง โดยเฉพาะคุณทราย มายด์รู้สึกผิดและเสียใจอย่างที่สุดที่เรื่องราวบานปลายไปถึงจุดนี้ 

ส่วนตัวมายด์ไม่เคยได้ยินคลิปเสียงนี้มาก่อนตลอดเวลาที่คบกันมา มายด์รู้สึกเสียใจอย่างมากกับสิ่งที่คุณทรายต้องเผชิญ ต่อจากนี้มายด์ขอถอยห่างออกมาจากสามีเพื่อทบทวนตัวเองและดูแลสุขภาพจิตใจ 

สุดท้ายนี้มายด์ขอโทษเพื่อนๆ พี่น้องในวงการและทุกๆ คน ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วยนะคะ พวกเค้าเพียงแค่ต้องการให้กำลังใจมายด์ โดยที่ไม่ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดเช่นกัน ขอบคุรทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้มายด์นะคะ และขอบคุณที่คอยอยู่เคียงข้างคุณทรายเช่นกัน

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! แม่เด็ก 17 เดือดจัด เตรียมฉะสาวคนดัง ลั่นคำใบ้สะเทือน..อย่าอ้างเด็กยอม!

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! แม่เด็ก 17 เดือดจัด เตรียมฉะสาวคนดัง ลั่นคำใบ้สะเทือน..อย่าอ้างเด็กยอม!

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! แม่เด็ก 17 เดือดจัด เตรียมฉะสาวคนดัง ลั่นคำใบ้สะเทือน..อย่าอ้างเด็กยอม!

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

วงการบันเทิงไม่ได้พัก! “แม่เด็ก 17” เดือดจัด เตรียมฉะ “สาวคนดัง” ลั่นคำใบ้สะเทือน.. อย่าอ้างเด็กยอม!

ขาเผือกตาค้างกันอีกแล้ว เมื่อเพจดังอย่าง “เจ๊มอย108 V1” ออกมาทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ หย่อนคำใบ้ปริศนาทำเอาชาวเน็ตไม่ได้หลับไม่ได้นอน จนแฮชแท็กสืบสวนสอบสวนต้องทำงานด่วน ๆ โดยรอบนี้ เจ๊มอย ได้โพสต์ข้อความสะเทือนโซเชียลระบุว่า

“วงการบันเทิงก็ไม่ให้พวกกูพักกันเลย.. แม่เด็ก 17 เกียมเอาเรื่องสาวคนดังละนะ อย่าอ้างว่าเด็กยินยอมเองละ เพราะพ่อแม่เขาไม่โอเคเนอะ”

งานนี้ทำเอาคอมเมนต์ระเบิด ชาวเน็ตแห่กดไลก์กดแชร์ พร้อมส่งการบ้านกันรัว ๆ พยายามแกะรอยกันยกใหญ่ว่า “สาวคนดัง” ที่ว่านี้คือใคร? แล้วไปทำอะไรให้คุณแม่ของเด็กชายวัยขบเผาะอายุ 17 ปีถึงขั้นทนไม่ไหว ต้องเตรียมกางกฎหมายเตรียมเอาเรื่องขนาดนี้!

แถม เจ๊มอย108 V1 ยังเผยข้อความในแชทปริศนา ที่มีการบอกว่า “ทำเรื่องไม่ดี กับผู้เยาว์” 

เอาเป็นว่า… เรื่องนี้เพิ่งจะเริ่มต้น! ฝั่งคุณแม่ของเด็ก 17 จะขยับยังไง? และสาวคนดังคนนี้จะเป็นใคร? คอข่าวบันเทิงเตรียมจับตาดูให้ดี ๆ เพราะกลิ่นดรามาโชยมาแรงมาก! ถ้ามีเฉลยหรือความคืบหน้าเมื่อไหร่ ทางเราจะรีบคาบข่าวมาเสิร์ฟแน่นอนจ้า!

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.14 น.

17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ความหวังเปิดเทอมใหม่ 2569: เสียงสะท้อนถึงรัฐมนตรีศึกษาฯ กับภารกิจแก้ความเหลื่อมล้ำ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าสามารถสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคงให้แก่ลูกหลานได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 17.25 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก (เช่น มั่นใจว่าโรงเรียนในปัจจุบันดูแลและสอนเด็กได้ดี) และร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย (เช่น ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษ หรือดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นหลัก)

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อโรงเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าสามารถพัฒนาเด็กไทยให้คิดเป็น ทำงานเป็น และใช้ชีวิตได้ในโลกยุคใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ค่อนข้างดี รองลงมา ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่ค่อยดี (เช่น เน้นแต่การท่องจำ เอาไปใช้จริงในการทำงานไม่ได้) ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ทำได้ดีมาก (เช่น เด็กเรียนจบมาพร้อมทำงานและใช้ชีวิต) ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่ได้เลย (เช่น เรียนตามระบบไปอย่างนั้นไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่) และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

สำหรับเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เพื่อลดความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 35.04 ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ (โรงเรียนใกล้บ้านคุณภาพไม่ดีเท่าโรงเรียนดังในเมือง) รองลงมา ร้อยละ 24.50 ระบุว่า เด็กเรียนหนัก แต่นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ความปลอดภัยและสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียน (เช่น การกลั่นแกล้ง ยาเสพติด ความเครียด) ร้อยละ 15.95 ระบุว่า ภาระงานของครูที่เยอะเกินไป จนครูไม่มีเวลาสอนหรือดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษา

สำหรับเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ภายใน 1 ปี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 ระบุว่า เรียนฟรี ต้องฟรีจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ยกเลิกโครงการซ้ำซ้อน ลดภาระงานเอกสารของครู ร้อยละ 12.29 ระบุว่า ปรับหลักสูตรเป็นฐานสมรรถนะเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ร้อยละ 9.08 ระบุว่า จัดสรรงบประมาณการศึกษาตามความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ร้อยละ 8.70 ระบุว่า จัดตั้ง Human Capital Superboard เชื่อมโยงการเรียนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เด็กมีงานทำ มีรายได้ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ประเมินผู้เรียนจากผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยเกรด ร้อยละ 4.58 ระบุว่า ทุน “หนึ่งอำเภอ หนึ่งการศึกษา” (ODOS) สู่ทุกอำเภออย่างแท้จริง ร้อยละ 4.20 ระบุว่า เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาต้องเป็น 0 (Thailand Zero Dropout) ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ลดภาระครูที่ต้องจัดอาหารกลางวัน จัดตั้งครัวกลางอาหารกลางวันของท้องถิ่น และตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพเพื่อเด็กและครู ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาไทยตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ และสิ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการศึกษาดีขึ้นจริง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 28.78 ระบุว่า เด็กไทยเรียนจบแล้วมีงานทำตรงสาย ไม่ตกงาน และได้เงินเดือนที่เหมาะสม รองลงมา ร้อยละ 16.64 ระบุว่า เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ และมีทักษะสู้กับเด็กต่างชาติอื่นได้ ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับงานเอกสารหรือภาระงานอื่น ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เด็กมีความสุขกับการไปโรงเรียน ไม่เครียดหรือเป็นซึมเศร้าจากการเรียน ร้อยละ 14.05 ระบุว่า พ่อแม่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือเสียเงินแพง ๆ เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนดัง” ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ข่าวความรุนแรง ข่าวครูทำร้ายเด็ก หรือปัญหาในโรงเรียน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 2.98 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพียงพอที่จะสะท้อนว่าการศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

– 006

อนุทิน ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม อุทยานศรีเทพ เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

อนุทิน ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม อุทยานศรีเทพ เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

อนุทิน ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม อุทยานศรีเทพ เปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

”อนุทิน“ควงภริยา บินเพชรบูรณ์ ชม“อุทยานศรีเทพฯ พร้อมเปิดงาน “ฮักบั้งไฟพุเตย“ กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่น

เมื่อเวลา 14.00 วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 พล.ม.2. สนามเป้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยน.ส.ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ โดยเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โบราณสถานเขาคลังนอก และเป็นประธานเปิดงาน เป็นประธานเปิดงานประเพณี “ฮักบั้งไฟพุเตย” ประจำปี 2569 อ.วิเชียรบุรี เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พร้อมร่วมประเพณีสำคัญของท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความร่วมมือของประชาชนในชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

อนุชา เผยเหตุผลคัมแบ็ก ปชป. จุดไฟสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่หวั่นกระแสตามหลัง ชัชชาติ

อนุชา เผยเหตุผลคัมแบ็ก ปชป. จุดไฟสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่หวั่นกระแสตามหลัง ชัชชาติ

อนุชา เผยเหตุผลคัมแบ็ก ปชป. จุดไฟสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่หวั่นกระแสตามหลัง ชัชชาติ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

’ปชป.‘ ตามคาด! เปิดตัว ’อนุชา‘ ชิง ’เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.‘ ด้าน ’อภิสิทธิ์‘ ลั่นใจสู้เกินร้อย แม้เป็นรอง ขณะที่เจ้าตัวเปิดใจตกปากรับคำ เผยกรอกใบสมัครแล้ว ชูสโลแกน  ‘กทม.เมืองฟ้าอมร And More’ ดันนโยบาย ‘3 ส.’พัฒนาเมืองกรุงฯ พ่วงเปิดชื่อ50ผู้สมัครสก. 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลกทม. นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายชัยวัฒน์ บรรณวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค ทั้งนี้พบว่า อดีตผู้บริหารกทม.ในยุคต่างๆ ที่มีผู้ว่าฯกทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ในยุคของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายวัลลภ สุวรรณดี อดีตรองผู้ว่าฯกทม. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.ในยุคของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ร่วมแถลงเปิดตัว นายอนุชา บูรพชัยศรี ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ เปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 เขต ในนามพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจกับการเลือกตั้งกทม. ที่ผ่านมาพรรคได้ทำงานร่วมกับคนกทม.มายาวนาน สิ่งที่ต้องการยืนยันคือ พรรคมีบุคลากรจำนวนมากที่มีความเชี่ยวชาญและผูกพันกับคนกทม. การทำงานของประชาธิปัตย์ทุกเวที และทุกพื้นที่ ทำงานเป็นทีม ด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงใส่ใจการทำงานของบุคลากรในทุกระดับ แม้ระยะหลังประชาชนไม่ได้ให้โอกาส ทั้งเลือกตั้ง สส. หรือผู้ว่าฯกทม.ที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าต้องห่างเหิน

“โดย อดีตผู้บริหารกทม.ที่มาร่วมงานและ ผู้สมัครส.ก. คือการยืนยันทำงานเป็นทีม แม้ว่าหลายคนอาจลืมในบทบาทการทำงานในกทม. ทั้งนี้ คนกทม. เคยให้โอกาสทำงานต่อเนื่อง 4 สมัย และการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านผู้ว่าฯกทม. ทำให้ชาวฝั่งธนบุรีได้เห็นรถไฟฟ้าเป็นครั้งแรก แม้รัฐบาลส่วนกลางไม่สนับสนุน และขยายรถไฟฟ้าต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างที่มุ่งมั่นของการทำงาน และยังมีการเกิดขึ้นของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่ผู้ว่าฯกทม. ดำเนินการ วันนี้กทม.มีอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ  แม้ยังใช้ไม่ได้ ซึ่งเรายืนยันเดินหน้าเพราะอาสาทำงานให้คนกทม. อย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรอง การสำรวจความเห็นประชาชนยืนยันเลือกผู้ว่าฯกทม. คนปัจจุบัน ทั้งนี้หากผู้สมัครเลือกตั้งกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโอกาสจะทำหน้าที่อย่างใส่ใจ สิ่งที่ตนคาดหวังจากผู้ว่าฯกทม. คือทำงานใหญ่เพื่อผลักดันกทม.ให้เป็นได้มากกว่านี้ ทั้งนี้การเลือกผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การบริหาร โดยผ่านการแก้ปัญหาหนี้ของบริษัทของครอบครัวที่มีปัญหาวิกฤติ จากเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักร เป็นการทำแบบครบวงจร พิสูจน์ทักษะและประสบการณ์ จากนั้นเข้ามาสู่การเมือง ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.กทม. จึงมีประสบการณ์ตรงกับคนกทม.

“ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ได้รับการยอมรับทางการเมืองในอุมดการณ์ของพรรค ซื่อสัตย์ สุจริต และในช่วงการเมืองขัดแย้ง ยังได้ประสานงานให้เรียบร้อย หลายคนถามว่ามีช่วงหนึ่งหายไปจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้ไม่ต้องสงสัยว่าจะอยู่หรือไม่ หากเขาไม่ตัดสินใจ โอกาสที่ได้เป็น สส. หรือตำแหน่งบริหารเกิดขึ้นได้ แต่ความมุ่งมั่นอยากกลับมาช่วยประชาธิปัตย์ยามที่พรรคเป็นรอง ใจเขาเกินร้อย และตัดสินใจว่าวันนี้ทุ่มเทให้คนกทม.  ทำให้กทม. เป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นกทม.เมืองฟ้าอมร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

ขณะที่ นายอนุชา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารกทม. ตอนหนึ่งว่าเหตุผลที่ตนลงรับสมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ผลจะเป็นรองนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ย่อท้อ หรือตัดสินใจเป็นอื่น ทั้งนี้หลังการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ตนบอกกับครอบครัวและคนใกล้ชิดจะวางมือทางการเมือง ทั้งนี้ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์สอบถามตนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ แต่ตนคิดว่ายังนำเสนอประเด็นในการเมืองระดับชาติ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไม่ครบถ้วน จนนำเสนอครบถ้วนแล้ว แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนทางนโยบายและการปฏิบัติ แม้จะพูดจนหมดแล้ว 

“มาวันหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสอีกครั้งสอบถามว่าสนใจอยากมาลงสมัครเลือกตั้งกทม. เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. จากเดิมที่หลายคนคิดว่าไม่สนใจและหมดไฟ แต่ผู้บริหารพรรคจุดไฟให้ผม ว่ามีอะไรที่ไม่ได้ทำให้กับกทม. จึงเป็นที่มาของวันนี้ นอกจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาส แนวทางการทำงานผมฐานะ สส. ตั้งแต่ปี2550 เป็นแนวทางเดียวกันกับนายอภิสิทธิ์ คือการเมืองสุจริต เป็นอีกจุดที่ผมคิดว่าเจออุดมการณ์เดิมที่เข้ามาการเมือง ทั้งนี้ผมมีผู้สนับสนุนตนต่อการทำงานการเมืองในแนวทางการทำการเมืองที่สุจริต อย่างไรก็ดีผมได้กรอกใบสมัครแล้ว” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวต่อว่าสิ่งที่อยากทำ คือ ให้กทม.เป็นเมืองฟ้าอมร And More  โดยยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงให้เป็นเมืองที่เป็นอนาคตคนรุ่นใหม่ สำหรับนโยบาย คือ การพัฒนากทม. ให้ สะดวก สะอาด สบาย และ and more เผื่อมีคนคิดว่าไม่พอ ตนพร้อมรับฟังทุกความเห็น  เช่น ความสะดวกในเรื่องการเดินทาง มีระบบฟีดเดอร์เข้าถึงการคมนาคม รวมถึงสถานพยาบาล ขณะที่การบริหาร

“วันนี้เห็นผู้สมัครสก.แต่ละท่านก็มั่นใจว่าประชาชนจะหวนกลับมาเลือกเราให้กลับไปทำงานอีกครั้ง วันนี้พรรคและตนมีความมั่นใจที่จะทำงานรวมกับ สก.50 เขตและมั่นใจนโยบายชาวกทม.จะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ฉะนั้นหวังว่าประชาชนกรุงเทพฯ จะเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่เราจะเข้ามา“นายอนุชา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์ 50เขต ได้แก่ 
1.เขตดุสิต นายศรราม  ภูมิไชย
2.เขตพระนคร  น.ส.นัชธนัญญ์  ทรัพย์ญาณกรณ์
3.เขตบางซื่อ   นายฐานวัฒน์ สถิตโอฬารโรจน์
4.เขตพญาไท    นายอนุชาญ  กวางทอง
5.เขตราชเทวี   น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ
6.เขตปทุมวัน   นายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์
7.เขตบางรัก   นายธนากร  ลิ้มวาทะรส
8.เขตสัมพันธวงศ์   นายพินิจ  กาญจนชูศักดิ์
9.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ
10.เขตยานนาวา  นายสมเกียรติ ปัญญะธารา

11. เขตสาทร  นายมนตรี เปรมบุญ
12. เขตบางคอแหลม  ดร.สุดคนึง  แก้วทอง
13.  เขตคลองเตย  นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ
14. เขตห้วยขวาง    นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล
15. เขตวัฒนา  นายเมธวิน มีสุวรรณ
16. เขตดินแดง   น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์
17. เขตจตุจักร    นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์
18.  เขตหลักสี่  นายต้นรังสรรค์  กียปัจจ์
19. เขตดอนเมือง   นายไกรศักดิ์ เสาเวียง
20. เขตสายไหม  นายกร สิงห์ธีร์

21. เขตบางเขน  นายชัชชนะพงศ์  แก้วทอง
22. เขตลาดพร้าว   นายอัทรัณ มานุพีรพันธ์
23. เขตวังทองหลาง นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์
24. เขตบางกะปิ นายปรัชญา ศรีสะอาด 
25.เขตบึงกุ่ม  ดร.อาคร  ประมงค์
26.เขตคันนายาว   น.ส.เกษนันท์  เรืองตาบ
27. เขตสะพานสูง   นายอรรถวิทย์  เซะวิเศษ
28. เขตสวนหลวง  นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล
29.เขตประเวศ   นายธนวัฒน์  เชิดชูกิจกุล

30.เขตบางนา  นายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ
31.เขตพระโขนง  นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ
32.เขตหนองจอก  นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
33.เขตลาดกระบัง   นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี
34.เขตมีนบุรี  นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ
35.เขตคลองสามวา  นายมนูญ อินช่วย
36.เขตธนบุรี   นายสามารถ คุ้มทรงธรรม
37.เขตคลองสาน  นายสมชาย  เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.ปัจจุบัน 
38. เขตบางพลัด น.ส.ภัทราพร  ปาลวงษ์ เป็นผู้สมัครคนใหม่ แทน พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ที่ลงสมัครอิสระ
39.เขตบางกอกน้อย  นายนภาพล  จีระกุล ส.ก.ปัจจุบัน

40.เขตตลิ่งชัน  นางลักขณา  ภักดีนฤนาถ
41.เขตภาษีเจริญ  นายวงศธรร์ พิศาลกาญจนกิจ
42.เขตบางกอกใหญ่   นายวิรัช   คงคาเขตร
43.เขตจอมทอง นายเจริญ เพ็ชรกิจ
44.เขตราษฎร์บูรณะ   นายไสว  โชติกะสุภา
45.เขตทุ่งครุ    นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์
46.เขตบางขุนเทียน   น.ส.เนตรสกาว ชาหอม
47.เขตบางบอน  นายสมพร คงโครัด
48.เขตบางแค  นายกวิน ชาตะวนิช
49.เขตหนองแขม   ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี
และ 50. เขตทวีวัฒนา   นายยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว ลุงโยชน์ แต่ไม่หมายความว่า ไทยจะยอมทุกอย่าง

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว ลุงโยชน์ แต่ไม่หมายความว่า ไทยจะยอมทุกอย่าง

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว ลุงโยชน์ แต่ไม่หมายความว่า ไทยจะยอมทุกอย่าง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายที่ดี “กัมพูชา” ส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทย แต่ไม่หมายความว่า ทำแบบนี้แล้วไทยจะยอมทุกอย่าง ชี้ “UNCLOS” ทำให้ 2 ประเทศยืนบนหลักเดียวกัน 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.10 น. พล.ม. 2 สนามเป้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ทางกัมพูชาได้ส่งตัว “นายโยชน์ สายน้อย” กลับประเทศมาแล้วเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) ถือเป็นความร่วมมือ และสัญญาณในเชิงบวกหรือไม่ว่า ถือว่าแยกแยะได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่งว่า เราไม่ได้มีปัญหาระหว่างประชาชน จึงอยากจะขอให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล และระบบการบริหาร  ซึ่งเราก็ใช้เรื่องของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา 

“ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เขาไม่เอาคนของเรา หรือเราก็ไม่ได้ไปเอาคนของเข้ามาต่อรอง หรือนำมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนใดๆ ถือว่า เป็นเรื่องที่แยกแยะได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หากเขาทำเช่นนี้แล้ว ประเทศไทยจะต้องยอมอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นคนละเรื่องกัน ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการเจรจา”

เมื่อถามว่า ยังมีเรื่องใดอีกบ้างที่ทางรัฐบาลอยากให้ทั้ง 2 ประเทศพัฒนาความเชื่อมั่น นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างน้อยการที่ตนได้พบกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ที่ผ่านมา ตนก็ได้แจ้งโดยวาจา ก็ถือว่าเป็นทางการว่า “ไทยยกเลิก MOU44 และขอให้เดินตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งทางกัมพูชาก็ตอบสนองมาว่า “ผิดหวัง” ที่คิดว่า น่าจะไปในแนวทางเดิม แต่เมื่อประเทศไทยยกเลิกแล้ว กัมพูชาก็จะยึดถือ UNCLOS ซึ่งอย่างน้อยก็มีหลักอ้างอิงตัวเดียวกันแล้ว “ดีกว่าไปพูดคุยกัน ไปไหนมา สามวาสองศอก ซึ่งหลักเดิมคือ MOU 44 เราก็บอกว่า เรายึดหลักนี้ เขาก็บอกว่ายึดหลักนั้น ก็เหมือนขับรถบนถนนสุขุมวิท กับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ก็ไม่มีวันได้เจอกัน อย่างน้อยวันนี้เรากลับมาอยู่บนหลักเดียวกัน ทำให้มีตัวอ้างอิง“

เมื่อถามว่า มองว่า เรื่องของความเชื่อมั่น ตอนนี้กัมพูชาอยู่ในระดับไหน นายอนุทิน กล่าวว่า จนกว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย เราจะต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแนวทางความมั่นคง และความปลอดภัยตามแนวชายแดนให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย

‘อนุทิน’ ชี้ ถกเจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ พร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

‘อนุทิน’ ชี้ ถกเจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ พร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

‘อนุทิน’ ชี้ ถกเจ้าสัว-บิ๊กธุรกิจ พร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

‘อนุทิน’ ชี้ คุยผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ประเทศพร้อมนำข้อเสนอแนะ-แนวทาง สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง เผย ‘เจ้าสัวธนินท์’ บอก ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมีความมั่นคงทางอาหาร บอก Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ต้องมี ก่อนขยายสู่แลนด์บริดจ์

วันที่ 16 พฤษภาคม 256 เวลา 14.10 น. ที่ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการระดับประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อวานใช้เวลา 2 ชั่วโมงในที่ประชุม และ 1 ชั่วโมงที่ได้ร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากบรรดาผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเราจะนำมาประมวลและนำข้อเสนอแนะต่างๆมากำหนดเป็นแนวทางที่จะทำให้สิ่งที่คาดหวัง ของผู้ประกอบการได้รับผลสำเร็จมากที่สุด เพราะประเทศของเราต้องพึ่งท่านเหล่านี้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมมีความสงบสุข มีการจ้างงาน และเสียภาษีต่างๆ รัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน 

เมื่อถามว่า มีโครงการอะไรที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเดินต่อ และที่มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องของสินค้านำเข้าส่งออก เขาอยากให้ปรับปรุงในเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องกำแพงภาษี อย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์   ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ท่านบอกว่าเราต้องยกระดับเกษตรกรให้มากที่สุดในสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ท่านพูดคำนึงว่าของเราน้ำมันบนดินนะ ก็คืออาหาร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ตนได้เคยพูด และนำไปพูดในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า น้ำมันที่เป็นพลังงานกินไม่ได้แต่ว่าอาหารที่เอาไว้ยังชีพ ที่เมืองไทยมีมากกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่สุดแล้วประเทศจะอยู่ได้นานกว่า สามารถจะอดทนได้มากกว่าเพราะเรามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เราก็เอาความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศในอาเซียนทุกคนได้หยิบยกขึ้นมาว่า เราจะต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ของอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร จะต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งในอาเซียนประเทศไทยถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เราก็ต้องมาเน้นให้เรามีความเข้มแข็งในด้านนี้ในการที่จะไปเจรจาพูดคุยกับประชาคมโลกอื่นๆ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย

เมื่อถามว่า ในวงผู้ประกอบการได้มีการพูดคุยเรื่องการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น แต่ตัว Missing Link ส่วนที่ขาดไป ทุกวันนี้ ทางรถไฟที่ไปทางซีกตะวันตกยังไม่มี เขาเรียก Missing Link เราต่อเติมในช่วงที่มันขาดหายไป ทำให้มันไม่ขาด มันก็จะทำให้วงจรเครือข่ายของการคมนาคมขนส่งทางรางในประเทศไทยที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เหนือ ใต้ ออก ตก จะมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือจุดเริ่มของแลนด์บริดจ์ ส่วนแลนด์บริดจ์ตัวใหญ่นั้นเราให้มีการศึกษากันอยู่ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังถึงเรื่องของความคุ้มทุน หรือเรื่องของการที่มีแล้วจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของตัวแลนด์บริดจ์ก็จะศึกษาตรงนี้ แต่ว่าอย่างน้อยในส่วนของ Missing Link ที่จะนำไปสู่การขยายเป็นถึงระดับแลนด์บริดจ์หรือเปล่าก็ควรจะต้องเกิดขึ้น