ดื่มด่ำปรัชญาและความงดงามจากศิลปินจีน ‘ไช จื้อซง’ ผู้ทรงอิทธิพล หวนสู่ความสงบภายในผ่านนิทรรศการ ‘Spring Light’

ดื่มด่ำปรัชญาและความงดงามจากศิลปินจีน ‘ไช จื้อซง’  ผู้ทรงอิทธิพล หวนสู่ความสงบภายในผ่านนิทรรศการ ‘Spring Light’

ดื่มด่ำปรัชญาและความงดงามจากศิลปินจีน ‘ไช จื้อซง’ ผู้ทรงอิทธิพล หวนสู่ความสงบภายในผ่านนิทรรศการ ‘Spring Light’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการรังสรรค์สุดยอดประสบการณ์เหนือความคาดหมาย พร้อมยกระดับสู่การเป็น “Arena of Arts” ศูนย์กลางแห่งศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ระดับโลก ที่รวบรวมผลงานจากศิลปินชั้นนำมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลังร่วมกับ Linda Gallery จัดแสดงนิทรรศการ  “Spring Light”  โดยศิลปินจีนผู้ทรงอิทธิพลระดับนานาชาติ ไช จื้อซง  (Cai Zhisong) รวบรวมผลงานประติมากรรมจำนวนกว่า 50 ชิ้น จากผลงานชุดสำคัญสองชุด ที่ถ่ายทอดแนวคิดของศิลปินผู้ทำงานกับวัสดุ รูปทรง และปรัชญาตะวันออกมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะร่วมสมัยบนเวทีนานาชาติ  

ไช จื้อซง  (Cai Zhisong) 

ไช เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากผลงานชุด Motherland ที่นำภาพสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์มาตีความใหม่ในรูปแบบประติมากรรมร่วมสมัย ผลงานชุดนี้ทำให้เขาได้รับรางวัล Taylor Prize จาก The Paris Salon d’Automne ในปี 2544 ศิลปินยังคงพัฒนางานอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการอันรอบคอบและแม่นยำ เชื่อมโยงความหมายทางวัฒนธรรมเข้ากับมุมมองแบบร่วมสมัยได้อย่างแนบเนียน เมื่อความสนใจของเขาลึกลงไปในความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับจิตวิญญาณ ผลงานชุดสำคัญอย่าง Homegarden และ Rose จึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

“Motherland พูดถึงประวัติศาสตร์และความเป็นมนุษย์ ส่วน Rose ว่าด้วยเรื่องของความรัก ขณะที่ Homegarden พาเราเข้าใกล้ธรรมชาติ” คำกล่าวของไซ สะท้อนให้เห็นเส้นทางการทำงานของเขาอย่างชัดเจน

ไช เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ศึกษาที่กรุงปักกิ่ง และก่อตั้งสตูดิโอที่เมืองซูโจว ในปี 2562 เมืองที่ดูเหมือนฤดูใบไม้ผลิจะทอดยาว และบรรยากาศของสวนจีนแบบดั้งเดิมยังคงหล่อหลอมมุมมองทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่สร้างบันดาลสำหรับนิทรรศการ “Spring Light” ในครั้งนี้ ศิลปินเสนอภาพของ “บ้านภายใน” หลังย่อม ที่แทรกตัวอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ และเปิดพื้นที่ให้จิตใจและจิตวิญญาณได้หยุดพัก องค์ประกอบอย่างเช่น หินไท่หู (Taihu) ดอกบัว ผีเสื้อ กวาง นกยูง หรือแม้แต่เสือ ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา แต่ผ่านการกลั่นกรองด้วยภาษาประติมากรรมอันประณีตของศิลปิน จนกลายเป็นสื่อกลางของจิตวิญญาณตะวันออก ซึ่งขยายขอบเขตออกไปจากลีลาของจิตรกรรมหมึกแบบดั้งเดิมไปสู่รูปทรงแบบสามมิติ

ถ่ายทอดความทรงจำทางวัฒนธรรมขึ้นใหม่ผ่านวัสดุร่วมสมัย

นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา “ความงามแบบตะวันออก” มักถูกตีความผ่านกรอบความคิดจากภายนอก รวมถึงถ้อยคำและวิธีอธิบายที่หลากหลายและบางครั้งขัดแย้ง ไชเลือกที่จะไม่หวนกลับไปเลียนแบบอดีต แต่ทวงคืนพื้นที่ในการตีความ และถ่ายทอดความทรงจำทางวัฒนธรรมขึ้นใหม่ผ่านวัสดุร่วมสมัย ตั้งแต่สเตนเลสไปจนถึงทองแดงขาว ผลงานของเขาอาจดูเหมือนการจัดวางภาพธรรมชาติเมื่อแรกเห็น แต่เมื่อใช้เวลาพิจารณามากขึ้น มันจะค่อยๆ เผยให้เห็นความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง เป็นเส้นทางจากโลกที่มองไม่เห็น  สู่การใคร่ครวญภายใน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฤดูใบไม้ผลิอาจไม่ได้มีบทบาทในฐานะฤดูกาลอย่างชัดเจน หากเป็นเพียงภาวะหรือความรู้สึกบางอย่างมากกว่า ผลงานชุด Homegarden จึงทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนอีกด้านหนึ่งของแนวคิดนี้ ในบริบทที่ชีวิตดำเนินไปอย่างเข้มข้นภายใต้ความอบอุ่นตลอดปี ผีเสื้อจึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเปลี่ยนแปลง เวลา และการค่อยๆ ก่อรูปของชีวิตอย่างเงียบงาม ประติมากรรมผีเสื้อของไช เชื้อเชิญให้เราพิจารณาวัฏจักรชีวิตในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่เร่งร้อนไปสู่จุดหมายถัดไป แต่เป็นการแสวงหาความสมดุลระหว่างการเติบโตภายในและโลกของธรรมชาติ

ผลงานชุด Rose เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ สะท้อนพัฒนาการครั้งสำคัญในแนวทางการทำงานของศิลปิน ผลงานชุดนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2551 โดยมีตะกั่วเป็นวัสดุหลัก ถ่ายทอดคุณลักษณะของ “น้ำหนัก ความนิ่ง และความตึงเครียดทางอารมณ์” อย่างเด่นชัด ก่อนจะค่อยๆ ขยายไปสู่การใช้สีสันใหม่ที่สดขึ้น ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ ดอกกุหลาบที่เป็นทั้งภาพแทนและต้นแบบเชิงสัญลักษณ์ของความรัก และความงานอันบริสุทธิ์ อยู่ในภาวะก้ำกึ่งระหว่างการเบ่งบานกับโรยรา ระหว่างสีสันและน้ำหนักของวัสดุ ผลงานในชุดนี้ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกาลเวลาที่เลยผ่าน เผยให้เห็นความอบอุ่นของบ้านและมิติของความรู้สึกอันลุ่มลึกในอีกแง่มุมหนึ่ง

ดอกไม้สีแดงเข้ม ส้ม เหลือง น้ำเงิน และม่วงที่กำลังผลิบาน ชวนให้รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าสู่สวนในฤดูใบไม้ผลิ “เมื่อก่อน กุหลาบของผมแทบไม่ได้ใช้สี” ไชกล่าว “แต่เมื่อมาอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมการมองเห็นและความรู้สึกแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับรู้สึกลงตัวอย่างยิ่ง ผู้คนที่นี่เปิดรับสีสันที่สดและมีพลัง สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน” สำหรับนิทรรศการนี้ ศิลปินได้กลับมาทบทวนว่า งานของเขาจะสื่อสารกับพื้นที่โดยรอบได้อย่างไร เขาได้เตรียมการมาอย่างรอบคอบสำหรับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความหมายร่วมกับผู้ชมในท้องถิ่น

ผลงานชุด Homegarden และ Rose ต่างสะท้อนช่วงเวลาที่ภาษาทางศิลปะของไชเติบโตเต็มที่ นิทรรศการ “Spring Light” จึงเป็นการสานต่อสิ่งที่ศิลปินแสวงหาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือความกลมกลืน การอยู่ร่วมกัน และแนวคิดของบ้านที่ดำรงอยู่ภายใน ท่ามกลางความรวดเร็วและความอึกทึกของชีวิตสมัยใหม่ นิทรรศการนี้เชื้อเชิญให้เราลองใช้ชีวิตให้ช้าลง และหวนกลับไปสู่ความสงบภายใน

สัมผัสความหมายและปรัชญาอันลึกซึ้งผ่านงานศิลปะอันงดงามในนิทรรศการ “Spring Light” โดยศิลปินจีน ไช จื้อซง  (Cai Zhisong)  ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ ออฟ มิลเลอร์ ชั้น M สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม FB: SiamParagon

ทิพยประกันภัย ปั้นคนรุ่นใหม่ ใจเปลี่ยนโลก ด้วยศาสตร์พระราชา

ทิพยประกันภัย ปั้นคนรุ่นใหม่ ใจเปลี่ยนโลก ด้วยศาสตร์พระราชา

ทิพยประกันภัย ปั้นคนรุ่นใหม่ ใจเปลี่ยนโลก ด้วยศาสตร์พระราชา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านการพัฒนาสังคม จัดโครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา” ครั้งที่ 63 ภายใต้แนวคิด “New Gen Change the World: คนรุ่นใหม่ ใจเปลี่ยนโลก” ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานีโดยมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ผสานศาสตร์พระราชาเข้ากับการพัฒนาศักยภาพในยุคใหม่

วิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

วิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการในครั้งนี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในของเยาวชน โดยเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับการเรียนรู้ แต่เป็นพลังสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนสังคมได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศ” ในการช่วยให้เยาวชนค้นพบคุณค่าและความหมายของชีวิตตนเอง ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการได้รับเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อผู้อื่นและสังคม “การเปลี่ยนโลก ไม่ได้เริ่มจากการมีพลังหรือความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการรู้ว่าเราจะใช้พลังนั้นเพื่อใคร”

นอกจากการพัฒนาเยาวชนในมิติของความรู้และทักษะแล้ว โครงการยังได้เชื่อมโยงความร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในการพัฒนาแนวคิดระบบส่งเสริมคุณความดีในสังคม (Social Credit) โดยใช้โครงการนี้เป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู และได้มีโอกาสลงมือทำความดีอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างกลไกที่ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำที่ดีมีคุณค่า และได้รับการยอมรับจากสังคม แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ส่งเสริมให้ “ความดี” กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้มากขึ้น ไม่เพียงในเชิงนามธรรม แต่สามารถต่อยอดไปสู่โอกาสและแรงจูงใจเชิงบวกในชีวิตจริง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าและสนับสนุนการทำความดีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ลงพื้นที่ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านพระอัจฉริยภาพและแนวคิดการพัฒนาตามศาสตร์พระราชาในรูปแบบ “พิพิธภัณฑ์
มีชีวิต” รวมถึงกิจกรรมถอดบทเรียนจากต้นแบบ การเรียนรู้ผ่านบอร์ดเกมนวัตกรรมศาสตร์พระราชา การฝึกทักษะการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านสื่อ และการนำเสนอแนวคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย

เพื่อสานต่อการเรียนรู้สู่การลงมือปฏิบัติจริง โครงการ “New Gen Change the World: คนรุ่นใหม่ใจเปลี่ยนโลก ด้วยศาสตร์พระราชา” เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 15–25 ปี ส่งผลงาน “เปลี่ยนโลก” ที่เกิดจากการ
ลงมือทำจริง และสามารถอธิบายแนวคิดเชื่อมโยงศาสตร์พระราชาและคุณธรรม 5 ประการได้อย่างชัดเจน เพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็น “100 New Gen Change the World” (สามารถเข้าร่วมได้ทั้งแบบเดี่ยว และกลุ่มไม่เกิน5 คน) โดยกำหนดเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครผ่านเฟซบุ๊ก: ตามรอยพระราชา-The King’s Journey ซึ่งมีลิงก์ Google Form เป็นช่องทางหลักในการส่งผลงาน ทั้งนี้ ไม่จำกัดรูปแบบผลงาน ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์วิดีโอ หนังสั้น เพลง แอปพลิเคชัน โครงการจิตอาสา หรือนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ โดยผู้สมัครต้องจัดส่งรายละเอียดโครงการตามรูปแบบที่กำหนด พร้อมแนบลิงก์หรือหลักฐานประกอบ เช่น ภาพ คลิปวิดีโออธิบาย หรือสื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยกรรมการจะคำนึงถึงการลงมือทำจริง ความสอดคล้องกับศาสตร์พระราชา และความสามารถในการสื่อสารเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ผลการตัดสินถือเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการ และจะประกาศผลในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยคัดเลือก 100 ทีมที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมคัดเลือก 10 ทีมเพื่อนำเสนอผลงานบนเวทีสำคัญในช่วงการจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาลของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเดือนธันวาคม 2569 โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับทุนการศึกษา ใบประกาศเกียรติคุณสำหรับนักเรียน ครู และสถานศึกษา ตลอดจนโอกาสในการฝึกงาน หรือร่วมงานกับองค์กรเครือข่าย และสิทธิประโยชน์ด้าน Social Credit อีกมากมาย

โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย มูลนิธิธรรมดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเครือข่ายขับเคลื่อนนวัตกรรมศาสตร์พระราชาอีกกว่า 30 องค์กร

เพื่อนๆร่วมยินดีกับ ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ประจำปี 2568

เพื่อนๆร่วมยินดีกับ ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ประจำปี 2568

เพื่อนๆร่วมยินดีกับ ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

เพื่อนกลุ่ม “ตามต้อย..ต้อย” นัดแสดงความยินดีกับภรณี ลีนุตพงษ์ เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ประจำปี 2568 โดยมี เรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์ , อนุสร ตันเจริญ , รศ. ดร.อภิชิต  เทอดโยธิน , จิรเดช อานุภาวธรรม , ดร.ศรายุธ แสงจันทร์ , อัญชลี วัฒนศิริกุล , ผศ.ดร. ประวิทย์ เขมะสุนันท์ , อุดม สุขสุดประเสริฐ , ผศ.ดร.วัฒนา แก้วมณี , อินทิรา โภคปุณยารักษ์ , นันทกา ยุกตะนันท์ ที่ร้านเชฟแมน โรงแรมอีสติน สาทร เมื่อเร็วๆนี้

แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้คนขับ-ร้านค้า ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค

แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้คนขับ-ร้านค้า ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค

แกร็บ เผยรายงานความยั่งยืนปี 2568 สร้างรายได้คนขับ-ร้านค้า ลดคาร์บอนกว่า 7.7 แสนตันทั่วภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

แกร็บ เผยข้อมูลจาก “รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568” (ESG Report 2025) ภายใต้แนวคิด “Rising as One” ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกับสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง อาทิ การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มทั่วทั้งภูมิภาคมากกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า การขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดจนแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772,000 ตัน

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย ได้มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างและขยายโอกาสให้กับคนในอีโคซิสเต็มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการหารายได้ให้กับคนขับและร้านค้า การพัฒนาทักษะและส่งเสริมความรู้ผ่านโครงการ GrabAcademy ซึ่งมีผู้เข้าอบรมมากกว่า 3 ล้านครั้ง การสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารให้เข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพและเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ตลอดจนการส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนผ่านโครงการ GrabSpark และ Grab The Future ขณะเดียวกัน เรายังคงผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Grab EV เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีรถ EV ให้บริการบนแพลตฟอร์มแล้วกว่า 30,000 คัน ทั้งนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจ GrabForGood หรือ ‘แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ โดยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยต่อไป”

ไฮไลท์ของ “รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568” ของแกร็บ ประกอบด้วย การส่งเสริมการเข้าถึงรายได้ของคนในอีโคซิสเต็ม คนขับและผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร สามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มรวมทั่วทั้งภูมิภาคกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า76% ของไรเดอร์ (ซึ่งให้บริการด้วยรถจักรยานยนต์) สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการบนแพลตฟอร์มมากกว่า 1 บริการ ไม่ว่าจะเป็น การจัดส่งอาหารผ่านบริการ GrabFood การจัดส่งสินค้าผ่านบริการ GrabMart หรือการจัดส่งพัสดุผ่านบริการ GrabExpress  แกร็บเปิดรับพาร์ทเนอร์ร้านค้าหน้าใหม่ (ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย) กว่า 856,000 รายทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อให้สามารถสร้างรายได้บนแพลตฟอร์ม

การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนในภูมิภาค 

แกร็บให้สินเชื่อกับกลุ่มคนขับและผู้ประกอบการรายย่อยรวมกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีคนขับที่เป็นผู้หญิงและผู้พิการกว่า 189,000 คนให้บริการบนแพลตฟอร์มเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ เพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อนหน้า คนขับทุกคน (100%) บนแพลตฟอร์มได้รับความคุ้มครองจากประกันอุบัติเหตุที่แกร็บจัดทำให้ตลอดระยะเวลาการให้บริการ

การผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งลดคาร์บอน

ลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 772,000 ตันผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ โครงการคาร์บอนเครดิตที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางธรรมชาติ

ลดขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้สูงถึง 10,142 ตัน ผ่านการลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reused) หรือการรีไซเคิล (Recycle) เงินบริจาคจากโครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) ถูกนำไปใช้ในการปลูกต้นไม้กว่า 210,000 ต้น (ชื่อเดิมคือโครงการชดเชยคาร์บอน หรือ Carbon Offset)

การใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและพัฒนาศักยภาพของคน

1 ใน 4 ของผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์มใช้ Merchant AI Assistant หรือแชทบอทในแอปพลิเคชันของพาร์ทเนอร์ร้านค้า (GrabMerchant App) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่ารวมของการสั่งซื้อ (GMV) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 15%  พนักงานประจำทุกคนของแกร็บ (100%) ได้รับการอบรมให้ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อพัฒนาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ รวมถึงระบบการให้บริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บริการ และการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการร้านค้า

นอกจากนี้ แกร็บยังคงปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมองค์กรผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ แกร็บ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม “GrabForGood” เป็นปีที่ 4 โดยได้ร่วมมือกับ “พรีเชียสพลาสติกแบงค็อก” (Precious Plastic Bangkok) เจ้าของโครงการรีไซเคิลพลาสติกที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะพลาสติกและการรีไซเคิล พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมลงมือทำกิจกรรมเวิร์คช็อปคัดแยกฝาขวดก่อนนำไปรีไซเคิลเป็นของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ และสร้อย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงคุณค่าของขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริงในชีวิตประจำวัน

กรุงไทยพานิชประกันภัย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงไทยพานิชประกันภัย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงไทยพานิชประกันภัย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี วีระพงศ์ ศุภเศรษฐ์ศักดิ์ รองประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร เป็นประธานและวางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัท พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล , ธเนศ พานิชชีวะ, กีรติ พานิชชีวะ และ สุชาวดี แสงอนงค์ กรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ รวมทั้งคณะผู้บริหารและตัวแทนพนักงานจำนวนกว่า 100 คน เข้าร่วมพิธีฯ เพื่อน้อมถวายเป็นราชสักการะและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โฉมใหม่ ‘โรงละครแห่งชาติ’ รมว. ซาบีดา ร่วมชมการแสดงโขน ทดสอบระบบแสง สี เสียง

โฉมใหม่ ‘โรงละครแห่งชาติ’ รมว. ซาบีดา ร่วมชมการแสดงโขน ทดสอบระบบแสง สี เสียง

โฉมใหม่ ‘โรงละครแห่งชาติ’ รมว. ซาบีดา ร่วมชมการแสดงโขน ทดสอบระบบแสง สี เสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักการสังคีต ได้จัดการแสดง “เปิดม่านโรงละครแห่งชาติ ย้อนวันวานนาฏการไทย” หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่กว่า 3 ปี  กับการแสดงโขน ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน โดยมี  นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  ร่วมชมการแสดงโขนเพื่อทดสอบระบบแสง สี เสียง โรงละครแห่งชาติโฉมใหม่ ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมทดสอบระบบแสง สี เสียง สัมผัสศักยภาพของโรงละครแห่งชาติโฉมใหม่ ประกอบด้วย การบรรเลงและขับร้องวงดุริยางค์สากล การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย และการแสดงละครพันทาง เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่กว่า 3 ปี เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล ทั้งระบบเทคโนโลยีประกอบการแสดงและการพัฒนาพื้นที่ภายในให้ทันสมัย พร้อมรองรับการแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจจองบัตรเข้าชมการแสดงเต็มทุกที่นั่ง

โรงละครแห่งชาติ เป็นพื้นที่สำหรับจัดการแสดงและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยและนานาชาติอย่างต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี โดยได้รับจัดสรรงบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง จนในปีพุทธศักราช 2565 กรมศิลปากรจึงได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้ในโรงละครชั้นนำทั่วโลก รองรับผู้ชมได้ 1,001 ที่นั่ง การปรับปรุงที่สำคัญมีการติดตั้งระบบเสียง AFC (Active Field Control) เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ช่วยให้ผู้ชมได้ยินเสียงคมชัดเท่ากันทุกที่นั่งโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นร่วมปรับแต่ง

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบเครื่องกลเวทีเป็นระบบไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยระบบดิจิทัล เพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยในการควบคุมฉาก ด้านระบบแสง ได้เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและหลอดไฟ LED ทั้งหมด ช่วยประหยัดพลังงานและเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน ขณะที่ระบบฉายภาพโปรเจคเตอร์ได้รับการพัฒนาให้สามารถฉายภาพได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มมิติและอรรถรสในการชมมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง มีการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่ภายในใหม่ ทั้งเก้าอี้ผู้ชม ผนังอาคาร ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และบันไดหนีไฟ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายอีกด้วย

และเนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจชมการแสดงทดสอบระบบจำนวนมาก สำนักการสังคีตจึงจัดการ แสดง โขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน และการแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่ ในวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2569 ซึ่งบัตรเข้าชมการแสดงถูกจองเต็มทุกที่นั่งแล้วเช่นกัน หลังจากนี้จะได้นำความคิดเห็นจากผู้ชมไปปรับปรุงระบบต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์ ก่อนจะส่งมอบงานครั้งสุดท้ายและพร้อมเปิดโรงละครแห่งชาติอย่างเป็นทางการต่อไป

3 ช่วง Golden Period ของการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

3 ช่วง Golden Period ของการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

3 ช่วง Golden Period ของการฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “Stroke” เป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลต่อชีวิตในทันที และอาจทิ้งผลกระทบระยะยาว ทั้งการเคลื่อนไหว การพูด และการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวผู้ป่วย และครอบครัวผู้ป่วยในการดูและระยะยาว

หลังจากเกิด “Stroke” ร่างกายยังมีช่วงสำคัญที่เรียกว่า “3 Golden Period” 3 ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟู ถ้าเริ่มเร็ว ไว และถูกวิธี อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจะกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

3 Golden Period คือ อะไร?

Golden Period คือ 3 ช่วงระยะ ช่วง 0 – 6 เดือนแรกหลัง Stroke เพราะในช่วงนี้สมองยังมีความยืดหยุ่นสูงสามารถ “เรียนรู้ใหม่” และ “สร้างเส้นทางประสาทใหม่”เพื่อทดแทนส่วนที่เสียหายได้ดีที่สุด ยิ่งเริ่มฟื้นฟูเร็ว โอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งมาก

ในการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เน้นช่วง 6 เดือนแรก หลังอาการคงที่เพื่อกระตุ้นสมองสูงสุด ได้แก่ 3 ช่วงสำคัญของ Golden Period

1. ระยะเฉียบพลัน (0-7 วันแรก) ช่วงเพิ่งผ่านวิกฤต  : ลักษณะผู้ป่วยอาการยังไม่คงที่ ต้องดูแลใกล้ชิด สามารถเริ่มฟื้นฟูเบื้องต้นได้ในโรงพยาบาลทันทีที่อาการคงที่

การฟื้นฟู ขยับตัวบนเตียงเพื่อกระตุ้นสมอง ลดภาวะแทรกซ้อนและทำกายภาพป้องกันการติดยึดของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฝ่อ ปอดแฟบ

2. ระยะฟื้นตัว (1-3 เดือน) คือช่วงที่สำคัญในการฟื้นฟูระยะต้น  : ลักษณะ ผู้ป่วยอาการเริ่มคงที่ และเป็นเวลาที่สมองตอบสนองต่อการฟื้นฟูได้ดี

การฟื้นฟู เน้นกายภาพบำบัดอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายและสมอง“ฝึกเดินใหม่ เรียนรู้ใหม่” ระยะนี้ผู้ป่วยมักเห็นพัฒนาการที่ชัดเจน

3. ระยะทรงตัว (หลัง 3-6 เดือนขึ้นไป) หลัง3-6 เดือน:  การฟื้นตัวจะช้าลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดพัฒนา ลักษณะ  ผู้ป่วยยังสามารถทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง หากได้รับการกระตุ้มที่เหมาะสม

การฟื้นฟู พร้อมปรับตัวให้เข้ากับความสามารถที่เหลืออยู่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ผ่านช่วง Golden Period แล้วยังฟื้นฟูได้ไหม?

ผู้ป่วยยังสามารถฟื้นฟูได้ สมองยังสามารถฟื้นฟูได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานขึ้น และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะร่างกายยังสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้เสมอ

เทคโนโลยีช่วยฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วย Stroke สำคัญอย่างไร?

ในช่วง 1–3 เดือนแรก การฟื้นฟูด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยก้าวเดิน Angel Robot  มีความสำคัญ ดังนี้ ฝึกเดินได้เร็วขึ้น เดินได้มั่นคงขึ้น ลดความเสี่ยงพิการถาวร กระตุ้นระบบประสาทและสมอง ส่งเสริมการสร้างเส้นทางประสาทใหม่ คืนคุณภาพชีวิตที่ดีในการก้าวเดินให้กับผู้ป่วย และ การใช้ชีวิตประจำวันกับครอบครัว

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ระบบช่วยก้าวเดิน เปรียบเหมือน “ผู้ช่วยสำคัญ” ที่ทำให้การเดินกลับมาใกล้เคียงปกติเป็นไปได้มากขึ้น

การฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “การเริ่มต้นให้ถูกช่วง” เพราะสมองยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีที่สุดในช่วง  “3 Golden Period”  ทั้งนี้ การฟื้นฟูที่ถูกต้องภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักกายภาพต่อเนื่อง จะช่วยลดความพิการและเพิ่มโอกาสการกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ

ข้อมูลเพิ่มหรือต้องการขอรับคำปรึกษา สามารถสอบถามได้ที่  ศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ (NextStep Robotics Rehab Center) ชั้น 3   โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC)  โทร. 02 836 9999 ต่อ 5370,6370  LINE:@wmcrehab

ระวัง !! หน้าฝนมาพร้อมกับ ‘เชื้อไวรัส RSV’ และ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

ระวัง !! หน้าฝนมาพร้อมกับ ‘เชื้อไวรัส RSV’ และ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

ระวัง !! หน้าฝนมาพร้อมกับ ‘เชื้อไวรัส RSV’ และ ‘เด็กคลอดก่อนกำหนด – กลุ่มเสี่ยง’ จำเป็นต้องป้องกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เชื้อไวรัส RSV”  สาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “กลุ่มเด็กเปราะบาง” อย่างทารกที่คลอดก่อนกำหนด และเด็กที่มีโรคประจำตัว มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรตระหนักถึงการป้องกันเชิงรุกด้วย “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

รศ. นพ. สรายุทธ สุภาพรรณชาติ

รศ. นพ. สรายุทธ สุภาพรรณชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด และประธานชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เชื้อไวรัส RSV ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยอาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ และคัดจมูก แต่จะมีความรุนแรงขึ้นเมื่อเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดเรื้อรัง เด็กกลุ่มนี้หากติดเชื้อ RSV อาการจะรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปมาก เสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากสังเกตลูกมีอาการหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด หายใจเร็ว ซี่โครงบุ๋ม หรือมีภาวะหยุดหายใจ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที”

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน RSV สำหรับเด็กเล็กโดยตรง ทำให้ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV”  เป็นมาตรการหลักในการป้องกันสำหรับเด็ก โดยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีหลังได้รับ ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันพร้อมต่อสู้กับไวรัสได้ทันเวลา สามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้ตั้งแต่แรกเกิด และป้องกันการติดเชื้อได้นานถึง 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกเปราะบางมากที่สุด สำหรับประสิทธิภาพ พบว่า ลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV ได้ 82.7%, ลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจาก RSV ได้ 79.5% และลดระยะเวลาในการเข้ารับการรักษาในแผนกดูแลทารกแรกเกิดวิกฤติ (NICU) ได้ 75.3%

สำหรับเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงปกติ การรับภูมิคุ้มกันนี้ในช่วงก่อนหรือระหว่างฤดูกาลระบาดถือว่าเหมาะสม แต่สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว การป้องกันตั้งแต่แรกเกิดมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะหากติดเชื้อแล้วจะมีความรุนแรงมากกว่าเด็กปกติและมีโอกาสนอนโรงพยาบาลสูง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรอฤดูกาลระบาด โดยทารกทั่วไปสามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 8 เดือน ในขณะที่ทารกที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง หรือโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด สามารถรับต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 ปี

การป้องกันด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV ในเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงจึงถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรง การรักษาในโรงพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนที่อาจคุกคามชีวิตลูกน้อยได้  

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหารช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก   บนดินแดนของชาวพื้นเมืองเผ่าอชันติ  ในประเทศกานาอันกว้างใหญ่      ขณะนั้นโลกยังคงเงียบเหงาเพราะนิทานและเรื่องเล่าทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้ในกล่องวิเศษของ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า ทำให้มนุษย์ไม่มีเรื่องราวนิทานไว้สอนใจ ไม่มีเรื่องเล่าไว้คลายทุกข์

อนันซี่ (Anansi) คือแมงมุมจอมเจ้าปัญญา ที่กระหายรู้ อาสาจะไปนำกล่องนิทานนั้นลงมาจากบนฟ้า   แต่เงื่อนไขของเทพเจ้านั้นสูงลิ่ว คือต้องจับสัตว์อันตราย 3 ชนิดมาแลกคือ    ตัวต่อที่ดุร้าย, เสือดาวที่ว่องไว และผีสาวที่มองไม่เห็น

แมงมุมอนันซี่ไม่ได้ใช้พละกำลังแย่งชิง   เพราะรู้ดีว่าลำพังแมงมุมตัวน้อยย่อมสู้แรงสัตว์ใหญ่ไม่ได้ สิ่งแรกที่เขาทำคือ การนิ่งเงียบและเฝ้าฟัง

•              เขานั่งฟังเสียงปีกของ ตัวต่อที่ดุร้าย เพื่อเรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มของพวกมัน

•              เขาซุ่มดู เสือดาวที่ว่องไว เพื่อเข้าใจนิสัยความเย่อหยิ่งและบ้าพลัง

•              เขาสังเกตพฤติกรรม ของ ผีสาว เพื่อเรียนรู้จุดอ่อนของความอยากรู้อยากเห็น

นี่คือหัวใจของ การทำความดีด้วยบุญกิริยาวัตถุ  ในข้อ คือการตั้งใจฟังและสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง หรือ  “ธัมมัสสวนมัย”

เพราะหากว่า  แมงมุมอนันซี่มัวแต่พูดหรือดึงดันทำตามใจตนเอง เขาจะไม่มีวันมองเห็น “ช่องว่าง” หรือทางออกของปัญหาได้เลย

แมงมุมอนันซี่  บอกว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในตำรา แต่มีอยู่ทุกที่ในธรรมชาติ

แมงมุมอนันซี่ เรียนรู้ว่า ตัวต่อนั้นกลัวฝน เขาจึงแสร้งทำฝนตกเทียมเพื่อให้พวกมันบินเข้าสู่ลูกน้ำเต้าที่เขาเตรียมไว้

แมงมุมอนันซี่  เรียนรู้ว่า เสือดาวนั้นชอบเอาชนะ เขาจึงขุดหลุมพรางและหลอกให้เสือดาวใช้พละกำลังจนตกหลุมติดกับ

แมงมุมอนันซี่เรียนรู้ว่า ผีสาวชอบกินขนมหวาน  เขาจึงสร้างตุ๊กตายางเหนียวถือขนมเพื่อดึงดูดเธอ

การที่อนันซี่เปิดใจยอมรับในพฤติกรรมของผู้อื่น (แม้จะเป็นศัตรู) ทำให้เขาสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์  และจับสัตว์ร้ายทั้งสามตัวได้   นำไปถวายเทพเจ้า 

เมื่อแมงมุม อนันซี่ทำภารกิจสำเร็จ เทพเจ้าได้มอบกล่องนิทานให้เขา โดย แมงมุมอนันซี่ไม่ได้เก็บนิทานเหล่านั้นไว้กับตัวเพียงลำพัง  แต่เขาเลือกที่จะนำเรื่องราวนิทานเหล่านั้นมาแบ่งปันให้มนุษย์

มนุษย์ที่ได้รับนิทานไป  ก็ได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของอนันซี่ คือ:

1.             ฟัง เรื่องเล่าในนิทาน  เพื่อสั่งสมปัญญา

2.             เรียนรู้ ความผิดถูกจากตัวละครในนิทาน

3.             นำข้อคิดจากนิทาน ไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความฉลาดที่แท้จริงเริ่มต้นจากการฟัง และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดจากการนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นมาลงมือทำ (ปฏิบัติ) อย่างมีสติ

หากเราหมั่นฟังสิ่งดีๆ (ธัมมัสสวนมัย) และเปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ จะเกิด “ของวิเศษ” คือปัญญา ที่จะช่วยให้ข้ามพ้นทุกอุปสรรคได้เหมือนแมงมุมอนันซี่

เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน  อนันซี่กับกล่องนิทาน   Anansi and the Box of Stories  ของชนเผ่า อชันติ  ที่ประเทศกาน่า  ในทวีปแอฟริกาตะวันตก 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation