บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ “การได้ยิน” ในระยะยาว

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อย ๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

นพ.พงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

รัฐบาลดึง 10 บริษัทยาโลก ลงทุนวิจัยในไทย ประเดิมดีลใหญ่ MSD

12 กันยายน 2569 เวลา 14:20 น.

บริษัทยา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทผลิตยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นนำระดับโลก โดยเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อยา” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรด้านการลงทุน” ซึ่งประเทศไทยจะต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการลงทุนใหม่ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้เป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยการนำนโยบายต่างตอบแทน หรือ Offset Policy มาใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับต่างชาติ เพื่อให้เงินงบประมาณการจัดซื้อของภาครัฐสามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศ

ยา
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวน 10 ราย เพื่อดึงแผนการลงทุนเข้ามาในประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การผลิตตัวยาและสารตั้งต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมพิจารณามาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ความร่วมมือกับบริษัท MSD ถือเป็นผลสำเร็จแรก (Quick Win) ของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยการวิจัยยาใหม่เพียง 1 รายการ มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีศักยภาพในการสร้างงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ราว 1,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐเข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยาบำบัดรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะช่วยยกระดับไทยให้มีบทบาทในกระบวนการวิจัยและการผลิตยาเทคโนโลยีสูงอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวลลิดา ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากประสบความสำเร็จในดีลแรกกับ MSD รัฐบาลเตรียมลงนามความร่วมมือกับบริษัท Sandoz ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทยาระดับโลกในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อดึงการลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

“โจทย์หลักของรัฐบาลคือ เมื่อเรามีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์กลับคืนมาทั้งในด้านการลงทุน งานวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างฐานการผลิต และการจ้างงานทักษะสูง เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไปสู่การเติบโตร่วมกันในฐานะพันธมิตร โดยมี MSD เป็นจุดเริ่มต้นและจะมีดีลใหม่ตามมาอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง ลดการพึ่งพายานำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว และทำให้เม็ดเงินงบประมาณด้านสุขภาพหมุนเวียนกลับมาเป็นงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้แก่คนไทย พร้อมยกระดับประเทศจากฐานบริการสุขภาพไปสู่ฐานการวิจัยและการผลิตทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Hfocus

รัฐบาลโต้เฟกนิวส์! ยืนยัน ‘ศุภจี’ ไม่ได้เซ็นนำเข้าข้าวโพดGMOสหรัฐฯ ย้ำเป็นดีลเอกชน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

ศุภจี

รัฐบาลแจงข่าวบิดเบือน “ศุภจี” ไม่เคยลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐ–คุมผลกระทบเกษตรกรไทย

12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน จนอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน

41567

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว เป็นความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ และในข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้าเป็นข้าวโพด GMO ขณะที่การนำเข้าจะต้องดำเนินการตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับเหตุผลที่ภาคเอกชนมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมากจากมาตรการจัดการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 จึงจำเป็นต้องมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิต

41661_0

ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO หรือข้าวสาลี 1 ส่วน ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO กำหนดปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน และหากนำเข้าเกินกรอบจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก

41662_0

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยและเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงต้องอยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมมีโครงสร้างราคารับซื้อเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสม ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง” นางสาวลลิดา กล่าว

หมอวรงค์ จี้ถาม สธ. ปล่อย ‘อสพ.’ รักษาคนไข้ เกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบ ?

12 กันยายน 2569 เวลา 13:44 น.

วรงค์ เดชกิจวิกรม

วานนี้ 11 กันยายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ หมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1 นาที 29 วินาที ความคืบหน้าของโครงการ อสพ. หรือ อาสาพยาบาล พร้อมข้อความว่า “จะให้อสพรักษาพยาบาลประชาชนจริงหรือ ระทรวงสาธารณสุข กำลังสอบถามความคิดเห็น ที่จะมอบหมายให้อสพ.หรืออาสาพยาบาล ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผ่านลิงค์ https://www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=ODE2MERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=)
ถ้าพูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ พวกท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา ผ่านการอบรม และจะมารักษาพยาบาลผู้ป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ สิ่งที่พวกเราต้องตั้งคำถาม

หมอวรงค์

1.ท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา และผ่านการอบรม เป็นอสพ. มีขอบเขตการรักษาพยาบาลอะไรบ้าง หัตถการอะไรบ้าง ท่านควรต้องชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ

2.การให้อสพ. ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (รักษาพยาบาล) คำว่าในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การควบคุม จะควบคุมระดับไหน ให้แพทย์ไปเฝ้าดู หรือ แค่ผ่านการอบรมและปล่อยให้ไปรักษาผู้ป่วยได้เลย

3.ถ้าผู้ป่วยเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ตัวอาสาพยาบาล หรือแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุม

4.ท่านทราบไหมว่า แพทย์ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องเรียนนานถึง 6 ปี และต้องผ่านการเป็นอินเทิร์นอีก 1 ปี ใหม่ๆยังไม่มั่นใจ ในการรักษา และสามารถรักษาโรคพื้นฐานเท่านั้น

5.สิ่งที่ท่านทำในวันนี้ มันย้อนยุคไปเหมือน 40-50 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังขาดบุคลากร หรือเป็นช่วงที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา จึงต้องจับใครก็ได้มาอบรมและไปรักษาประชาชน

6.วันนี้ประเทศไทยไปไกลมาก เป็น world medical hub แล้ว แม้ในพื้นที่ชนบทก็สะดวกในการเข้าถึงการรักษา ถนนสะดวก มีรพสต.ทุกตำบล มีโรงพยาบาลชุมชนทุกอำเภอทั่วประเทศ มีอสม.เป็นล้านคน ทุกหมู่บ้าน มีcare giverเป็นแสนคน แพทย์และพยาบาลก็มากพอ

7.อยากจะบอกรัฐมนตรีว่า ประเทศไทยวันนี้ ไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรการแพทย์ ไม่ได้ขาดแคลนอาสาสมัคร แต่ขาดแคลนงบประมาณ และสิ่งที่ขาดแคลนมากสุดคือ ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาสาธารณสุขของประเทศ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

หลังจากที่โพสต์ของ หมอวรงค์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“วันทั้งวัน เราเลื่อนหาแต่คลิปคุณหมอวรงค์ ท่านสุดยอดมมากๆ ได้ความรู้แน่นๆ หูตาสว่างมองเห็นความจริงทุกมุมที่ท่านพูด”

“.. ถอยหลังซะงั้น “

“ตรงประเด็นค่ะท่าน ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสาธารณสุข”

“สรุปตัดปริญาตรีทั่วไปออกรับแต่ผู้ทีใบประกอบวิชสชีพหรือเคยทำงานมาก่อนจบข่าว”

“ไม่ต้องเรียนหมอกันแล้ว”

“ชอบคุณหมอที่ให้ความรู้กับประชาชนคนไทยหูตาสว่างขึ้นเข้าใจง่าย”

“เห็นด้วยกับคุณหมอคะแทนที่จะใช้เงินมาพัฒนาคูแลบุคคลากรทีมีอยู่ ได้มีขวัญและกำลังใจ”

“ตัวแปรสำคัญอยู่ที่บทสรุปของคุณหมอค่ะ ด้วยความเคารพค่ะ”

“เห็นด้วยคะ ควรให้ผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพนี้มานั่งดำรงตำแหน่งนี้ ถึงจะถูก และจะมองเห็นว่าปัญหาอะไรที่จะต้องดูแลและแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ใช่ใครก็ได้มา ควรยึดความถูกต้อง และประชาชนเป็นหลัก

“เลือกหมอวรงค์ พรรคไทยภักดี”

“จะออกเดินขบวนเมื่อไหร่บอก บอกเลยนะคะ”

“คุณหมอพูดถูกไม่ผิดหวังที่เลือกคุณหมอ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

กรมประชาฯเศร้า สูญเสียรองอธิบดี ชัยวัฒน์ บุญชวลิต

12 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

กรมประชาสัมพันธ์สุดอาลัย สูญเสีย “ชัยวัฒน์ บุญชวลิต” รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานในสังกัดร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียบุคลากรและผู้บริหารทรงคุณค่าที่ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐมาอย่างยาวนาน

Screenshot 2026-09-12 101101

โดยทางเพจกรมประชาสัมพันธ์ได้โพสต์ข้อความระลึกถึงว่า “ด้วยความรักและระลึกถึงตลอดไป อาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จาก เพื่อน พี่ น้อง ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์ 11 กันยายน 2569” ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์มีกำหนดจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2574

S__83804209

นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต เกิดเมื่อปี 2514 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) สาขาสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (ปี 2534), วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี (ปี 2539) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) สาขาพัฒนาสังคม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในปี 2543

ตลอดอายุราชการ นายชัยวัฒน์เติบโตในสายงานประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ กลุ่มแผนงานและวิชาการ ส่วนแผนงานและพัฒนางานประชาสัมพันธ์ พร้อมปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กรมประชาสัมพันธ์ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กุมบังเชียนดูแลงานประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเททำให้ได้รับการคัดเลือกเป็น ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2564

นอกจากนี้ ยังผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.1) รุ่นที่ 97 จากสำนักงาน ก.พ. ในปี 2566 โดยได้ฝากผลงานการศึกษาส่วนบุคคลเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์ชุมชนอัจฉริยะ”

ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยรับผิดชอบภารกิจสำคัญหลายด้าน รวมถึงบทบาทรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การจากไปในครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความเศร้าโศกและอาลัยแก่ผู้ร่วมงาน ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่ง

ดัน ‘สารทเดือบสิบ‘ วันหยุด 5 จังหวัดใต้ กพต. ลุยแก้ปัญหาชายแดน พัฒนา ‘ตาดีกา‘ – สิทธิที่ดิน

12 กันยายน 2569 เวลา 09:29 น.

สรรเพชญ บุญญามณี

วันนี้ 12 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับหน่วยงาน กพต. แก้ปัญหาชายแดนใต้ ผลักดันวันสารทเดือนสิบเป็นวันหยุดราชการพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “กพต. เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้ ผลักดัน “วันสารทเดือนสิบ” เป็นวันหยุดราชการพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้

วันนี้ (11 กันยายน 2569) ผมได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2569 ในฐานะผู้แทนกระทรวงคมนาคม ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธาน กพต. เป็นประธานการประชุม

พร้อมด้วย พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนจากพื้นที่เข้าร่วมประชุม

กพต.

ที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งแนวทางพัฒนาและสนับสนุนโรงเรียนตาดีกาให้ดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ รวมถึงการเร่งเดินสำรวจและรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินที่ค้างคามายาวนาน เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างมั่นคง

อีกเรื่องสำคัญคือ ที่ประชุม กพต. ได้เห็นชอบข้อเสนอให้ “วันสารทเดือนสิบ” เป็นวันหยุดราชการประจำปีเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
จากนี้ กพต. จะเร่งนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด เพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวใต้มายาวนาน เป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานเดินทางกลับบ้าน เข้าวัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว การกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเฉพาะพื้นที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถร่วมประเพณีได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา

ขณะเดียวกัน ยังช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม กระตุ้นการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย และสร้างรายได้ให้ร้านค้า ชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่

กพต. เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะทุกนโยบายต้องเข้าใจวิถีชีวิต เคารพความหลากหลาย และยึดโยงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การผลักดันวันสารทเดือนสิบครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐให้ความสำคัญกับรากเหง้า อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของคนใต้อย่างเป็นรูปธรรมครับ #สรรเพชญ_บุญญามณี #เคียงข้างทุกช่วงเวลา”

สรรเพชญ บุญญามณี

หลังจากที่โพสต์ของ สรรเพชญ บุญญามณี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“ตรงวันอาทิตย์ ชดเชยหม้าย”

“ท่านเก่งมากๆ คะ”

สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สรรเพชญ บุญญามณี

‘ยิ่งชีพ’ขู่อีก..แฉแน่ ข้องใจใครปล่อยเอกสาร ‘พยานรหัส16’คดีฮั้วสว. กลับคำให้การ

12 กันยายน 2569 เวลา 09:21 น.

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวในคดีการโกงและทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังพบการปล่อยข่าวและเอกสารราชการชั้น “ลับ” เพื่ออ้างว่าพยานในคดีกลับคำให้การหลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยน

โดยระบุว่า

” วันนี้เห็นมีการปล่อยข่าวว่า มีพยานในคดีการโกงเลือกส.ว. ไปกลับคำให้การ หลังการเมืองเปลี่ยน พร้อมปล่อยเอกสารในสำนวนของจริงด้วย

เอกสารนี้ผมไม่เคยได้รับมาก่อนและไม่เคยเห็นมาก่อน เท่าที่เห็นคือ คำให้การอันหนักแน่นและสำคัญของพยานปากนี้ครับ

ก่อนหน้านี้มีคนที่มาบอกว่าการที่ผมมีเอกสารสำนวนอยู่ในมือจำนวนหนึ่งนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ผิด) ก็ขอให้คนเหล่านั้นคิดด้วยว่า

คนที่ปล่อยข่าวนี้พร้อมปล่อยเอกสารราชการตี “ลับ” ออกมา ควรจะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน และชัดเจนว่าคนที่ปล่อยเอกสารนี้ในวันนี้มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ไม่ส่งฟ้องบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนี้

ก็คิดดูแล้วกันครับว่า จะเป็นคนแบบไหนที่เอาเอกสารในสำเนามาปล่อยในวันนี้ และเป็นการปล่อยก่อนกกต. จะสั่งด้วยนะครับ

ส่วนเอกสารของจริงในมือผมยังไม่ได้ปล่อยเลยนะครับ ถ้าจะสั่งฟ้องไปเลยก็จะไม่ต้องปล่อย ถ้าไม่สั่งฟ้องถึงจะเอามาให้ดูกัน เมื่อคดีมันถึงที่สุดแล้ว ดูกันแล้วกันนะครับว่า ในเรื่องการปล่อยเอกสารนี้ คนที่ถูกตั้งคำถามควรจะเป็นใคร ใครเคารพกระบวนการสอบสวนหรือไม่เคารพ และพวกที่โวยวายจะตามหาคนปล่อยสัปดาห์ที่แล้วจะไปตามหาคนนี้อีกหรือเปล่า

เอ๊ะ ??!!? หรือรอบนี้ไม่ได้หลุดมาจากไหน แต่คนมีอำนาจดูแลเอกสารเป็นคนสั่งปล่อยเองน่ะแหละ 55555

Screenshot 2026-09-12 090334

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังโพสต์ต่ออีก โดยระบุข้อความว่า ” คนที่ปล่อยเอกสารว่า พยานรหัส 16 ขอกลับคำให้การภายหลังเนี่ย ทราบใช่ไหมว่าตอนแรกเค้าให้กันไว้ว่าอะไร ?? แล้วถ้าปล่อยเนื้อหาคำให้การตอนแรกแล้วตอนหลังมากลับ เพราถูกข่มขู่ คิดว่าสังคมจะเชื่อแบบไหน??

เอาเป็นว่าถ้าไม่ฟ้อง คำให้การตอนแรกผมปล่อยแน่ๆ พยานรหัส 16 นะครับ ฝากจำเลขนี้ไว้ก่อนนะครับ “

Screenshot 2026-09-12 090340

‘หมอเอก’ ตั้งคำถาม ‘ดึงสถาบัน-นัดลงถนน’ จังหวะบังเอิญหรือตั้งใจ ?

12 กันยายน 2569 เวลา 09:07 น.

หมอเอก

วันนี้ 12 กันยายน 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพจากสำนักข่าวแนวหน้า พร้อมข้อความกล่าวถึงเรื่องสถาบันที่จู่ ๆ ก็ถูกหยิบยกพูดถึงในสภา และหลังจากนั้นไม่กี่วันก็จะมีการนัดหมาย ‘ลงถนน’ ด้วยประเด็นเกี่ยวกับ กกต. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เป็นจังหวะบังเอิญที่ลงตัวเกินไปหรือไม่ ?หลังจากเรื่องสถาบันเงียบหายไปจากการพูดถึงในสภา อยู่ๆ ก็มีการพูดถึงอีกครั้งทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ในบริบทของการอภิปราย พรบ. งบประมาณที่เกี่ยวกับ กกต. แล้วหลังจากนี้ไม่กี่วันก็จะมีการนัดหมาย ‘ลงถนน’ ด้วยประเด็นเกี่ยวกับ กกต. เป็นความบังเอิญที่ดูคล้ายตั้งใจจะเชื่อมโยงเรื่องราวเพื่อส่งสัญญานเพื่อรวบรวมแนวร่วมเดิมที่ห่างหายกันไปหรือไม่? ผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนที่เตรียมเนื้อเรื่องและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา”

หมอเอก

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“หมอโยนี”

“คุณหมอเคยอยู่ในพรรค น่าจะอ่านทะลุกว่าพวกเราแน่ๆ”

“เป็นคำถามที่ผมกำลังจะบอกกับหมอเหมือนกันเลยครับพี่โจ”

“จากที่เคยทำงานมาด้วยกัน หมอน่าจะรู้และเข้าใจ คนพรรคนี้ได้ดีกว่า ..ผมเชื่อหมอ”

“ใช่ว่าหมอจะดีทุกคนไป”

หมอเอก

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก หมอเอก Ekkapob Pianpises

ไทยเที่ยวไทยพลัส เข้าครม.22กันยานี้

12 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ไทยเที่ยวไทยพลัส เข้าครม.22กันยานี้

สุรศักดิ์รมว.การท่องเที่ยวฯ เผยชง ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม.22 กันยายนนี้ คาดกระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน คุมเข้มโรงแรมฉวยขึ้นราคา บังคับแสดงราคาเทียบปีก่อน

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”ว่า เป็นโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1 ปีหน้า ที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้มีการเดินทางในประเทศ โดยจะสนับสนุนค่าที่พัก โดย 1 สิทธิ์จะได้รับการสนับสนุนค่าที่พัก จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท เป็น Flat Rate (อัตราคงที่) โดยหากราคาที่พักเกิน รัฐบาลจะสนับสนุนแค่ 2,000บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่าอีกส่วนคือคูปอง มูลค่าต่อ 1 สิทธิ์ 1,500 บาท ในเมืองหลัก และอีก 2,000 บาทในเมืองรอง โดยหลักการใช้คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง เป็น Co-payment รัฐบาลจ่าย 50% นักท่องเที่ยวจ่าย 50% โดยคูปองขยายผู้ประกอบการการท่องเที่ยวมากขึ้น สามารถใช้ได้มากกว่าร้านอาหาร แต่ยังรวมถึงสปา ร้านขายของที่ระลึก บริการนวด และแพ็กเกจท่องเที่ยว เช่น ดำน้ำ ล่องเรือ และอื่นๆที่สามารถจัดได้ในเรื่องการท่องเที่ยว

โดยในเฟสนี้จะให้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ประชาชน 1 คนสามารถใช้สูงสุดได้ไม่เกิน 5 สิทธิ์ ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน จะอยู่ในช่วงเดือน ต.ค. และจะใช้ได้ในเดือน พ.ย.69 จนถึงวันที่ 15 ธ.ค.69 ก่อนจะงดการใช้ในช่วงปีใหม่ 1 เดือน โดยจะเริ่มใช้ได้อีกครั้ง 16 ม.ค.70 ถึงวันที่ 28 ก.พ.70 รวมระยะเวลา 3 เดือน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้ น่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 22 ก.ย.โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้ มีวงเงิน 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการกำกับดูแลการฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังออกแบบระบบมาเพื่อป้องกันการขึ้นราคาค่าที่พัก ซึ่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ 1 สิทธิ์ได้ไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นการจ่ายรวบ ก็ได้รับการร้องเรียนว่ามีการขึ้นราคา ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรก ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการดำเนินโครงการต่อเนื่องมาหลายเฟส จนถึงขณะนี้มีผู้ถูกขึ้นแบล็คลิสต์ ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 ราย คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการแล้ว ส่วนโครงการครั้งล่าสุดก็พบอยู่ 4 ราย แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตลดลง

ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริต สามารถทำได้ โดยผู้ประกอบการที่พักต้องนำเอกสารยืนยันราคามาร่วมลงทะเบียนด้วย ซึ่งราคาที่พักในช่วงโลว์ซีซั่นกับไฮซีซั่น ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ซึ่งในเดือน พ.ย.ช่วงที่เริ่มโครงการก็เป็นไฮซีซั่น ซึ่งราคาต้องไม่ต่างกับปีที่แล้ว จึงให้เอาราคามาแสดง เพื่อป้องกันการขึ้นราคา ในระหว่างที่เริ่มโครงการ นอกจากนี้ จะมีการรับแจ้งหากมีการขึ้นราคา จะมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปดำเนินการ ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อว่า การออกแบบโครงการเป็น Flat Rate จะทำให้การขึ้นราคาไม่มีประโยชน์ ซึ่งอาจเป็นวิธีการป้องกันการขึ้นราคาที่พักในช่วงที่มีโครงการได้

อนุทินนำทีมทุบโกงสอบ อายัด320ล้าน รวบอีก2จนท.ดีเอสไอ

12 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

อนุทินนำทีมทุบโกงสอบ อายัด320ล้าน รวบอีก2จนท.ดีเอสไอ โยงเครือข่ายนายกเฮง

นายกฯ อนุทิน นำ ปปง.แถลงข่าวไล่อายัดทรัพย์ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นได้เบื้องต้น 320 ล้าน ลั่นต้องปราบให้สิ้นซาก เรียกความเชื่อมั่นระบบราชการกลับคืน ด้านตำรวจ CIB รวบ 2 เจ้าหน้าที่ DSI พัวพันคดี นายกเฮง” เรียกรับเงินอ้างช่วยสอบบรรจุข้าราชการสอบท้องถิ่น

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 กันยายน 2569ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการปปง.นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในการแถลงข่าว

โดยนายกฯกล่าวว่าวันนี้ตนและผู้ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และตำรวจของมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อระบบราชการของไทยที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้วแต่ความจริงแล้วคดียังไม่จบ เราอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบที่ผ่านไปแล้ว คือ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่งเท่านั้น

และได้มีการแจ้งชื่อทั้งหมดผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ให้ดำเนินการเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีการทุจริต 5,000 กว่าราย ซึ่งคดีการทุจริตมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก ซึ่งคดีนี้เริ่มขึ้นจากเอ็มโอยู 7 หน่วยงานที่ตนได้สั่งการให้มีการทำงานร่วมมือตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย วันนี้การดำเนินงานในคดีนี้พบพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถยึดและอาญาทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วคิดเป็นมูลค่า รวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐานหรือเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสเปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและเพื่อคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถของเขาโดยสุจริต

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ความมุ่งมั่นในทุ่มเทและยึดมั่นในความถูกต้อง กาดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพียงการปราบปรามผู้กระทำความผิด แต่เป็นการปกป้องหลักคุณธรรมและความเป็นธรรมของระบบราชการไทย ซึ่งในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลามีความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีคดีได้มีการดำเนินการไปหลายอย่างแล้วทั้งการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่เขามีส่วนกำกับดูแลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และมีการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานรวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางคดีและทางวินัย ซึ่งขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าไปเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ ทั้งนี้ เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้หลายรายแล้วและยังมีการดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ขยายผลไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้เห็นแล้วว่าเราสามารถยึดอายัดทรัพย์สินรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 320.86 ล้านบาท คือส่วนที่เราดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราขยายผลและดำเนินการต่อไปเรื่อยๆเราจะเห็นว่าเครือข่ายนี้ได้ร่วมกันกระทำการอันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบั่นทอนขวัญกำลังใจของระบบราชการและข้าราชการทุกคนตลอดจนความกังวลให้กับประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นเรื่องของคดีประชาชนไม่ต้องมีความกังวลว่าจะมี อิทธิพลใดๆที่จะมาทำให้รูปคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เอื้อหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดได้ เราทำงานร่วมกันตามเอ็มโอยูและแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการแปลงคดีหรือทำให้คดีเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง เพราะป.ป.ช.เป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีนี้ ขอให้มั่นใจว่าเราเอาจริงเอาจังกับคดีเหล่านี้และได้ดำเนินการไปเป็นอันมากแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เพื่อสอบถามกรณีนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายกฯกล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเอ่ยถึงชื่อนายทองเจือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจตนจึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)เป็นผู้ทำคดีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถามไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จักเป็นคนที่ทำงานด้วยกันมีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อก็เป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่าทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและรับหลังและในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)และทราบมาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ทำคดีนี้อยู่ก็สอบถามไปเพื่อที่จะตอบข้อสงสัย ได้อย่างมีข้อเท็จจริงและมีหลักฐานประกอบ

ด้านความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “ผู้ใหญ่เฮง” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับเงินโดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเปิดเผยว่าคดีดังกล่าวอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. นำกำลังกระจายลงพื้นที่เข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 2 ราย ซึ่งถูกพาดพิงในคดีดังกล่าว โดยสามารถจับกุมรายแรกได้ในพื้น ศรีราชา ชลบุรี และอีกรายจับกุมได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้อยู่ระหว่างการคุมตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายที่ บก.ปปป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)เบื้องต้นให้ออกจากราชการไว้ก่อน

สำหรับประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เคยเปิดเผยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 นายแล้ว โดยทางอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวินัยร้ายแรงทันที

ในส่วนของคดีหลัก ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ต้น ขณะที่ DSI จะทำการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมในส่วนของการทุจริตสอบท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ต่อไป