AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

6 เม.ย. 2569 15:28 น.

AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์” (AirAsia X) ปรับกลยุทธ์สู้ศึกสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน โดยเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสาร และลดจำนวนเที่ยวบินลงราว 10% ของเที่ยวบินทั้งหมด เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังเดินหน้าเปิดฮับใหม่ที่ “บาห์เรน” มิถุนายนนี้

สายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (AirAsia X) ยักษ์ใหญ่สายการบินราคาประหยัดแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารและลดจำนวนเที่ยวบินลง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะต้นทุนพุ่งสูง อันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก

นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ระบุว่าการขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” พร้อมเผยว่าบริษัทได้ตัดสินใจลดกำลังการผลิตลงแล้วประมาณร้อยละ 10 โดยเฉพาะในเส้นทางที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้

นับตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ สายการบินทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และจำเป็นต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางสาวอแมนดา วู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ชี้แจงว่าบริษัทพยายามกระจายการดำเนินงานไปยังเส้นทางกว่า 150 จุดหมายปลายทางใน 25 ประเทศที่ยังสามารถทำกำไรครอบคลุมค่าธรรมเนียมน้ำมันได้ นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยลดภาระผู้โดยสารในส่วนอื่น เช่น การปรับลดค่าธรรมเนียมสัมภาระเช็คอินเพื่อจูงใจผู้เดินทาง

แม้จะเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตหลังจากเพิ่งฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัททำกำไรได้ถึง 1.96 พันล้านริงกิต แต่ทางสายการบินยืนยันว่าแผนการเปิดศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ “ประเทศบาห์เรน” รวมถึงการขยายโครงข่ายเส้นทางบินนอกอาเซียน ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิมในเดือนมิถุนายนนี้

นายจามาลูดิน อิบราฮิม ประธานกรรมการอิสระของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวปิดท้ายว่า “หลังจากที่เราเพิ่งผ่านบทเรียนที่ยากลำบากมาได้ และกำลังจะเริ่มทะยานขึ้นอย่างเต็มตัวในปี 2025 เรากลับต้องมาเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความท้าทายโดยตรงต่อต้นทุนและผลกำไร แต่เรายังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในปี 2026 นี้จะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ หากวิกฤตไม่ยืดเยื้อจนเกินไป”

ที่มา AFP

เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน

เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน

6 เม.ย. 2569 15:10 น.

เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน

เทียบค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง พบผลกระทบจากสงครามทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบและการขนส่งทางเรือสูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่า ด้าน TDRI เสนอทางแก้ระยะยาว กำหนดเพดานค่าการกลั่น พร้อมรื้อโครงสร้างพลังงาน เปิดแข่งขันธุรกิจโรงกลั่น ลดการผูกขาด เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนจริง เลิกอิงราคาตลาดสิงคโปร์

ต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นช่วงสงคราม

ᆞ ราคาน้ำมันดิบซื้อขายจริงแพงขึ้น

ᆞค่าขนส่ง-ค่าระวางเรือ เพิ่มขึ้น 5 เท่า

 ᆞค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น 100 เท่า

TDRI เสนอทางแก้ระยะยาว

กำหนดเพดานค่าการกลั่น

เปิดแข่งขันธุรกิจโรงกลั่น

ลดการผูกขาด 

แข่งขันราคาสะท้อนต้นทุนจริง

ไม่ใช้ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์

 

จากข้อมูลราคาค่าการกลั่นน้ำมันตั้งแต่ต้นปี 2569 จากกระทรวงหลังงานมีดังนี้

เดือนราคา บาท/ลิตร
ม.ค.  2.14  
ก.พ.2.09
มี.ค.7.23
1-3 เม.ย.15.99   

เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด "คิม จูแอ" คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

6 เม.ย. 2569 14:27 น.

เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า มีข้อมูลข่าวกรองที่น่าเชื่อถือบ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือกำลังเร่งผลักดัน “คิม จูแอ” บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจในอนาคต หลังปรากฏตัวในกิจกรรมทางทหาร ที่รวมถึงการขับรถถังประจัญบาน

หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) ได้รายงานสรุปต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภา โดยระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังเร่งกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้แก่ “คิม จูแอ” บุตรสาวของนายคิม จองอึน ในฐานะผู้สืบทอดอำนาจรุ่นที่ 4 แห่งตระกูลคิม

NIS วิเคราะห์ว่า การที่สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพคิม จูแอ กำลังขับรถถังประจัญบานรุ่นใหม่เคียงข้างบิดาเมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถด้านการทหารของเธอ เพื่อลดทอนข้อสงสัยเกี่ยวกับการมี “ผู้นำหญิง” ในประเทศที่ปกครองโดยผู้ชายมานานกว่า 8 ทศวรรษ

ภาพลักษณ์ดังกล่าวถือเป็นการเดินตามรอยนายคิม จองอึน ซึ่งเคยปรากฏภาพขับรถถังในสื่อรัฐบาลมาก่อนที่จะขึ้นครองอำนาจต่อจากนายคิม จองอิล ผู้เป็นบิดาเช่นกัน

นอกจากประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ NIS ยังรายงานถึงการทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งคาดว่ามีเป้าหมายเพื่อทำให้ตัวขีปนาวุธมีน้ำหนักเบาลงและรองรับการติดตั้งหัวรบหลายหัว 

ท่ามกลางการทำสงครามของสหรัฐฯ-อิสราเอล ยังพบว่าเกาหลีเหนือยังไม่มีการส่งอาวุธหรือเสบียงไปสนับสนุนอิหร่านในสงครามครั้งนี้ รวมถึงไม่มีการส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี หรือแสดงความยินดีกับผู้นำคนใหม่แต่อย่างใด

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า เกาหลีเหนืออาจกำลังสงวนท่าทีเพื่อรอจังหวะทางการทูต หลังการตั้งสุมมติฐานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ NIS ยังคาดการณ์ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน อาจเริ่มลดระดับความรุนแรงลงในช่วงปลายเดือนเมษายน โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการโจมตีของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นในอีก 3-4 วันข้างหน้า หลังจากที่ทรัมป์เพิ่งขู่จะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่าน หากยังไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สัญจรได้ตามปกติ.

ที่มา Yonhap

เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน

เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ "วิกลจริต" ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน

6 เม.ย. 2569 12:36 น.

เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน

นักการเมืองพรรคเดโมแครตประณาม “โดนัลด์ ทรัมป์” หลังโพสต์โซเชียลขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในอิหร่าน ชี้เป็นพฤติกรรม “วิกลจริต” และเสี่ยงก่ออาชญากรรมสงคราม เตือนนอกจากจะไม่ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังจะทำให้ทหารอเมริกันเสี่ยงอันตรายและดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตพร้อมใจกันออกมาประณามท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและหยาบคายข่มขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่าน โดยชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

นายจิม แมคโกเวิร์น สส. ระดับสูงจากคณะกรรมการกฎระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าถ้อยคำของทรัมป์นั้น “หลุดโลกและอันตรายอย่างยิ่ง” พร้อมเปรียบเทียบว่านี่คือพฤติกรรมที่ “วิกลจริต” และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเข้ารับการบำบัด

แมคโกเวิร์นเตือนว่า เมื่อสหรัฐฯ ลดทอนคุณค่าของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ก็เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้ประเทศอื่นทำตาม ซึ่งจะส่งผลให้ชาวอเมริกันตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น และเสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาเจนีวา

ด้านนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในวันอีสเตอร์ ระบุว่าในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังเฉลิมฉลองกับครอบครัว แต่ผู้นำประเทศกลับใช้อารมณ์กราดเกรี้ยวเหมือน “คนบ้าที่ขาดสติ” ขู่จะก่ออาชญากรรมสงครามและทำให้พันธมิตรตีตัวออกห่าง

ขณะที่นายฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แม้จะไม่ได้โจมตีทรัมป์โดยตรงในโพสต์เดียวกัน แต่ได้แสดงความยินดีที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษสามารถช่วยชีวิตนักบินกองทัพอากาศคนที่สองที่ถูกยิงตกในอิหร่านได้สำเร็จ

เหล่าสมาชิกรัฐสภาหลายรายยังชี้เห็นถึงผลกระทบทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยสว. เอ็ดเวิร์ด มาร์กีย์ เตือนว่าการโพสต์ข้อความขู่ก่ออาชญากรรมสงครามไม่ช่วยให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ แต่จะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงขึ้นและชีวิตทหารอเมริกันต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย

เช่นเดียวกับ สว. คริส เมอร์ฟี และ สว. เอลิสซา สลอตคิน ที่ย้ำว่าการพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างโรงไฟฟ้าและสะพานนั้นขัดต่อกฎหมายสงครามอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์เคยอ้างว่าสงครามครั้งนี้ทำไปเพื่อช่วยชาวอิหร่าน แต่การสังหารพลเรือนแบบไม่เลือกหน้ากลับเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งและสร้างความสูญเสียทั้งเลือดเนื้อและงบประมาณของสหรัฐฯ โดยเปล่าประโยชน์

ทั้งนี้ กลุ่ม สว. เดโมแครตได้เรียกร้องให้แกนนำพรรครีพับลิกันช่วยกันยับยั้งท่าทีของทรัมป์ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปสู่การก่ออาชญากรรมสงครามในสัปดาห์นี้ตามที่เขาได้ประกาศไว้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดผ่านโพสต์โซเชียลมีเดีย โดยขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่านภายในวันที่ 7 เม.ย. นี้ หากอิหร่านยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าสัญจรได้ตามปกติ 

“วันอังคารจะเป็นวันโรงไฟฟ้าและวันสร้างสะพานในอิหร่าน พร้อมกันหมด จะไม่มีอะไรแบบนี้อีกแล้ว!!! เปิดช่องแคบซะ ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกจะต้องตกนรก คอยดู!”  แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ในโพสต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เขาเขียนว่า “วันอังคาร เวลา 20.00 น. ตามเวลาตะวันออก!”

ที่มา The Guardian / Al Jazeera

ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม "สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน" กระทบซัพพลาย

6 เม.ย. 2569 11:38 น.

ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ราคาน้ำมันโลกทะยานขึ้นต่อเนื่อง หลังวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานหลักในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวพร้อมโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่านในวันที่ 7 เม.ย. นี้ หากยังไม่เปิดเส้นทางเดินเรือ

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในการซื้อขายวันจันทร์ (6 เม.ย.) เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลนจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ยังคงทวีความรุนแรง

โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์ หรือ 1.6% อยู่ที่ 110.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต หรือ WTI เพิ่มขึ้น 0.71 ดอลลาร์ หรือ 0.6% อยู่ที่ 112.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดทำสถิติการพุ่งสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

เส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากอิรัก ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังคงถูกปิดกั้นจากการโจมตีของอิหร่านนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ผู้กลั่นน้ำมันทั่วโลกต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันดิบสำรองจากสหรัฐฯ และทะเลเหนือเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไป

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดผ่านโพสต์โซเชียลมีเดีย โดยขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่านภายในวันที่ 7 เม.ย. นี้ หากอิหร่านยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าสัญจรได้ตามปกติ 

“วันอังคารจะเป็นวันโรงไฟฟ้าและวันสร้างสะพานในอิหร่าน พร้อมกันหมด จะไม่มีอะไรแบบนี้อีกแล้ว!!! เปิดช่องแคบซะ ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกจะต้องตกนรก คอยดู!”  แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ในโพสต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เขาเขียนว่า “วันอังคาร เวลา 20.00 น. ตามเวลาตะวันออก!”

ทรัมป์บอกกับฟ็อกซ์นิวส์ว่ามี “โอกาสที่ดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงในวันจันทร์ แต่กล่าวว่าเขากำลังพิจารณา “ระเบิดทุกอย่างและยึดครองน้ำมัน” หากไม่บรรลุข้อตกลงในเร็ววัน

พลเอกอาลี อับดุลลาฮี อาลีอาบาดี นายทหารอาวุโสของอิหร่าน ปฏิเสธกำหนดเส้นตายก่อนหน้านี้ของทรัมป์ โดยเรียกมันว่า “ไร้ประโยชน์ และโง่เขลา” พร้อมเสริมว่า “ประตูแห่งนรกจะเปิดออก” สำหรับผู้นำสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการเดินเรือพบว่าอิหร่านยังคงอนุญาตให้เรือจากประเทศที่ตนถือว่าเป็นมิตร เช่น โอมาน ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ผ่านทางได้ในบางกรณี

ความหวังที่จะเห็นความสงบในระยะเวลาอันใกล้ส่อแววริบหรี่ หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านปฏิเสธที่จะส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยระบุว่าความพยายามในการเจรจาหยุดยิงได้มาถึงทางตันแล้ว

ด้านกลุ่ม OPEC+ ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม แต่นักวิเคราะห์มองว่ามติดังกล่าวอาจไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากประเทศสมาชิกหลักหลายรายไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้จริงท่ามกลางสภาวะสงคราม

นอกจากนี้ ตลาดพลังงานยังได้รับแรงกดดันเสริมจากการหยุดชะงักของน้ำมันในรัสเซีย หลังยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังส่งออกในทะเลบอลติก แม้จะมีรายงานล่าสุดว่าสถานีส่งออกอุสต์-ลูกา จะเริ่มกลับมาดำเนินการโหลดน้ำมันได้อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม.

ที่มา Reuters / BBC

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

6 เม.ย. 2569 11:19 น.

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด ช่วยค่าไฟฟ้าผู้มีรายได้น้อย 200 หน่วยแรก

วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว

บทความโดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง

1. ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี): ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก

เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”

มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า

  • ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย 
  • ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส: กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน
  • สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส: เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง
  • จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management): ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต
  • จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า  
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์

  • สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management): สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง
  • แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง: เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า
  • อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก: อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ
  • ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ “คนละครึ่ง”: นำมาตรการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร
  • ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH): ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6

2. ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน

ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า

  • ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel): ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน
  • บูรณาการแผนพลังงาน: เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ          
  • ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม solar rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG  ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า  
  • เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform): เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)  
  • ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น: สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต
  • สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR): สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์
  • แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นลัทธิชาตินิยม  
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน

การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์

  • อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6: ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี
  • อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร: สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์
  • ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า: ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า  
  • สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport): วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ: กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์

บทสรุป

ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก  

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม  

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

6 เม.ย. 2569 11:10 น.

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นักลงทุนต่างจับตามองสถานการณ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก

ตลาดหุ้นในเอเชียที่เปิดทำการส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

โดยดัชนี นิกเคอิ 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 1.1% ปิดที่ 53,692.42 จุดในช่วงเช้า ขณะที่ คอสปี ของเกาหลีใต้ขึ้น 1.5% ปิดที่ 5,460.24 จุด ขณะที่การซื้อขายในออสเตรเลียปิดทำการเนื่องในวันอีสเตอร์ ส่วนการซื้อขายในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ปิดเนื่องในวันหยุดเทศกาลจีน

ทั้งนี้ ทั่วโลกต่างจับตา เส้นตายของทรัมป์ในวันอังคารนี้ซึ่งใกล้เข้ามา ที่ให้ อิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีความกังวลว่าอาจเกิดการยกระดับความรุนแรงของสงครามหลังจากนั้น ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่อิหร่านเพิ่มเติม ท่ามกลางการทิ้งระเบิดในภูมิภาค ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ช่วยเหลือทหารนักบิน 2 นายที่เครื่องบินขับไล่ของพวกเขาถูกยิงตกโดยอิหร่าน

จุดที่นักลงทุนให้ความสนใจยังคงเป็น ราคาน้ำมัน ที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 38 เซนต์ มาอยู่ที่ 111.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ เพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 110.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดพลังงานปิดทำการในวันศุกร์ แต่ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงจากความกังวลว่า สงครามอิหร่าน อาจยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้

แม้ว่าสหรัฐฯ จะนำเข้าน้ำมันจากช่องแคบเปอร์เซียในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ราคาน้ำมันเป็นสินค้าในตลาดโลก และส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากร เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ยังคงพึ่งพาการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก

เจย์ วูดส์ นักวิเคราะห์จาก Freedom Capital Markets ใน นิวยอร์ก กล่าวถึงสถานการณ์ในตอนนี้ว่า “เมื่อเริ่มต้นสัปดาห์การซื้อขายเต็มรูปแบบของเดือนเมษายน คำว่าความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เด่นชัด ในปีที่แล้วเรากังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากภาษีวันปลดปล่อย แต่ปีนี้คือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อไป

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันศุกร์ที่ผ่านมา และจะเปิดทำการในวันจันทร์ ส่วนตลาดบางแห่งในยุโรปก็ไม่ได้ทำการซื้อขายในวันศุกร์เช่นกัน

ในตลาดสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 159.65 เยน จาก 159.63 เยน ในขณะที่ค่าเงินยูโรลดลงเหลือ 1.1509 ดอลลาร์ จาก 1.1517 ดอลลาร์.

ที่มา : AP

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ พร้อมสมาชิกราชวงศ์ เสด็จร่วมพิธีอีสเตอร์ที่พระราชวังวินด์เซอร์

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ พร้อมสมาชิกราชวงศ์ เสด็จร่วมพิธีอีสเตอร์ที่พระราชวังวินด์เซอร์

6 เม.ย. 2569 11:06 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ พร้อมสมาชิกราชวงศ์ เสด็จร่วมพิธีอีสเตอร์ที่พระราชวังวินด์เซอร์

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วยสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เสด็จร่วมประกอบพิธีอีสเตอร์ ที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ในพระราชวังวินด์เซอร์ โดยเจ้าหญิงแห่งเวลส์ปรากฏพระองค์ครั้งแรกหลังการประชวร

วันที่ 5 เมษายน 2569 กษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 พร้อมด้วย พระราินีคามิลา และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เสด็จเข้าร่วมพิธีอีสเตอร์ จัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ภายในพระราชวังวินด์เซอร์ โดยพิธีครั้งนี้มีสมาชิกพระราชวงศ์เข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า รวมถึงดยุกแห่งเวลสื เจ้าชายวิลเลียม ์มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงแคเธอรีน แห่งเวลส์ พร้อมพระโอรสและพระธิดา

การปรากฏพระองค์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระองค์เข้าร่วมพิธีอีสเตอร์ประจำปี หลังจากเปิดเผยการวินิจฉัยโรคมะเร็งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ พิธีจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์อังกฤษ อย่างไรก็ตามเจ้าหญิงเบียทริซ และเจ้าหญิงยูจีน ไม่ได้เข้าร่วมพิธีในปีนี้ โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลเพิ่มเติม.

ที่มา AFP

“โป๊ปเลโอที่ 14” ประทานพรวันอีสเตอร์ครั้งแรก เรียกร้องผู้นำโลกวางอาวุธ

"โป๊ปเลโอที่ 14" ประทานพรวันอีสเตอร์ครั้งแรก เรียกร้องผู้นำโลกวางอาวุธ

6 เม.ย. 2569 11:04 น.

“โป๊ปเลโอที่ 14” ประทานพรวันอีสเตอร์ครั้งแรก เรียกร้องผู้นำโลกวางอาวุธ

คริสตศาสนิกชนนับหมื่นหลั่งไหลสู่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ รับฟังพระดำรัสวันอีสเตอร์ครั้งแรกของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ที่ทรงเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเลือกเส้นทางสันติภาพ แทนการทำสงครามที่กัดกินโลก 

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาเนื่องในวันอีสเตอร์เป็นครั้งแรกในฐานะประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ท่ามกลางบรรยากาศที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิบานสะพรั่ง และคริสตศาสนิกชนกว่า 50,000 คนที่มารวมตัวกัน ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์

ในการประทานพร “Urbi et Orbi” หรือการประทานพรแก่โรมและโลกจากระเบียงมหาวิหาร พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงข้อความแห่งความหวังและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู โดยทรงมีพระดำรัสวิงวอนอย่างกินใจถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองว่า “ในวันแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ขอให้เราละทิ้งความปรารถนาในความขัดแย้ง การครอบงำ และอำนาจ ขอให้ผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือวางมันลง และขอให้ผู้ที่มีอำนาจในการจุดชนวนสงคราม จงเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ”

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระดับโลก ทั้งสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สอง และวิกฤตในยูเครน โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงแสดงความเป็นห่วงว่ามนุษยย์กำลังตกอยู่ในภาวะ “เมินเฉย” ต่อความสูญเสีย

“เรากำลังคุ้นชินกับความรุนแรง ยอมจำนนต่อมัน และกลายเป็นผู้ที่เพิกเฉยต่อความตายของผู้คนนับพัน” พระองค์ทรงระบุ พร้อมชี้ว่าความตายแฝงตัวอยู่ในการกดขี่ผู้ที่อ่อนแอที่สุด การบูชาผลกำไรที่ผลาญทรัพยากรโลก และความรุนแรงของสงคราม

พระสันตะปาปาเลโอยังทรงสร้างความประทับใจด้วยการรื้อฟื้นธรรมเนียมการกล่าวทักทายคริสตศาสนิกชนใน 10 ภาษา รวมถึงภาษาอาหรับและจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสผู้ล่วงลับเคยยุติไป นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงระลึกถึงโป๊ปฟรานซิสที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อวันอีสเตอร์ปีที่แล้ว โดยทรงยกคำสอนเรื่อง “ความกระหายในการฆ่าฟัน” มาเตือนสติผู้ศรัทธา

ตลอดช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมา โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจหลายอย่าง ทั้งการกลับมาใช้ธรรมเนียมล้างเท้าบาทหลวงในวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์ และการเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกในรอบกว่า 60 ปี ที่ทรงแบกไม้กางเขนด้วยพระองค์เองครบทั้ง 14 สถานีในวันศุกร์ประเสริฐ

ก่อนจบพิธี พระองค์ได้ประทับรถ “โป๊ปโมบิล” เคลื่อนผ่านฝูงชนที่ส่งเสียงเชียร์กึกก้องไปตามถนนที่มุ่งหน้าสู่แม่น้ำไทเบอร์ พร้อมประกาศนัดหมายคริสตศาสนิกชนอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายนนี้ เพื่อร่วมพิธีสวดภาวนาวิงวอนขอสันติภาพให้แก่โลก ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์.

ที่มา BBC

ช็อก! เด็กน้อยถูกหมาป่ากัดมือที่สวนสัตว์สหรัฐฯ หลังแอบยื่นมือเข้ากรง

ช็อก! เด็กน้อยถูกหมาป่ากัดมือที่สวนสัตว์สหรัฐฯ หลังแอบยื่นมือเข้ากรง

6 เม.ย. 2569 10:20 น.

ช็อก! เด็กน้อยถูกหมาป่ากัดมือที่สวนสัตว์สหรัฐฯ หลังแอบยื่นมือเข้ากรง

เกิดเหตุระทึกเด็กน้อยวัยหัดเดิน ยื่นมือเข้าไปในกรงหมาป่าที่สวนสนุกเฮอร์ชีย์พาร์คของสหรัฐฯ จนถูกหมาป่ากัดบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ย้ำผู้ปกครองต้องดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ อย่างใกล้ชิด

เกิดเหตุระทึกในสวนสัตว์ ZooAmerica North American Wildlife Park  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวนสนุกเฮอร์ชีย์พาร์ค ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ เมื่อเด็กน้อยวัยเตาะแตะรายหนึ่งแอบยื่นมือเข้าไปในกรงหมาป่า จนถูกหมาป่ากัดมือบาดเจ็บเล็กน้อย 

โดยตามรายงาน พบว่าเด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง ทำให้เล่นซนคลานไปถึงรั้วเหล็กที่ล้อมกรงหมาป่าในเช้าวันเสาร์ และยื่นมือเข้าไป หมาป่าตัวหนึ่งจึงเข้ามางับมือเด็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าการกัดครั้งนี้เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ ไม่ใช่ความก้าวร้าว

ด้านสวนสัตว์ชี้แจงว่า “ทางสวนสัตว์มีหลายชั้นของการป้องกัน ป้ายเตือนชัดเจน และสิ่งกีดขวางครบถ้วน เพื่อให้ผู้เข้าชมชมสัตว์ได้อย่างปลอดภัย แต่ผู้เข้าชมต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดและควบคุมเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา”

โดยมีรายงานว่า สวนสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สวนสนุกเฮอร์ชีย์พาร์คแห่งนี้ มีหมาป่าสีเทาอยู่ในความดูแล 3 ตัว

สวนสนุกแห่งนี้เคยเป็นข่าวฮือฮาเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว หลังเด็กชายหลงทางปีนขึ้นไปเดินบนเส้นทางโมโนเรลเหนือฝูงชน โชคดีที่นักท่องเที่ยวพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ จึงปีนขึ้นไปช่วย ก่อนจะส่งเด็กกลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย.

ที่มา : AP