ทรัมป์ย้ำไม่เสียใจทำสงครามอิหร่าน แม้หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ย้ำไม่เสียใจทำสงครามอิหร่าน แม้หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

11 ก.ย. 2569 15:02 น.

ทรัมป์ย้ำไม่เสียใจทำสงครามอิหร่าน แม้หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าเขาไม่รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน แม้ว่าความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ก็ตาม โดยยืนยันว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ก็จะทำเช่นเดิมทุกประการ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่มีความเสียใจต่อการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน แม้ความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับลอรา อินกราแฮม ผู้ดำเนินรายการของฟ็อกซ์ นิวส์ ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 10 ก.ย. โดยกล่าวว่า เขาไม่เชื่อในคำว่า “เสียใจ” และแม้อาจตั้งคำถามกับตัวเองบ้าง แต่หากต้องตัดสินใจอีกครั้ง เขาจะดำเนินการเหมือนเดิมทุกประการ

เมื่ออินกราแฮมตั้งข้อสังเกตว่า หากสหรัฐฯ ไม่ทำสงครามกับอิหร่าน พรรครีพับลิกันอาจมีโอกาสได้เปรียบในการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ตอบว่า หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ สถานการณ์จะเลวร้ายกว่านั้น โดยเขาอ้างว่าอิหร่านอาจนำอาวุธดังกล่าวมาใช้โจมตีอิสราเอล ตะวันออกกลาง และอาจโจมตีเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่า ผู้สนับสนุนบางส่วนของเขาอาจรู้สึกผิดหวังหรือเสียกำลังใจจากสงคราม โดยกล่าวว่า เขาเชื่อว่าผู้สนับสนุนมีความภาคภูมิใจที่รัฐบาลของเขาไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำอีกครั้งว่า สงครามจะยุติลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยก่อนหน้านี้เขาได้กล่าวในลักษณะเดียวกัน และกล่าวหาว่าอิหร่านพยายามเข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าพรรครีพับลิกันของเขาจะยังสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่

สงครามยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่ตลาดการเงินกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่สงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวได้หารือกับทรัมป์ถึงความเป็นไปได้ที่สงครามอาจดำเนินต่อไปจนเกินวาระปัจจุบันของเขา

สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและประเทศในอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น

ทรัมป์ระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของสงครามคือการลดทอนขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ ขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง

ในอีกประเด็นหนึ่ง ทรัมป์ปฏิเสธรายงานของอิหร่านที่อ้างว่าสามารถโจมตีเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ หลายลำที่ฐานทัพในจอร์แดน โดยกล่าวว่าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินหรือกำลังพลของสหรัฐฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ากดดันอิหร่านด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและพยายามตัดอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินระหว่างประเทศ โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในวันที่ 14 ก.ย. นี้ เบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลเลือกประกาศมาตรการดังกล่าวในวันจันทร์ เนื่องจากต้องการให้เกียรติและรำลึกถึงชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 11 ก.ย.

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังระบุว่า รัฐบาลได้คว่ำบาตรและสั่งปิดสาขาในดูไบของธนาคารใหญ่อันดับ 2 ของอียิปต์ โดยกล่าวหาว่าธนาคารดังกล่าวให้เงินแก่อิหร่านมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีธนาคารรายใหญ่ของตุรกีที่ถูกคว่ำบาตรจากข้อกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อิหร่าน แต่เบสเซนต์ไม่ได้เปิดเผยชื่อธนาคารดังกล่าว

เมื่อถูกถามว่าอิหร่านจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นได้อีกนานเพียงใด ทรัมป์ตอบว่า เขาไม่แน่ใจว่าอิหร่านจะสามารถต้านทานแรงกดดันต่อไปได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้จะได้รับการยุติหลังการเลือกตั้งกลางเทอม หรืออาจเร็วกว่านั้น พร้อมย้ำว่าอย่างช้าที่สุด สงครามจะยุติลงทันทีหลังการเลือกตั้ง.

ที่มา Reuters / CNBC

2 สาวอเมริกันถูกจับลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่น อ้างได้เที่ยวฟรี

2 สาวอเมริกันถูกจับลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่น อ้างได้เที่ยวฟรี

11 ก.ย. 2569 14:35 น.

2 สาวอเมริกันถูกจับลอบขนกัญชา 30 กิโลกรัมเข้าญี่ปุ่น อ้างได้เที่ยวฟรี

ตำรวจนครบาลโตเกียวจับกุมหญิงชาวอเมริกัน 2 คน อายุ 25 ปี หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมกันลักลอบนำกัญชาแห้งราว 30 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 150 ล้านเยน หรือประมาณ 32.2 ล้านบาท เข้าญี่ปุ่น โดยซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ขณะที่หนึ่งในผู้ต้องหารับสารภาพ อ้างรับงานเพราะได้เงินและถูกใจที่มีคนออกค่าเดินทางให้ไปญี่ปุ่นฟรี

ตำรวจนครบาลโตเกียวจับกุมหญิงชาวอเมริกัน 2 คน อายุ 25 ปี ฐานต้องสงสัยลักลอบนำกัญชาแห้งประมาณ 30 กิโลกรัมเข้าประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่าย โดยกัญชาดังกล่าวมีมูลค่าตามราคาขายปลีกประมาณ 150 ล้านเยน หรือราว หรือประมาณ 32.2 ล้านบาท

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเดินทางจากนครนิวยอร์กมายังสนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ภายในซุกซ่อนกัญชาแห้งที่ถูกแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อยรวม 35 ถุง

เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำสนามบินฮาเนดะพบความผิดปกติระหว่างการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง ก่อนพบกัญชาจำนวนดังกล่าว จึงแจ้งตำรวจเข้าดำเนินการจับกุม โดยตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองน่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ขนยาเสพติด ให้กับผู้บงการซึ่งยังไม่ทราบชื่อ

ตามข้อมูลของตำรวจ ผู้ต้องหาทั้งสองได้รับคำสั่งจากชายที่รู้จักกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยชายคนดังกล่าวให้พวกเธอนำกระเป๋าเดินทางจากนิวยอร์กมายังญี่ปุ่น พร้อมเสนอออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและจ่ายค่าตอบแทน

หนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งสื่อญี่ปุ่นระบุชื่อว่า แคตรอน จาเมียร์ เบอร์เบิน กัสติลโล ให้การยอมรับข้อกล่าวหา โดยบอกตำรวจว่าเธอรับงานเพราะจะได้รับเงิน และสนใจเป็นพิเศษกับข้อเสนอที่สามารถเดินทางไปญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เธอให้การในทำนองว่า แม้จะรู้ว่างานดังกล่าวมีความเสี่ยง แต่ตัดสินใจรับงานเพราะสามารถเดินทางไปญี่ปุ่นได้ฟรี

ส่วนผู้ต้องหาอีกคน คือ โจเซลิน ดิซอน นาติวิดัด แพตริน ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในกระเป๋าเดินทางมีกัญชาซุกซ่อนอยู่ ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาอีกคนอาจมีหน้าที่คอยติดตามและตรวจสอบการขนส่งยาเสพติดตามคำสั่งของผู้บงการ

ตำรวจระบุว่า ทั้งสองถูกจับกุมในข้อหาละเมิดกฎหมายควบคุมยาเสพติดและกฎหมายศุลกากร ฐานนำกัญชาเข้าประเทศญี่ปุ่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีบุคคลอื่นร่วมสมคบคิด ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบตัวตน

ญี่ปุ่นมีกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่เข้มงวดอย่างมาก การนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายยาเสพติดผิดกฎหมายมีโทษจำคุก โดยการลักลอบนำเข้ากัญชาเพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับสูงสุด 3 ล้านเยน หรือประมาณ 6.4 แสนบาท ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อขยายผลไปยังผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำกัญชาเข้าญี่ปุ่น.

ที่มา Tokyo Reporter / Nikkei / news.yahoo

อิสราเอลระเบิดอุโมงค์ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำเกิดแรงสั่นสะเทือน 4.1

อิสราเอลระเบิดอุโมงค์ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำเกิดแรงสั่นสะเทือน 4.1

11 ก.ย. 2569 13:06 น.

อิสราเอลระเบิดอุโมงค์ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทำเกิดแรงสั่นสะเทือน 4.1

อิสราเอลประกาศทำลายโครงสร้างใต้ดินและเครือข่ายอุโมงค์สำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ใต้สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน พร้อมอ้างว่าสามารถควบคุมพื้นที่ได้ทั้งเหนือและใต้ดิน ขณะที่เลบานอนรายงานเกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่ และสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนขนาด 4.1

อิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลได้ทำลายโครงสร้างใต้ดินและเครือข่ายอุโมงค์สำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน บริเวณใต้สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ ในจังหวัดนาบาตีเยห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจในการสร้าง “การควบคุมเชิงปฏิบัติการ” เหนือพื้นที่ดังกล่าวทั้งบนพื้นดินและใต้ดิน

แถลงการณ์ร่วมของเนทันยาฮูและคัตซ์ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวเป็น “โครงสร้างพื้นฐานก่อการร้ายเชิงยุทธศาสตร์” ที่สร้างขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี โดยได้รับเงินทุนและการวางแผนจากอิหร่าน พร้อมยืนยันว่ากองกำลังอิสราเอลจะยังคงประจำการในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์กลับเข้ามาสร้างฐานที่มั่นและฟื้นฟูขีดความสามารถทางทหารอีกครั้ง

กองทัพอิสราเอลระบุว่า เครือข่ายอุโมงค์มีความยาวมากกว่า 2 กิโลเมตร และภายในพบจรวดและขีปนาวุธที่ผลิตในอิหร่าน รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ ปืนกล ขีปนาวุธต่อต้านรถถังหลายสิบลูก ตลอดจนทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดอีกหลายร้อยรายการ

นอกจากนี้ ยังพบศูนย์บัญชาการหลักของหน่วย “บาดร์” ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของฮิซบอลเลาะห์ โดยโครงสร้างใต้ดินดังกล่าวประกอบด้วยศูนย์บัญชาการ ห้องเก็บอาวุธ และพื้นที่พักอาศัยที่เปิดทางให้สมาชิกกลุ่มสามารถหลบซ่อนและปฏิบัติการอยู่ใต้ดินได้เป็นเวลานาน

เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลเปิดเผยว่า สมาชิกฮิซบอลเลาะห์บางส่วนที่เคยปฏิบัติการอยู่บริเวณสันเขาได้ถอนกำลังออกไปแล้ว ขณะที่บางส่วนถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่ โดยอิสราเอลประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสามารถยึดสันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ได้

เหตุระเบิดครั้งใหญ่ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในพื้นที่ โดยสำนักงานข่าวแห่งชาติเลบานอน หรือ NNA รายงานว่า กองทัพอิสราเอลได้จุดระเบิดครั้งใหญ่บริเวณสันเขา ทำให้ประชาชนในเมืองนาบาตีเยห์และพื้นที่โดยรอบรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนและเสียงระเบิดอย่างรุนแรง ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนขนาด 4.1 ในบริเวณดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดอย่างรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งเพิ่งย้ายมาอยู่ในเมืองมาจายูน กล่าวว่า ขณะนั่งอยู่ในบ้าน ทุกอย่างสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด

สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลประมาณ 15 กิโลเมตร และกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีการสู้รบอย่างหนักระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของเลบานอนระบุว่า ฮิซบอลเลาะห์เชื่อว่าได้สร้างศูนย์บัญชาการใต้ดินและคลังเก็บอาวุธไว้ในพื้นที่ดังกล่าว

ความขัดแย้งในพื้นที่ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม หลังอิสราเอลรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนและเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์หลายแห่ง ขณะที่สันเขาอาลี อัล-ทาเฮอร์เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการสำคัญของอิสราเอล และอยู่ภายในเขตกันชนที่อิสราเอลประกาศขยายพื้นที่ฝ่ายเดียวทางตอนใต้ของเลบานอน

ก่อนหน้านี้ กรอบข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง หลังการหยุดยิงในเดือนมิถุนายน กำหนดให้อิสราเอลทยอยถอนกำลังออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่กองทัพเลบานอนจะดำเนินการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ แต่กระบวนการดังกล่าวหยุดชะงัก หลังฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธที่จะยอมสละอาวุธ ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจะไม่ถอนกำลังจนกว่ากลุ่มดังกล่าวจะปลดอาวุธ

สถานการณ์ความรุนแรงกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังช่วงเวลาที่การสู้รบลดระดับลงภายหลังความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน และข้อตกลงระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล

ทางการเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่เดือนมีนาคมทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วมากกว่า 4,300 คน และกองกำลังอิสราเอลยังคงยึดครองพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตความมั่นคง” ทางตอนใต้ของเลบานอน.

ที่มา AFP / Reuters

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ “นาจิบ ราซัก” คดี 1MDB

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ "นาจิบ ราซัก" คดี 1MDB

11 ก.ย. 2569 11:50 น.

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ “นาจิบ ราซัก” คดี 1MDB

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม กษัตริย์แห่งมาเลเซีย ทรงเลื่อนการพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษครั้งใหม่ของนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังรับโทษจำคุกจากคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมาเลเซีย หรือ 1MDB โดยเรื่องดังกล่าวจะถูกนำกลับมาพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการอภัยโทษครั้งต่อไป

ฝ่ายกิจการกฎหมาย สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงเมื่อวันนี้ (11 ก.ย.) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม ซึ่งทรงเป็นประธานคณะกรรมการอภัยโทษ ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคำขอของนาจิบไปยังการประชุมครั้งหน้า แต่ไม่ได้ระบุว่าจะจัดขึ้นเมื่อใด

ในการประชุมครั้งล่าสุด พระองค์ยังทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อภัยโทษและปล่อยตัวนักโทษ 65 คน โดยนักโทษที่ไม่ใช่ชาวมาเลเซียจะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางภายใน 6 เดือนหลังได้รับการปล่อยตัว

นาจิบ วัย 73 ปี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างปี 2009-2018 และเริ่มรับโทษจำคุกในเดือนสิงหาคม 2022 หลังศาลสูงสุดของมาเลเซียมีคำพิพากษายืนตามความผิดในคดีทุจริตเงินกองทุน SRC International ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ 1MDB ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงิน 42 ล้านริงกิต หรือประมาณ 42 ล้านบาท ที่ถูกโอนจาก SRC International ซึ่งเป็นอดีตบริษัทในเครือของกองทุน 1MDB เข้าสู่บัญชีธนาคารส่วนตัวของเขา

เดิมนาจิบถูกตัดสินจำคุก 12 ปี และปรับ 210 ล้านริงกิต จากความผิด 7 กระทง ได้แก่ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การละเมิดความไว้วางใจทางอาญา และการฟอกเงิน ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 คณะกรรมการอภัยโทษ ซึ่งมีอดีตกษัตริย์สุลต่านอับดุลเลาะห์เป็นประธาน ได้ลดโทษจำคุกเหลือ 6 ปี และลดค่าปรับเหลือ 50 ล้านริงกิต ส่งผลให้เดิมนาจิบมีกำหนดพ้นโทษในเดือนสิงหาคม 2028

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นาจิบต้องการให้คณะกรรมการพิจารณาคำขอให้เขาเปลี่ยนจากการจำคุกเป็นการกักบริเวณภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม ศาลสูงมาเลเซียเคยวินิจฉัยว่า คำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างว่าอนุญาตให้กักบริเวณในบ้านไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการอภัยโทษในการประชุมเมื่อเดือนมกราคม 2024 และนาจิบได้ถอนคำอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากโทษจำคุกในคดี SRC International แล้ว นาจิบยังเผชิญโทษจำคุกอีก 15 ปีในคดี 1MDB อีกคดีหนึ่ง หลังศาลสูงมีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม 2025 จากความผิด 25 กระทง ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและฟอกเงิน กรณีเงิน 2,200 ล้านริงกิตที่ถูกยักยอกจากกองทุน 1MDB พร้อมสั่งปรับ 11,380 ล้านริงกิต โดยนาจิบยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาและบทลงโทษดังกล่าวแล้ว

แม้จะถูกจำคุก แต่นาจิบยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและสร้างความแตกแยกในแวดวงการเมืองมาเลเซีย โดยเฉพาะภายในพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ หรือ UMNO ซึ่งเป็นแกนนำของแนวร่วมแห่งชาติ หรือ Barisan Nasional (BN) และเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม

ประเด็นคำขอพระราชทานอภัยโทษยังสร้างความตึงเครียดระหว่าง UMNO กับแนวร่วมปากาตัน ฮาราปัน (PH) ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ โดย PH ระบุว่า ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบควรรับโทษเต็มตามคำพิพากษา พร้อมย้ำว่าคดีสำคัญควรคำนึงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการปฏิรูปและการต่อต้านการทุจริตของมาเลเซีย

ด้าน UMNO ตอบโต้ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการตั้งคำถามต่อพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 42(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐ พร้อมย้ำว่า พรรคจะไม่ชี้นำหรือเรียกร้องผลการตัดสินใดเป็นการเฉพาะ และทุกฝ่ายควรเคารพการตัดสินใจที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการตามกฎหมาย

การเลื่อนพิจารณาครั้งล่าสุดจึงทำให้อนาคตของนาจิบยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลการตัดสินใจในครั้งต่อไปอาจมีผลต่อทั้งสถานะทางกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซีย.

ที่มา CNA / New Straits Times / Reuters

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

11 ก.ย. 2569 11:46 น.

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

ท้องฟ้าเหนือนครนิวยอร์กสว่างไสวด้วยการแสดงโดรนครั้งใหญ่ เพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน โดยใช้ดวงไฟ 2,977 ดวง แทนจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์

นครนิวยอร์กจัดพิธีรำลึกเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ครบรอบ 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการแสดงโดรนเหนืออ่าวนิวยอร์ก จำนวน 2,977 ดวง เพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 โดยดวงไฟแต่ละดวงเป็นตัวแทนของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

การแสดงจัดขึ้นเหนืออ่าวนิวยอร์ก เมื่อคืนวันพุธ ก่อนถึงวันครบรอบ 25 ปี เหตุโจมตี 11 กันยายน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ผลงานดังกล่าวใช้ชื่อว่า “2,977 Lights Over New York Harbor” โดยโดรนจำนวน 2,977 ลำ ส่องสว่างขึ้นบนท้องฟ้าและก่อตัวเป็นภาพ ตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 2,977 คนจากเหตุการณ์ 9/11

ผู้จัดงานระบุว่า โครงการศิลปะแสงไฟนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับสมาชิกในชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ 9/11 ทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยกลุ่มแรกที่เข้าช่วยเหลือในวันเกิดเหตุ รวมถึงผู้รอดชีวิต

การแสดงโดรนครั้งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้คนได้ร่วมกันรำลึกถึงผู้สูญเสีย ทบทวนเหตุการณ์ในอดีต และสื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้คน ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึกก่อนถึงวันครบรอบ 25 ปีของเหตุ 11 กันยายน. 

ที่มา : AP, AFP

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

11 ก.ย. 2569 11:27 น.

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

นักวิจัยเผยการค้นพบใหม่ มนุษย์อาจใช้ผลหมาก เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน โดยพบหลักฐานในอินโดนีเซีย นับว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยค้นพบมา 

การศึกษาครั้งใหม่พบหลักฐานที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยนักวิจัยพบว่ามนุษย์ในอินโดนีเซียอาจใช้ผลหมาก เพื่อให้เกิดฤทธิ์ต่อสมองมาตั้งแต่เมื่อราว 25,000 ปีก่อน หรือก่อนหน้านี้ที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้หลายพันปี

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิท (Griffith University) ประเทศออสเตรเลีย ศึกษาซากโครงกระดูกของมนุษย์ยุคโบราณที่เป็นกลุ่มนักล่าและเก็บของป่า ซึ่งพบที่เกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย และพบร่องรอยการสึกของฟันที่ผิดปกติ โดยมีร่องลึกและโค้งมนบนฟัน

ทีมวิจัยเชื่อว่า ร่องรอยดังกล่าวเกิดจากการ ดูดหมากทั้งเม็ด ซึ่งเป็นเมล็ดของต้นหมาก หรือ Areca catechu โดยพบหลักฐานจากมนุษย์ยุคโบราณ 2 ราย รายหนึ่งมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 25,000-16,000 ปีก่อน ขณะที่อีกรายมีอายุประมาณ 7,600-6,300 ปีก่อน

ศาสตราจารย์อดัม บรัมม์ (Adam Brumm) หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า หลักฐานดังกล่าวอาจเป็น หลักฐานการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยค้นพบมา

หมากมีสารออกฤทธิ์ที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยและเพิ่มความตื่นตัว โดยปัจจุบันหมากถือเป็นหนึ่งในสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก รองจากแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคติน

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเริ่มต้นขึ้นหลังมนุษย์เข้าสู่ยุคเกษตรกรรม โดยมีหลักฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากการหมักเมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน

แต่ผลการศึกษาครั้งใหม่นี้ ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Science Advances ชี้ว่า การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจมีรากฐานเก่าแก่กว่านั้นมาก และอาจเกิดขึ้นในกลุ่มมนุษย์นักล่าและเก็บของป่าก่อนเข้าสู่สังคมเกษตรกรรม

นักวิจัยยังทดลองนำหมากไปแช่ในน้ำลายสังเคราะห์ และพบว่าเพียงการดูดหมากทั้งเม็ดก็สามารถปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาในปริมาณที่มากพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมองได้

แม้การดูดหมากทั้งเม็ดในอดีตอาจให้ฤทธิ์อ่อนกว่าการเคี้ยวหมากในปัจจุบัน แต่ทีมวิจัยเชื่อว่า การใช้เป็นประจำอาจมีผลต่อสุขภาพช่องปากอย่างรุนแรง และอาจทำให้เกิดโรคเหงือกได้

ปัจจุบัน การใช้หมากที่แพร่หลายในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักนำหมากแปรรูปมาผสมกับปูนแดงหรือปูนขาวและส่วนผสมอื่น ก่อนนำมาเคี้ยว โดยมีผู้คนทั่วโลกราว 1 ใน 10 ที่ยังคงเคี้ยวหมากในรูปแบบดังกล่าว.

ที่มา : BBC

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

"กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง" อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

11 ก.ย. 2569 11:26 น.

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี หลังเคยไลฟ์จากโรงพยาบาลเผยโพแทสเซียมในเลือดต่ำจากการกินหนักและอาเจียน เตือนอย่าละเลยสุขภาพ ด้านครอบครัวยังไม่เปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

วันที่ 11 กันยายน 2569 สื่อจีนรายงานข่าวการเสียชีวิตของ เฉิน จื่ออี้ หรือ “กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” ครีเอเตอร์และอิฟลูเอนเซอร์สายกินชื่อดัง วัย 24 ปี ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน โดยครอบครัวเปิดเผยว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต ขณะที่สื่อจีนบางแห่งอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ภาวะโพแทสเซียมต่ำเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจหยุดเต้น แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง สร้างชื่อจากคลิปและการไลฟ์กินอาหารปริมาณมหาศาลภายในมื้อเดียว ทั้งอาหารทะเลและไข่เป็ดเค็ม จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง  คลิปสุดท้ายของเธอเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หรือ 3 วันก่อนเสียชีวิต โดยเธอถ่ายคลิปจากเตียงในโรงพยาบาล พร้อมอธิบายเหตุผลที่ช่วงหลังโพสต์คลิปและไลฟ์น้อยลง เนื่องจากการกินอาหารปริมาณมากและบ่อยครั้งทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดต่ำจนต้องเข้ารับการรักษา โดยเธอกล่าวในคลิปว่า แม้การหาเงินจะเป็นเรื่องสำคัญแต่สุขภาพควรมาก่อนเสมอ พร้อมเปิดเผยว่าระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลงเหลือเพียง 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าปกติ

รายงานระบุว่า อิงอิงเคยมีปัญหาโพแทสเซียมในเลือดต่ำและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง โดยมีรายงานว่าเธอมีพฤติกรรมล้วงคอทำให้อาเจียนหลังถ่ายคลิปกินอาหาร ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

แพทย์อธิบายว่า การกินอาหารปริมาณมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายลดลงจนรุนแรง แต่พฤติกรรมที่ตามมา อาทิ การทำให้อาเจียนหรือการใช้ยาระบาย อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและโพแทสเซียมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลง โดยโพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของหัวใจ หากระดับในเลือดต่ำมากอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของกานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง ทำให้เกิดการถกเถียงในจีนอีกครั้งเกี่ยวกับคอนเทนต์กินอาหารปริมาณมาก หรือ “มุกบัง” (Mukbang) และแรงกดดันที่ครีเอเตอร์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ต้องเผชิญเพื่อดึงดูดผู้ชมและรักษาฐานผู้ติดตาม.

ที่มา Shanghai Daily

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายคุมเข้มโซเชียลมีเดีย แบนฟีเจอร์เสพติดสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายคุมเข้มโซเชียลมีเดีย แบนฟีเจอร์เสพติดสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

11 ก.ย. 2569 11:19 น.

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายคุมเข้มโซเชียลมีเดีย แบนฟีเจอร์เสพติดสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงนามบังคับใช้กฎหมายใหม่มากกว่า 10 ฉบับ  โดยมีมาตรการสำคัญในการจำกัดความเสี่ยงจากโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงกฎหมายที่ห้ามบริษัทโซเชียลมีเดียให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้งานจนเกิดพฤติกรรมเสพติด และการแบนของเล่นที่มีแชทบอท AI เป็นเพื่อนร่วมเล่น

นิวซัมกล่าวในพิธีลงนามใกล้เมืองซานฟรานซิสโกว่า แนวทางของแคลิฟอร์เนียแตกต่างจากกฎหมายของออสเตรเลีย ซึ่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียโดยตรง โดยแคลิฟอร์เนียมุ่งจัดการที่ “ตัวฟีเจอร์” และการออกแบบระบบที่ทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น โดยเฉพาะการเลื่อนดูเนื้อหาอย่างต่อเนื่องและระบบอัลกอริทึม

ภายใต้กฎหมาย Assembly Bill 1709 ฟีเจอร์ที่เข้าข่าย “แสวงหาประโยชน์ทางจิตวิทยา” และมีเป้าหมายเพิ่มการมีส่วนร่วมจนคาดหมายได้ว่าจะนำไปสู่การใช้งานแบบควบคุมไม่ได้ จะถูกห้ามสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ตัวอย่างเช่น ฟีดที่เลื่อนดูได้ไม่สิ้นสุด ระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ และระบบแนะนำเนื้อหาด้วยอัลกอริทึม รวมถึงฟีเจอร์อื่นที่จะกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง

กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด แต่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตัดฟีเจอร์ที่มีลักษณะกระตุ้นการใช้งานแบบเสพติดออกจากประสบการณ์ของผู้ใช้กลุ่มนี้

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม รายงานของรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อเดือนกรกฎาคมระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ทั่วถึง และเด็กจำนวนมากยังคงสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้

นอกจากกฎหมายควบคุมโซเชียลมีเดียแล้ว นิวซัมยังลงนามกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเด็กในยุคดิจิทัล รวมทั้งหมด 13 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นห้ามการผลิตและจำหน่ายของเล่นที่มีแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ในลักษณะ “เพื่อนเสมือน” เป็นเวลา 4 ปี ขณะที่อีกมาตรการกำหนดให้โปรแกรมแชตบอตมีระบบควบคุมโดยผู้ปกครอง รวมถึงต้องมีการประเมินความปลอดภัยและความเสี่ยง

อีกกฎหมายหนึ่งขยายขอบเขตความผิดทางอาญาเกี่ยวกับสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ให้ครอบคลุมเนื้อหาที่ถูกดัดแปลงด้วยระบบดิจิทัลหรือสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ หากเนื้อหานั้นแสดงบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีในลักษณะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ

นิวซัมระบุว่า มาตรการเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมที่สุดในสหรัฐฯ โดยกฎหมายควบคุมแชตบอตได้รับฉายาว่า “Adam’s Law” เพื่อรำลึกถึงอดัม เรน เด็กชายวัย 16 ปีที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในเดือนเมษายน 2025 หลังครอบครัวระบุว่า เขามีความคิดฆ่าตัวตายที่ได้รับการตอกย้ำจากการสนทนากับ ChatGPT ของ OpenAI เป็นเวลาหลายเดือน

OpenAI ระบุว่า บริษัทมีแผนปรับปรุงระบบป้องกันของ ChatGPT และยอมรับว่ามาตรการป้องกันบางส่วนมีความน่าเชื่อถือลดลงเมื่อการสนทนากับผู้ใช้มีระยะเวลานานขึ้น

นิวซัมกล่าวว่า เด็กและเยาวชนควรเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี แทนที่จะใช้ประโยชน์จากจุดเปราะบางของพวกเขา

แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น กูเกิล, เมตา และ Snap เข้าร่วมกับหลายรัฐของสหรัฐฯ ที่กำลังเพิ่มความเข้มงวดต่อแนวทางธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดียที่ถูกกล่าวหาว่าออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อดึงดูดและทำให้วัยรุ่นติดการใช้งาน แม้มีหลักฐานว่าการใช้งานอย่างหนักอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวมีผู้คัดค้าน โดยมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation มองว่าเป็นการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเยาวชนโดยไม่จำเป็น และอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ก่อนหน้านี้ รัฐยูทาห์เป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ออกกฎหมายควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ก่อนมีรัฐอื่น ๆ เช่น อาร์คันซอ หลุยเซียนา โอไฮโอ เท็กซัส ฟลอริดา และนิวยอร์ก ออกมาตรการในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่รายละเอียดและแนวทางแตกต่างกันไป

ขณะเดียวกัน หลายประเทศทั่วโลกกำลังพิจารณามาตรการควบคุมผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน โดยสหภาพยุโรปเตรียมเปิดเผยแผนควบคุมของตนเองในสัปดาห์หน้า ขณะที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สังคมไม่จำเป็นต้องยอมรับการออกแบบโซเชียลมีเดียที่มุ่งทำให้ผู้ใช้เสพติด

สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาทั้งข้อเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ตามคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญ หรือแนวทางห้ามใช้งานสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดันอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ เมตาซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้ตกลงก่อนหน้านี้ที่จะดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน และเมื่อไม่นานมานี้ตกลงจ่ายเงินสูงสุด 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10 ปี พร้อมจำกัดวิธีการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของวัยรุ่น ภายใต้ข้อตกลงกับเกือบทุกรัฐในสหรัฐฯ เพื่อยุติคดีแพ่งที่กล่าวหาว่าบริษัทออกแบบแพลตฟอร์มให้มีลักษณะทำให้เด็กเสพติด.

ที่มา Reuters / AFP

“Grab สิงคโปร์” ขอโทษ หลังออกโฆษณาซีรีส์รักคนขับรถ ทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก

"Grab สิงคโปร์" ขอโทษ หลังออกโฆษณาซีรีส์รักคนขับรถ ทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก

11 ก.ย. 2569 10:06 น.

“Grab สิงคโปร์” ขอโทษ หลังออกโฆษณาซีรีส์รักคนขับรถ ทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก

“Grab สิงคโปร์” แถลงขอโทษ หลังโฆษณาซีรีส์ “รักคนขับรถ” ถูกวิจารณ์หนักว่าทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก ย้ำความปลอดภัยและขอบเขตส่วนบุคคลต้องไม่ถูกละเลย

วันที่ 10 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานว่า บริษัท “Grab” ที่สิงคโปร์ ผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ออกมาขอโทษหลังโฆษณาซีรีส์เรื่องใหม่ในรูปแบบไมโครดรามา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์สั้นยอดนิยมของจีน จุดกระแสวิจารณ์ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับขอบเขตส่วนบุคคลและความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยเฉพาะข้อกังวลว่าเนื้อหาอาจทำให้พฤติกรรมไม่เหมาะสมของคนขับดูเป็นเรื่องโรแมนติก

รายงานข่าวระบุว่า แคมเปญโฆษณาชื่อ “I Fell In Love With My Grab Driver” นำแสดงโดยรีจินา ลิม นักแสดงและนางแบบชาวสิงคโปร์ รับบทเอมิลี หญิงหม้ายที่ต้องรับมือกับภาระดูแลลูกและแม่ ขณะที่เกล็น ยง นักแสดงและนักร้องชาวสิงคโปร์ รับบทเฮนรี คนขับ Grab  โดยตัวอย่างซีรีส์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นเอมิลีพบกับเฮนรีเมื่อเขามารับเธอระหว่างออกไปทำธุระ ก่อนรถจะเจอหลุมจนเฮนรีหยุดลงมาตรวจดูว่าเธอเป็นอะไรหรือไม่ ทำให้เอมิลีพบว่าเขาไม่ใช่ ลุงวัยกลางคนอย่างที่เธอคาดไว้

จากนั้นเฮนรีเริ่มปรากฏตัวในชีวิตประจำวันของเอมิลี ทั้งนำอาหารมาส่งถึงหน้าบ้าน ช่วยรับตัวเธอขณะกำลังจะล้มในลักษณะเดียวกับฉากในซีรีส์เกาหลี และช่วยเธอจากเจ้านายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยโฆษณาตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไร หากคนขับ Grab ของคุณกลายเป็นความรักในชีวิต”

โดยกระแสตอบรับในโลกออนไลน์แบ่งออกเป็นสองฝ่าย โดยผู้ใช้บางส่วนชื่นชมแนวคิดของโฆษณาว่าสร้างสรรค์และแปลกใหม่ ขณะที่อีกฝ่ายวิจารณ์ว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยมองว่า โฆษณานี้อาจทำให้พฤติกรรมไม่เหมาะสมของคนขับถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ขณะที่อีกรายมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลที่บริษัทให้บริการเรียกรถรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์อนุมัติเนื้อหาที่สื่อถึงการก้าวข้ามขอบเขตระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร

หลังเกิดกระแสวิจารณ์ Grab สิงคโปร์ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของบริษัท ย้ำว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ พร้อมระบุว่า ความปลอดภัย ขอบเขตที่ชัดเจน และการเคารพซึ่งกันและกันในการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ควรถูกละเลย และยอมรับว่า บริษัทควรพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้ว่าชื่อเรื่องจะสื่อความหมายอย่างไร เพราะอาจสร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย พร้อมขอโทษที่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจหรือวิตกกังวล และยืนยันว่าพฤติกรรมหรือบทสนทนาที่ไม่เหมาะสมไม่สามารถยอมรับได้ ไม่ว่าจะเกิดจากคนขับหรือผู้โดยสาร 

ขณะเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและการตลาดประจำสิงคโปร์ของ Grab กล่าวว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพของการเล่าเรื่องผ่านความบันเทิงในการสร้างความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค และยังสนใจที่จะสำรวจแนวทางนี้ต่อไป พร้อมระบุว่า ซีรีส์เรื่องแรกได้ให้บทเรียนหลายอย่างแก่บริษัท รวมถึงบทเรียนจากกระแสสนทนาที่เกิดขึ้น และจะนำไปปรับใช้กับผลงานต่อไป

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนขับรถให้บริการเรียกรถในสิงคโปร์หลายกรณี ขณะที่ Grab เผยแพร่ซีรีส์ทั้งหมด 6 ตอน จากที่วางแผนไว้ 12 ตอน ผ่านช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของ Grab สิงคโปร์ ก่อนกระแสวิจารณ์จะรุนแรงขึ้น ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะเผยแพร่ตอนที่เหลือหรือไม่.

ที่มา SCMP

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก 5-7 ปี 3 นักเคลื่อนไหวจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก 5-7 ปี 3 นักเคลื่อนไหวจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน

11 ก.ย. 2569 09:18 น.

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก 5-7 ปี 3 นักเคลื่อนไหวจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุกระหว่าง 5-7 ปี บรรดา 3 นักเคลื่อนไหวที่เคยจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน เผชิญโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี คดีถูกจับตาสะท้อนเสรีภาพในฮ่องกง

วันที่ 11 กันยายน 2569 ศาลฮ่องกงพิพากษาคดี 3 นักเคลื่อนไหว ได้แก่ ลี จอก-ยาน  โจว ฮัง-ตุง และอัลเบิร์ต โฮ ซึ่งเป็นแกนนำที่จัดงานรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2532 ต่อเนื่องมาหลายปี โดยให้จำคุก 

โดยศาลตัดสินให้ ลี จอก-ยาน และโจว ฮัง-ตุง ซึ่งทั้งคู่ให้การปฏิเสธว่าไม่ผิด ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี และ 7 ปี 3 เดือน ตามลำดับ ส่วนอัลเบิร์ต โฮ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รับสารภาพในเดือนมกราคม ได้รับโทษจำคุก 5 ปี 2 เดือน 

รายงานข่าวระบุว่าทั้ง 3 คนเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฮ่องกงเพื่อสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยและรักชาติของจีน (Hong Kong Alliance in Support of Patriotic Democratic Movements of China) ซึ่งจัดงานจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมินต่อเนื่องนานถึง 3 ทศวรรษ และถือเป็นงานรำลึกเหตุการณ์ครั้งใหญ่เพียงงานเดียวที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมในจีน  ซึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานยุยงให้ล้มล้างอำนาจรัฐ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ในฮ่องกง

โดยงานรำลึกเหตุการณ์จัดขึ้นที่สวนวิกตอเรียในฮ่องกงทุกปี และในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมหลายหมื่นคน แต่ทางการฮ่องกงสั่งห้ามจัดงานในปี 2563 โดยอ้างมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่งานรำลึกนี้เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเสรีภาพพลเมืองที่ทำให้ฮ่องกงแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่

หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2562 ทางการได้ลดทางเลือกของประชาชนในการเลือกตั้ง และดำเนินคดีกับแกนนำสำนักข่าวที่มีรายงานวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นอกจากนี้ นักเคลื่อนไหวคนสำคัญจำนวนมากถูกจำคุกภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคมหลายสิบกลุ่ม รวมถึงพันธมิตรฮ่องกงฯ ได้ยุติการดำเนินงาน .

ที่มา SCMP