วันนี้ศาลเกาหลีใต้ชี้ชะตา “ยุน ซอกยอล” คดีช่วยอดีต รมว.กลาโหมหนีการสอบสวน

วันนี้ศาลเกาหลีใต้ชี้ชะตา "ยุน ซอกยอล" คดีช่วยอดีต รมว.กลาโหมหนีการสอบสวน

11 ก.ย. 2569 08:57 น.

วันนี้ศาลเกาหลีใต้ชี้ชะตา “ยุน ซอกยอล” คดีช่วยอดีต รมว.กลาโหมหนีการสอบสวน

วันนี้ ศาลกลางกรุงโซลเตรียมอ่านคำพิพากษา “ยุน ซอกยอล” อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ คดีใช้อำนาจช่วยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลบเลี่ยงการสอบสวน

วันที่ 11 กันยายน 2569 ศาลกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้ เตรียมอ่านคำพิพากษาคดีของนายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในข้อหาช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีและใช้อำนาจโดยมิชอบ จากกรณีแต่งตั้งนายอี จงซอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำออสเตรเลีย ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 โดยศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานข่าวระบุว่า ทีมอัยการพิเศษขอให้ศาลลงโทษนายยุน ด้วยการจำคุก 5 ปี โดยกล่าวหาว่า นายยุนเป็นผู้สั่งแต่งตั้งนายอี จงซอบ เป็นเอกอัครราชทูตประจำออสเตรเลีย เพื่อช่วยให้นายอีหลีกเลี่ยงการถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนาวิกโยธินนายหนึ่งในช่วงต้นปีเดียวกัน

ทีมอัยการพิเศษยังสงสัยว่า อดีตประธานาธิบดียุน พยายามส่งนายอี ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีปกปิดข้อเท็จจริง เดินทางไปต่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้การสอบสวนดำเนินไปถึงตัวเขา ส่งผลให้นายอี จงซอบ เดินทางออกจากเกาหลีใต้ไปออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 2567 แต่ต้องเดินทางกลับประเทศเพียงไม่กี่วันต่อมา หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการแต่งตั้งครั้งนี้

นอกจากนายยุนแล้ว ทีมอัยการพิเศษยังเสนอให้ศาลลงโทษจำคุกนายโจ แท-ยง อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ  และนายพัค ซอง-แจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คนละ 3 ปี โดยทั้งสองเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่อีก 5 คนที่ถูกตั้งข้อหาในคดีนี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งและการเดินทางไปออสเตรเลียของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  

ขณะเดียวกัน อดีตประธานาธิบดียุนยังเผชิญการพิจารณาคดีอีกหลายคดี ทั้งกรณีพยายามประกาศกฎอัยการศึกในปี 2567 คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทุจริตของภริยา และคดีการเสียชีวิตของนาวิกโยธิน ส่วนคดีหลักที่ยุนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำการก่อกบฏจากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap

ส.ส.พรรคเดโมแครตซัดทรัมป์ หลังประกาศแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์

ส.ส.พรรคเดโมแครตซัดทรัมป์ หลังประกาศแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์

11 ก.ย. 2569 08:46 น.

ส.ส.พรรคเดโมแครตซัดทรัมป์ หลังประกาศแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์

ส.ส.พรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง หลังประกาศแนวคิดแจกเงินปันผล ผู้ใหญ่อเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในสภา หลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ประกาศแนวคิดดังกล่าวระหว่างการประชุมพรรครีพับลิกันเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส โดยอ้างว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเปิดทางให้รัฐบาลจ่ายเงินดังกล่าวแก่ประชาชน และเปรียบเทียบกับการจ่ายเงินปันผลของบริษัท

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณเกือบ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดแจกเงินปันผล ให้ชาวอเมริกันมาก่อน โดยครั้งก่อนระบุจำนวน 2,000 ดอลลาร์ และเสนอว่าไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส

หลังทรัมป์มีท่าทีดังกล่าวออกมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตออกมาคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดย ส.ส.แมเดลีน ดีน กล่าวโจมตีทรัมป์ว่า “เขาไม่ปกติและกำลังมีอาการหลงผิด” ขณะที่ ส.ส.โรเบิร์ต การ์เซีย กล่าวหาว่าทรัมป์ขึ้นชื่อในเรื่องการโกหกอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่าเงินปันผลดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ข้อเสนอแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์เกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์พยายามหาวิธีใหม่ๆ เพื่อรักษาที่นั่งของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งโดยทั่วไปพรรคของประธานาธิบดีมักเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่นั่งในสภา ขณะที่คะแนนความนิยมในตัวเขาก็ดิ่งลงอย่างมาก.

ที่มา : AP

ทำได้จริงหรือ? ทรัมป์ลั่นให้คนละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้ารีพับลิกันชนะเลือกตั้ง

ทำได้จริงหรือ? ทรัมป์ลั่นให้คนละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้ารีพับลิกันชนะเลือกตั้ง

11 ก.ย. 2569 06:07 น.

ทำได้จริงหรือ? ทรัมป์ลั่นให้คนละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้ารีพับลิกันชนะเลือกตั้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแจกเงินให้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคน คนละ 5,000 ดอลลาร์ถ้าพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอม แต่แผนการนี้จะเข้าข่ายการซื้อเสียงตามกฎหมายสหรัฐฯ หรือไม่ และหากทำได้จริง ทรัมป์จะไปหาเงินจากไหนมาแจก?

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอจะมอบเงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 165,000 บาท) ให้แก่ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคน หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่ชัดเจนว่าแผนดังกล่าวจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือเขาจะนำงบประมาณมาจากไหน

ถ้อยแถลงของเขาเรียกเสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากบรรดาผู้สนับสนุนในการประชุมพรรคเมื่อคืนวันพุธ แม้ว่าฝ่ายเดโมแครตจะออกมาประณามว่าเป็นเพียง “คำสัญญาที่ว่างเปล่า” ก็ตาม

ทรัมป์ยังกล่าวต่อที่ประชุมพรรครีพับลิกันอีกว่า เงินดังกล่าวจะต้องนำไปใช้จ่ายภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการกำกับดูแลเงื่อนไขนี้อย่างไร

ด้าน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสนอนัยว่า เงินดังกล่าวอาจมาจากรายได้การจัดเก็บภาษีศุลกากร และเช็คเงินสดนี้จะไม่ถูกส่งไปยังชาวอเมริกันที่มีฐานะร่ำรวย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีหาเสียงที่เทกซัส
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีหาเสียงที่เทกซัส

คำสัญญาแจกเงินถูกกฎหมายหรือไม่?

ภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ การมอบเงินโดยมีเจตนาเพื่อจูงใจหรือส่งผลต่อการลงคะแนนเสียงของบุคคลถือเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า ข้อเสนอที่ทรัมป์กล่าวในรัฐเทกซัสเมื่อวันพุธ หากมองในมุมคล้ายกับสัญญาในการลดภาษี ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย

ดร. โจน มาโฮนีย์ อาจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เธอคิดว่าข้อเสนอนี้น่าจะถูกกฎหมาย แม้เธอจะกล่าวว่านักการเมือง “มักจะไม่เสนออย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้” ก็ตาม

“ในมุมหนึ่ง มันฟังดูเหมือนการติดสินบน ‘เลือกรีพับลิกันสิ แล้วคุณจะได้เงิน’ ซึ่งนั่นผิดกฎหมายอย่างแน่นอน” ดร.มาโฮนีย์ “แต่อีกมุมหนึ่ง เงินนี้มอบให้แก่ทุกคนโดยไม่เกี่ยงว่าพวกเขาจะลงคะแนนให้ใคร ดังนั้นในแง่นี้มันจึงไม่ใช่การติดสินบน”

“ฉันคิดว่ามันน่าจะถูกกฎหมาย มันเป็นคำมั่นสัญญาในการหาเสียงประเภทเดียวกับการพูดว่า ‘ถ้าพรรคของฉันชนะ เราจะลดภาษี’ ซึ่งทุกพรรคก็ทำกันเป็นประจำ… และนั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายอย่างสมบูรณ์”

แต่ ลอเรล แรปป์ ผู้อำนวยการแผนกสหรัฐฯ และอเมริกาเหนือ จากสถาบัน “แชทแทมเฮาส์” บอกกับบีบีซีว่า ข้อเสนอของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็น “ข้อตกลงเชิงแลกเปลี่ยนที่มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างอย่างมาก” จากสัญญาหาเสียงทั่วไปที่ผู้สมัครมักใช้ในช่วงเลือกตั้ง

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ถ้าทำได้จริงต้องใช้งบประมาณเท่าใด?

นอกจากประเด็นทางกฎหมายที่ยังคลุมเครือแล้ว หลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าการแจกเงินดังกล่าว “มีความเป็นไปได้ทางการเงินหรือไม่” ในสภาวะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่าน

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีประชากรวัยผู้ใหญ่เกือบ 270 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าการจ่ายเงินคนละ 5,000 ดอลลาร์ จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์

สภาคองเกรสเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณในสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีไม่ได้ระบุว่าเขาวางแผนจะขออนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างไร และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวว่า เป็นไปได้ยากที่เขาจะอนุมัติเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี

เอริกา ยอร์ก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบัน Tax Foundation ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เธอจะ “ประหลาดใจอย่างยิ่ง” หากสภาคองเกรสอนุมัติข้อเสนอดังกล่าว

“นี่จะเป็นหนึ่งในวิธีที่แย่ที่สุดในการใช้งบประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า “เรากำลังอยู่ในเส้นทางที่ไม่ยั่งยืนอย่างยิ่ง โดยมีการขาดดุลงบประมาณที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น”

ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ (และทั่วโลก) แพงขึ้นเพราะสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ (และทั่วโลก) แพงขึ้นเพราะสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ใช้เงินจากรายได้จากภาษีได้หรือไม่?

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) หลังการปราศรัยของทรัมป์ว่า การจ่ายเงินดังกล่าวอาจใช้เงินทุนที่ประธานาธิบดีจัดหามาได้จากการเก็บภาษีศุลกากร

อย่างไรก็ตาม รายได้ดังกล่าวจนถึงปัจจุบันยังคงต่ำกว่าจำนวนเงินที่ต้องใช้สำหรับข้อเสนอแจกเช็ค 5,000 ดอลลาร์ของทรัมป์อยู่อย่างมาก

ข้อมูลจากศูนย์นโยบายสองพรรค (Bipartisan Policy Center) ระบุว่า สหรัฐฯ มีรายได้จากภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตประมาณ 4.75 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่ต้องคืนเงินไปมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อช่วงต้นปีนี้ ศาลสูงสุดมีคำตัดสินยกเลิกภาษีที่ทรัมป์ใช้กฎหมายพิเศษเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า

เมื่อถูกถามว่าการจ่ายเงินนี้จะดำเนินการอย่างไร ฝ่ายทำเนียบขาวได้กล่าวในแถลงการณ์ถึงบีบีซีว่า “พวกที่มองโลกในแง่ร้ายและพวกคัดค้านมักจะกังขาในตัวประธานาธิบดีทรัมป์เสมอมา … ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประชาชนชาวอเมริกัน ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงส่งมอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อไป”

ทำไมทรัมป์จึงใช้แผนแจกเงิน?

โรเบิร์ต โมแรน อดีตนักยุทธศาสตร์และนักทำโพลของพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า การเสนอแจกเงินของทรัมป์เป็นการหาเสียงเลือกตั้งที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนอย่างชัดเจน “มันเป็นคำสัญญาที่ไม่ปกติธรรมดาอย่างมาก และผมก็ไม่แน่ใจว่าเงินนั้นจะมาจากไหน — แต่นี่คือช่วงฤดูกาลหาเสียง”

ส่วน ลอเรล แรปป์ กล่าวว่า ทรัมป์กำลังดำเนินแผนการระยะสั้น เพื่อพยายามรักษาอำนาจควบคุมสภาคองเกรสเอาไว้ ขณะที่กำลังเข้าสู่ช่วงสองปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่ง

“เงินคือสิ่งที่เขานำมาใช้ในตอนนี้ เพราะผลสำรวจความคิดเห็นไม่ค่อยดีทั้งสำหรับพรรครีพับลิกันและสำหรับตัวเขาเอง” ลอเรล แรปป์ กล่าว

ทั้งนี้ คะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 30% เนื่องจากประชาชนไม่พอใจราคาสินค้าและปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อ ขณะที่พรรครีพับลิกันกำลังประสบปัญหาคะแนนนิยมตามหลังพรรคเดโมแครตในภาพรวม

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก
อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

เคยมีการเสนอแจกเงินแบบนี้มาก่อนหรือไม่?

โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอแจกเงินจำนวน 2,000 ดอลลาร์มาแล้ว โดยอ้างว่าจะใช้เงินทุนจากรายได้ภาษีศุลกากร แต่การจ่ายเงินดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ด้านอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เคยถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงเช่นกัน เมื่อเขาให้สัญญาว่าจะแจกเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิดจำนวน 2,000 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกัน หากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐจอร์เจียเมื่อเดือนมกราคม 2564

ประเด็นถกเถียงลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 เมื่ออีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้สนับสนุนทรัมป์ จัดแคมเปญสุ่มแจกเงินวันละ 1 ล้านดอลลาร์แก่ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งใน 7 รัฐสมรภูมิ (Swing States) ที่ร่วมลงนามในคำร้องของกลุ่ม America PAC ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มัสก์จัดตั้งขึ้น

แคมเปญของมัสก์ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการซื้อเสียงเช่นกัน โดยอัยการได้ยื่นฟ้องเพื่อระงับโครงการ แต่ศาลรัฐเพนซิลเวเนียได้มีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินโครงการแจกเงินต่อไปได้จนถึงช่วงวันเลือกตั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ตาย-เจ็บอื้อ

รถบัสท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ตาย-เจ็บอื้อ

11 ก.ย. 2569 04:55 น.

รถบัสท่องเที่ยวพลิกคว่ำที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ตาย-เจ็บอื้อ

รถบัสท่องเที่ยวซึ่งบรรทุกผู้โดยสารมาหลายสิบคน ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ทางใต้ของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจสวิตเซอร์แลนด์ ว่า เกิดเหตุรถบัสท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ทางตอนใต้ของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

รถบัสคันดังกล่าวพลิกคว่ำบริเวณถนนระหว่างเมืองซุสช์ (Susch) และเมืองเซอเนซ (Zernez) ในแคว้นเกราบึนเดิน (Graubünden) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กรีซงส์ (Grisons) เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีการส่งทีมกู้ภัยจำนวนมากพร้อมเฮลิคอปเตอร์หลายลำลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

โฆษกสมาคมบริษัทท่องเที่ยวทั่วไปแห่งเนเธอร์แลนด์ ในนามของบริษัททัวร์ OAD เปิดเผยว่า มีผู้โดยสารชาวดัตช์อยู่บนรถประมาณ 48 คน ทั้งนี้ โฆษกได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ De Telegraaf ของเนเธอร์แลนด์ว่า ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บที่แน่นอนได้ในขณะนี้

ภาพถ่ายที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า รถบัสอยู่ในสภาพพลิกตะแคงอยู่ข้างถนนชนบทแคบๆ โดยมีรถพยาบาลจอดอยู่เป็นจำนวนมากและทีมกู้ภัยกำลังเร่งทำงานในจุดเกิดเหตุ

มีรายงานว่า รถบัสคันนี้เดินทางออกจากประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อวันจันทร์ และกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวแบบวันเดียวจบ (Day trip) เข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์จากประเทศออสเตรีย ก่อนจะมาประสบอุบัติเหตุ โดยที่ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้รถคว่ำ

ทั้งนี้ เมืองเซอเนซ ถือเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติสวิส (Swiss National Park) ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่บนเทือกเขาแอลป์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ตารางกิโลเมตร ตลอดแนวหุบเขาเอนกาดีน (Engadine) ซึ่งมีผู้มาเยี่ยมชมประมาณ 120,000 ถึง 150,000 คนต่อปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูเออี

แอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูเออี

11 ก.ย. 2569 04:07 น.

แอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับยูเออี

ประเทศแอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากปมความขัดแย้งหลายอย่าง รวมถึงเรื่องที่ยูเออีฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอล และข้อพิพาทดินแดนซาฮาราตะวันตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 ว่า รัฐบาลแอลจีเรียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยอ้างเหตุผลจากการกระทำที่ “ยั่วยุและเป็นศัตรู” อย่างต่อเนื่องของฝั่งอาบูดาบี พร้อมทั้งสั่งเนรเทศเอกอัครราชทูตยูเออีให้ออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง

นอกจากนั้น แอลจีเรียยังเตรียมสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินพลเรือนและเครื่องบินทางการทหารของยูเออีบินผ่าน ตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป ยกเว้นเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีสัญญาอยู่เดิม ซึ่งจะได้รับการยกเว้นจนถึงสิ้นปี 2569

หนึ่งในชนวนความขัดแย้งสำคัญคือ แอลจีเรียคัดค้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างแข็งกร้าว ขณะที่ยูเออีและโมร็อกโก ซึ่งเป็นประเทศคู่ปรับของแอลจีเรียในภูมิภาค ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลขึ้นมาใหม่ภายใต้ข้อตกลงอับราฮัม ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ผลักดันตั้งแต่ปี 2563

นอกจากนั้นยังมีกรณีพิพาทดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) ที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ โดยยูเออีอ้างอธิปไตยของโมร็อกโกเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก ในขณะที่แอลจีเรียให้การสนับสนุนกลุ่มโปลิซาริโอ (Polisario Front) ซึ่งต้องการให้ดินแดนแห่งนี้เป็นรัฐอิสระ

ยูเออียังพยายามขยายอิทธิพลและสายสัมพันธ์กับหลายประเทศในภูมิภาคซาเฮล (คั่นอยู่ระหว่างตอนเหนือของทะเลทรายซาฮารากับทุ่งหญ้าสะวันนา) ขณะที่แอลจีเรียมีความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้หลังเกิดเหตุรัฐประหารหลายครั้ง

ประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เตบบูน ของแอลจีเรีย เคยวิพากษ์วิจารณ์ยูเออีออกสื่ออย่างรุนแรง โดยระบุว่ายูเออีเป็น “รัฐขนาดจิ๋ว” ที่สร้างความไม่สงบในภูมิภาค และกล่าวว่า “ที่ใดก็ตามที่พวกเขาเหยียบย่าง เลือดจะไหลริน”

“เราต้องการให้พวกเขาอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือดในประเทศของเรา” ผู้นำแอลจีเรียกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม และระบุว่าหากแอลจีเรียไม่พยายามเลี่ยงการซ้ำเติมความแตกแยกในโลกอาหรับ การตัดความสัมพันธ์คงเกิดขึ้นนานแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของยูเออีออกแถลงการณ์แสดงความหวังว่า การตัดความสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นเพียง “เรื่องชั่วคราว” พร้อมยืนยันว่ายังคงให้คุณค่าและภาคภูมิใจในสายสัมพันธ์กับประชาชนชาวแอลจีเรีย

ขณะที่ อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาด้านการทูตของประธานาธิบดียูเออี โพสต์ข้อความระบุว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตควรตั้งอยู่บน “เหตุผล การสื่อสาร และความชัดเจนในผลประโยชน์” มากกว่าการใช้ปริศนาหรือสัญญาณที่ต้องนำมาตีความ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

11 ก.ย. 2569 02:57 น.

รัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้ายูเครน ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีก 60 ราย

รัสเซียโจมตีใส่ห้างสรรพสินค้าในยูเครนเป็นแห่งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 60 ราย ขณะที่ยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีเมืองของรัสเซียหลายแห่งเช่นกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุโดรนของรัสเซียโจมตีห้างสรรพสินค้าในเมืองพาฟโลฮราด (Pavlohrad) แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ บาดเจ็บอีก 60 ราย รวมถึงเด็กและเจ้าหน้าที่กู้ภัย

อิวาน วีฮิฟสกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของยูเครนระบุว่า ร้านค้าหลายร้านกับรถยนต์หลายคันตกเป็นเป้าโจมตีกลางวันแสกๆ ในขณะที่ท้องถนนมีผู้คนพลุกพล่าน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนระบุว่ารัสเซียโจมตีทางอากาศใส่ห้างสรรพสินค้าในหลายเมือง เช่น ซูมี เมื่อวันอังคาร ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 20 คน และที่ซาโปริซเชีย เมื่อวันจันทร์ ซึ่งห้างฯ ถูกทำลายเกือบทั้งหมด ขณะที่ย้อนไปเมื่อเดือนก่อน เหตุโจมตีห้างฯ ในเมืองครีวีริก คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 16 ราย บาดเจ็บอีก 130 คน

ด้านเจ้าหน้าที่ของรัสเซียเผยว่า ยูเครนส่งโดรนทางทะเลเข้าโจมตีเมือง โซชิ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 28 ราย รวมถึงมีการส่งโดรนโจมตีเมืองชายแดนและพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเช่นกัน

การยกระดับการโจมตีของทั้งยูเครนและรัสเซียเกิดขึ้นในขณะที่ ความพยายามทางการทูตไร้ความก้าวหน้า แม้ว่าคณะทูตของสหรัฐฯ จะเดินทางมาเจรจากับผู้นำของทั้งสองประเทศเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่งนี้ แต่จนถึงปัจจุบันยังคงไร้สัญญาณของความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

11 ก.ย. 2569 01:14 น.

ไฟไหม้เขตชุมชนในดีอาร์คองโก ลามโรงเรียน 2 แห่ง หวั่นเด็กดับกว่า 20 ศพ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ชุมชนในเมืองทางตะวันออกของดีอาร์คองโก โดยไฟได้ลามไหม้โรงเรียน 2 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 20 ราย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนที่เขต คาดูตู (Kadutu) ในเมืองบูคาวู (Bukavu) ซึ่งถูกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยึดครองเอาไว้ โดยไฟเผาบ้านเรือนไปกว่า 300 หลัง และลามลุกไหม้โรงเรียน 2 แห่ง ทำให้เกิดความโกลาหลผู้คนเบียดเสียดเหยียบกันขณะพยายามหลบหนี และคาดว่าอาจมีเด็กเสียชีวิตสูงถึง 24 ศพ

นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีผู้ใหญ่เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่วนผู้รอดชีวิตหลายรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

ผู้อยู่ในเหตุการณ์ระบุกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เพลิงสงบลงในช่วงบ่าย แต่ยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากซากปรักหักพังและสังกะสี ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้

อนึ่ง เมืองบูคาวู เมืองเอกของจังหวัดคีวูใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองบนเนินเขาที่มีผู้คนแออัดที่สุดของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) โดยเมืองแห่งนี้ถูกกลุ่มกบฏ M23 เข้ายึดครองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน โดยทางการที่ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่มกบฏระบุว่า กำลังเร่งประเมินสถานการณ์และจะแถลงยอดผู้เสียชีวิตเบื้องต้นในเร็วๆ นี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางในกรุงกินชาซาได้ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้ประเมินความเสียหายของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางให้การเรียนการสอนกลับมาดำเนินต่อไปได้

ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดมีลักษณะคล้ายกับเหตุเพลิงไหม้ห้องจัดเลี้ยงแต่งงานในกรุงกินชาซา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการเบียดเสียดและเหยียบกันระหว่างการหลบหนี ทำให้รัฐบาลสั่งใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ชุมนุมสาธารณะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

11 ก.ย. 2569 00:02 น.

อิสราเอลโจมตีกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต อ้างเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่บ้านหลังหนึ่งทางเหนือของฉนวนกาซา สังหารครอบครัว 4 ชีวิต โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า พวกเขาสังหารสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองกาซาซิตี้ ตอนเหนือของฉนวนกาซา เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ก.ย. 2569) โดยระเบิดตกใส่บ้านพักหลังหนึ่งส่งผลให้ พ่อ แม่ และลูกสาวอีก 2 คน อายุ 8 และ 12 ปี ที่กำลังนอนหลับอยู่ เสียชีวิต

อิสราเอลยกระดับการทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยในการโจมตีล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า เป้าหมายการโจมตีคือ “สิ่งปลูกสร้างทางการทหาร” และการโจมตีได้สังหารนายมูอาเมน อาห์เหม็ด ซึ่งเป็นนักรบฝ่ายปฏิบัติการที่ก่อเหตุโจมตีกองกำลังอิสราเอล โดยไม่ได้กล่าวถึงภรรยาหรือเด็กๆ ที่เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและญาติของอาห์เหม็ดในฉนวนกาซายืนยันว่า อาห์เหม็ดถูกสังหารแล้ว แต่ไม่ยืนยันว่าเขาเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธตามที่อิสราเอลกล่าวหาหรือไม่

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีบ้านพักอย่างน้อย 6 แห่งและคลังอาวุธ ส่งผลให้บ้านเรือนและเต็นท์พักพิงใกล้เคียงเสียหาย ประชาชนหลายครอบครัวต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อหลบภัยอีกครั้ง

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แต่อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลง ขณะที่ความพยายามเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพถาวรตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่มีความก้าวหน้า

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกาซาระบุว่า นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วกว่า 1,300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลเสียชีวิต 4 ศพ อย่างไรก็ดี หากนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 73,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

10 ก.ย. 2569 22:59 น.

กบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า “โมคา” ขยายอิทธิพลชายฝั่งทะเลแดง

กลุ่มกบฏฮูตีบุกยึดเมืองท่า โมคา บริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้สำเร็จแล้ว ในความพยายามขยายอิทธิพลเพื่อควบคุมทะเลแดงอันเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ เพื่อช่วยอิหร่านรับมือสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.ย. 2569 ว่า กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยกระดับการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีด้วยการบุกยึด เมืองท่าโมคา (Mocha), เมืองฮายส์ (Hays) และฐานทัพสำคัญโดยครอบครองพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตารางกิโลเมตร

เมืองโมคาตั้งอยู่ห่างจากช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ราว 80 กิโลเมตร โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของทั้งโลก

ฮูตีพยายามยึดชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมด เพื่อเปิดศึกแนวหน้าแห่งที่สองในความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และกดดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกบฏฮูตี จุดกระแสความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง เพิ่มเติมจากสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านปิดมานานร่วม 6 เดือน ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านพลตรี ทาเร็ก ซาเลห์ ผู้บัญชาการของฝ่ายรัฐบาลเยเมนยอมรับว่า กองกำลังของพวกเขาต้องถอยทัพทางยุทธศาสตร์เพื่อรวบรวมกำลังใหม่ หลังถูกโจมตีหนัก แม้ฝั่งซาอุดีอาระเบียจะใช้การโจมตีทางอากาศเข้าช่วยตอบโต้กว่า 40 ครั้งก็ตาม

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในเยเมนเริ่มตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังซาอุฯ ทิ้งระเบิดรันเวย์เพื่อปิดกั้นเครื่องบินอิหร่าน ทำให้ฮูตีตอบโต้ด้วยการประกาศปิดล้อมทางทะเล และใช้โดรนกับขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นและเมืองชายแดนของซาอุฯ

ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรอาหรับซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคอยให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเยเมนมาตลอด กำลังเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ทั้งความแตกแยกภายใน และการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ขณะที่ข้อตกลงป้องกันที่ซาอุดีอาระเบียทำร่วมกับ ปากีสถาน และตุรกี ก็อาจไม่ครอบคลุมการปฏิบัติการในเยเมน

นักวิเคราะห์ประเมินว่าการสู้รบในเยเมนจะยังคงดุเดือดต่อเนื่องบริเวณชายฝั่งทะเลแดง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างต้องการถือครองพื้นที่เพื่อกุมอำนาจเหนือเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

10 ก.ย. 2569 22:03 น.

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่าของจีน ดับแล้ว 25 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้เรือสินค้าที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ของประเทศจีน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงดับเพลิงได้สำเร็จ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) สื่อรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสินค้าติดสัญชาติไลบีเรียชื่อว่า “โอเชียน เมโลดี” (Ocean Melody) ที่ท่าเรือเมืองชิงเต่า ทางตะวันออกของประเทศจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ โดยสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

ซีซีทีวีระบุว่า ในตอนเกิดเหตุมีผู้อยู่บนเรือทั้งหมด 42 คน โดยนอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว คนอื่นๆ อีก 17 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาทั้งหมด แต่ในจำนวนนี้มี 5 คนที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและมีอาการทรงตัว

เรือลำดังกล่าวเดินทางมาถึงเมืองชิงเต่าเมื่อวันที่ 31 ส.ค. และอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงที่อู่ต่อเรือ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ในเวลา 11:15 น. วันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สามารถดับไฟได้สำเร็จในอีกราว 3 ชั่วโมงต่อมา

ทั้งนี้ สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า เห็นกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาจากเรือ แต่ไม่ได้ยินเสียงระเบิดแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้สั่งการให้ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน”

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจาก เกิดเหตุระเบิดที่อู่ต่อเรือในมณฑลฟูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc