OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

8 มิ.ย. 2569 03:49 น.

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

กลุ่ม OPEC+ เห็นชอบในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จนกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นพ้องในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 เดือน แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้สมาชิกหลายรายของกลุ่มไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ก็ตาม

สงครามดังกล่าวส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก นำไปสู่วิกฤตอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากสมาชิกหลักของโอเปกพลัส รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถจัดส่งน้ำมันให้แก่คู่ค้าได้อย่างเต็มจำนวนนับตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ซ้ำร้าย วิกฤตการณ์ของกลุ่มโอเปกพลัสยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ “โอเปก” (OPEC) หลังจากร่วมกลุ่มมานานเกือบ 60 ปี เพื่อให้มีอิสระในการตัดสินใจเรื่องกำลังผลิตของตัวเอง

สมาชิกหลัก 7 รายของกลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตพันธมิตร รวมถึงรัสเซีย ปรับเพิ่มโควตาการผลิตแล้วเกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ตัวเลขกำลังการผลิตของกลุ่มกลับดิ่งลงอย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับลดการส่งออกของกลุ่มประเทศสมาชิกในแถบอ่าวอาหรับ โดยข้อมูลจากโอเปกเผยว่า ยอดการผลิตเฉลี่ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กลุ่มโอเปกเปิดเผยในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า สมาชิกทั้ง 7 รายมีมติที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนที่เท่ากับการปรับเพิ่มของเดือนมิถุนายน ลดลงจากแผนเดิมที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับการถอนตัวของ UAE

อย่างไรก็ตาม นายฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จากไรสตัด (Rystad) และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปกกล่าวว่า “การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดอยู่”

“แต่เมื่อใดก็ตามที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ตลาดก็อาจจะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากความวิตกกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงาน ไปสู่ความหวาดกลัวเรื่องภาวะอุปทานล้นตลาดแทน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

8 มิ.ย. 2569 02:42 น.

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

นักเรียนชาวจีนกว่า 12.9 ล้านคนเข้าร่วมการสอบ “เกาเข่า” เพื่อแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้ว ท่ามกลางการให้กำลังใจของพ่อแม่และผู้ปกครอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การสอบ “เกาเข่า” (Gaokao) เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติซึ่งมีการแข่งขันสูงที่สุดของจีน เริ่มต้นขึ้นแล้วในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนหลายล้านคนตบเท้าเข้าสอบ ขณะที่มีกลุ่มผู้ปกครองสวมเสื้อผ้าสีแดงซึ่งเป็นสีมงคล มาร่วมส่งและให้กำลังใจตามสนามสอบต่างๆ อย่างเนืองแน่น

กระทรวงศึกษาธิการของจีนเปิดเผยว่า มีนักเรียนประมาณ 12.9 ล้านคนทั่วประเทศลงทะเบียนเข้าสอบเกาเข่าในปีนี้ โดยสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว ผลคะแนนจากการสอบครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่จะตัดสินว่าจะสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของจีนได้หรือไม่

การสอบคัดเลือกดังกล่าวใช้เวลาสอบยาวนานหลายวัน โดยเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อทดสอบความรู้ของผู้เข้าสอบในวิชาต่างๆ อาทิ ภาษาจีน, คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, วิทยาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยจะมีการประกาศผลคะแนนรวมในช่วงปลายเดือนนี้

ด้านหน่วยงานด้านการศึกษาของจีนต่างอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูงสุดเป็นประจำทุกปี และได้พยายามปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยในปีนี้ได้มีการออกคำเตือนอย่างชัดเจน ห้ามไม่ให้นักเรียนนำแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glass) หรือสมาร์ทวอทช์ (Smart Watch) เข้าไปในห้องสอบ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดจะถูกสอดส่องดูแลผ่านกล้องวงจรปิดอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ระบบการศึกษาระดับสูงของจีนมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ รวมถึงความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อหน้าที่การงานของบุตรหลาน

ทว่า ตลาดแรงงานที่นักศึกษาจบใหม่ต้องเผชิญในปัจจุบันกลับไม่ได้สวยหรูเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยปัญหาอัตราการว่างงานที่สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาวได้กลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ข้อมูลจากทางการระบุว่า ประชากรชาวจีนอายุระหว่าง 16 ถึง 24 ปี (ไม่รวมกลุ่มที่ยังศึกษาอยู่) ประมาณ 1 ใน 6 คน กำลังอยู่ในสภาวะว่างงาน

ด้วยเหตุนี้ ทัศนคติที่มีต่อการสอบเกาเข่าจึงเริ่มเปลี่ยนไป โดยบรรดานักเรียนและผู้ปกครองเริ่มไม่เต็มใจที่จะแลกสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสอบที่สูงอีกต่อไป

“ฉันเลี้ยงลูกแบบค่อนข้างปล่อยอิสระค่ะ” เติ้ง จู ผู้เป็นมารดากล่าวขณะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องสอบ พร้อมถือตั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบให้ลูกสาวของเธอ ซึ่งกำลังทบทวนหนังสือในนาทีสุดท้ายร่วมกับเพื่อนๆ

“แค่ทำตามปกติก็พอแล้ว” เติ้ง วัย 53 ปี กล่าวเสริม “ฉันให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากกว่า ส่วนการสอบนี้เป็นเพียงแค่พิธีการอย่างหนึ่งเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

8 มิ.ย. 2569 01:12 น.

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิงในสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้องหยุดโจมตีด้วย

เมื่อ 7 มิ.ย. 2569 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พวกเขาทำข้อตกลงกับเลบานอนที่สหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าจะไม่โจมตีเมืองหลวงแห่งนี้ และกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่โจมตีอิสราเอล

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอนรายงานว่า เหตุโจมตีทางอากาศ 2 ครั้ง ถล่มอาคารอพาร์ตเมนต์ 2 แห่งในเขตดาฮีเย (Dahieh) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 ราย

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลได้สั่งโจมตี “กองบัญชาการของผู้ก่อการร้ายในเขตดาฮีเยของกรุงเบรุต เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงถล่มดินแดนอิสราเอล” ขณะที่ทางฝั่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลระงับการโจมตีในพื้นที่ของกรุงเบรุตภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันมีความกังวลว่า การโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างกับอิหร่าน ซึ่งเป็นฝ่ายที่ยืนกรานมาตลอดว่าต้องมีการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในเลบานอน

โฆษกภาคภาษาอาหรับของกองทัพอิสราเอลได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า “โครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์” ตกเป็นเป้าหมาย พร้อมระบุด้วยว่า “โปรดติดตามตอนต่อไป” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า อาจมีการโจมตีระลอกใหม่ตามมา

กองทัพอิสราเอลเผยด้วยว่า สามารถสกัดกั้นวัตถุขีปนาวุธ 2 ลูกที่ยิงข้ามพรมแดนจากเลบานอนเข้ามายังดินแดนอิสราเอลได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ยิงขีปนาวุธดังกล่าว

ด้าน เอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า จะมีการ “ตอบโต้อย่างเด็ดขาดและรุนแรง” ต่อการโจมตีเบรุตของอิสราเอลในครั้งนี้

ทั้งนี้ หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่จะมีข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 3 มิ.ย. อิสราเอลเคยขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในเขตดาฮีเย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอพยพหนีภัยครั้งมโหฬารออกจากพื้นที่ชานเมือง และนำไปสู่กระบวนการทูตที่เร่งด่วนของสหรัฐฯ

ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อประกาศว่าจะ “ไม่มีการส่งกองกำลังทหารไปยังเบรุตอย่างแน่นอน” หลังจากได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮู และทางสหรัฐฯ ยังได้แจ้งต่อประเทศกาตาร์—ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยลดความขัดแย้ง—ว่าสหรัฐฯ ได้สั่งการให้อิสราเอลถอยทัพแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press ของสถานีโทรทัศน์ NBC เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้เรียกร้องให้เลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพใดๆ กับอิหร่าน ซึ่งเป็นการแยกสองประเด็นนี้ออกจากกัน แม้ว่าเหตุโจมตีในเขตดาฮีเยครั้งล่าสุดนี้จะเสี่ยงทำลายเสถียรภาพของทั้งสองแนวทางก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

7 มิ.ย. 2569 23:41 น.

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาต่อหน้าชาวคริสต์และผู้ศรัทธากว่า 1.2 ล้านคนที่มารวมตัวกันในกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน โดยพระองค์ตรัสว่าพระเจ้าจะอยู่ข้างผู้ยากไร้และผู้ถูกกดขี่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ประชาชนมากกว่า 1.2 ล้านคนมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงมาดริด ในขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซากลางแจ้ง ณ เมืองหลวงของประเทศสเปน โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย เสด็จฯ เข้าร่วมในพิธีมิสซาช่วงเช้าด้วย

โป๊ปเลโอกำลังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศสเปนเป็นวันที่ 2 โดยพระองค์ทรงทักทายฝูงชนขณะประทับรถพระที่นั่งเคลื่อนตัวผ่านกรุงมาดริด โดยกลุ่มผู้ศรัทธาพากันโบกธงชาติสเปนและธงวาติกัน พร้อมทั้งตะโกนก้องว่า “ทรงพระเจริญ” (Long live the Pope) ขณะที่บางส่วนได้โปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาถึงจัตุรัส “ปลาซา เด ซิเบเลส”

ในระหว่างการเทศนา โป๊ปเลโอทรงกระตุ้นเตือนให้ผู้ที่มารวมตัวกันแสดงออกถึงความศรัทธาผ่านการช่วยเหลือผู้อื่น โดยตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าทรง “รับรู้และเข้าถึงผู้ยากไร้, ผู้ถูกกดขี่, ข่มเหง, ผู้ที่โดดเดี่ยว และผู้ที่ถูกทอดทิ้ง”

พระองค์ตรัสอีกว่า คนไม่ควรระลึกถึงศาสนาในฐานะ “พิพิธภัณฑ์แห่งอดีตที่มีไว้เพียงเพื่อเยี่ยมชม แต่ควรเป็นโรงเรียนแห่งความศรัทธาที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตปัจจุบันได้”

เจ้าหน้าที่ของสเปนจัดเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสำหรับพิธีมิสซา รวมถึงการเสด็จตามท้องถนนในใจกลางกรุงมาดริดที่ตามมาหลังจากนั้น

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเริ่มการเยือนสเปน 7 วันอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีฝูงชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวต้อนรับพระองค์ โดยโป๊ปตรัสชื่นชมรัฐบาลสเปนในการแสดงจุดยืนต่อต้านความขัดแย้งระดับโลก และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ย้ายถิ่นฐาน ระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับ ณ พระราชวังหลวง

ในช่วงดึกของวันเสาร์ พระสันตะปาปาทรงร่วมพิธีสวดภาวนาร่วมกับคริสตศาสนิกชนราว 500,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บริเวณใกล้กับสนามกีฬาซานติอาโก เบร์นาเบว ของสโมสร เรอัล มาดริด โดยพิธีกรรมดังกล่าวได้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงดึก

“ท่ามกลางความว่างเปล่าของการเพิกเฉยและการยอมจำนน ก่อนที่จะเผชิญกับความรุนแรงของสงครามและคำลวง พวกเธอจะต้องเป็นประกายไฟแห่งการเริ่มต้นมนุษยชาติยุคใหม่” พระองค์ตรัสกับผู้ศรัทธาที่มารวมตัวกัน

พระดำรัสดังกล่าวมีความสอดคล้องกับถ้อยแถลงที่พระองค์ทรงกล่าวในระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับที่พระราชวังหลวง ซึ่งพระองค์ทรงชื่นชมความมุ่งมั่นของประเทศสเปนในการสร้างสันติภาพ และ “การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างซื่อตรง”

ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เปโดร ซันเชซ ผู้นำสายสังคมนิยมของสเปน มีความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน และขัดแย้งกับอิสราเอลเริ่มการทำสงครามในฉนวนกาซา โดยเขายึดมั่นที่จะไม่พาสเปนเข้าร่วมสงคราม จนถูกโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

7 มิ.ย. 2569 22:47 น.

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งให้มีการสืบสวนกรณีบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอในบางเขตอย่างละเอียด และเตรียมหารือแผนการเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอย กับแผนปฏิรูปคณะกรรมการเลือกตั้งด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับกรณีบัตรเลือกตั้งไม่พอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เพิ่งเกิดขึ้น พร้อมระบุว่าอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสืบสวนครั้งนี้ด้วย

“ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง และในฐานะประธานาธิบดีผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” นายอีระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

การเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประชาชนหลายพันคนได้รวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอกสถานที่นับคะแนนแห่งหนึ่งในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่

ทั้งนี้ นายอีระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น “ยากที่จะเข้าใจ” อีกทั้งการตอบสนองและคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งเขาได้ขอให้รัฐสภาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง, กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย และหารือแผนปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ด้านนายจาง ดง-ฮยอก ผู้นำพรรคพลังประชาชน (People Power Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยม แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาได้เดินทางไปลงพื้นที่การประท้วง และเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตยของนายอี มีการตรวจสอบร่วมกัน

นายจางกล่าวว่า ปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่พอนั้นมีความรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของฝั่งอนุรักษ์นิยม แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขั้นเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยระบุเพียงว่าเขาจะ “น้อมรับและปฏิบัติตามคำบัญชาของประชาชน”

อนึ่ง พรรคประชาธิปไตยสามารถกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ไปได้ ทว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงรักษาเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงโซลเอาไว้ได้ โดยนายโอ เซฮุน ผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบัน สามารถคว้าชัยชนะได้อีกหนึ่งสมัย

ส่วนปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่พอนั้น คณะกรรมการเลือกตั้งชี้แจงว่า มีหน่วยเลือกตั้ง 50 แห่งจากทั้งหมด 14,300 แห่งที่ประสบปัญหาบัตรเลือกตั้งหมด ขณะที่การลงคะแนนเสียงต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวในหน่วยเลือกตั้ง 22 แห่งเนื่องจากการจัดส่งบัตรล่าช้า

สำหรับในกรุงโซล มีรายงานความล่าช้าในลักษณะนี้เกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้ง 12 แห่งในเขตซงปา (Songpa) ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของฝั่งอนุรักษ์นิยม นำไปสู่การประท้วงโดยฝูงชนที่โกรธแค้นรวมตัวกันปิดกั้น ไม่ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งไปยังสถานที่นับคะแนนหลังจากปิดหีบลงคะแนนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

7 มิ.ย. 2569 21:48 น.

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

สงครามอิหร่านดำเนินมาครบ 100 วันแล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าไม่มีแผนถอนทหารที่มีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากอาจมีความจำเป็นต้องใช้ แม้ตอนนี้จะอยู่ในภาวะหยุดยิงก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าเขาไม่มีแผนที่จะถอนกำลังทหารจำนวนประมาณ 50,000 นายที่เข้าร่วมในสงครามอิหร่าน จนกว่า “ภารกิจของเราในประเทศนั้นจะเสร็จสิ้น” ในขณะที่สถานการณ์สงครามดำเนินมาจบครบ 100 วันแล้ว

“ผมไม่คิดว่ากองกำลังทหารกำลังตกอยู่ในอันตราย” ทรัมป์บอกกับ คริสเตน เวลเกอร์ ผู้ดำเนินรายการ Meet the Press ระหว่างการให้สัมภาษณ์ซึ่งบันทึกเทปไว้เมื่อวันศุกร์และออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ “เรามีระบบป้องกันภัยที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเราก็มีระบบการโจมตีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นกัน ดังนั้นผมจึงไม่คิดว่านั่นคืออันตราย”

“ผมอยากจะบอกว่ามันคงเป็นเรื่องที่โง่เขลาหากจะทำเช่นนั้น (ถอนทหาร) เพราะบางทีเราอาจจำเป็นต้องใช้พวกเขา” ทรัมป์กล่าวเสริม

ในระหว่างการสัมภาษณ์ ทรัมป์ได้เปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการที่อิหร่านกับสงครามเวียดนามของสหรัฐฯ ซึ่งในครั้งนั้นสหรัฐฯ ต้องสูญเสียทหารไปมากกว่า 58,000 นาย

“เราสูญเสียคนไป 13 คนที่นี่ ซึ่งนั่นก็ถือว่ามากแล้ว 13 คนมันมากเกินไป” ทรัมป์กล่าว “แต่ถ้าคุณมองไปที่เวียดนาม ที่ซึ่งผู้คนล้มตายกันเป็นแสนๆ คน หรือถ้าคุณมองไปที่สงครามครั้งใดก็ตามในช่วง 7 หรือ 8 ครั้งหลังสุดที่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่เราสูญเสียไป 13 คน ย้ำอีกครั้งนะว่า 13 คนนั้นมากเกินไป ผมไม่อยากสูญเสียใครเลย แต่ 13 คนนี้ก็น้อยกว่าที่ใครๆ เคยคาดการณ์ไว้เสียอีก”

“ผมคิดว่าพวกเรากำลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” เขากล่าวเสริม

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ดำเนินมาจนครบ 100 วันแล้ว โดยตอนนี้พวกเขาอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบาง และมีการปะทะกันประปราย ในขณะที่ทางการเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามอยู่ในภาวะชะชักงันมาหลายสัปดาห์แล้ว เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ปัญหาหลักของอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา คือท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปมาและขัดกันเองของรัฐบาลวอชิงตัน

“ปัญหาหลักในการเจรจากับรัฐบาลชุดนี้คือ การที่เราต้องรับมือกับท่าทีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การเลื่อนเป้าหมายเจรจา (ขยับเส้นชัย) ตลอดจนแถลงการณ์ที่แตกต่างกัน และคำพูดที่ย้อนแย้งกันเองของเจ้าหน้าที่แต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความยุ่งยากซับซ้อนเป็นอย่างมาก” นายบากาอีบอกกับ CNN

เขากล่าวต่อว่า แม้จะมีประเด็นที่เป็นอุปสรรคอยู่หลายประการ “แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ฝ่ายอเมริกันต้องเข้าใจว่าพวกเขาจำเป็นต้องยอมรับในสิทธิของอิหร่าน” ซึ่งรวมถึงสิทธิในการปฏิรูปนิวเคลียร์เพื่อสันติภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ

“ในขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาพูดถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดของเรา พวกเขาก็ไม่ได้ยอมผ่อนปรนอะไรให้เราเลย” นายบากาอีกล่าว โดยที่ผ่านมา อิหร่านพยายามเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการทำข้อตกลงใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

ม็อบ "พรรคแมลงสาบ" อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

7 มิ.ย. 2569 12:20 น.

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

ขบวนการ “พรรคแมลงสาบประชาชน” หรือ CJP ของอินเดีย ซึ่งเริ่มต้นจากการล้อเลียนทางการเมืองบนโลกออนไลน์ ที่มีผู้ติดตามกว่า 22 ล้านคน จัดการชุมนุมบนท้องถนนครั้งแรกในกรุงนิวเดลี ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบบการศึกษา การสอบ และปัญหาการว่างงาน โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออกภายใน 7 วัน

ผู้สนับสนุน “พรรคแมลงสาบประชาชน” (Cockroach Janata Party หรือ CJP)  หลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 มิ.ย.) บริเวณจันตาร์ มันตาร์ ใกล้กับอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี หลังจากที่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวโด่งดังจนกลายเป็นไวรัลและยึดพื้นที่หน้าสื่อในอินเดียมานานหลายสัปดาห์

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการประท้วงครั้งนี้ มาจากรายงานความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการสอบคัดเลือกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของเยาวชนอินเดียที่มีต่อระบบการศึกษา และโอกาสในการหางานที่จำกัดอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยบัญชีทางการของพรรค CJP บนแพลตฟอร์ม X ได้โพสต์ข้อความก่อนวันประท้วงว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนมุกตลกเล็ก ๆ นี้ให้กลายเป็นสัปประยุทธ์แห่งการปฏิวัติ” ทั้งนี้ ประชากรคนรุ่นใหม่ในอินเดียคิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

นายอภิชิต ทิปเก วัยรุ่นอินเดียซึ่งเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบอสตันและเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการออนไลน์นี้ ได้เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการชุมนุม โดยในตอนแรกตำรวจได้ตั้งแผงกั้นเหล็กบริเวณผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินนานาชาตินิวเดลี แต่ในเวลาต่อมานายทิปเกเปิดเผยว่าตำรวจได้อนุญาตให้จัดกิจกรรมประท้วงได้โดยสงบ

แกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมได้ร่วมกันชูธงชาติอินเดียพร้อมกับถือ “หนังสือ” ซึ่งผู้จัดงานระบุว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทวงคืนสิทธิทางการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียม พร้อมกับตะโกนขับไล่นายธาร์เมนดรา ปราธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงค่ำวันเสาร์ พรรค CJP ได้ออกแถลงการณ์ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลเป็นเวลา 7 วัน ให้นายปราธานลาออก หรือให้นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ปลดเขาออกจากตำแหน่ง หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ขบวนการ “แมลงสาบ” จะขยายตัวและยกระดับการประท้วงไปทั่วประเทศ

มันซี เซห์กัล ผู้ประท้วงวัย 26 ปี กล่าวว่า “การประท้วงอาจจะเริ่มจากปัญหาระบบสอบ แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่ไม่มีพื้นที่ให้ส่งเสียงหรือตั้งคำถาม ซึ่งพรรค CJP ได้มอบพื้นที่นั้นให้ และกลายเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนสามารถเข้ามาร่วมเชื่อมต่อเพื่อทวงถามความจริงได้”

พรรค CJP เพิ่งก่อตั้งขึ้นบนโลกออนไลน์ได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่ประธานศาลฎีกาของอินเดีย  ได้ใช้คำเปรียบเปรยเชิงเหยียดหยามเรียกกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคนหนุ่มสาวที่ตกงานว่าเป็น “พวกแมลงสาบ” ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้นายทิปเก ซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารทางการเมือง นำคำด่าดังกล่าวมาประชดประชันด้วยการตั้งพรรคการเมืองล้อเลียนขึ้นมา จนหน้าเพจอินสตาแกรมของพรรคมีผู้ติดตามพุ่งทะยานเกิน 22 ล้านคนอย่างรวดเร็ว

“แมลงสาบ” จึงกลายเป็นตราสัญลักษณ์แห่งความอดทนและการแสดงออกทางการเมืองอย่างเจ็บแสบ มีการสร้างภาพมีมและวิดีโอตลกขบขันเพื่อล้อเลียนปัญหาการว่างงาน การทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาล ซึ่งมียอดเข้าชมนับล้านครั้ง คนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนมักเรียกตัวเองขำ ๆ ว่าเป็นพวกตกงานและใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกออนไลน์ เนื่องจากพวกเขาถูกตัดขาดจากการมีส่วนร่วมในเชิงนโยบายภายใต้รัฐบาลของนายโมดี

การชุมนุมในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า ขบวนการที่โด่งดังจากโลกออนไลน์จะสามารถเปลี่ยนความนิยมในหน้าจอ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจากรากหญ้าเพื่อต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนรุ่นใหม่ได้จริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องจับตาดูว่าพรรคแมลงสาบนี้จะรับมืออย่างไรกับการปราบปรามของรัฐบาล ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลของนายโมดีได้ใช้มาตรการเด็ดขาดในการสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงกฎหมายสัญชาติหรือการประท้วงของกลุ่มเกษตรกร จนทำให้นักกิจกรรมหลายคนถูกจับกุม

ขณะที่ฝั่งผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลอินเดีย (BJP) ออกมาแสดงความเห็นเชิงปรามาสว่า ขบวนการนี้เป็นเพียง “ลูกเล่นทางโซเชียลมีเดีย” ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และความนิยมบนโลกออนไลน์จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังมวลชนบนท้องถนนที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ของพรรค CJP ย่อมสะท้อนถึงแนวโน้มในเอเชียใต้ที่คนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในศรีลังกา บังกลาเทศ และเนปาลมาแล้ว เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มหมดศรัทธาต่อการเมืองแบบเก่า และกังวลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำรวมถึงความแตกแยกทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นในสังคมอินเดีย.

ที่มา Associated Press

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น "การรุกราน"

7 มิ.ย. 2569 11:44 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบก หรือวันดีเดย์ (D-Day) โจมตีชาติยุโรปอย่างดุเดือด เปรียบเปรยวิกฤตผู้อพยพทางเรือเป็นเหมือน “การรุกราน” ด้วยอุดมการณ์ที่เป็นอันตราย พร้อมเตือนว่าหากผู้นำยุโรปไม่ปกป้องเสรีภาพที่บรรพบุรุษต่อสู้เพื่อรักษาไว้ คุณค่าดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบกวันดีเดย์ (D-Day) ณ สุสานทหารอเมริกันนอร์มังดี ในเมืองโคลวิลล์-ซูร์-แมร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่ที่กองกำลังพันธมิตรเคยบุกขึ้นฝั่งเพื่อปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในปี 1944

อย่างไรก็ดี นายเฮกเซธได้ใช้เวทีรำลึกประวัติศาสตร์นี้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของประเทศในยุโรปอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในวันนี้ ชายหาดต่าง ๆ ของยุโรปกำลังถูกรุกรานโดยอุดมการณ์ที่แตกต่างและเป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นชายหาดในสเปน อิตาลี กรีซ และบัลแกเรีย ที่มีทั้งเรือและผู้คนเดินทางมาถึง คำถามคือเมื่อไหร่รัฐบาลในเมืองหลวงของยุโรปจะลงมือทำอะไรสักอย่างกับการรุกรานนี้? หรือว่ามันจะสายเกินไปแล้ว? ผมสวดอ้อนวอนและเชื่อว่ามันยังไม่สายเกินไป”

แม้ว่านายเฮกเซธจะไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้อพยพ” ตรง ๆ ในสุนทรพจน์ แต่การแสดงความเห็นของเขาแสดงถึงการเชื่อมโยงการอพยพทางเรือเข้ากับการรุกรานในยุคสงคราม และสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักวิจารณ์ยุโรปในเรื่องการปล่อยปละละเลยเรื่องพรมแดน การเซ็นเซอร์กลุ่มชาตินิยม รวมถึงคำเตือนในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่ระบุว่า ยุโรปอาจ “ไม่เหลือเค้าโครงเดิมภายใน 20 ปี” และกำลังเผชิญกับภาวะ “การล่มสลายทางอารยธรรม” จากปัญหานี้

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่า เหตุฆาตกรรมนายเฮนรี โนวัก นักศึกษาชาวอังกฤษวัย 18 ปี ที่ถูกแทงเสียชีวิตที่เมืองเซาท์แฮมป์ตันเมื่อปีที่แล้ว เป็นผลมาจาก “การรุกรานของผู้อพยพจำนวนมหาศาล” และชี้ว่าความโกรธแค้นคือคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ประณามคำพูดของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทันที โดยระบุว่าเป็นการกระทำของ “ผู้ที่พยายามแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของเรา” พร้อมชี้แจงว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ร้องขอแล้วว่าไม่อยากให้ความตายของลูกชายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานอัยการสูงสุดของอังกฤษยังยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายวิคกรัม ดิกวา ผู้ก่อเหตุแทงนักศึกษาคนดังกล่าว เป็นผู้ที่เกิดในสหรัฐราชอาณาจักรและมีสัญชาติอังกฤษโดยกำเนิด ไม่ใช่ผู้อพยพตามที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอ้าง

วิกฤตผู้อพยพทางเรือเข้าสู่ยุโรปเคยพุ่งทะลุจุดสูงสุดในปี 2015 ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ระบุว่ามีผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงมีนาคม 2026 พบว่ามียอดผู้เดินทางมาถึงทางเรือรวม 169,341 คน ในสหราชอาณาจักร กรีซ อิตาลี สเปน และไซปรัส โดยเป็นการลักลอบข้ามฝั่งไปยังสหราชอาณาจักรคิดเป็นรอยละ 23 ของทั้งหมด

สำหรับข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 3 มิถุนายน 2026 มีผู้คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กจากฝรั่งเศสมายังอังกฤษจำนวน 9,142 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงถึงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เคยออกมาก่อนหน้านี้เพื่อตอบโต้ความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยวิจารณ์บนเวทียูเอ็น ว่ายุโรปกำลัง “ลงนรก” เพราะคุมผู้อพยพไม่ได้ โดยผู้นำอังกฤษระบุว่า คำพูดของทรัมป์นั้น “ไม่ถูกต้อง” แต่อังกฤษก็ยอมรับความท้าทายและกำลังเร่งปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองด้วยเรือเล็กอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากนโยบายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เข้าจับกุมผู้อพยพรายวันนับหมื่นรายตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC / Associated Press

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

7 มิ.ย. 2569 11:05 น.

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

เกิดเหตุสองคนร้ายเปิดฉากดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลพื้นเมืองชื่อดังในรัฐโอไฮโอ ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 ราย ผู้คนวิ่งหนีตายอลหม่าน ขณะที่ตำรวจยังจับกุมใครไม่ได้

เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.37 น. ของวันเสาร์ (6 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับสถานที่จัดงาน “เทศกาลโอลด์เวสต์เอนด์” (Old West End Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีในย่านประวัติศาสตร์ของเมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ โดยโจเซฟ เฮฟเฟอร์แนน รองผู้บัญชาการตำรวจเมืองโทเลโด เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็นการเปิดฉากยิงโต้ตอบกันระหว่างบุคคลอย่างน้อย 2 ฝ่าย ที่ตั้งใจยิงใส่กันเอง แต่กระสุนกลับสาดไปโดนผู้คนในงาน

เหตุยิงครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย โดยผู้บาดเจ็บมีอายุตั้งแต่ 14 ปีไปจนถึง 61 ปี และส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุราว 20 ปีเศษ ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการวิกฤติต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด 2 ราย ด้านคลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพนาทีชีวิตขณะที่ผู้คนนับร้อยพากันวิ่งหนีตายหาที่หลบภัยอย่างอลหม่าน ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังขึ้นหลายนัด

นายเควิน เบอร์รี หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งกำลังนั่งฟังดนตรีสดอยู่กับเพื่อนในสวนรุกขชาติใกล้ ๆ เล่าว่า ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น ทุกคนพากันหมอบลงกับพื้น และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นปืนกระบอกหนึ่งถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นห่างออกไปไม่ถึง 15 เมตร โดยนายเบอร์รีซึ่งเคยผ่านการฝึกทางการแพทย์และเคยเป็นทหารเรือเก่า ได้รีบวิ่งเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลผู้ประสบเหตุ และพบผู้ถูกยิงอย่างน้อย 5 ราย นอนกระจายอยู่ทั่วบริเวณสวนรุกขชาติ

แอลลิสัน อาร์มสตรอง หัวหน้าฝ่ายดับเพลิงเปิดเผยว่า การลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในช่วงแรกเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีการปิดถนนประกอบกับการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักจากคลื่นมหาชนที่พยายามขับรถหนีออกจากงานเทศกาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง

ด้านนายไมค์ เดอไวน์ ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “เทศกาลฤดูร้อนควรจะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวในการใช้เวลาร่วมกัน โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อความรุนแรง”

ด้าน จอร์จ คราล ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยของเมืองโทเลโด ได้ออกมาขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้ช่วยส่งภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้เป็นเบาะแส เพราะเชื่อว่าต้องมีข้อมูลสำคัญอยู่ในมือของประชาชนอย่างแน่นอน โดยขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังเร่งไล่ตรวจกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานหลายราย ซึ่งคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควรแต่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ พร้อมกล่าวอย่างเสียดายว่า นี่คือหนึ่งในเทศกาลที่เป็นสัญลักษณ์และน่าภาคภูมิใจที่สุดของเมืองโทเลโด แต่กลับต้องมาถูกทำลายลงด้วยความรุนแรงเช่นนี้ โดยทางเมืองกำลังหารือกับผู้จัดงานว่าจะสั่งระงับการจัดงานในวันอาทิตย์ที่เหลืออยู่หรือไม่

ทั้งนี้ จากสถิติของเว็บไซต์ Gun Violence Archive ระบุว่า หากไม่นับรวมเหตุการณ์ที่เมืองโทเลโดในครั้งนี้ สหรัฐฯ เผชิญกับเหตุการณ์กราดยิง มาแล้วถึง 171 ครั้งในปีนี้ โดยนิยามของเหตุสืบเนื่องจากอาวุธปืนที่เป็นการกราดยิง คือเหตุการณ์ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป โดยไม่รวมตัวคนร้ายผู้ก่อเหตุ.

ที่มา Associated Press / Reuters

ทารกปาเลสไตน์วัย 7 เดือนเสียชีวิต หลังอิสราเอลยิงรถครอบครัวในเวสต์แบงก์

ทารกปาเลสไตน์วัย 7 เดือนเสียชีวิต หลังอิสราเอลยิงรถครอบครัวในเวสต์แบงก์

7 มิ.ย. 2569 10:25 น.

ทารกปาเลสไตน์วัย 7 เดือนเสียชีวิต หลังอิสราเอลยิงรถครอบครัวในเวสต์แบงก์

กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์เผย ทารกวัย 7 เดือนเสียชีวิต และพ่อแม่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุทหารอิสราเอลเปิดฉากยิงใส่รถยนต์ของครอบครัวใกล้เมืองเฮบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารเข้าใจว่ารถคันดังกล่าวกำลังเร่งความเร็วพุ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่ แต่ผลสอบเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์เปิดเผยว่า เกิดเหตุทหารอิสราเอลใช้อาวุธปืนยิงถล่มใส่พลเรือนปาเลสไตน์ เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณย่านเทล รูไมดา ทางตอนใต้ของเมืองฮีบรอน ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง ส่งผลให้ ด.ช.แซม ฟาฮัด อาบู ไฮคัลทารกเพศชายวัย 7 เดือน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่พ่อและแม่ของเด็กได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืน แต่อาการปลอดภัยแล้ว

คุณยายของทารกผู้ล่วงลับเปิดเผยนาทีชีวิตว่า ครอบครัวกำลังขับรถอยู่ใกล้กับจุดตรวจที่ 17 เมื่อมองเห็นรถทหารและกำลังพลของอิสราเอลอยู่ไกล ๆ ทางคนขับจึงได้หยุดรถ ทันใดนั้นทหารได้เปิดฉากยิงใส่รถของพวกเขา ซึ่งในตอนแรกครอบครัวคิดว่าเป็นเพียงการยิงขู่  คุณยายกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า “กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเจาะเข้าที่ใบหน้าและทะลุศีรษะของหลานชายฉัน ก่อนจะพุ่งไปฝังอยู่ที่แก้มของคนเป็นแม่ ส่วนคนเป็นพ่อถูกกระสุนเฉี่ยวที่นิ้วมือ ตอนนี้แม่ของเด็กยังคงต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล” 

ขณะที่ นพ. ทาเร็ก บาร์บาราวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในเมืองฮีบรอน เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีก่อนหน้านี้ว่า ทารกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บที่สาหัสอย่างยิ่งก่อนจะสิ้นใจในเวลาต่อมา ยอดสอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าววาฟาของปาเลสไตน์ ที่ระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้เจาะจงยิงใส่รถยนต์ของครอบครัวนี้

ด้านกองทัพอิสราเอลชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ในระหว่างการปฏิบัติการในพื้นที่เมืองฮีบรอนเมื่อวันศุกร์ ทหารในพื้นที่รับรู้ว่ามีรถยนต์คันหนึ่งกำลังเร่งความเร็วพุ่งตรงมาทางพวกเขา ทหารนายหนึ่งจึงได้ลั่นไกยิงใส่รถคันดังกล่าว ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์ 3 รายได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนเบื้องต้นของกองทัพอิสราเอลยอมรับว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งหมดเป็น “พลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้ง” พร้อมทั้งได้กล่าวแสดง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเหตุการณ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อส่งรายงานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป

พื้นที่ย่านเทล รูไมดา ในเมืองฮีบรอน ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่มีความตึงเครียดและเกิดเหตุปะทะรุนแรงบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้อพยพชาวอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐาน โดยอยู่ภายใต้การคุ้มกันอย่างหนาแน่นของกองทัพอิสราเอล ท่ามกลางวงล้อมของผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์ ทั้งนี้ จากรายงานของสหภาพยุโรป เมื่อปี 2024 ระบุว่า มีชาวอิสราเอลเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเยรูซาเล็มตะวันออกและเวสต์แบงก์มากกว่า 700,000 คน ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์กว่า 3 ล้านคน

นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทะขึ้นหลังเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นแทบทุกวัน โดยจากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวเอเอฟพีอ้างอิงสถิติจากกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ พบว่ามีชาวปาเลสไตน์ทั้งกลุ่มติดอาวุธและพลเรือนถูกทหารหรือกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลสังหารเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,080 ราย ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการของฝั่งอิสราเอลระบุว่า มีชาวอิสราเอลทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีของปาเลสไตน์หรือระหว่างปฏิบัติการทางทหารในช่วงเวลาเดียวกันอย่างน้อย 46 ราย.

ที่มา Reuters / BBC