การปิดเหมืองอย่างกะทันหันโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในปี 2566 เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งสูงขึ้น และเกิดการแข่งขันทั่วโลกเพื่อแสวงหาแหล่งโลหะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม International Crisis Group ระบุว่า ขณะนี้เหมืองกำลังอยู่ในช่วง “กลับมาเปิดดำเนินการอย่างช้า ๆ” โดยพบว่าแร่กำลังถูกขนย้ายอีกครั้ง แม้ปริมาณการผลิตจะยังต่ำกว่าระดับก่อนระงับการดำเนินงานอย่างมาก
รายงานของ International Crisis Group ยังระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่แห่งใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่เหมืองหม่านหม่อว์ ขณะที่แสงสว่างในเวลากลางคืนรอบพื้นที่เหมืองกลับมาเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงอย่างมากภายหลังการระงับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากิจกรรมในพื้นที่กำลังเพิ่มขึ้น
ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชียของ International Crisis Group กล่าวว่า มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเหมืองกำลังเพิ่มระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวจะไม่สม่ำเสมอในทุกพื้นที่
การกลับมาดำเนินงานของเหมือง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างช้าเพียงใด มีแนวโน้มส่งผลในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI
การเข้าถึงเหมืองหม่านหม่อว์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ว้าแดง” ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่รัฐว้า ทางตะวันออกของเมียนมา และมีพรมแดนติดกับจีน
International Crisis Group ประเมินว่า การปิดเหมืองหม่านหม่อว์ในปี 2566 น่าจะเกิดจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมระหว่างกลุ่มตระกูลผู้มีอิทธิพลในรัฐว้า มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจากการสู้รบ