20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

10 ก.ย. 2569 10:14 น.

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

อัยการสูงสุดจาก 20 พร้อมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ กล่าวหาลดทอนมาตรการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ

วันที่ 9 กันยายน 2569 อัยการสูงสุดจาก 20 รัฐของสหรัฐฯ ที่นำโดยพรรคเดโมแครต พร้อมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2 คดี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังลดทอนมาตรการคุ้มครองสัตว์และพืชใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งอาจเปิดทางให้บริษัทต่างๆ เข้าไปพัฒนาพื้นที่เปราะบางที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยการฟ้องร้องมีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศกฎระเบียบฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ได้มากขึ้น

นายนิค บราวน์ อัยการสูงสุดรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามบ่อนทำลายกฎหมาย เจตนารมณ์ของสภาคองเกรส และความต้องการของประชาชนที่ส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ พร้อมวิจารณ์ว่า แทนที่จะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลกลับมุ่งแสวงหาประโยชน์จากผืนดินและแหล่งน้ำ

รายงานข่าวระบุว่า หนึ่งในคดีที่ยื่นฟ้อง โต้แย้งว่ารัฐบาลได้ตีความคำว่า “อันตราย” (harm) ในกฎหมายว่าด้วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ปี 2516 แคบลงอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมายฉบับสำคัญนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์และพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

โดยที่ผ่านมา คำว่า “อันตราย” ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ถูกตีความให้ครอบคลุมถึงภัยคุกคามต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชเหล่านั้นด้วย แต่รัฐที่ยื่นฟ้องระบุว่า กฎใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และอาจเปิดทางให้มีการทำเหมืองหรือขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ถิ่นอาศัยที่มีความอ่อนไหวได้ ตราบใดที่กิจกรรมนั้นไม่ได้มุ่งกระทำต่อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง “โดยตรงและโดยเจตนา” ซึ่งกลุ่มสิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มได้ยื่นฟ้องคัดค้านการเปลี่ยนแปลงกฎนี้เช่นกัน

ส่วนคดีที่สองซึ่งยื่นฟ้องในวันที่ 9 กันยายน มุ่งคัดค้านกฎใหม่ 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งยกเลิกมาตรการคุ้มครองในวงกว้างสำหรับสัตว์และพืชที่เพิ่งถูกจัดให้เป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม เว้นแต่สำนักงานบริการปลาและสัตว์ป่าสหรัฐฯ จะออกกฎเฉพาะสำหรับแต่ละชนิดพันธุ์.

ที่มา Aljazeera

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ย. 2569 10:10 น.

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ประกาศกลางเวทีประชุมพรรครีพับลิกันในเท็กซัส สัญญาแจกเงินชาวอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากพรรคคว้าชัยทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา พร้อมอ้อนขอให้รัฐบาลได้ทำงานต่อเพื่อทำภารกิจให้เสร็จ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สร้างเสียงฮือฮาในการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 9 กันยายน โดยให้คำมั่นว่าหากพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ชาวอเมริกันทุกคนจะได้รับเงินคนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 160,000 บาท พร้อมเรียกแนวคิดนี้ว่า “เงินปันผลทรัมป์”

ทรัมป์เปรียบเทียบการจ่ายเงินดังกล่าวกับการที่บริษัทแจกเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมระบุว่า เงินที่ชาวอเมริกันได้รับจากโครงการดังกล่าวจะต้องนำไปใช้จ่ายภายในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่า รัฐบาลจะนำเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมาจ่ายอย่างไร ใครจะมีสิทธิได้รับเงิน และแนวคิดนี้สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายหรือไม่

นอกจากการเสนอจะแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์แล้ว ทรัมป์ยังใช้เวทีประชุมพรรคเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเตือนว่าหากส่งมอบอนาคตของสหรัฐฯ ให้กับพรรคเดโมแครต ประเทศอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัว

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สนับสนุนว่าขอให้ช่วยกันโหวตให้รีพับลิกัน และประกาศว่า หากพรรคได้รับชัยชนะ สหรัฐฯ จะก้าวไปข้างหน้าและทิ้งประเทศอื่นไว้เบื้องหลังไปอีกหลายชั่วอายุคน

การหาเสียงครั้งนี้ยังสะท้อนความพยายามของทรัมป์ในการรักษาแรงสนับสนุนจากฐานเสียงรีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบริหารประเทศของเขา

บนเวที ทรัมป์ยังส่งสารขอให้ผู้สนับสนุนช่วยเปิดทางให้พรรคเดินหน้าสานงานต่อ โดยใช้แนวคิด “Let us finish the job” หรือ “ขอให้เราได้ทำงานให้เสร็จ” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อความสำคัญในการระดมคะแนนเสียงในครั้งนี้.

ที่มา : reuters

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

10 ก.ย. 2569 09:53 น.

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

บังกลาเทศเผชิญการระบาดของโรคหัดครั้งเลวร้ายที่สุดในหลายทศวรรษ มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 1,002 รายตั้งแต่เดือนมีนาคม ติดเชื้อกว่า 187,000 คน โดยทางการยอมรับเด็กประมาณ 4 ล้านคนตกหล่นไม่ได้รับวัคซีน

บังกลาเทศกำลังเผชิญวิกฤตโรคหัดครั้งรุนแรง หลังมีเด็กเสียชีวิตจากโรคหัดแล้วอย่างน้อย 1,002 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม และพบผู้ติดเชื้อในกลุ่มเด็กมากกว่า 187,000 คน โดยหน่วยงานสาธารณสุขยอมรับว่า ความล้มเหลวในการรณรงค์ฉีดวัคซีนอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น

ข้อมูลจากกรมบริการสุขภาพทั่วไปของบังกลาเทศ (DGHS) ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อทำให้การระบาดของโรคหัดในปีนี้กลายเป็น การระบาดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของบังกลาเทศ

โรคหัดเป็นโรคติดต่อได้ง่ายมาก แพร่กระจายผ่านละอองจากการไอหรือจาม และยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองบวมและปัญหาการหายใจ ขณะที่เด็กเล็กถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

แม้ทางการบังกลาเทศจะเร่งฉีดวัคซีนครั้งใหญ่เพื่อควบคุมการระบาด แต่โรคยังคงแพร่กระจายต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้มีเด็กได้รับวัคซีนแล้วมากกว่า 18 ล้านคน และกำลังเร่งติดตามเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ซาฮิด ไรฮาน โฆษก DGHS ยอมรับว่า บังกลาเทศยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จ เนื่องจากมีเด็กประมาณ 4 ล้านคน ที่ตกหล่นจากโครงการฉีดวัคซีน ทำให้ยังมีพื้นที่ที่ประชากรกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก และอาจเป็นช่องโหว่ให้โรคแพร่ระบาดต่อไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การควบคุมโรคหัดไม่สามารถพึ่งพาการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขของบังกลาเทศยังต้องรับมือกับการระบาดของ ไข้เลือดออก ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องแบกรับผู้ป่วยเกินขีดความสามารถ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า โรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ประมาณ 50 คน กำลังต้องรับมือกับผู้ป่วยมากถึง 500 คน

เฉพาะวันที่ 8 กันยายน มีผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออก 9 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,571 คน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี บังกลาเทศพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 45,475 ราย เสียชีวิต 130 ราย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เอ. มูฮิต เตือนว่า จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจเพิ่มขึ้นอีกในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยเตือนว่าหากไม่เร่งดำเนินมาตรการควบคุม ไข้เลือดออกอาจเข้าสู่สถานการณ์อันตรายในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม

ด้านนายกรัฐมนตรีตารีเก ราห์มาน มีกำหนดเปิดตัวโครงการรณรงค์ป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือนในวันเสาร์นี้.

ที่มา : channelnewsasia

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 09:16 น.

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เยือนซีเรียพร้อม รมว.กลาโหม ย้ำไม่ยอมให้กองทัพก่อการร้ายตั้งฐานใกล้พรมแดน ขณะสถานการณ์ยังตึงเครียด

วันที่ 9 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเยือนซีเรีย พร้อมอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหม และกำลังทหาร โดยระหว่างการเยือนบริเวณภูเขาเฮอร์มอน เนทันยาฮูกล่าวว่า เป้าหมายหลักของอิสราเอลคือการเอาชนะ “รัฐบาลก่อการร้ายในอิหร่าน” พร้อมย้ำด้วยว่า อิสราเอลจะไม่ยอมให้ “กองทัพก่อการร้ายใดๆ เข้ามาตั้งอยู่ตามแนวชายแดนของอิสราเอล”

รายงานข่าวระบุว่า หลังรัฐบาลของบาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567 เมื่อกลุ่มกบฏบุกเข้าสู่กรุงดามัสกัส อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วซีเรีย โดยส่วนใหญ่มุ่งทำลายยุทโธปกรณ์และทรัพย์สินทางทหารของกองทัพซีเรีย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในมือของผู้ที่จะเข้ามาปกครองประเทศต่อจากอัสซาด ต่อมาหลังการล่มสลายของอัสซาดอย่างฉับพลัน อิสราเอลมีความกังวลว่ากลุ่มกบฏซีเรียอาจโจมตีอิสราเอล ขณะเดียวกัน อิสราเอลมองว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสที่จะขัดขวางความสามารถของอิหร่านในการลักลอบขนอาวุธผ่านซีเรียไปยังกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน 

อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติและฝ่ายวิจารณ์อื่นๆ ระบุว่า การที่อิสราเอลเข้ายึดพื้นที่กันชนในซีเรีย เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงปี 2517 ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลในปัจจุบัน ยังไม่ได้รับคำสั่งให้อพยพ แต่ต้องเผชิญกับด่านตรวจและสถานการณ์ตึงเครียด รวมถึงเกิดการปะทะเป็นครั้งคราวระหว่างทหารอิสราเอลกับชาวบ้าน

ที่มา AP

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ "กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5" ครั้งสุดท้าย

10 ก.ย. 2569 08:46 น.

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

กรุงออสโลแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง เพื่อร่วมส่งพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพ 

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงออสโล เพื่อร่วมส่งพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เป็นครั้งสุดท้าย ในพระราชพิธีพระบรมศพเมื่อวันที่ 9 กันยายน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและความอาลัย หลังพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พระชนมพรรษา 89 พรรษา

ขบวนพระบรมศพเคลื่อนออกจากพระราชวังไปยังมหาวิหารออสโล ท่ามกลางประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง โดยหลายคนโบกธงชาตินอร์เวย์เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ขณะที่มีการยิงสลุต 21 นัดเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์

สมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 พระราชโอรส ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา ทรงร่วมขบวนเสด็จพระราชดำเนินตามพระบรมศพ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีซอนยา พระราชชนนี และสมเด็จพระราชินีเมตเต-มาริต พระมเหสี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง

พระราชพิธีครั้งนี้มีพระบรมวงศานุวงศ์จากหลายประเทศเข้าร่วม ทั้งกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์จากสวีเดน เดนมาร์ก สเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โมนาโก และจอร์แดน รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ และเจ้าชายอากิชิโนะแห่งญี่ปุ่น ตลอดจนผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ

ช่วงเริ่มต้นพิธีพระบรมศพ ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมและสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัย ขณะที่สถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น โบสถ์ ห้องสมุด ศูนย์วัฒนธรรม และศาลากลาง เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมรับชมพระราชพิธีผ่านจอขนาดใหญ่

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์ยาวนาน 35 ปี โดยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่รักของปวงชน ด้วยภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีที่มหาวิหารออสโล พระบรมศพถูกเคลื่อนต่อไปยังป้อมปราการอาเคอร์ชูส เพื่อประกอบพิธีในขั้นต่อไป โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก.

ที่มา : AP

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

10 ก.ย. 2569 08:34 น.

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ เกิดไฟไหม้กลางทะเลใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในปาลาวัน เจ้าหน้าที่ช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งแล้ว 42 คน พบผู้เสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ยังสูญหายอีก 87 คน

เกิดเหตุระทึกในฟิลิปปินส์ หลังเรือเฟอร์รี่ M/V June Aster เกิดไฟไหม้กลางทะเลนอกชายฝั่งจังหวัดปาลาวัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และยังสูญหายอีก 87 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือที่อาจติดอยู่บนเรือ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ขณะเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 2.2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งได้แล้ว 42 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 38 คน และลูกเรือ 4 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

ภาพจากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นเรือทั้งลำถูกเปลวไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย พร้อมพยายามควบคุมเพลิงที่ยังคงลุกไหม้

กัปตันโนเอมี คายาบับ จากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้น เรือมีรายชื่อผู้โดยสารและลูกเรือรวม 134 คน เมื่อนับจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือและผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ที่ไม่สามารถติดต่อหรือระบุตำแหน่งได้อีก 87 คน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้รอดชีวิตทั้งหมดได้

ข้อมูลติดตามการเดินเรือจาก MarineTraffic ระบุว่าเรือ M/V June Aster ออกเดินทางจากกรุงมะนิลา ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้กลางทะเลใกล้จังหวัดปาลาวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

10 ก.ย. 2569 08:04 น.

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดให้บริการครบปี มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเกือบ 2 ล้านคน ช่วยหนุนเศรษฐกิจกัมพูชาราว 5% พร้อมเร่งขยายศักยภาพขนส่งสินค้าและซ่อมบำรุงเครื่องบิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายซิน จันเซเรยวุฒา เลขาธิการรัฐและโฆษกสำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐของกัมพูชา เปิดเผยว่า สนามบินนานาชาติเตโช (Techo International Airport) หรือ TIA ของกัมพูชา มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางผ่านเกือบ 2 ล้านคนในปีแรกของการเปิดให้บริการ ขณะที่สนามบินมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาประมาณ 5%  

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารโดยรวมยังคงทรงตัว แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งขาเข้าและขาออกจากกัมพูชายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการกำลังขยายพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า รวมถึงพัฒนาโรงเก็บเครื่องบินสำหรับงานซ่อมบำรุง โดยร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงบริษัทจากสิงคโปร์

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติเตโชมีพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ข้อมูลจากหน่วยงานการบินพลเรือนของกัมพูชาระบุว่า สนามบินนานาชาติเตโชอยู่ในอันดับ 9 ของโลกในกลุ่มสนามบินระดับ 4F.

ที่มา  Freshnews

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

10 ก.ย. 2569 06:56 น.

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นเรียกร้องชาติสมาชิกส่งสถานการณ์เมียนมาให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาผ่านคณะมนตรีความมั่นคงฯ พร้อมยุติส่งอาวุธให้รัฐบาลทหาร

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2569 นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวระหว่างการประชุมสมัยที่ 63 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นส่งสถานการณ์ในเมียนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC)  โดยระบุว่า วิกฤติสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นยังเรียกร้องให้ยุติการส่งมอบสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทหาร รวมถึงสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน หรือสินค้าซอฟต์แวร์เทคโนโลยี ให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเตือนว่าการส่งมอบสิ่งของเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างชัดเจนที่จะเอื้อให้เกิดการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกันต่างละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ  ต่อชุมชนชาวโรฮิงญา พร้อมเตือนว่า การส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) อย่างชัดแจ้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ศาลในอาร์เจนตินาออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของเมียนมา 25 คน รวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำต่อชาวโรฮิงญา ขณะที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564 เมื่อรัฐบาลทหารเดินหน้าปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง พร้อมเพิ่มปฏิบัติการทางทหารทั่วประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

10 ก.ย. 2569 06:14 น.

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซียกับยูเครนยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงที่ชายแดนยูเครนติดกับมอลโดวา ซึ่งมีผู้เคราะห์ร้าย 2 ศพ

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย จากเหตุโดรนรัสเซียโจมตีจุดข้ามแดน “สตารอโคซาเช” (Starokozache) บริเวณชายแดนยูเครนและมอลโดวา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดด่านตรวจดังกล่าวทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างยกระดับการโจมตีทางอากาศระยะไกลใส่กันอย่างหนัก แม้จะมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามก็ตาม

สำหรับการโจมตีในฝั่งยูเครน เหตุโจมตีที่ด่านสตารอโคซาเช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยหนึ่งในผู้บาดเจ็บเป็นคนขับรถชายมอลโดวา ขณะที่นายกรัฐมนตรีมอลโดวาออกมาระบุว่า ในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว มีโดรนของรัสเซียรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนประเทศของเขาถึง 17 ลำ

ที่กรุงเคียฟ โดรนรัสเซียพุ่งชนอาคารสูง 9 ชั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 คน ส่วนที่เมืองซูมี โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า สามารถยิงโดรนยูเครนตกได้ถึง 596 ลำในคืนเดียว อย่างไรก็ตาม หลายเมืองในรัสเซียยังได้รับความเสียหายจากโดรน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

เมืองท่าโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ของรัสเซีย ถูกโดรนของยูเครนโจมตีอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ รวมเด็ก 1 ราย บาดเจ็บอีก 29 ราย นอกจากนั้น ยังมีอาคารที่พักอาศัย, โบสถ์ และ โรงเรียนอนุบาลได้รับความเสียหายด้วย

ขณะเดียวกัน ยูเครนอ้างว่า ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เมืองโนวี อูเรนกอย (Novy Urengoy) ในเขตอาร์กติกของรัสเซีย และอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อตัดกำลังบำรุงในสงครามของรัสเซีย

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม

และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะตัวแทนของทรัมป์เดินทางไปเยือนทั้งรัสเซียกับยูเครน เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาโดยตรงระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งยูเครนคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ แต่ทางมอสโกแย้งว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือเรื่องวันและสถานที่จัดเจรจา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

10 ก.ย. 2569 05:16 น.

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2026 VANTOR)

สถาบันวิจัยในสหรัฐฯ เผยว่า อิหร่านกำลังสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่ที่ภูเขาพิกแอ็กซ์ ขณะที่สหรัฐฯ ก็กำลังพัฒนาอาวุธเจาะทะลวงรุ่นใหม่ เพื่อเจาะทะลวงฐานลับใต้ดินของอิหร่านให้ได้

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เมื่อ 9 ก.ย. 2569 ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าอิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่มขึ้น ใต้ภูเขาหินแกรนิต “พิกแอ็กซ์” (Pickaxe Mountain) ขณะเดียวกันมีหลักฐานชี้ว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเร่งทดสอบและพัฒนาอาวุธชนิดใหม่เพื่อโจมตีเป้าหมายใต้ดินลึกที่ระเบิดทำลายบังเกอร์แบบเดิมทำไม่ได้

CSIS ระบุว่า ศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่นี้ กำลังมีการปรับเปลี่ยนการก่อสร้างไปเน้นการตกแต่งหรือก่อสร้างภายใน การเสริมความแข็งแกร่งของปากอุโมงค์ และปรับเส้นทางคมนาคม คาดว่าออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประกอบเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

อย่างไรก็ตาม CSIS ประเมินว่าสถานที่แห่งนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ด้านท่าทีของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีศูนย์นิวเคลียร์แห่งนี้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่เป็นชั้นหินแกรนิตหนาทำให้เป็นเป้าหมายที่ทำลายได้ยาก แม้จะใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ที่หนักที่สุดในปัจจุบัน (MOP)

จากการโจมตีในยุทธการ Operation Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ ทำได้เพียงถล่มปิดทางเข้าศูนย์นิวเคลียร์อิสฟาฮาน (Isfahan) เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถเจาะทะลวงโครงสร้างชั้นใต้ดินได้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้อนุมัติสัญญาเร่งด่วนมูลค่า 1.2 ล้านดอลลาร์ก่อนเริ่มสงครามอิหร่าน เพื่อซ่อมแซมและเตรียมพื้นที่ทดสอบใต้ดินชั้นหินแกรนิต ที่เขตทดสอบขีปนาวุธไวท์แซนด์ส ในรัฐนิวเม็กซิโก

แหล่งข่าวระบุว่า การทดสอบดังกล่าวจะเป็นการใช้อาวุธจริง เพื่อจำลองการโจมตีใส่ศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินลึกของอิหร่านโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น กองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนา “ระเบิดเจาะทะลวงรุ่นถัดไป” เพื่อมาแทนที่ระเบิด MOP รุ่นเดิมสำหรับใช้ทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกใต้ดินมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn