เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน

เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน

10 ก.ย. 2569 12:32 น.

เหมืองดีบุกยักษ์เมียนมากลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง เร่งส่งออกจีน

เหมืองดีบุกหม่านหม่อว์ หนึ่งในแหล่งผลิตดีบุกรายใหญ่ที่สุดของโลกในรัฐว้า ประเทศเมียนมา เริ่มกลับมาดำเนินงานอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 พร้อมเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน การฟื้นตัวของเหมืองอาจส่งผลสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลหะที่มีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

กลุ่มคลังสมอง International Crisis Group เปิดเผยว่า เหมืองหม่านหม่อว์ (Man Maw) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองดีบุกใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองว้า ทางตะวันออกของเมียนมา กำลังเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังระงับการผลิตมาตั้งแต่ปี 2566 และกำลังเพิ่มการส่งออกแร่ดีบุกไปยังจีน

ดีบุกเป็นโลหะสำคัญต่ออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากใช้เป็นวัสดุบัดกรีสำหรับเชื่อมไมโครชิปเข้ากับแผงวงจร รวมถึงเชื่อมต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล

เหมืองหม่านหม่อว์กลายเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายสำคัญของโลกอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2010 ส่งผลให้เมียนมาก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นแหล่งจัดหาดีบุกรายใหญ่ที่สุดให้แก่จีน

การปิดเหมืองอย่างกะทันหันโดยกองกำลังติดอาวุธที่มีอำนาจควบคุมพื้นที่ในปี 2566 เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งสูงขึ้น และเกิดการแข่งขันทั่วโลกเพื่อแสวงหาแหล่งโลหะดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม International Crisis Group ระบุว่า ขณะนี้เหมืองกำลังอยู่ในช่วง “กลับมาเปิดดำเนินการอย่างช้า ๆ” โดยพบว่าแร่กำลังถูกขนย้ายอีกครั้ง แม้ปริมาณการผลิตจะยังต่ำกว่าระดับก่อนระงับการดำเนินงานอย่างมาก

ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบอกจากเมียนมารวมเกือบ 40,000 เมตริกตัน ซึ่งสูงกว่ายอดนำเข้าตลอดทั้งปี 2568 แล้ว

รายงานของ International Crisis Group ยังระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่แห่งใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่เหมืองหม่านหม่อว์ ขณะที่แสงสว่างในเวลากลางคืนรอบพื้นที่เหมืองกลับมาเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงอย่างมากภายหลังการระงับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากิจกรรมในพื้นที่กำลังเพิ่มขึ้น

แม้การดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัว แต่ระดับการผลิตยังห่างไกลจากช่วงที่เหมืองมีผลผลิตสูงสุด โดยข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในปี 2559 เมียนมาส่งแร่ดีบุกและหัวแร่ดีบุกให้จีนเกือบ 500,000 เมตริกตัน คิดเป็นมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าดีบุกประเภทดังกล่าวของจีน

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเอเชียของ International Crisis Group กล่าวว่า มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเหมืองกำลังเพิ่มระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวจะไม่สม่ำเสมอในทุกพื้นที่

การกลับมาดำเนินงานของเหมือง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างช้าเพียงใด มีแนวโน้มส่งผลในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AI

ก่อนหน้านี้ ปัญหาอุปทานดีบุกที่เปราะบาง ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของการผลิตไมโครชิปสำหรับการประมวลผลข้อมูล ส่งผลให้ราคาดีบุกพุ่งทำสถิติสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

การเข้าถึงเหมืองหม่านหม่อว์และข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ว้าแดง” ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ควบคุมพื้นที่รัฐว้า ทางตะวันออกของเมียนมา และมีพรมแดนติดกับจีน

UWSA ถือเป็นหนึ่งในองค์กรติดอาวุธนอกภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีประวัติเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การสนับสนุนจากจีน รวมถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของกลุ่มว้ากับจีน ช่วยให้รัฐว้าสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามกลางเมืองที่กำลังทำลายเสถียรภาพของพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564

International Crisis Group ประเมินว่า การปิดเหมืองหม่านหม่อว์ในปี 2566 น่าจะเกิดจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมระหว่างกลุ่มตระกูลผู้มีอิทธิพลในรัฐว้า มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจากการสู้รบ

อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวเตือนว่า เหมืองยังเผชิญความท้าทายด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาอุโมงค์เหมืองถูกน้ำท่วม และการลดลงของแหล่งแร่ดีบุกที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งอาจทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น.

ที่มา AFP

เดือนสิงหาคมทุบสถิติ “เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก”

เดือนสิงหาคมทุบสถิติ "เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก"

10 ก.ย. 2569 11:21 น.

เดือนสิงหาคมทุบสถิติ “เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก”

หน่วยงานบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศทั่วโลกอยู่ที่ 16.96 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในเดือนกรกฎาคม 2023 อยู่ 0.01 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม โคเปอร์นิคัสระบุว่า ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยทำให้เดือนสิงหาคมปีนี้ และกรกฎาคม 2566 ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดร่วมกันในทางสถิติ โดยข้อมูลการสังเกตการณ์ของโคเปอร์นิคัสย้อนหลังไปถึงปี 2483 ขณะที่หลักฐานจากธรรมชาติ เช่น แกนน้ำแข็ง วงปีของต้นไม้ และโครงกระดูกปะการัง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันกับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่านั้น

ซาแมนธา เบอร์เจส จากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป หรือ ECMWF ซึ่งกำกับดูแลโคเปอร์นิคัส กล่าวว่า มนุษย์อาจไม่เคยเผชิญอุณหภูมิที่ร้อนเท่าปัจจุบันตลอดช่วงอย่างน้อย 100,000 ปีที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ากิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นราว 1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และทำให้สภาพอากาศสุดขั้วมีความรุนแรงและเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้น ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนกลับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2568

ไซมอน สตีล หัวหน้าฝ่ายภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า หลักฐานที่มีอยู่ไม่อาจโต้แย้งได้ และสถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์ ซึ่งกำลังเร่งให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกยังทำสถิติสูงสุดรายวันครั้งใหม่ และถือเป็นหนึ่งในเดือนสิงหาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ส่งผลให้มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกถูกดูดซับไว้โดยมหาสมุทร ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบนผืนดิน แต่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล แนวปะการัง และชุมชนตามชายฝั่ง

อุณหภูมิทำสถิติสูงขึ้นในหลายพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัด ทั้งมหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งกำลังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณตะวันออกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ส่งผลให้ความร้อนจำนวนมากที่สะสมอยู่ในมหาสมุทรถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็นเวลาประมาณหนึ่งปี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศรุนแรงในพื้นที่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร ตั้งแต่น้ำท่วมในเปรู ภัยแล้งในแอฟริกา ไปจนถึงไฟป่าในออสเตรเลีย

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า สถิติอุณหภูมิอาจยังถูกทำลายต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เนื่องจากเอลนีโญกำลังเพิ่มความรุนแรงและคาดว่าจะเข้าใกล้จุดสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคม ขณะที่ปี 2569 และ 2570 อาจกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา

ฟรีเดอริเก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจาก Imperial College London กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปรากฏการณ์เอลนีโญแต่ละครั้งร้อนขึ้น และตราบใดที่มนุษย์ยังคงเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เดือนที่ทำลายสถิติความร้อนจะยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โคเปอร์นิคัสระบุว่า เดือนสิงหาคมยังเป็นการปิดฉากฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในยุโรปตะวันตก โดยทำลายสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในปี 2546

ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมเต็มไปด้วยคลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงเรียนต้องปิด แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำลดลง และพื้นที่จำนวนมากแห้งแล้งจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรง

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม EuroMomo ซึ่งติดตามการเสียชีวิตในยุโรป ประเมินว่า ระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ยุโรปมีผู้เสียชีวิตมากกว่าปกติราว 32,000 คน ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จากเครือข่าย World Weather Attribution สรุปว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบจากความร้อนรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรป โดยสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า สหรัฐฯ ในพื้นที่ติดกันทั้งหมด 48 รัฐเพิ่งเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึก นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสโดยสำนักข่าวเอเอฟพียังพบว่า ประชากรราว 900 ล้านคนในหลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

เบอร์เจสระบุว่า ฤดูร้อนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ผิดปกติอย่างมาก ไม่ใช่เพียงในยุโรป แต่ยังรวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ของโลกที่สถิติอุณหภูมิซึ่งเคยยืนยาวมาเกือบหนึ่งศตวรรษถูกทำลายลง เธอเตือนว่า สภาพภูมิอากาศทั่วโลกจะยังคงรุนแรงขึ้น หากมนุษย์ไม่สามารถลดและยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ เดือนสิงหาคมมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.65 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสที่นานาประเทศกำหนดไว้เป็นเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม การที่อุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเพียงเดือนเดียว ไม่ได้หมายความว่าโลกได้ก้าวข้ามระดับดังกล่าวอย่างถาวร แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังเข้าใกล้การฝ่าฝืนขีดจำกัดดังกล่าวมากขึ้น.

ที่มา AFP

อิหร่านอาจ “แยกชิ้นส่วน-ศึกษา” โดรนใต้น้ำสหรัฐฯ หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติยึดได้ทั้งลำ

อิหร่านอาจ "แยกชิ้นส่วน-ศึกษา" โดรนใต้น้ำสหรัฐฯ หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติยึดได้ทั้งลำ

10 ก.ย. 2569 10:56 น.

อิหร่านอาจ “แยกชิ้นส่วน-ศึกษา” โดรนใต้น้ำสหรัฐฯ หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติยึดได้ทั้งลำ

กองกำลังอิหร่านยึดโดรนใต้น้ำรุ่น Dive-LD ของกองทัพสหรัฐฯ ที่ลอยเคว้งกลางทะเลได้ทั้งลำ เปิดโอกาสให้อิหร่านนำเทคโนโลยีไปศึกษาและถอดแบบ หรือที่เรียกว่า “วิศวกรรมย้อนกลับ” ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า อาจไม่ได้ทำให้อิหร่านได้เปรียบทางทหาร แต่ถือเป็นชัยชนะด้านการโฆษณาชวนเชื่อ และเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

การที่อิหร่านสามารถยึดโดรนใต้น้ำของกองทัพสหรัฐฯ ไว้ได้ เปิดโอกาสให้อิหร่านศึกษาวิเคราะห์และมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) หรือกระบวนการแกะรอย วิเคราะห์ และศึกษาโครงสร้างหรือการทำงานของชิ้นงาน อุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจวิธีการสร้าง ก่อนนำไปพัฒนาต่อยอดหรือสร้างชิ้นงานใหม่ ซึ่งถือเป็นความเพลี่ยงพล้ำครั้งสำคัญของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และบริษัทผู้ผลิตอย่าง แอนดูริล (Anduril)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับโดรนใต้น้ำอัตโนมัติ (AUV) รุ่น Dive-LD ซึ่งออกแบบมาสำหรับภารกิจลาดตระเวนระยะไกลและปฏิบัติการใต้ทะเลล้ำสมัยที่สามารถทำงานได้นานหลายวันโดยแทบไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ แม้ว่ากองทัพสหรัฐฯ และบริษัทแอนดูริลจะพยายามลดทอนความสำคัญ โดยระบุว่าเป็นโดรนรุ่นเก่าที่เกิดข้อขัดข้องทางเทคนิคและลอยลำอยู่กลางน้ำก่อนถูกเก็บกู้ แต่เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นประเด็นอับอายของวอชิงตัน

ในอดีต สหรัฐฯ เคยเผชิญปัญหาลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว เช่น กรณีอิหร่านยึดโดรนสอดแนมไร้คนขับ RQ-170 Sentinel ได้ในปี 2011 ซึ่งต่อมาอิหร่านอ้างว่าสามารถแกะรอยและผลิตโดรนเลียนแบบขึ้นมาได้เองในประเทศ รวมถึงความพยายามของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในปี 2022 ที่ต้องส่งเรือลาดตระเวนและเฮลิคอปเตอร์เข้าสกัดกั้นกองเรืออิหร่านที่พยายามลากจูงโดรนผิวน้ำ Saildrone ในอ่าวเปอร์เซีย

สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศต่างๆ ได้โพสต์ข้อความเยาะเย้ยสหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์ม X อย่างต่อเนื่อง โดยสถานทูตอิหร่านประจำกานาโพสต์ข้อความระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ยานดำน้ำดังกล่าวได้ในช่องแคบที่อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมเปรียบเปรยว่าเหมือนการเก็บขวดพลาสติกจากอวนจับปลา ขณะที่สถานทูตอิหร่านประจำเมืองไฮเดอราบาด ประเทศอินเดีย โพสต์ติดตลกว่าจะมีพิธีแกะกล่องโดยทีมวิศวกรย้อนกลับในเช้าวันรุ่งขึ้น

ฟาร์ซิน นาดิมิ นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันนโยบายตะวันออกใกล้ มองว่า อิหร่านใช้ทุกโอกาสเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ให้เป็นชัยชนะทางโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งช่วยให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้

ด้านไบรอัน คลาร์ก ผู้อำนวยการศูนย์แนวคิดและเทคโนโลยีการป้องกันประเทศจากสถาบันฮัดสัน ระบุว่า วิศวกรอิหร่านน่าจะสามารถแกะระบบกลไกทางกายภาพของโดรนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีประวัติความสำเร็จในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่อาจติดข้อจำกัดด้านระบบป้องกันซอฟต์แวร์ภายในที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนถึงความขัดแย้งในการสื่อสารระหว่างบริษัทแอนดูริลและกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยในขณะที่กองทัพเรือพยายามระบุว่าเป็นโดรนรุ่นเก่าและไม่มีข้อมูลชั้นความลับ แต่แอนดูริลกลับทำการตลาดโดรนรุ่น Dive-LD ว่าเป็นยานใต้น้ำอัตโนมัติที่มีความยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือสูงที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด รวมถึงใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนายานดำน้ำขนาดใหญ่อย่าง Ghost Shark ของออสเตรเลีย

โมนา ยาคูเบียน ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) สรุปว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของอิหร่านในการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความไร้ประสิทธิภาพของสหรัฐฯ และตอกย้ำความสามารถในการควบคุมพื้นที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซของตนเองได้อย่างชัดเจน.

ที่มา Reuters

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

10 ก.ย. 2569 10:14 น.

20 รัฐฟ้องทรัมป์ ปมลดทอนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

อัยการสูงสุดจาก 20 พร้อมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ กล่าวหาลดทอนมาตรการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ

วันที่ 9 กันยายน 2569 อัยการสูงสุดจาก 20 รัฐของสหรัฐฯ ที่นำโดยพรรคเดโมแครต พร้อมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2 คดี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังลดทอนมาตรการคุ้มครองสัตว์และพืชใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งอาจเปิดทางให้บริษัทต่างๆ เข้าไปพัฒนาพื้นที่เปราะบางที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยการฟ้องร้องมีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศกฎระเบียบฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้บริษัทต่างๆ สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ได้มากขึ้น

นายนิค บราวน์ อัยการสูงสุดรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามบ่อนทำลายกฎหมาย เจตนารมณ์ของสภาคองเกรส และความต้องการของประชาชนที่ส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ พร้อมวิจารณ์ว่า แทนที่จะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลกลับมุ่งแสวงหาประโยชน์จากผืนดินและแหล่งน้ำ

รายงานข่าวระบุว่า หนึ่งในคดีที่ยื่นฟ้อง โต้แย้งว่ารัฐบาลได้ตีความคำว่า “อันตราย” (harm) ในกฎหมายว่าด้วยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ปี 2516 แคบลงอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมายฉบับสำคัญนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์และพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

โดยที่ผ่านมา คำว่า “อันตราย” ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ถูกตีความให้ครอบคลุมถึงภัยคุกคามต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชเหล่านั้นด้วย แต่รัฐที่ยื่นฟ้องระบุว่า กฎใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และอาจเปิดทางให้มีการทำเหมืองหรือขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ถิ่นอาศัยที่มีความอ่อนไหวได้ ตราบใดที่กิจกรรมนั้นไม่ได้มุ่งกระทำต่อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง “โดยตรงและโดยเจตนา” ซึ่งกลุ่มสิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มได้ยื่นฟ้องคัดค้านการเปลี่ยนแปลงกฎนี้เช่นกัน

ส่วนคดีที่สองซึ่งยื่นฟ้องในวันที่ 9 กันยายน มุ่งคัดค้านกฎใหม่ 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งยกเลิกมาตรการคุ้มครองในวงกว้างสำหรับสัตว์และพืชที่เพิ่งถูกจัดให้เป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม เว้นแต่สำนักงานบริการปลาและสัตว์ป่าสหรัฐฯ จะออกกฎเฉพาะสำหรับแต่ละชนิดพันธุ์.

ที่มา Aljazeera

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ย. 2569 10:10 น.

ทรัมป์หาเสียงเดือด! ลั่นแจกเงินคนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากรีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ประกาศกลางเวทีประชุมพรรครีพับลิกันในเท็กซัส สัญญาแจกเงินชาวอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากพรรคคว้าชัยทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา พร้อมอ้อนขอให้รัฐบาลได้ทำงานต่อเพื่อทำภารกิจให้เสร็จ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สร้างเสียงฮือฮาในการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 9 กันยายน โดยให้คำมั่นว่าหากพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ชาวอเมริกันทุกคนจะได้รับเงินคนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 160,000 บาท พร้อมเรียกแนวคิดนี้ว่า “เงินปันผลทรัมป์”

ทรัมป์เปรียบเทียบการจ่ายเงินดังกล่าวกับการที่บริษัทแจกเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมระบุว่า เงินที่ชาวอเมริกันได้รับจากโครงการดังกล่าวจะต้องนำไปใช้จ่ายภายในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่า รัฐบาลจะนำเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมาจ่ายอย่างไร ใครจะมีสิทธิได้รับเงิน และแนวคิดนี้สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายหรือไม่

นอกจากการเสนอจะแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์แล้ว ทรัมป์ยังใช้เวทีประชุมพรรคเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเตือนว่าหากส่งมอบอนาคตของสหรัฐฯ ให้กับพรรคเดโมแครต ประเทศอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัว

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สนับสนุนว่าขอให้ช่วยกันโหวตให้รีพับลิกัน และประกาศว่า หากพรรคได้รับชัยชนะ สหรัฐฯ จะก้าวไปข้างหน้าและทิ้งประเทศอื่นไว้เบื้องหลังไปอีกหลายชั่วอายุคน

การหาเสียงครั้งนี้ยังสะท้อนความพยายามของทรัมป์ในการรักษาแรงสนับสนุนจากฐานเสียงรีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบริหารประเทศของเขา

บนเวที ทรัมป์ยังส่งสารขอให้ผู้สนับสนุนช่วยเปิดทางให้พรรคเดินหน้าสานงานต่อ โดยใช้แนวคิด “Let us finish the job” หรือ “ขอให้เราได้ทำงานให้เสร็จ” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อความสำคัญในการระดมคะแนนเสียงในครั้งนี้.

ที่มา : reuters

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

10 ก.ย. 2569 09:53 น.

บังกลาเทศวิกฤต โรคหัดระบาด เด็กดับทะลุ 1,000 ราย ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคน

บังกลาเทศเผชิญการระบาดของโรคหัดครั้งเลวร้ายที่สุดในหลายทศวรรษ มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 1,002 รายตั้งแต่เดือนมีนาคม ติดเชื้อกว่า 187,000 คน โดยทางการยอมรับเด็กประมาณ 4 ล้านคนตกหล่นไม่ได้รับวัคซีน

บังกลาเทศกำลังเผชิญวิกฤตโรคหัดครั้งรุนแรง หลังมีเด็กเสียชีวิตจากโรคหัดแล้วอย่างน้อย 1,002 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม และพบผู้ติดเชื้อในกลุ่มเด็กมากกว่า 187,000 คน โดยหน่วยงานสาธารณสุขยอมรับว่า ความล้มเหลวในการรณรงค์ฉีดวัคซีนอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น

ข้อมูลจากกรมบริการสุขภาพทั่วไปของบังกลาเทศ (DGHS) ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อทำให้การระบาดของโรคหัดในปีนี้กลายเป็น การระบาดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของบังกลาเทศ

โรคหัดเป็นโรคติดต่อได้ง่ายมาก แพร่กระจายผ่านละอองจากการไอหรือจาม และยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองบวมและปัญหาการหายใจ ขณะที่เด็กเล็กถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

แม้ทางการบังกลาเทศจะเร่งฉีดวัคซีนครั้งใหญ่เพื่อควบคุมการระบาด แต่โรคยังคงแพร่กระจายต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้มีเด็กได้รับวัคซีนแล้วมากกว่า 18 ล้านคน และกำลังเร่งติดตามเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ซาฮิด ไรฮาน โฆษก DGHS ยอมรับว่า บังกลาเทศยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จ เนื่องจากมีเด็กประมาณ 4 ล้านคน ที่ตกหล่นจากโครงการฉีดวัคซีน ทำให้ยังมีพื้นที่ที่ประชากรกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก และอาจเป็นช่องโหว่ให้โรคแพร่ระบาดต่อไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การควบคุมโรคหัดไม่สามารถพึ่งพาการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขของบังกลาเทศยังต้องรับมือกับการระบาดของ ไข้เลือดออก ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องแบกรับผู้ป่วยเกินขีดความสามารถ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า โรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ประมาณ 50 คน กำลังต้องรับมือกับผู้ป่วยมากถึง 500 คน

เฉพาะวันที่ 8 กันยายน มีผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออก 9 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,571 คน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี บังกลาเทศพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 45,475 ราย เสียชีวิต 130 ราย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เอ. มูฮิต เตือนว่า จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจเพิ่มขึ้นอีกในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยเตือนว่าหากไม่เร่งดำเนินมาตรการควบคุม ไข้เลือดออกอาจเข้าสู่สถานการณ์อันตรายในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม

ด้านนายกรัฐมนตรีตารีเก ราห์มาน มีกำหนดเปิดตัวโครงการรณรงค์ป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือนในวันเสาร์นี้.

ที่มา : channelnewsasia

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 09:16 น.

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เยือนซีเรียพร้อม รมว.กลาโหม ย้ำไม่ยอมให้กองทัพก่อการร้ายตั้งฐานใกล้พรมแดน ขณะสถานการณ์ยังตึงเครียด

วันที่ 9 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเยือนซีเรีย พร้อมอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหม และกำลังทหาร โดยระหว่างการเยือนบริเวณภูเขาเฮอร์มอน เนทันยาฮูกล่าวว่า เป้าหมายหลักของอิสราเอลคือการเอาชนะ “รัฐบาลก่อการร้ายในอิหร่าน” พร้อมย้ำด้วยว่า อิสราเอลจะไม่ยอมให้ “กองทัพก่อการร้ายใดๆ เข้ามาตั้งอยู่ตามแนวชายแดนของอิสราเอล”

รายงานข่าวระบุว่า หลังรัฐบาลของบาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567 เมื่อกลุ่มกบฏบุกเข้าสู่กรุงดามัสกัส อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วซีเรีย โดยส่วนใหญ่มุ่งทำลายยุทโธปกรณ์และทรัพย์สินทางทหารของกองทัพซีเรีย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในมือของผู้ที่จะเข้ามาปกครองประเทศต่อจากอัสซาด ต่อมาหลังการล่มสลายของอัสซาดอย่างฉับพลัน อิสราเอลมีความกังวลว่ากลุ่มกบฏซีเรียอาจโจมตีอิสราเอล ขณะเดียวกัน อิสราเอลมองว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสที่จะขัดขวางความสามารถของอิหร่านในการลักลอบขนอาวุธผ่านซีเรียไปยังกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน 

อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติและฝ่ายวิจารณ์อื่นๆ ระบุว่า การที่อิสราเอลเข้ายึดพื้นที่กันชนในซีเรีย เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงปี 2517 ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลในปัจจุบัน ยังไม่ได้รับคำสั่งให้อพยพ แต่ต้องเผชิญกับด่านตรวจและสถานการณ์ตึงเครียด รวมถึงเกิดการปะทะเป็นครั้งคราวระหว่างทหารอิสราเอลกับชาวบ้าน

ที่มา AP

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ "กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5" ครั้งสุดท้าย

10 ก.ย. 2569 08:46 น.

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

กรุงออสโลแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง เพื่อร่วมส่งพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพ 

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงออสโล เพื่อร่วมส่งพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เป็นครั้งสุดท้าย ในพระราชพิธีพระบรมศพเมื่อวันที่ 9 กันยายน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและความอาลัย หลังพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พระชนมพรรษา 89 พรรษา

ขบวนพระบรมศพเคลื่อนออกจากพระราชวังไปยังมหาวิหารออสโล ท่ามกลางประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง โดยหลายคนโบกธงชาตินอร์เวย์เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ขณะที่มีการยิงสลุต 21 นัดเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์

สมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 พระราชโอรส ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา ทรงร่วมขบวนเสด็จพระราชดำเนินตามพระบรมศพ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีซอนยา พระราชชนนี และสมเด็จพระราชินีเมตเต-มาริต พระมเหสี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง

พระราชพิธีครั้งนี้มีพระบรมวงศานุวงศ์จากหลายประเทศเข้าร่วม ทั้งกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์จากสวีเดน เดนมาร์ก สเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โมนาโก และจอร์แดน รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ และเจ้าชายอากิชิโนะแห่งญี่ปุ่น ตลอดจนผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ

ช่วงเริ่มต้นพิธีพระบรมศพ ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมและสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัย ขณะที่สถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น โบสถ์ ห้องสมุด ศูนย์วัฒนธรรม และศาลากลาง เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมรับชมพระราชพิธีผ่านจอขนาดใหญ่

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์ยาวนาน 35 ปี โดยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่รักของปวงชน ด้วยภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีที่มหาวิหารออสโล พระบรมศพถูกเคลื่อนต่อไปยังป้อมปราการอาเคอร์ชูส เพื่อประกอบพิธีในขั้นต่อไป โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก.

ที่มา : AP

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

10 ก.ย. 2569 08:34 น.

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ เกิดไฟไหม้กลางทะเลใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในปาลาวัน เจ้าหน้าที่ช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งแล้ว 42 คน พบผู้เสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ยังสูญหายอีก 87 คน

เกิดเหตุระทึกในฟิลิปปินส์ หลังเรือเฟอร์รี่ M/V June Aster เกิดไฟไหม้กลางทะเลนอกชายฝั่งจังหวัดปาลาวัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และยังสูญหายอีก 87 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือที่อาจติดอยู่บนเรือ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ขณะเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 2.2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งได้แล้ว 42 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 38 คน และลูกเรือ 4 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

ภาพจากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นเรือทั้งลำถูกเปลวไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย พร้อมพยายามควบคุมเพลิงที่ยังคงลุกไหม้

กัปตันโนเอมี คายาบับ จากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้น เรือมีรายชื่อผู้โดยสารและลูกเรือรวม 134 คน เมื่อนับจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือและผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ที่ไม่สามารถติดต่อหรือระบุตำแหน่งได้อีก 87 คน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้รอดชีวิตทั้งหมดได้

ข้อมูลติดตามการเดินเรือจาก MarineTraffic ระบุว่าเรือ M/V June Aster ออกเดินทางจากกรุงมะนิลา ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้กลางทะเลใกล้จังหวัดปาลาวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

10 ก.ย. 2569 08:04 น.

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดให้บริการครบปี มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเกือบ 2 ล้านคน ช่วยหนุนเศรษฐกิจกัมพูชาราว 5% พร้อมเร่งขยายศักยภาพขนส่งสินค้าและซ่อมบำรุงเครื่องบิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายซิน จันเซเรยวุฒา เลขาธิการรัฐและโฆษกสำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐของกัมพูชา เปิดเผยว่า สนามบินนานาชาติเตโช (Techo International Airport) หรือ TIA ของกัมพูชา มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางผ่านเกือบ 2 ล้านคนในปีแรกของการเปิดให้บริการ ขณะที่สนามบินมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาประมาณ 5%  

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารโดยรวมยังคงทรงตัว แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งขาเข้าและขาออกจากกัมพูชายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการกำลังขยายพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า รวมถึงพัฒนาโรงเก็บเครื่องบินสำหรับงานซ่อมบำรุง โดยร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงบริษัทจากสิงคโปร์

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติเตโชมีพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ข้อมูลจากหน่วยงานการบินพลเรือนของกัมพูชาระบุว่า สนามบินนานาชาติเตโชอยู่ในอันดับ 9 ของโลกในกลุ่มสนามบินระดับ 4F.

ที่มา  Freshnews