ภูเขาไฟอินโดนีเซีย “เลโวโตบี” ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย "เลโวโตบี" ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

6 มิ.ย. 2569 10:16 น.

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย “เลโวโตบี” ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

ภูเขาไฟ “เลโวโตบี ลากี-ลากี”ของอินโดนีเซีย เกิดการปะทุหลายครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พ่นเถ้าภูเขาไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 2.5 กิโลเมตร ทางการต้องสั่งปิดสนามบินในพื้นที่ กระทบเที่ยวบินในประเทศ

สำนักงานภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยว่า การปะทุครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยภูเขาไฟได้ปล่อยเถ้าและเศษวัสดุภูเขาไฟจำนวนมากขึ้นสู่อากาศ หลังจากก่อนหน้านี้เกิดการปะทุอีกหลายระลอกในช่วงเช้าวันเดียวกัน

ขณะนี้ภูเขาไฟเลโวโตบี ลากี-ลากี อยู่ในระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุดอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย และทางการได้ประกาศเขตห้ามเข้าในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบปากปล่องภูเขาไฟ เพื่อป้องกันอันตรายจากการปะทุซ้ำ

เจ้าหน้าที่ภูเขาไฟวิทยายังเตือนประชาชนที่อาศัยใกล้แม่น้ำ ให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากเกิดฝนตกหนัก เพราะอาจเกิด “ลาฮาร์” หรือกระแสน้ำโคลนภูเขาไฟ ซึ่งเป็นมวลโคลน เศษหิน และเถ้าภูเขาไฟที่ไหลลงมาตามทางน้ำและสร้างความเสียหายรุนแรงได้

ด้านสนามบินในเมืองเมาเมเร ซึ่งอยู่ห่างจากภูเขาไฟประมาณ 60 กิโลเมตร ถูกสั่งระงับการให้บริการชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินภายในประเทศ 5 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ เลโวโตบี ลากี-ลากี เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ถูกจับตามองมากที่สุดของอินโดนีเซีย โดยคำว่า “ลากี-ลากี” ในภาษาอินโดนีเซียหมายถึง “ผู้ชาย” ขณะที่ภูเขาไฟอีกลูกที่อยู่คู่กัน มีชื่อว่า “เปเรมปวน” ซึ่งหมายถึง “ผู้หญิง”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟลูกนี้เคยปะทุรุนแรง พ่นเถ้าขึ้นสูงถึง 18 กิโลเมตร ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินถึง 24 เที่ยวบินที่สนามบินนานาชาติบนเกาะบาหลี

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูเขาไฟและกิจกรรมแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและเกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยาบ่อยครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

6 มิ.ย. 2569 09:17 น.

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

ประธานกกต.เกาหลีใต้ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รับผิดชอบกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอบางพื้นที่ ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้การลงคะแนนชะงัก และสร้างความไม่พอใจอย่างหนัก

โน แทอัก ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเกาหลีใต้ (National Election Commission: NEC) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าความผิดพลาดครั้งนี้ไม่มีข้อแก้ตัว เพราะกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน และทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง 

เขายังยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงต่อความโปร่งใสของระบบเลือกตั้ง พร้อมประกาศว่า จะจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบสาเหตุของปัญหา และพร้อมรับผลการตรวจสอบ

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อบัตรเลือกตั้งหมดใน 50 หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องนำบัตรมาเติมใหม่ ขณะที่อีก 22 หน่วยเลือกตั้งต้องหยุดชะงักชั่วคราว เนื่องจากความล่าช้าในการจัดส่งอุปกรณ์

เหตุวุ่นวายทำให้ผู้มีสิทธิ์หลายพื้นที่ต้องรอคิวนานหลายชั่วโมง หลังเวลาปิดหีบอย่างเป็นทางการในเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หนึ่งในจุดที่เกิดความตึงเครียดคือหน่วยเลือกตั้งในเขตซงพา กรุงโซล ซึ่งกลุ่มผู้ลงคะแนนไม่พอใจรวมตัวปิดกั้นเส้นทาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่นำหีบบัตรออกจากพื้นที่ หลังการลงคะแนนสิ้นสุดลง

ผู้ประท้วงบางส่วนยังคงปักหลักท่ามกลางสายฝนตลอดคืน จนถึงเช้าวันศุกร์ ก่อนที่ตำรวจหลายร้อยนายจะเข้าควบคุมสถานการณ์ และคุ้มกันเจ้าหน้าที่เพื่อนำหีบบัตร 2 ใบสุดท้ายออกจากพื้นที่

เจ้าหน้าที่ กกต.เกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ล่วงหน้าที่สูงเกินคาด โดยการเลือกตั้งล่วงหน้า 2 วันเมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมาก

ทำให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสำหรับวันเลือกตั้งจริงเพียง 50% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่จำนวนบัตรที่พิมพ์รวมตลอด 3 วันของการลงคะแนนอยู่ที่ประมาณ 73% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมดประมาณ 63% เพื่อเลือกผู้ว่าการจังหวัด นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ

เหตุบัตรเลือกตั้งขาดสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลยอมรับว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นความล้มเหลวในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายขวาบางส่วนพยายามบุกเข้าไปในโรงยิมแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นสถานที่นับคะแนนสุดท้ายในเขตซงพา โดยเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด

มีรายงานว่า ประชาชนบางส่วนได้ยื่นร้องเรียนต่อตำรวจ กล่าวหาเจ้าหน้าที่เลือกตั้งว่าละเลยหน้าที่และใช้อำนาจโดยมิชอบ ขณะที่บางกลุ่มกำลังเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าความผิดพลาดดังกล่าวละเมิดสิทธิในการลงคะแนนเสียง.

ที่มา :Channelnewsasia

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย “ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง”

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย "ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง"

6 มิ.ย. 2569 07:06 น.

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย “ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง”

ไกด์ชาวเชอร์ปา เปิดใจถึงช่วงเวลาเอาชีวิตรอดบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน ประทังชีวิตด้วยการ เคี้ยวน้ำแข็ง และกินช็อกโกแลตไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในกระเป๋า ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ

ดาวา ไกด์ชาวเชอร์ปาวัย 57 ปี ถูกพบขณะกำลังคลานลงจากภูเขามุ่งหน้าไปยังเบสแคมป์ หลังจากทุกคนคิดว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วบนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเขาในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล เริ่มเตรียมประกอบพิธีศพตามความเชื่อ หลังทีมสำรวจเชื่อว่าเขาไม่น่าจะรอดชีวิตจากสภาพอากาศสุดโหดบนเอเวอเรสต์

แต่เมื่อทีมเก็บกู้ขยะบนภูเขาพบเห็นร่างของเขากำลังไถลและคลานลงมา ทุกคนต่างตกตะลึง ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ

ดาวาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ระหว่างรักษาตัวจากภาวะขาดน้ำ น้ำแข็งกัด และกระดูกหัก ว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองจะรอดและคิดว่าเขาคงต้องตายอยู่ตรงนั้น

เขายืนยันว่าไม่ได้หายตัวไป ระหว่างการลงจากยอดเขา แต่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลัง เพราะออกซิเจนหมดจนไม่สามารถเดินต่อได้ เขาเล่าว่า “เมื่อออกซิเจนหมด ผมเดินต่อไม่ได้ ผมไม่ได้กินอะไรเลยในสองวันแรก จากนั้นผมเริ่มเคี้ยวน้ำแข็ง มันทำให้ฟันเจ็บมาก แต่ผมก็ต้องทำ”

นับว่ายังโชคดีที่เขาพบช็อกโกแลตไม่กี่ชิ้นในกระเป๋า และสามารถละลายน้ำแข็งเพื่อดื่มประทังชีวิตได้

ก่อนหน้านั้น คริส ธรอลล์ นักปีนเขาชาวอังกฤษ อดีตทหาร เป็นคนสุดท้ายที่เห็นดาวายังมีชีวิตอยู่ บริเวณเหนือแคมป์ 3 ของเอเวอเรสต์ ที่ระดับความสูงประมาณ 7,500 เมตร

ธรอลล์เล่าว่า ตอนนั้นดาวานั่งพักอยู่บนกระเป๋าเหมือนที่เคยทำมาหลายร้อยครั้ง และดูเหมือนเพียงหยุดพักชั่วคราว

แต่หลังจากธรอลล์ช่วยนักปีนเขาชาวโปแลนด์อีกคนที่ไม่มีออกซิเจนและมีอาการน้ำแข็งกัดรุนแรง เขาหันกลับไปมองดาวาอีกครั้ง และไม่เห็นแสงไฟจากหมวกของเขา จึงคิดว่าเขาอาจไม่สามารถลงมาได้

ระหว่างพยายามเคลื่อนตัวลงจากภูเขา ดาวาตกลงไปในรอยแยกน้ำแข็ง และติดอยู่ภายในนานถึง 2 วันครึ่ง

เขาแทบไม่มีทางออก จนกระทั่งเกิดหิมะถล่ม ทำให้หิมะไหลลงมาเติมเต็มช่องว่างในรอยแยก และกลายเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะปีนออกมาได้ หลังจากหลุดออกมา เขาพบเชือกที่ถูกทิ้งไว้บนเส้นทาง และใช้มันช่วยพาตัวเองค่อย ๆ ลงจากภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

แม้จะต้องเผชิญกับหิมะถล่มอีกครั้ง แต่เขายังคงเดินหน้าต่อ โดยเขาเดินตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเข้าใกล้เบสแคมป์

ที่นั่นเขาได้พบผู้คนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งสัปดาห์ โดยเป็นกลุ่มคนที่กำลังขึ้นไปเก็บขยะบนภูเขา ก่อนจะช่วยพาเขาลงมา

ข่าวการรอดชีวิตของดาวาสร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนเชอร์ปา นักปีนเขาที่ร่วมเดินทาง และครอบครัวของเขา

“เพมบา เชอร์ปา” ผู้อำนวยการบริหารของบริษัท 8K Expeditions ซึ่งดูแลการค้นหา กล่าวว่าการรอดชีวิตครั้งนี้เป็น การช่วยเหลือตัวเองที่แท้จริง การที่ดาวาสามารถเอาชีวิตรอดได้หลายวันท่ามกลางสถานการณ์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ มันไม่ต่างจากปาฏิหาริย์

ด้านคริส ธรอลล์ กล่าวว่าตอนแรกที่เห็นข่าวบนโซเชียลมีเดียว่าดาวาถูกพบว่ายังมีชีวิต เขาคิดว่าเป็นข่าวปลอม เขาคิดว่ามันเหลือเชื่อมาก จากช่วงเวลาที่เขาต้องกลั้นน้ำตากับลูกสาวของเขา แต่อีกไม่นานกลับเห็นดาวาคลานกลับมา มันเกินคำบรรยายจริง ๆ

ภรรยาของดาวา “ดามู เชอร์ปา” กล่าวว่า ครอบครัวหมดหวังไปแล้ว หลังได้รับแจ้งว่าการช่วยเหลืออาจเป็นไปไม่ได้ และเริ่มเตรียมพิธีศพ เธอยอมรับว่า ตอนเห็นเขาครั้งแรก เธอตกใจมาก เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเขากลับมามีชีวิตได้

ด้านแพทย์จากโรงพยาบาล HAMS ในกรุงกาฐมาณฑุ เปิดเผยว่าดาวายังคงอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู อาการทรงตัว และภาวะขาดน้ำดีขึ้นอย่างมาก

ฤดูกาลปีนเขาเอเวอเรสต์ปีนี้มีนักปีนเขามากกว่า 1,000 คนพิชิตยอดเขาสำเร็จ ถือเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติในช่วงทศวรรษ 1920 มีผู้เสียชีวิตบนเอเวอเรสต์แล้วมากกว่า 300 คน.

ที่มา :BBC

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

6 มิ.ย. 2569 06:58 น.

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา แต่งตั้งผู้หญิงขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเป็นคนแรก ขณะนักวิเคราะห์มองเป็นเพียงความพยายามสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเมียนมาแต่งตั้ง นางข่าย ข่าย โซ รองรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง ขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเมียนมา โดยมีการประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหลังจาก พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางกลับจากการเยือนอินเดีย เป็นเวลา 4 วัน ซึ่งนับเป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา

นางข่าย ข่าย โซ ซึ่งเป็นภรรยาของนายทหารยศพันเอกในกองทัพเมียนมา ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในบทบาทใหม่ที่สนามบินกรุงเนปิดอว์ โดยระบุว่าการเยือนอินเดียของมิน อ่อง หล่าย ประสบความสำเร็จและสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญทั้งด้านการทูตและเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางของประธานาธิบดี

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำแหน่งโฆษกประจำตัวประธานาธิบดีเมียนมาว่างลงเป็นเวลาหลายเดือน ภายหลังการปลด พล.ต.ซอ มิน ตุน อดีตโฆษกรัฐบาลทหาร ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารและปกป้องรัฐบาลมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564

โดยที่ผ่านมา ตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเมียนมาส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย โดยเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่นนายอู เย ฮตุต ในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง นายอู ซอ เตย์ ในยุครัฐบาลพลเรือน และ พล.ต.ซอ มิน ตุน หลังการรัฐประหาร ขณะที่นางข่าย ข่าย โซ ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลวเชิงนโยบาย แต่เป็นความพยายามของมิน อ่อง หล่าย ในการสร้างภาพลักษณ์ด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีและเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาล

ทั้งนี้ นางข่าย ข่าย โซ เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการกรมตรวจคนเข้าเมืองในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการในยุครัฐบาลพลเรือน และได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองหลังการรัฐประหารปี 2564 จากนั้นจึงก้าวขึ้นเป็นรองรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน.

ที่มา Irrawaddy PPIB

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

6 มิ.ย. 2569 04:47 น.

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

ปูติน ปฏิเสธข้อเสนอของเซเลนสกี ที่ขอพบหารือโดยตรงเพื่อยุติสงครามยูเครน ยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมด

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ว่าเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพบกับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ในเวลานี้ ตราบใดที่เงื่อนไขของข้อตกลงสันติภาพยังไม่ได้รับการตกลงกันล่วงหน้า ซึ่งเขามองว่าสิ่งสำคัญคือการให้คณะผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดทำแนวทางและข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาการหารือระดับผู้นำ

หลังคำปฏิเสธของปูติน เซเลนสกีกล่าวตอบโต้ว่า รัสเซียยังคงเลือกเดินหน้าสงครามต่อไป และไม่ต้องการยุติความขัดแย้ง

พร้อมกันนี้ ปูตินยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยรัสเซียยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องเกี่ยวกับดินแดนในภูมิภาคดอนบาส รวมถึงเงื่อนไขด้านการเมืองและความมั่นคงที่ยูเครนและชาติตะวันตกไม่ยอมรับ เขายังกล่าวว่า สงครามจะยุติลงในที่สุด แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัสเซียสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ครบถ้วนเท่านั้น

ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเซเลนสกีส่งสารถึงปูติน เรียกร้องให้มีการพบหารือโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสอง เพื่อหาทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี  โดยข้อเสนอของเซเลนสกีได้รับการสนับสนุนจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ข

ณะที่ผู้นำยูเครนมีกำหนดพบหารือกับนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และมาครง ที่กรุงลอนดอนในวันอาทิตย์นี้ เพื่อผลักดันความพยายามในการยุติสงคราม.

นาซาสั่งนักบินอวกาศ ISS เตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน หลังพบรอยรั่วเพิ่มในโมดูลรัสเซีย

นาซาสั่งนักบินอวกาศ ISS เตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน หลังพบรอยรั่วเพิ่มในโมดูลรัสเซีย

6 มิ.ย. 2569 00:11 น.

นาซาสั่งนักบินอวกาศ ISS เตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน หลังพบรอยรั่วเพิ่มในโมดูลรัสเซีย

นาซาสั่งนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติเข้าสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงและเตรียมพร้อมอพยพฉุกเฉิน ระหว่างที่รัสเซียเร่งซ่อมแซมรอยรั่วในโมดูล “ซเวซดา” หลังตรวจพบการรั่วไหลของอากาศเพิ่มขึ้น

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เปิดเผยว่า ได้สั่งให้นักบินอวกาศ “Crew-12” และนักบินอวกาศนาซา บนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS  เตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน ระหว่างที่องค์การอวกาศรัสเซีย หรือ รอสคอสมอส กำลังดำเนินการซ่อมแซมรอยรั่วของอากาศในส่วนของสถานีที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัสเซีย

นางเบธานี สตีเวนส์ โฆษกของนาซา ระบุว่า อุโมงค์เชื่อมต่อในโมดูล “ซเวซดา” (Zvezda) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝั่งรัสเซียบนสถานีอวกาศนานาชาติ ประสบปัญหารอยแตกร้าวและการรั่วไหลของอากาศมาเป็นเวลานาน ซึ่งที่ผ่านมา นาซาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่รอสคอสมอสได้ดำเนินมาตรการแก้ไขหลายครั้ง แต่ล่าสุดพบการรั่วไหลเพิ่มเติม ทำให้รัสเซียตัดสินใจดำเนินการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในวันที่ 5 มิถุนายนอละด้วยเหตุนี้ นาซาจึงสั่งให้นักบินอวกาศ 5 คน เข้าสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูง

นักบินอวกาศทั้งหมดถูกสั่งให้ประจำการอยู่ในยาน “ดรากอน” (Dragon) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ซึ่งเป็นยานขนส่งลูกเรือที่ใช้เดินทางไป-กลับระหว่างโลกกับสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อให้สามารถอพยพออกจากสถานีได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการซ่อมแซม

ทั้งนี้ สถานีอวกาศนานาชาติถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อปี 2541 โดยมีการบริหารงานร่วมกัน 5 หน่วยงานอวกาศหลัก ได้แก่ นาซา  รอสคอสมอส  องค์การอวกาศยุโรป (ESA)  องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) โดยการปฏิบัติงานประจำวันอยู่ภายใต้การประสานงานของนาซาและรอสคอสมอส ปัจจุบันมีนักบินอวกาศทั้งหมด 7 คนอาศัยและปฏิบัติภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ขณะที่หน่วยงานอวกาศทั้งสองประเทศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าการเตรียมพร้อมอพยพครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกเรือทุกคนบนสถานีอวกาศ.

ที่มา CNN BBC

ปูตินโจมตีมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ชี้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นดอลลาร์และยูโร

ปูตินโจมตีมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ชี้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นดอลลาร์และยูโร

5 มิ.ย. 2569 22:34 น.

ปูตินโจมตีมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก ชี้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นดอลลาร์และยูโร

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ชี้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกกำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสากล แต่เปิดโอกาสใหม่ให้รัสเซียและประเทศกำลังพัฒนา

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติที่นครเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ระบุว่าประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกลดลง

ปูตินกล่าวโจมตีมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของชาติตะวันตก ระบุว่าการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศได้สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินโลก และทำลายความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินหลักของโลก โดยการคว่ำบาตรและการอายัดเงินทุนสำรองของรัสเซียได้ส่งผลกระทบอย่างถาวรต่อสถานะของสกุลเงินระหว่างประเทศ ทั้งดอลลาร์สหรัฐและยูโร

ผู้นำรัสเซียยังเตือนว่า ประเทศอื่นๆ อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับรัสเซีย โดยอาจสูญเสียการเข้าถึงทรัพย์สินที่ถือครองในรูปดอลลาร์หรือยูโร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและระบบชำระเงินของชาติตะวันตก นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวหาว่าปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของประเทศตะวันตกเป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อสถาบันทางเศรษฐกิจของตะวันตก

ประธานาธิบดีรัสเซียระบุว่า ต้นตอของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกแบบลำดับชั้น ซึ่งรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ไปสู่ระเบียบโลกที่มีความซับซ้อน กระจายอำนาจ และมีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งเขามองว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่ยังเป็นโอกาสมหาศาล 

การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกที่ยังดำเนินต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน ซึ่งส่งผลให้รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และพันธมิตรตะวันตกหลายประเทศตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา AP

จีนสั่งคุม “ซีรีส์แนวตั้ง” กวาดล้างเนื้อหาโป๊เปลือย-ความรุนแรง-อวดรวย หวังคุมค่านิยมสังคม

จีนสั่งคุม "ซีรีส์แนวตั้ง" กวาดล้างเนื้อหาโป๊เปลือย-ความรุนแรง-อวดรวย หวังคุมค่านิยมสังคม

5 มิ.ย. 2569 16:25 น.

จีนสั่งคุม “ซีรีส์แนวตั้ง” กวาดล้างเนื้อหาโป๊เปลือย-ความรุนแรง-อวดรวย หวังคุมค่านิยมสังคม

ทางการจีนยกระดับมาตรการคุมเข้ม “ซีรีส์แนวตั้ง” สั่งหน่วยงานท้องถิ่นกวาดล้างซีรีส์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายอนาจาร รุนแรง และส่งเสริมลัทธิวัตถุนิยม หลังระบาดหนักบนแพลตฟอร์มมือถือ หวังจัดระเบียบสังคมและสร้างระบบนิเวศเนื้อหาที่ “สะอาด” ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลในการกำหนดค่านิยมทางสังคมและสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

สำนักงานวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของจีน (NRTA) ออกคำสั่งให้หน่วยงานระดับมณฑลทั่วประเทศ เริ่มแคมเปญปราบปรามเนื้อหาใน “ซีรีส์แนวตั้ง” ที่ผลิตในประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาที่แสดงออกถึงการอวดรวยอย่างฟุ้งเฟ้อ, ฉากความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุ และเนื้อหาเชิงอนาจาร 

ทางการจีนระบุว่า มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างระบบนิเวศเนื้อหาที่ดีต่อผู้ชม โดยจะพุ่งเป้าไปที่ประเด็นหลัก ได้แก่มุมมองความรักและชีวิตคู่ที่บิดเบือน หรือเนื้อหาที่ทำลายค่านิยมการแต่งงานที่เหมาะสม รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมการตัดสินใจด้วยกำลังหรือการล้างแค้นที่ป่าเถื่อน การแสดงออกถึงความร่ำรวยที่เกินจริงซึ่งส่งผลกระทบต่อทัศนคติทางสังคม รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องที่หยาบคายและการละเมิดลิขสิทธิ์

“ซีรีส์แนวตั้ง” เป็นรูปแบบความบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในจีนและหลายประเทศทั่วโลก โดยเป็นละครหรือซีรีส์ตอนสั้นที่ออกแบบมาเพื่อรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่ละตอนมีความยาวเพียงไม่กี่นาที และมักใช้เนื้อเรื่องที่เข้มข้น รวดเร็ว และชวนติดตาม

เนื้อหาที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชมจำนวนมากมักเกี่ยวข้องกับมหาเศรษฐีที่ปกปิดตัวตน ความรักต้องห้าม การแก้แค้น หรือความขัดแย้งในครอบครัว อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำเสนอฉากรุนแรง ตัวละครที่ถูกทำให้มีภาพลักษณ์ทางเพศ หรือค่านิยมที่เน้นความมั่งคั่งเกินจริง

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมดังกล่าวยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผู้ผลิตในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ต่างเริ่มจัดตั้งสตูดิโอผลิตซีรีส์แนวตั้งเพื่อแข่งขันในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พยายามขับเคลื่อนนโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน”  เพื่อลดช่องว่างทางรายได้ การนำเสนอภาพลักษณ์คนรวยที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยในละครเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชน

ก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง “วีแชต” (WeChat) และ “โต่วอิน” (Douyin) หรือ TikTok เวอร์ชันจีน ได้เริ่มลบเนื้อหาที่ส่อไปทางอนาจารและส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนออกไปบ้างแล้ว ขณะที่กระทรวงไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ยังได้เปิดแคมเปญแยกต่างหากเพื่อปราบปรามเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่แสดงออกถึง “ความรู้สึกมองโลกในแง่ร้ายเกินไป”

แคมเปญดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่วาทกรรมที่ส่งเสริม “ความเหนื่อยหน่ายต่อโลก” หรือแนวคิดที่ว่า “ความพยายามทำงานหนักนั้นไร้ประโยชน์” โดยทางการต้องการเปลี่ยนให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ “มีอารยะและมีเหตุมีผล” เพื่อลดความวิตกกังวลในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงลิ่วในตลาดงาน

นับจากนี้ หน่วยงานท้องถิ่นจะดำเนินการสุ่มตรวจบริษัทผู้ผลิตสื่อในเขตอำนาจของตนอย่างเข้มงวด หากพบปัญหาต้องสั่งให้แก้ไขทันที ขณะที่การผลิตมินิซีรีส์ที่มีความอ่อนไหวหรือเป็นระดับไฮโปรไฟล์ จะต้องได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจากทางการก่อนเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจว่าสื่อเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศ” นำทางค่านิยมทางสังคมไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ.

ที่มา BBC

ญี่ปุ่นเร่งล่าหมีทำร้ายคน 4 ราย “สุดฉลาด” ปลดล็อกหน้าต่างหนีจากโรงงานด้วยตัวเอง

ญี่ปุ่นเร่งล่าหมีทำร้ายคน 4 ราย "สุดฉลาด" ปลดล็อกหน้าต่างหนีจากโรงงานด้วยตัวเอง

5 มิ.ย. 2569 14:51 น.

ญี่ปุ่นเร่งล่าหมีทำร้ายคน 4 ราย “สุดฉลาด” ปลดล็อกหน้าต่างหนีจากโรงงานด้วยตัวเอง

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระดมกำลังตำรวจ นายพราน และโดรน ค้นหาหมีสีน้ำตาลที่ก่อเหตุทำร้ายประชาชน 4 คนบาดเจ็บในจังหวัดฟุกุชิมะ หลังหมีตัวดังกล่าวหลบหนีจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยคาดว่าใช้วิธีปลดล็อกกลอนและเปิดหน้าต่างจากด้านในด้วยตัวเอง ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุชิมะระบุว่าเป็นหมีที่ “ฉลาดอย่างยิ่ง”

ความคืบหน้าเหตุการณ์ในเมืองฟุกุชิมะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พรานท้องถิ่น และทีมค้นหาได้ขยายพื้นที่ไล่ล่าหมีป่าความยาวประมาณ 1 เมตร ซึ่งยังคงหลบหนีลอยนวลอยู่จนถึงวันนี้ (5 มิ.ย.) หลังจากมันได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บไปถึง 4 ราย

เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 2 มิ.ย. หมีตัวดังกล่าวได้บุกเข้าไปในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเหล็ก “ฟุกุชิมะ สตีล เวิร์กส์” ในย่านซาซากิโนะ และได้ทำร้ายพนักงานไป 2 ราย ต่อมาวันพุธ กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะมันกำลังไล่กวดและขย้ำพนักงานในลานจอดรถของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีพลเมืองดีขับรถพุ่งเข้าใส่เพื่อช่วยชีวิตพนักงานคนดังกล่าว ทำให้หมีตกใจเตลิดหนีเข้าไปในอาคารสำนักงานและทำร้ายคนเพิ่ม รวมถึงบุกไปทำร้ายประชาชนที่บ้านพักในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย อายุระหว่าง 20-80 ปี บาดแผลรุนแรงที่สุดถึงขั้นกระดูกใบหน้าหัก แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต

หลังจากก่อเหตุ หมีป่าได้หนีเข้าไปกบดานอยู่ภายในโรงงานของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ “โอกิ ซิมโฟ-เทค” ซึ่งพนักงานในโรงงานต่างพากันตกตะลึงเมื่อเห็นหมีตัวนี้ใช้เท้าหน้าของมัน “หมุนเปิดก๊อกน้ำเพื่อดื่มน้ำเอง” ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำกรงดักหมีมาติดตั้งไว้ที่ทางเข้า 4 จุด พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมปืนยาสลบเข้าปิดล้อม

กระทั่งเวลาประมาณ 22.50 น. ของคืนวันพุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้ายามเห็นหมีตัวดังกล่าวปีนข้ามรั้วกั้นออกไป เมื่อเข้าตรวจสอบภายในโรงงานอย่างละเอียดก็พบร่องรอยกรงเล็บขูดขีดรอบ ๆ ตัวล็อกหน้าต่าง และพบมุ้งลวดฉีกขาด คาดว่าหมีตัวนี้ใช้อุ้งเท้า “เอื้อมไปปลดสลักล็อกหน้าต่างแล้วดันเปิดออกเพื่อหลบหนีด้วยตัวเอง”

ในการแถลงข่าวฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นายยูคิ บาบะ นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุชิมะ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ยิงลูกดอกยาสลบใส่หมีตัวนี้แล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตัวยาจึงไม่ส่งผลกระทบต่อมันเลย “เราเห็นหมีตัวนี้ใช้เท้าหน้าเปิดก๊อกน้ำดื่มน้ำ และมันยังสามารถเปิดหน้าต่างที่ล็อกอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่ามันเป็นหมีที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเป็นพิเศษ” พร้อมแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถจับกุมมันได้สำเร็จ

นอกจากนี้ แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ญี่ปุ่นเพิ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด เพื่ออนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถลั่นไกสังหารสัตว์อันตรายในเขตชุมชนได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้ปืนจริงยิงถล่มได้ เนื่องจากภายในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมี “วัตถุไวไฟ” เป็นจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดระเบิด

ผลกระทบจากการหลบหนีของหมีตัวนี้ ทำให้โรงเรียนประถมและมัธยมต้นในพื้นที่ใกล้เคียงต้องสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว และปรับไปเรียนออนไลน์แทน ก่อนจะกลับมาเปิดเรียนตามปกติในวันศุกร์ โดยโรงเรียนสั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ล็อกประตูและหน้าต่างชั้นล่างทั้งหมดอย่างแน่นหนา

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่าในช่วงปีที่ผ่านมา นับถึงเดือนมีนาคม ญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตหมีทำร้ายคนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 13 ราย และมีเหตุการณ์หมีจู่โจมรุนแรงถึง 238 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ปัจจัยสำคัญเกิดจากการลดลงของประชากรในแถบชนบท ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารของหมีในป่า ทำให้พวกมันต้องเข้ามาหากินในเขตชุมชนเมืองมากขึ้น.

ที่มา KYODO NEWS / Guardian

ออสเตรเลียทลายฟาร์มเพาะ “แมลงสาบต่างถิ่น” เถื่อน ยึดของกลางกว่า 1 แสนตัว มูลค่า 4.6 ล้านบาท

ออสเตรเลียทลายฟาร์มเพาะ "แมลงสาบต่างถิ่น" เถื่อน  ยึดของกลางกว่า 1 แสนตัว มูลค่า 4.6 ล้านบาท

5 มิ.ย. 2569 12:29 น.

ออสเตรเลียทลายฟาร์มเพาะ “แมลงสาบต่างถิ่น” เถื่อน ยึดของกลางกว่า 1 แสนตัว มูลค่า 4.6 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่คุ้มครองสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมออสเตรเลีย บุกทลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบต่างถิ่นผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ยึดแมลงสาบยักษ์มาดากัสการ์และแมลงสาบดูเบียกว่า 100,000 ตัว มูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 200,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 4.65 ล้านบาท

กระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และน้ำของออสเตรเลีย (DCCEEW) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นโรงเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์ในเมืองแบเทิสต์ ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยสามารถยึดแมลงสาบต่างถิ่นมีชีวิตได้มากกว่า 100,000 ตัว ซึ่งถือเป็นการตรวจยึดสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังต่างถิ่นที่ผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลีย คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง  200,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 4.65 ล้านบาท

ของกลางที่ยึดได้ในครั้งนี้ประกอบด้วย “แมลงสาบมาดากัสการ์” (Madagascar Hissing Cockroach) ที่สามารถส่งเสียงขู่ได้เมื่อถูกรบกวน ซึ่งภาพถ่ายจากเจ้าหน้าที่เผยให้เห็นว่าพวกมันบางตัวมีขนาดใหญ่จนเกือบเต็มฝ่ามือของมนุษย์ผู้ใหญ่ และ “แมลงสาบดูเบีย” (Dubia Cockroach) แมลงสายพันธุ์รุกรานที่มักนิยมนำมาเพาะพันธุ์เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง

โฆษกของ DCCEEW แถลงว่า ทางหน่วยงานจริงจังอย่างมากกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย และผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะต้องถูกดำเนินคดี “เรากำลังจับตาดูการเพาะพันธุ์และการค้าแมลงสาบต่างถิ่นที่ผิดกฎหมายอย่างใกล้ชิด และขอเตือนไปยังร้านขายสัตว์เลี้ยงรวมถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคน หากคุณครอบครอง เพาะพันธุ์ หรือค้าขายแมลงสาบต่างถิ่นเหล่านี้ พวกมันจะถูกยึด และคุณจะถูกลงโทษขั้นรุนแรงภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลาง”

สเตฟานี เลสเซอร์ นักจับงูในท้องถิ่นเมืองแบเทิสต์ ให้ข้อมูลว่า เธอพบเห็นการลักลอบขายแมลงสาบต่างถิ่นเหล่านี้บนโลกออนไลน์อย่างแพร่หลาย เพื่อนำไปเป็นอาหารของสัตว์เลื้อยคลาน เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่ คุ้มค่ากว่าการซื้อจิ้งหรีดหรือแมลงสาบพื้นเมืองขนาดเล็กหลาย ๆ ตัวเพื่อให้สัตว์กินเพียงมื้อเดียว

ขณะที่แครอล บูธ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของสภาสายพันธุ์รุกราน ระบุว่า การเลี้ยงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังแปลก ๆ กำลังได้รับความนิยมสูงเพราะเลี้ยงง่าย ไม่สิ้นเปลือง และไม่ต้องพาไปหาหมอราคาแพง แต่ความน่ากังวลคือแมลงเหล่านี้ถูกซื้อขายและจัดส่งทางไปรษณีย์ไปทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ทำให้ยากต่อการประเมินขนาดที่แท้จริงของตลาดมืดนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากแมลงสาบต่างถิ่นเหล่านี้หลุดรอดออกไปสู่ธรรมชาติ อาจนำพาเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อโรคใหม่ ๆ ที่อาจทำลายล้างแมลงท้องถิ่น เช่น จิ้งหรีดในออสเตรเลียจนสูญพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อ นก กิ้งก่า และสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่ต้องกินแมลงเป็นอาหาร รวมถึงอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบการเกษตร

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นเมืองและการพัฒนาภูมิภาคแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ จึงได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการดำเนินการทำลายแมลงสาบทั้ง 100,000 ตัวนี้ทิ้งทั้งหมด เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางชีวภาพ แม้ว่าแมลงสาบจะเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดถึกทนจนมีตำนานเมืองเล่าว่าพวกมันสามารถรอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ได้ก็ตาม.

ที่มา ABC News / AFP