ชาวเกาหลีใต้ปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง 35 ชม. ปม “บัตรลงคะแนนไม่พอ” หวั่นโกงเลือกตั้ง

ชาวเกาหลีใต้ปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง 35 ชม. ปม "บัตรลงคะแนนไม่พอ" หวั่นโกงเลือกตั้ง

5 มิ.ย. 2569 11:40 น.

ชาวเกาหลีใต้ปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง 35 ชม. ปม “บัตรลงคะแนนไม่พอ” หวั่นโกงเลือกตั้ง

ตำรวจปราบจลาจลเกาหลีใต้เข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงกว่า 1,000 คน ที่ปักหลักปิดล้อมคูหาเลือกตั้งในกรุงโซลนานถึง 35 ชั่วโมง เพื่อขัดขวางการเคลื่อนย้ายหีบบัตรลงคะแนน หวั่นเกิดการโกงเลือกตั้ง จากความไม่พอใจกรณี “บัตรลงคะแนนไม่เพียงพอ” ในหลายหน่วยเลือกตั้ง จนต้องขยายเวลาปิดหีบ

ความตึงเครียดเกิดขึ้นในวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศครั้งที่ 9 ของเกาหลีใต้ โดยหน่วยเลือกตั้งที่ 2 แขวงจัมซิล 7 ในเขตซงพา กรุงโซล ต้องหยุดชะงักลงก่อนเวลาปิดหีบเนื่องจาก “บัตรลงคะแนนหมด” ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงโซลต้องตัดสินใจขยายเวลาลงคะแนนไปจนถึงเวลา 22.00 น. สำหรับผู้ที่ได้คิวรอ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ยังมีหน่วยเลือกตั้งอีกอย่างน้อย 14 แห่งในเขตซงพา คังนัม และกวางจิน ที่เจอปัญหาบัตรไม่พอเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องรอร่วมนานหลายชั่วโมง และบางส่วนต้องเดินทางกลับโดยไม่ได้ลงคะแนน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประชาชน จนนำไปสู่การรวมตัวของผู้ประท้วงมากกว่า 1,000 คน บริเวณหน้าคูหาเลือกตั้ง มีการชูป้ายข้อความ เช่น “หยุดนับคะแนน!” และ “การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะ!” พร้อมทั้งเข้าปิดล้อมไม่ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่มีคะแนนเสียงอยู่ราว 2,000 ตัวอย่าง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกกักตัวอยู่ภายในอาคารตั้งแต่คืนวันที่ 3 จนถึงเช้าวันที่ 5 มิ.ย. 

หลังจากเผชิญหน้าและปิดล้อมยาวนานถึง 35 ชั่วโมง ล่าสุดวันนี้ (5 มิ.ย.) ตำรวจปราบจลาจลเกาหลีใต้ได้ตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุม โดยภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าอุ้มและลากตัวผู้ประท้วงที่พยายามบล็อกทางเข้าออกคูหา ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอและการขัดขืนอย่างรุนแรง โดยมีผู้ประท้วงรายหนึ่งตะโกนตั้งคำถามว่า “นี่หรือคือประเทศที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม?”

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และนำหีบบัตรเลือกตั้งทั้งหมดย้ายไปยังศูนย์นับคะแนนได้อย่างปลอดภัย

นายฮอ ชอลฮุน เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ได้แถลงด่วนเพื่อขออภัยต่อประชาชน โดยยอมรับว่าความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากการประเมินจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งต่ำเกินไป จนสร้างความกังวลและทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

ขณะที่นายจาง ดงฮยอก ผู้นำพรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ที่เพิ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างยับยั้ง ได้เดินทางไปยังสำนักงานการเลือกตั้ง เพื่อยื่นคำร้องตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 196 เรียกร้องให้ “เลื่อนและจัดทำการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด” พร้อมสั่งระงับการนับคะแนนในส่วนของเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงโซลทันที โดยทางพรรคระบุว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เข้าข่ายความพยายามโยกย้ายหีบบัตรอย่างผิดกฎหมาย

การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ถือเป็นสนามพิสูจน์ความนิยมครั้งสำคัญในปีแรกของ ประธานาธิบดี อี แจมยอง ที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังจากอดีตประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ประกาศกฎอัยการศึกระยะสั้นจนนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและการถูกถอดถอน ซึ่งปัจจุบันนายยุนอยู่ระหว่างการถูกจำคุกและดำเนินคดีข้อหากบฏ

แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลของนายอี จะสามารถคว้าชัยชนะในหลายพื้นที่ แต่ก็ไม่สามารถเจาะเก้าอี้ผู้ว่าฯ กรุงโซลได้สำเร็จ ซึ่งประธานาธิบดีอี แถลงการณ์สั่งการให้ตรวจสอบกรณีบัตรเลือกตั้งขาดแคลนอย่างเร่งด่วน โดยประณามว่านี่คือ “ความบกพร่องที่ยากจะยอมรับได้”

นอกจากนี้ กระแสข่าวดังกล่าวยังปลุกปั่นให้กลุ่มยูทูบเบอร์ฝ่ายขวาและผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุน ออกมาปั่นกระแสทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง “การโกงเลือกตั้ง” บนโลกออนไลน์ โดยอ้างข้อมูลเดิมที่นายยุนเคยโจมตีว่าระบบข้อมูลของสำนักงานการเลือกตั้งอ่อนแอและเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงจากเกาหลีเหนือ ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งของเกาหลีใต้ดิ่งลงสู่จุดวิกฤต.

ที่มา The Chosun Daily / AFP

สภาล่างหักหน้า “ทรัมป์” ผ่านร่างกฎหมายช่วยยูเครน-เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

สภาล่างหักหน้า "ทรัมป์" ผ่านร่างกฎหมายช่วยยูเครน-เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

5 มิ.ย. 2569 11:01 น.

สภาล่างหักหน้า “ทรัมป์” ผ่านร่างกฎหมายช่วยยูเครน-เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ด้วยคะแนน 226 ต่อ 195 เสียง แม้ผู้นำพรรครีพับลิกันจะคัดค้าน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความไม่พอใจต่อแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดการสงครามยูเครน และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อวุฒิสภาให้พิจารณาประเด็นนี้ต่อไป

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 226 ต่อ 195 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมาย “สนับสนุนยูเครน” (Ukraine Support Act) ซึ่งเสนอโดย สส. เกรกอรี มีคส์ จากพรรคเดโมแครต โดยสาระสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมวงเงินกู้ยืมเพื่อการป้องกันประเทศอีก 8,000 ล้านดอลลาร์

การลงมติครั้งนี้ได้รับความสนับสนุนจาก ส.ส. พรรครีพับลิกัน 18 ราย และ ส.ส. อิสระอีก 1 ราย ที่ตัดสินใจโหวตสวนทางกับมติพรรคและนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยใช้วิธีพิเศษที่เรียกว่า “Discharge Petition” เพื่อดึงร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นานหลายเดือนขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้นำเสียงข้างมากในสภา

สส.มีคส์ ผู้เสนอร่างกฎหมาย ระบุว่านี่คือบทพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ จะยืนเคียงข้างยูเครนเพื่อให้มีอำนาจต่อรองในการเจรจา หรือจะปล่อยให้รัสเซียเป็นผู้ชนะในสงครามประสาทครั้งนี้ ขณะที่ สส. ดอน เบคอน จากรีพับลิกันที่โหวตสนับสนุนระบุว่า “นี่คือการเลือกข้างระหว่างความดีและความชั่ว”

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสภาผู้แทนฯ เพิ่งผ่านร่างกฎหมายจำกัดอำนาจการทำสงครามเพื่อยับยั้งการใช้กำลังทหารต่อต้านอิหร่าน ซึ่งถือเป็นรอยร้าวที่ชัดเจนขึ้นภายในพรรครีพับลิกันต่อนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ นับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม 2025

ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือการส่งสัญญาณความเข้มแข็งไปยังทหารยูเครนและวลาดีเมียร์ ปูติน แต่ผู้นำพรรครีพับลิกันหลายคนกลับมองต่างออกไป โดยนายสตีฟ สกาลิส ผู้นำเสียงข้างมากในสภาฯ เตือนว่าการผ่านร่างนี้จะทำลายการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสกับทำเนียบขาวที่กำลังดำเนินอยู่

ด้านนายไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ มองว่าร่างกฎหมายนี้เป็นเพียง “อาวุธทางการเมือง” ที่ใช้โจมตีทรัมป์ และมีเนื้อหาที่ล้าสมัยเนื่องจากร่างขึ้นมาตั้งแต่ปีครึ่งที่แล้ว ขณะที่ ส.ส. บางส่วนกังวลว่ามาตรการนี้อาจส่งผลให้ประเทศสมาชิกนาโตบางรายลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศลง

ปัจจุบันสงครามในยูเครนเข้าสู่ปีที่ 5 โดยทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีตอบโต้กันด้วยขีปนาวุธระยะไกล แม้ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี จะยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงที่ทรัมป์เสนอ แต่ทางปูตินกลับปฏิเสธและยืนกรานให้ยูเครนยอมยกดินแดนที่รัสเซียยึดครองอยู่ให้

อย่างไรก็ตาม อนาคตของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายเนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ซึ่งผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาสูงระบุว่าจะรอฟังคำชี้แจงจากทรัมป์ก่อน และหากผ่านวุฒิสภามาได้ คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้อำนาจยับยั้ง หรือวีโต้ ร่างกฎหมายนี้อย่างแน่นอน

ขณะที่สหภาพยุโรป ได้เดินหน้าสวนทางด้วยการเริ่มเจรจารับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก และอนุมัติวงเงินกู้เพื่อการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านยูโรไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press / Reuters

สหรัฐฯ คว่ำบาตร “ประธานาธิบดีคิวบา-ตระกูลคาสโตร” กดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์

สหรัฐฯ คว่ำบาตร "ประธานาธิบดีคิวบา-ตระกูลคาสโตร" กดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์

5 มิ.ย. 2569 10:42 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตร “ประธานาธิบดีคิวบา-ตระกูลคาสโตร” กดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ พุ่งเป้าประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา พร้อมเครือญาติ และสมาชิกตระกูล “คาสโตร” หวังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ขณะที่ผู้นำคิวบาและรัฐมนตรีต่างประเทศออกมาประณามทันทีว่าเป็นพฤติกรรมแทรกแซงที่น่ารังเกียจ

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่นายมิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบาวัย 66 ปี รวมถึง นางลิส กูเอสตา เปราซา ภริยา และบุตรบุญธรรม นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงบุคคลอีก 4 ราย และองค์กรอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงบุตรชายและหลานชายของนายราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา ซึ่างเป็นผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลังทางการเมือง และกระทรวงกองทัพปฏิวัติคิวบาด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นมาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ ในการยกระดับการกดดันผู้นำคอมมิวนิสต์คิวบา หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว สหรัฐฯ เพิ่งประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่คิวบาไป 11 ราย ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร ผู้นำทางทหาร และหน่วยข่าวกรองหลัก ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีฆาตกรรมต่อ นายราอูล คาสโตร จากกรณีที่เครื่องบินรบของคิวบายิงเครื่องบินของกลุ่มผู้ลี้ภัยคิวบาตกเมื่อปี 1996

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แถลงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่าเขาเพียงต้องการเห็นคิวบาเป็นประเทศที่บริหารจัดการได้ดีและสามารถเลี้ยงดูประชากรของตัวเองได้ “แต่ตอนนี้ประเทศนั้นกำลังอดอยาก พวกเขาไม่มีพลังงาน ไม่มีน้ำมัน ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย ทั้งที่คิวบามีผืนดินที่สวยงาม และสามารถสร้างเป็นรีสอร์ตที่สวยงามได้”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่า คิวบาอาจเป็นระบอบการปกครองถัดไปที่จะล่มสลาย เดินตามรอยการโค่นล้มของนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำสังคมนิยมของเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคม โดยระบุว่า “เราจะจัดการกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านก่อน และทันทีที่ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น ในขากลับเราจะแวะพักที่นั่น (คิวบา) สั้น ๆ” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปฏิเสธว่ามาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งให้เกิดการล่มสลายของประเทศคิวบา

ด้านประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  โจมตีทรัมป์ว่าพยายาม “ยกระดับการปิดล้อมและสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคิวบากับสหรัฐฯ” พร้อมประกาศว่าคิวบาจะยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานและความชั่วร้ายของรัฐบาลแยงกี (สหรัฐฯ) และการจู่โจมของพวกจักรวรรดินิยม

ขณะที่ นายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ออกมาประณามมาตรการคว่ำบาตรนี้ว่าเป็นสิ่ง “น่ารังเกียจ” และเป็นตัวอย่างล่าสุดของการแทรกแซงจากสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่า “ทุกการกระทำของสหรัฐฯ ที่มุ่งสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องล้มเหลว” และประชาชนคิวบาจะตอบโต้ด้วยความสามัคคีและความมุ่งมั่นที่มหาศาลยิ่งขึ้น

มาตรการคว่ำบาตรและการสั่งห้ามขนส่งน้ำมันของสหรัฐฯ ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณูปโภคของคิวบา ทำให้ประเทศขาดแคลนน้ำมันดีเซลสำหรับใช้ในเครื่องปั่นไฟ ส่งผลให้เกิดไฟดับยาวนานถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน และระบบน้ำประปาหยุดชะงัก

ในปัจจุบัน วิกฤตการณ์นี้ทำให้การคมนาคมขนส่งในคิวบากลายเป็นอัมพาต อาหารและยารักษาโรคขาดแคลนอย่างหนัก จนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเม็กซิโกและจีน ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ทางตะวันออกของเกาะยังคงอยู่ในช่วงฟื้นฟูความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” ที่พัดถล่มเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผู้แทนองค์การสหประชาชาติประจำคิวบา ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า วิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เกิดขึ้น ผนวกกับการเข้าสู่ฤดูมรสุมเฮอร์ริเคนในแถบแคริบเบียน กำลังกลายเป็น “ส่วนผสมที่อันตรายและพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ”.

ที่มา AFP / Reuters

โกลาหลเมืองหลวงนิวซีแลนด์น้ำเสียทะลักท่วมบ้าน หลังพายุถล่ม-ท่อระบายน้ำพัง

โกลาหลเมืองหลวงนิวซีแลนด์น้ำเสียทะลักท่วมบ้าน หลังพายุถล่ม-ท่อระบายน้ำพัง

5 มิ.ย. 2569 10:22 น.

โกลาหลเมืองหลวงนิวซีแลนด์น้ำเสียทะลักท่วมบ้าน หลังพายุถล่ม-ท่อระบายน้ำพัง

นิวซีแลนด์เผชิญวิกฤต หลังฝนพายุทำระบบท่อน้ำเสียล้มเหลว ส่งผลให้น้ำเสียและสิ่งปฏิกูลทะลักเข้าบ้านเรือนประชาชนในกรุงเวลลิงตัน ขณะที่ทางการสั่งเตือนประชาชนเลี่ยงชายฝั่ง และห้ามลงเล่นน้ำ

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในกรุงเวลลิงตัน เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ หลังบ้านเรือนหลายแห่งในย่านไอส์แลนด์ เบย์ ถูกน้ำเสียปนสิ่งปฏิกูลไหลทะลักเข้าท่วม ภายหลังพายุฝนรุนแรงทำให้ระบบท่อระบายน้ำเสียเกิดการอุดตัน

บริษัทดูแลระบบสาธารณูปโภค เวลลิงตัน วอเตอร์ เปิดเผยว่า เหตุน้ำเสียล้นเกิดจากท่อหลักอุดตัน ส่งผลให้มีบ้านหลายหลังได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่กำลังทำงานร่วมกับเจ้าของบ้านเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นที่

ริชาร์ด ปีเตอร์ส ชาวบ้านในพื้นที่ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า สถานการณ์เลวร้ายลงหลังระดับน้ำเริ่มลดลง เพราะพบทั้งสิ่งปฏิกูล ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย และน้ำสีน้ำตาลกระจายอยู่ตามพื้น ซึ่งมันน่าขยะแขยงมาก

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยานิวซีแลนด์ หรือ เม็ตเซอร์วิส (MetService) ระบุว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่พัดถล่มเวลลิงตันในคืนที่ผ่านมา ทำให้เกิดฟ้าผ่ามากกว่า 5,000 ครั้ง และมีฝนตกมากกว่า 25.7 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

ฝนตกหนักยังซ้ำเติมปัญหาที่โรงบำบัดน้ำเสียโมอา พอยต์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากพายุเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่สามารถกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าน้ำเสียที่ยังไม่ได้ผ่านการบำบัดหลายล้านลิตรไหลลงสู่ทะเลบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของเวลลิงตัน หลังระบบบำบัดเกิดปัญหา ซึ่งแม้จะมีการซ่อมแซมบางส่วน แต่โรงบำบัดแห่งนี้คาดว่าจะกลับมาใช้งานเต็มรูปแบบได้ในเดือนพฤศจิกายน

เวลลิงตัน วอเตอร์ ระบุว่า พายุล่าสุดทำให้ต้องปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ได้บำบัดเพิ่มขึ้นลงสู่ทะเล พร้อมประกาศเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงบริเวณอ่าวทาราเคนา และงดว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ หรือพายเรือคายัคตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง.

ที่มา : channelnewsasia

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

5 มิ.ย. 2569 10:00 น.

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เตรียมเดินทางเยือนเกาหลีเหนือวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำจีนในปีนี้ หลังทั้งผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียเดินทางเยือนจีนไปแล้ว

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน ตามคำเชิญของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน ระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของสี จิ้นผิง ในปี 2026

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สี จิ้นผิง เพิ่งพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวและภาพการพบเห็นคณะผู้แทนจีนเดินทางไปยังกรุงเปียงยาง ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ถึงการเยือนครั้งนี้

นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางของผู้นำจีนไปยังเกาหลีเหนือ อาจเป็นสัญญาณว่าจีนต้องการกลับมากระชับบทบาทและปรับยุทธศาสตร์อิทธิพลของตนต่อเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี

การเยือนครั้งล่าสุดของสี จิ้นผิง ไปยังเกาหลีเหนือเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 โดยครั้งนั้นเขาได้พบกับคิม จองอึน และได้รับการต้อนรับด้วยพิธีการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่คิม จองอึน เพิ่งเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้พบหารือกับสี จิ้นผิงเช่นกัน

การเยือนครั้งใหม่นี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-เกาหลีเหนือ ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจอย่าง จีน สหรัฐฯ และรัสเซีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

5 มิ.ย. 2569 09:35 น.

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน เปิดเหมืองเพิ่ม และกระตุ้นการส่งออก ท่ามกลางความพยายามพลิกฟื้นภาคพลังงานดั้งเดิมที่ซบเซามานานหลายปี

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศแผนใช้งบประมาณเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินของประเทศ โดยครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือโรงไฟฟ้าถ่านหิน การขยายเหมือง และการส่งออกถ่านหินไปยังต่างประเทศ

ทรัมป์เปิดเผยที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า เงินลงทุนก้อนนี้จะช่วยรักษาการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 14 แห่ง และเหมืองถ่านหิน 42 แห่งทั่วประเทศ  และเปิดเหมืองแห่งใหม่ รวมไปถึงในรัฐอะแลสกา และเวสต์ เวอร์จิเนีย โดยโครงการนี้จะช่วยสนับสนุนหรือสร้างงานใหม่มากกว่า 14,000 ตำแหน่ง ทั้งในอุตสาหกรรมถ่านหิน ก่อสร้าง ระบบราง และการขนส่งทางทะเล

ภายใต้มาตรการนี้ รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเย็นที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ 

รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือโรงไฟฟ้าถ่านหิน 13 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมไปถึงในรัฐอะแลสกา และเวสต์ เวอร์จิเนีย ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่แห่งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2556

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยังได้สั่งให้โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรัฐแมริแลนด์และรัฐ เพนซิลเวเนีย เดินหน้าผลิตไฟฟ้าต่อไปหลังพ้นกำหนดปิดกิจการเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ การประกาศครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหิน ซึ่งเผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่องจากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนต่ำกว่า.

ที่มา AFP

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

5 มิ.ย. 2569 09:04 น.

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

เกิดเหตุระทึกกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เครื่องบินโบอิ้ง 787 ของสายการบินลุฟท์ฮันซา ล้อหน้าพังทรุดขณะจอดเทียบประตูเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินบาดเจ็บหลายคน แต่โชคดีไม่มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่อง

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 12.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี หลังเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787 ของสายการบินลุฟท์ฮันซา ประสบเหตุชุดล้อหน้าหรือ Nose Gear ขัดข้อง จนทรุดพังลงมา ขณะจอดอยู่ที่หลุมจอดเตรียมออกเดินทางไปยังนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นจังหวะที่เครื่องบินสูญเสียการทรงตัว ก่อนส่วนหัวของเครื่องบินจะกดต่ำลงจนเกือบแตะพื้น เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินต้องเร่งเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมประสานทีมฉุกเฉินเข้าตรวจสอบ

สายการบินลุฟท์ฮันซาระบุว่า ขณะเกิดเหตุยังไม่มีผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ทำให้ไม่มีผู้โดยสารได้รับอันตราย แต่เจ้าหน้าที่สนามบินหลายรายได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

เครื่องบินลำนี้มีชื่อว่า “แฮร์เนอ” และเพิ่งเข้าประจำการกับสายการบินในเดือนมกราคม 2569 โดยถือเป็นเครื่องบินใหม่ที่เพิ่งได้รับมอบมาไม่นาน

ขณะนี้วิศวกรและหน่วยงานด้านการบินกำลังตรวจสอบสภาพเครื่องบิน เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมระบบล้อหน้าจึงเกิดความผิดปกติจนทำให้เครื่องบินทรุดตัวลง.

ที่มา : AP

เปิดตัววัคซีนตัวแรกของโลก “พัฒนาโดย AI” ทั้งหมด หวังรับมือโควิดทุกสายพันธุ์-สกัดโรคระบาดในอนาคต

เปิดตัววัคซีนตัวแรกของโลก "พัฒนาโดย AI" ทั้งหมด หวังรับมือโควิดทุกสายพันธุ์-สกัดโรคระบาดในอนาคต

5 มิ.ย. 2569 08:41 น.

เปิดตัววัคซีนตัวแรกของโลก “พัฒนาโดย AI” ทั้งหมด หวังรับมือโควิดทุกสายพันธุ์-สกัดโรคระบาดในอนาคต

นักวิจัยเปิดตัววัคซีนรูปแบบใหม่ พัฒนาโดย AI  ออกแบบองค์ประกอบสำคัญของวัคซีน เป็นครั้งแรกของโลก เริ่มทดสอบในมนุษย์แล้ว หวังป้องกันไวรัสโคโรนาทุกสายพันธุ์ ไปจนถึงไวรัสจากสัตว์ที่อาจก่อโรคระบาดใหญ่ในอนาคต

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในอังกฤษ เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ออกแบบองค์ประกอบสำคัญของวัคซีนทั้งหมด ก่อนนำมาทดสอบในมนุษย์เป็นครั้งแรกของโลก โดยหวังว่าวัคซีนนี้จะสามารถป้องกันไวรัสได้ในวงกว้าง และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคระบาดใหญ่ในอนาคต

รายงานข่าวระบุว่า วัคซีนนี้ถูกออกแบบให้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโคโรนาหลายชนิด ไม่เพียงแต่ครอบคลุมโควิด-19 ทุกสายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงไวรัสโคโรนาที่พบในสัตว์ ซึ่งอาจข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์และก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหม่ได้ในอนาคต 

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Journal of Infection ระบุว่าการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่านี่คือก้าวสำคัญของวงการวัคซีน โดยผลการทดลองระยะแรกในอาสาสมัคร 39 คน มีเป้าหมายหลักเพื่อประเมินความปลอดภัยของวัคซีน ขณะที่การศึกษาระยะต่อไปซึ่งมีอาสาสมัครราว 200 คน จะช่วยให้เข้าใจประสิทธิภาพในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ชัดเจนขึ้น

ศาสตราจารย์ โจนาธาน ฮีเนย์ หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาวัคซีนมักตามหลังการกลายพันธุ์ของไวรัสอยู่เสมอ โดยเฉพาะโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ต้องปรับสูตรวัคซีนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามก้าวนำหน้าไวรัส พร้อมระบุว่าเป้าหมายคือการสร้างวัคซีนที่สามารถรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด 

ทางด้านศาสตราจารย์ซัล เฟาสต์ ผู้ร่วมดำเนินการทดลองบางส่วน ระบุว่า เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดในอนาคต โดยมองว่า ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกม ของวงการวัคซีนในอนาคต เพราะสามารถช่วยคาดการณ์การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันได้รวดเร็วขึ้น ทำให้การพัฒนาวัคซีนใช้เวลาน้อยลงและช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น โดยความสำเร็จของการทดลองวัคซีนที่ออกแบบโดยเอไอ ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันที่ครอบคลุมและยั่งยืนต่อไวรัสหลากหลายชนิดในอนาคต.

ที่มา BBC

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

5 มิ.ย. 2569 08:04 น.

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในพื้นที่ตะวันตกของศรีลังกา ส่งผลให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ และบาดเจ็บอีก 8 คน ตรวจสอบพบสถานที่แออัด และไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย

เหตุเพลิงไหม้บ้านพักคนชราเกิดขึ้นช่วงดึกของวันพุธที่ผ่านมา ที่เมืองอังกูรูวาโตตา โดยเปลวไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตำรวจ และชาวบ้านเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางความโกลาหลของผู้พักอาศัยที่พยายามหนีออกจากอาคาร

ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นอาคารบางส่วนถูกไฟเผาจนเสียหายหนัก เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ภายในถูกเผาไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ตำรวจเปิดเผยว่า สามารถช่วยเหลือผู้พักอาศัยออกมาได้ 51 คน โดยมีทั้งผู้สูงอายุและผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ก่อนนำตัวขึ้นรถบัสไปยังพื้นที่ปลอดภัย 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ หลังเจ้าหน้าที่ระบุว่า บ้านพักแห่งนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง และเคยได้รับคำเตือนให้ปรับปรุงตามกฎระเบียบ แต่ยังไม่ดำเนินการแก้ไข

นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนผู้พักอาศัยมากเกินกว่าที่รองรับได้ โดยมีรายงานว่ารองรับได้ประมาณ 15 คน แต่กลับมีผู้พักอาศัยอยู่ถึง 71 คนในช่วงเกิดเหตุ 

หลังเกิดเหตุ ผู้อำนวยการบ้านพักถูกตำรวจจับกุมในข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากความประมาท และถูกควบคุมตัวระหว่างรอการสอบสวนเพิ่มเติม 

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงมาตรการความปลอดภัยภายในอาคาร เพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้สูงอายุจำนวนมากในครั้งนี้.

ที่มา :AP

สหรัฐฯ ย้ำ พร้อมเจรจาเกาหลีเหนือแบบไร้เงื่อนไข แม้คิม จองอึน ประกาศเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ ย้ำ พร้อมเจรจาเกาหลีเหนือแบบไร้เงื่อนไข แม้คิม จองอึน ประกาศเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์

5 มิ.ย. 2569 07:30 น.

สหรัฐฯ ย้ำ พร้อมเจรจาเกาหลีเหนือแบบไร้เงื่อนไข แม้คิม จองอึน ประกาศเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ ยืนยันยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับเกาหลีเหนือแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมย้ำเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ หลังคิม จองอึน ตรวจโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่และประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์แบบก้าวกระโดด

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า ยังคงพร้อมเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือแบบไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า พร้อมมุ่งมั่นต่อเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์ แม้รัฐบาลเกาหลีเหนือจะเดินหน้าขยายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นหลังสื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ และประกาศแผนเพิ่มศักยภาพคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศในอัตราแบบทวีคูณ หรือก้าวกระโดด โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่านายคิม จองอึน ได้รับฟังความคืบหน้าของโครงการผลิตวัสดุนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งหรือกำลังการผลิตของโรงงานแห่งนี้

การแสดงจุดยืนของสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการรื้อฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือ ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกลมากขึ้น ในช่วงที่การเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้หยุดชะงักมานานหลายปี

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสำคัญของพรรคแรงงานเกาหลีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ประกาศย้ำสถานะของตนเองในฐานะ รัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้  พร้อมให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ภายใต้แผนพัฒนากองทัพระยะ 5 ปี.

แฟ้มภาพ

ที่มา Yonhap