ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

10 ก.ย. 2569 06:56 น.

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นเรียกร้องชาติสมาชิกส่งสถานการณ์เมียนมาให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาผ่านคณะมนตรีความมั่นคงฯ พร้อมยุติส่งอาวุธให้รัฐบาลทหาร

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2569 นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวระหว่างการประชุมสมัยที่ 63 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นส่งสถานการณ์ในเมียนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC)  โดยระบุว่า วิกฤติสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นยังเรียกร้องให้ยุติการส่งมอบสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทหาร รวมถึงสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน หรือสินค้าซอฟต์แวร์เทคโนโลยี ให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเตือนว่าการส่งมอบสิ่งของเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างชัดเจนที่จะเอื้อให้เกิดการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกันต่างละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ  ต่อชุมชนชาวโรฮิงญา พร้อมเตือนว่า การส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) อย่างชัดแจ้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ศาลในอาร์เจนตินาออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของเมียนมา 25 คน รวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำต่อชาวโรฮิงญา ขณะที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564 เมื่อรัฐบาลทหารเดินหน้าปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง พร้อมเพิ่มปฏิบัติการทางทหารทั่วประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

10 ก.ย. 2569 06:14 น.

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซียกับยูเครนยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงที่ชายแดนยูเครนติดกับมอลโดวา ซึ่งมีผู้เคราะห์ร้าย 2 ศพ

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย จากเหตุโดรนรัสเซียโจมตีจุดข้ามแดน “สตารอโคซาเช” (Starokozache) บริเวณชายแดนยูเครนและมอลโดวา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดด่านตรวจดังกล่าวทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างยกระดับการโจมตีทางอากาศระยะไกลใส่กันอย่างหนัก แม้จะมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามก็ตาม

สำหรับการโจมตีในฝั่งยูเครน เหตุโจมตีที่ด่านสตารอโคซาเช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยหนึ่งในผู้บาดเจ็บเป็นคนขับรถชายมอลโดวา ขณะที่นายกรัฐมนตรีมอลโดวาออกมาระบุว่า ในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว มีโดรนของรัสเซียรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนประเทศของเขาถึง 17 ลำ

ที่กรุงเคียฟ โดรนรัสเซียพุ่งชนอาคารสูง 9 ชั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 คน ส่วนที่เมืองซูมี โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า สามารถยิงโดรนยูเครนตกได้ถึง 596 ลำในคืนเดียว อย่างไรก็ตาม หลายเมืองในรัสเซียยังได้รับความเสียหายจากโดรน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

เมืองท่าโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ของรัสเซีย ถูกโดรนของยูเครนโจมตีอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ รวมเด็ก 1 ราย บาดเจ็บอีก 29 ราย นอกจากนั้น ยังมีอาคารที่พักอาศัย, โบสถ์ และ โรงเรียนอนุบาลได้รับความเสียหายด้วย

ขณะเดียวกัน ยูเครนอ้างว่า ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เมืองโนวี อูเรนกอย (Novy Urengoy) ในเขตอาร์กติกของรัสเซีย และอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อตัดกำลังบำรุงในสงครามของรัสเซีย

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม

และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะตัวแทนของทรัมป์เดินทางไปเยือนทั้งรัสเซียกับยูเครน เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาโดยตรงระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งยูเครนคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ แต่ทางมอสโกแย้งว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือเรื่องวันและสถานที่จัดเจรจา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

10 ก.ย. 2569 05:16 น.

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2026 VANTOR)

สถาบันวิจัยในสหรัฐฯ เผยว่า อิหร่านกำลังสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่ที่ภูเขาพิกแอ็กซ์ ขณะที่สหรัฐฯ ก็กำลังพัฒนาอาวุธเจาะทะลวงรุ่นใหม่ เพื่อเจาะทะลวงฐานลับใต้ดินของอิหร่านให้ได้

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เมื่อ 9 ก.ย. 2569 ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าอิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่มขึ้น ใต้ภูเขาหินแกรนิต “พิกแอ็กซ์” (Pickaxe Mountain) ขณะเดียวกันมีหลักฐานชี้ว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเร่งทดสอบและพัฒนาอาวุธชนิดใหม่เพื่อโจมตีเป้าหมายใต้ดินลึกที่ระเบิดทำลายบังเกอร์แบบเดิมทำไม่ได้

CSIS ระบุว่า ศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่นี้ กำลังมีการปรับเปลี่ยนการก่อสร้างไปเน้นการตกแต่งหรือก่อสร้างภายใน การเสริมความแข็งแกร่งของปากอุโมงค์ และปรับเส้นทางคมนาคม คาดว่าออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประกอบเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

อย่างไรก็ตาม CSIS ประเมินว่าสถานที่แห่งนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ด้านท่าทีของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีศูนย์นิวเคลียร์แห่งนี้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่เป็นชั้นหินแกรนิตหนาทำให้เป็นเป้าหมายที่ทำลายได้ยาก แม้จะใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ที่หนักที่สุดในปัจจุบัน (MOP)

จากการโจมตีในยุทธการ Operation Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ ทำได้เพียงถล่มปิดทางเข้าศูนย์นิวเคลียร์อิสฟาฮาน (Isfahan) เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถเจาะทะลวงโครงสร้างชั้นใต้ดินได้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้อนุมัติสัญญาเร่งด่วนมูลค่า 1.2 ล้านดอลลาร์ก่อนเริ่มสงครามอิหร่าน เพื่อซ่อมแซมและเตรียมพื้นที่ทดสอบใต้ดินชั้นหินแกรนิต ที่เขตทดสอบขีปนาวุธไวท์แซนด์ส ในรัฐนิวเม็กซิโก

แหล่งข่าวระบุว่า การทดสอบดังกล่าวจะเป็นการใช้อาวุธจริง เพื่อจำลองการโจมตีใส่ศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินลึกของอิหร่านโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น กองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนา “ระเบิดเจาะทะลวงรุ่นถัดไป” เพื่อมาแทนที่ระเบิด MOP รุ่นเดิมสำหรับใช้ทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกใต้ดินมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ย. 2569 03:56 น.

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สงครามกับอิหร่านจะจบทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และอ้างอีกว่า ที่อิหร่านยกระดับการโจมตีในช่วงนี้ ก็เพื่อทำลายความนิยมของพรรครีพับลิกันให้แพ้เลือกตั้ง

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาอ้างว่า สงครามกับอิหร่านจะยุติลงและราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว “ทันที” หลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ผ่านพ้นไป นับเป็นการเลื่อนกำหนดเวลายุติสงครามอีกครั้ง หลังเวลาล่วงเลยมากว่า 6 เดือน ทั้งที่ทรัมป์เคยสัญญาว่า สงครามจะใช้เวลาไม่นาน

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิหร่านกำลังยกระดับความขัดแย้งในขณะนี้เพื่อส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน

“ผมคิดว่าสงครามจะจบลงทันทีหลังการเลือกตั้ง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบริเวณลานจอดเครื่องบิน ขณะเดินทางไปยังรัฐเทกซัสเพื่อร่วมงานประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรครีพับลิกันสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม

“พวกเขาไม่สามารถอดทนได้นานกว่านี้อีกแล้ว พวกเขาสิ้นหวังที่จะพยายามส่งผลต่อการเลือกตั้ง เพื่อให้เราได้กลุ่มคนที่อ่อนแอเข้าไปบริหาร แล้วปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามลำพังและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

คำคาดการณ์ของทรัมป์ที่ว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีก 2 เดือน หลังจากยืดเยื้อมานานแล้ว 6 เดือน ทำให้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันต้องรับมือกับปัจจัยลบของความขัดแย้งและผลกระทบต่อค่าครองชีพต่อไป โดยพรรครีพับลิกันกังวลมานานแล้วว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามจะทำให้พวกเขาเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

คำพูดล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่สงครามส่งผลให้ราคาพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยตามข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยเกือบ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนน้ำมันเบนซินธรรมดาขณะนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.22 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นจาก 4.01 ดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน

ต้นทุนพลังงานยังดันราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารสด ให้สูงขึ้น ทั้งยังส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความไม่พอใจของผู้ลงคะแนนเสียง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างว่าราคาน้ำมันจะลดลงต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีตอบโต้กัน โดยมีการผลัดกันโจมตีเรือรบและเรือบรรทุกน้ำมันของอีกฝ่าย ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่ได้มองหาการเจรจากับผู้นำอิหร่านเพื่อยุติการสู้รบอีกต่อไปแล้ว

“เดิมทีผมต้องการทำข้อตกลง” เขากล่าว “แต่ตอนนี้เราถลำลึกมาไกลมากแล้ว ตอนนี้ประเทศของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที ดังนั้นเราจึงไม่ได้แสวงหาการเจรจา แน่นอนว่าการเจรจาอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : politico

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 02:55 น.

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งออกมารวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลของพวกเขา ส่งทหารไปเข้าร่วมในสงครามกับอิหร่านตามแรงกดดันของ โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 กลุ่มผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คน ชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิเสธการส่งกองกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมากดดันประเทศพันธมิตรให้เข้าร่วมในความขัดแย้งกับอิหร่าน

กลุ่มผู้ประท้วงและองค์กรภาคประชาสังคมมองว่า สงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 6 เดือนก่อนเป็น “สงครามที่ผิดกฎหมาย” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งทหารเกาหลีใต้ไปจึงเท่ากับการส่งเยาวชนไปสู่ความเสี่ยง และจะนำไปสู่ความสูญเสียโดยไม่จำเป็น

ก่อนหน้านี้กองทัพเกาหลีใต้ได้ส่งคณะทำงานไปประเมินสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจส่งกำลังทหาร ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทาง “การมีส่วนร่วม” เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยร่วมกับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทบต่อความพร้อมทางทหารของตนเอง

ด้านรัฐบาลอิหร่านเตือนอย่างชัดเจนว่า หากเกาหลีใต้ส่งทหารเข้ามา จะถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือฝ่ายรุกรานโดยตรง และจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ดังกล่าวจริง จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากรัฐสภาเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

10 ก.ย. 2569 00:55 น.

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช ผู้ครองตำแหน่งมิสออสเตรียคนปัจจุบัน เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 22 ปี โดยเธอมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

กองประกวด Mission Austria ซึ่งเป็นผู้จัดงานประกวดมิสออสเตรียและมิสเตอร์ออสเตรีย แจ้งข่าวเศร้าผ่านโพสต์ไว้อาลัยบนเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) โดยระบุว่า “พวกเราตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของ ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรียประจำปี 2567”

ซีซิชคว้ามงกุฏมิสออสเตรียได้ในปี 2567 และยังคงครองตำแหน่งอยู่นับตั้งแต่นั้นเนื่องจากยังไม่มีการจัดประกวดครั้งใหม่

ทางกองประกวด Mission Austria ได้ระบุในโพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาษาเยอรมันว่า “พวกเราจะจดจำลูเซียในฐานะหญิงสาวที่แสนงดงาม พวกเราขอส่งความห่วงใยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งของเราไปถึง ครอบครัว เพื่อนฝูง และทุกคนที่ใกล้ชิดกับเธอในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้”

ข้อความดังกล่าวลงชื่อโดย เคิร์สติน ริกเกอร์ ซีอีโอของ Mission Austria และ ยอร์ก สามีของเธอ พร้อมเสริมว่า “ลูเซียจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมิสออสเตรียของเราตลอดไป”

ทั้งนี้ ในฐานะบุคคลสาธารณะ ซีซิชเคยเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเธออย่างตรงไปตรงมา โดยในปี 2567 เธอโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมเพื่อขอบคุณทีมแพทย์แผนกกุมารเวชที่เคยดูแลเธอในวัยเด็ก

“ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และคุณหมอผู้เสียสละ ซึ่งช่วยชีวิตฉันไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด ทำให้ฉันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากมาย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปี่ยมสุข” เธอระบุไว้ในเวลานั้น

นอกจากนี้ ซีซิชเคยให้สัมภาษณ์กับ Heute สำนักข่าวของออสเตรียในปี 2567 ว่า เธอเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกทันทีหลังคลอด และได้เล่าถึงผลกระทบจากสุขภาพที่มีต่อวัยเด็กของเธอ

“งานสัปดาห์กีฬาจัดขึ้นโดยไม่มีฉัน วัยเด็กของฉันแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง แต่มันก็ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น”

ด้าน Herzkinder Österreich องค์กรการกุศลในออสเตรียที่ช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ ก็ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของซีซิชเช่นกัน โดยโพสต์เฟซบุ๊กว่า พวกเขาเสียใจอย่างที่สุดต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของซีซิช พร้อมเสริมว่า “ด้วยวัยเพียง 22 ปี เธอจากพวกเราเร็วเกินไปอย่างยิ่ง”

ข้อความไว้อาลัยระบุอีกว่า “ลูเซียเองเป็นผู้มีหัวใจแห่งความหวังอย่างแท้จริง เธอคือหญิงสาวที่เข้าใจดีว่าการเติบโตมาพร้อมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การต้องอดทนต่อการผ่าตัด และการก้าวไปตามเส้นทางของตัวเองด้วยความกล้าหาญและร่าเริงนั้นเป็นอย่างไร”

“เราจะจดจำเธอในฐานะหญิงสาวที่มีจิตใจอบอุ่น อบอวลด้วยความสุข น่าประทับใจ — และในฐานะเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วและปรารถนาจะมอบพลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

9 ก.ย. 2569 23:51 น.

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยระดับสูงของบริษัท Anthropic โพสต์ข้อความเตือนว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI จะสังหารมนุษย์ทุกคนภายในทศวรรษหน้า หากยังพัฒนาโดยไม่มีการควบคุม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 ก.ย. 2569 ว่า เอแวน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) นักวิจัยด้านความปลอดภัยคนสำคัญของบริษัท “แอนโทรปิก” (Anthropic) หนึ่งในผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ของโลก โพสต์ข้อความเตือนว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI อาจส่งผลให้มีโอกาสมากกว่า 10% ที่เทคโนโลยีนี้จะ “ฆ่ามนุษย์ทุกคนบนโลก” ภายในทศวรรษหน้า

ฮูบิงเกอร์ยืนยันว่า โมเดล AI ในปัจจุบันยังคงมีความเสี่ยงต่ำ แต่เขากังวลว่า AI อาจพัฒนาและปรับปรุงตนเองจนควบคุมไม่ได้ในเร็วๆ นี้

การออกมาเตือนของฮูบิงเกอร์เกิดขึ้นหลังจาก เจคอบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) นักวิจัย AI ที่เพิ่งลาออกจาก Anthropic (และเคยทำงานกับ OpenAI) ได้โพสต์ว่า ทั้งสองบริษัทไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าระบบ AI ขั้นสูง (Superintelligence) จะสามารถแฮ็กระบบทุกอย่าง ปฏิวัติทุกวงการ และครอบครองทรัพยากรจริงได้ในไม่ช้า

ฮูบิงเกอร์ ซึ่งทำงานด้านการปรับแต่ง AI ให้สอดคล้องกับจริยธรรมมนุษย์ ยอมรับว่า Anthropic รวมถึงอุตสาหกรรมโดยรวมยังไม่มีแผนรับมือหรือวิธีแก้ปัญหาความเสี่ยงจาก Superintelligence ที่ชัดเจน สะท้อนจากเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนก่อน ที่เครื่องมือ AI ของบริษัทชั้นนำทั้ง Anthropic, OpenAI และ Meta หลุดออกไปแฮ็กระบบต่างๆ

ด้าน เดม เวนดี ฮอลล์ ที่ปรึกษาด้าน AI ขององค์การสหประชาชาติ (UN) แสดงความตระหนกต่อโพสต์ดังกล่าว แต่อีกมุมหนึ่งก็ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างกระแสก่อนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

ส่วน ดาร์เรน โจนส์ อดีตรัฐมนตรีของอังกฤษ ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้มีการทำ “สนธิสัญญาระหว่างประเทศ” เพื่อกำกับดูแลและกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ร่วมกันก่อนที่จะสายเกินไป

ทั้งนี้ รายงานจาก Financial Times ระบุว่า Anthropic ปฏิเสธที่จะส่งมอบโมเดล AI รุ่นล่าสุดให้แก่สถาบันความปลอดภัย AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI) ตรวจสอบ ซึ่งทางบริษัทปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้นำในวงการ AI รวมถึงผู้บริหารของ Anthropic และบุคลากรกว่า 1,300 คน ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามระดับนานาชาติในการชะลอและควบคุมจังหวะการพัฒนา AI เพื่อให้มนุษย์ยังคงสามารถควบคุมอนาคตได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK เรียกตัวหัวหน้าผู้คุมการบินเข้าพบ หลังระบบขัดข้องครั้งใหญ่

UK เรียกตัวหัวหน้าผู้คุมการบินเข้าพบ หลังระบบขัดข้องครั้งใหญ่

9 ก.ย. 2569 22:46 น.

UK เรียกตัวหัวหน้าผู้คุมการบินเข้าพบ หลังระบบขัดข้องครั้งใหญ่

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเรียกตัวซีอีโอบริษัทที่ดูแลระบบควบคุมการจราจรทางอากาศเข้าพบให้ชี้แจง หลังเกิดเหตุระบบขัดข้องครั้งใหญ่กระทบผู้โดยสารหลายแสนคน ซ้ำรอยปี 2566

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเรียกตัวซีอีโอของบริษัท NATS ซึ่งเป็นผู้บริหารระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศเข้าพบ หลังระบบดังกล่าวเกิดขัดข้องยาวนานหลายชั่วโมงเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วราว 2,000 เที่ยวบิน และผู้โดยสารหลายแสนคนต้องติดค้าง

ไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสหราชอาณาจักร เรียกตัว มาร์ติน โรล์ฟ ซีอีโอของ NATS เข้าพบด่วนเพื่อให้อธิบายสาเหตุของความขัดข้องดังกล่าว ขณะที่ ไมเคิล โอเลียรี ซีอีโอของ “ไรอันแอร์” (Ryanair) ออกมาโจมตีเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรงว่า นี่คือ “ภาพฉายซ้ำ” ของเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในปี 2566 และเรียกร้องให้นายโรล์ฟลาออก

ไรอันแอร์ระบุว่า พวกเขาได้รับแจ้งว่าเหตุระบบขัดข้องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเดิมเหมือนปี 2566 ที่เคยสร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านปอนด์ แต่ NATS และโรล์ฟออกมารายงานโต้ว่าเป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นกับระบบข้อมูลการบินที่ศูนย์ “สวอนวิค” (Swanwick) พร้อมตัดประเด็นเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ออกไป และกำลังเร่งสอบสวนเชิงลึก

ในวันพุธ แม้เที่ยวบินจะเริ่มกลับมาให้บริการแล้ว แต่ความระส่ำระสายยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง จากการต้องจัดลำดับเครื่องบินและลูกเรือใหม่

เหตุการณ์นี้ทำให้ไรอันแอร์ต้องยกเลิกเที่ยวบินไป 260 เที่ยว กระทบผู้โดยสาร 48,000 คน ประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 3 ล้านปอนด์ ขณะที่ บริติช แอร์เวย์ส (British Airways) ยกเลิกและเปลี่ยนเส้นทางไปนับร้อยเที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารหลายหมื่นคน

ส่วนท่าอากาศยานฮีทโธรว์และเกตวิก ซึ่งเป็นสนามบินหลักในอังกฤษ เตือนผู้โดยสารให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินล่วงหน้าเนื่องจากตารางบินยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ

NATS ซึ่งเป็นองค์กรร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน เพิ่งจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นสูงถึง 175 ล้านปอนด์ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยไรอันแอร์อยู่ระหว่างฟ้องร้อง NATS เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ปี 2566 และเรียกร้องให้นำกำไรไปลงทุนพัฒนาประสิทธิภาพระบบและเพิ่มบุคลากรแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพนิวเคลียร์

9 ก.ย. 2569 21:51 น.

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการนิวเคลียร์ ในขณะที่หน่วยงานระหว่างประเทศระบุว่า นี่เป็นการละเมิดมติสหประชาชาติอย่างชัดเจน

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่า เกาหลีเหนือสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งใหม่ภายในศูนย์นิวเคลียร์ยองบยอน (Yongbyon) ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับเครื่องเหวี่ยงสสาร (Centrifuge) ได้สูงสุด 28 เครื่อง

นอกจากโรงงานสูง 2 ชั้นดังกล่าว IAEA ยังพบการขยายและเริ่มดำเนินงานที่อาคารส่วนต่อขยายของโรงงานเสริมสมรรถนะอีกแห่งชื่อว่า “คังซอน” (Kangson) ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาด้วย

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า เกาหลีเหนือขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยผู้นำสูงสุด คิม จอง-อึน ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตวัตถุดิบนิวเคลียร์แห่งใหม่นี้เมื่อเดือนมิถุนายน และชื่นชมกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA ระบุว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้ละเมิดข้อมติของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) อย่างชัดเจน และเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

ด้านผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลด้านความมั่นคง โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือสถานที่ด้านนิวเคลียร์หลายแห่งของเกาหลีเหนือถูกปกปิดและซ่อนเร้น ทำให้ยากต่อการติดตาม โดยคาดว่ายังมีสถานที่ผลิตที่ซ่อนอยู่อีกหลายแห่ง

ทั้งนี้ แม้เกาหลีเหนือจะถูกจัดเป็นประเทศรายได้น้อย แต่เกาหลีเหนือทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปีในการพัฒนานิวเคลียร์ ปัจจุบันคาดว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองหลายสิบลูก และมีกำลังการผลิตราว 15–20 ลูกต่อปี

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้เสนอให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นเวทีในการยับยั้งการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทว่าฝั่งเกาหลีเหนือยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลเงินเฟ้อพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลเงินเฟ้อพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

9 ก.ย. 2569 16:26 น.

น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กังวลเงินเฟ้อพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามหนัก ต่างฝ่ายต่างเปิดศึกตอบโต้อย่างดุเดือด ทั้งเหตุสหรัฐฯ ถล่มเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน และอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเร่งเงินเฟ้อและกดดันธนาคารกลางทั่วโลกให้ขึ้นดอกเบี้ย

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดโลก พุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันนี้ (9 ก.ย.) หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ก่อนสหรัฐฯ จะเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 100.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 99.90 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน

แรงกดดันต่อตลาดน้ำมันเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ เพื่อตอบโต้กรณีอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเรือรบสหรัฐฯ โดยเรือ 4 ลำที่ถูกโจมตีอยู่ในอ่าวโอมานและมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ขณะที่อีกลำถูกโจมตีใกล้เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน โดยทางการจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 18 ลูกจากทั้งหมด 20 ลูก ส่วนอีก 2 ลูกตกในพื้นที่ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยังประกาศว่า ได้โจมตีเรือของสหรัฐฯ 2 ลำ เรือบรรทุกน้ำมัน 8 ลำ และเรืออีก 10 ลำที่ถูกระบุว่า “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง” ขณะพยายามเดินทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าจะเดินหน้าโจมตีตอบโต้เพิ่มเติม

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก โดยความตึงเครียดที่ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวหยุดชะงัก ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่เกาะคาร์กเป็นที่ตั้งของท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน และน้ำมันดิบราว 90% ของประเทศถูกส่งผ่านพื้นที่ดังกล่าว

สถานการณ์ยังรุนแรงขึ้นจากความไม่สงบในภูมิภาค โดยกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โจมตีโรงงานพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 73 คน และเกิดเพลิงไหม้ในสถานที่ด้านพลังงานหลายแห่ง จนต้องระงับการดำเนินงานบางส่วนเป็นการชั่วคราว

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า การตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นเรื่อง “ตรงไปตรงมา” โดยระบุว่า หากอิหร่านยังพยายามโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ก็จะต้องเผชิญกับการสูญเสียเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มเติม

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 ทำให้นักลงทุนกังวลว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการ

ฟาวัด ราซักซาดา นักวิเคราะห์ตลาดจาก FOREX.com กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันหยุดชะงัก และทำให้นักลงทุนวิตกถึงผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

ตลาดหุ้นได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมที่อาจเพิ่มขึ้น โดยดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบ แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงฟื้นตัวจากการเทขายอย่างหนักในเดือนกรกฎาคม โดยหุ้น SK hynix ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นมากกว่า 3%

นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยตัวเลข ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของเฟดว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าหรือไม่

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความพยายามควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางทั่วโลกสะดุดลงอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน M/T Riesco ซึ่งถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ ได้จมลงในอ่าวโอมาน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่าน และปฏิบัติการทางทหารในน่านน้ำภูมิภาคยังคงดำเนินต่อไป

ก่อนหน้านี้ อิหร่านยังอ้างว่าสามารถยึดเรือดำน้ำไร้คนขับของสหรัฐฯ ได้ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่กองทัพสหรัฐฯ ชี้แจงว่าอากาศยานใต้น้ำไร้คนขับดังกล่าวเกิดขัดข้องมากกว่าหนึ่งวันก่อนหน้า เป็นอุปกรณ์รุ่นเก่า และไม่ได้เก็บข้อมูลอ่อนไหวหรือมีอุปกรณ์โซนาร์และเรดาร์ลับแต่อย่างใด.

ที่มา BBC / AFP