ผู้นำเกาหลีใต้เสนอสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แลกหยุดพัฒนานิวเคลียร์

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แลกหยุดพัฒนานิวเคลียร์

22 ก.ย. 2569 12:26 น.

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอสหรัฐฯ ผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แลกหยุดพัฒนานิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เสนอให้สหรัฐฯยอมผ่อนคลายคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ หวังเปิดทางสร้างความไว้ใจก่อนเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว ท่ามกลางความกังวลว่าเกาหลีเหนืออาจผลิตนิวเคลียร์ปีละ 10-20 ลูก

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ เพื่อแลกกับข้อตกลงให้รัฐบาลเปียงยางหยุดพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีป ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์

โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์ก ไทมส์ว่า การแลกเปลี่ยนระหว่างมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งเขามองว่าไม่ได้ผลมากนัก กับการหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธเพิ่มเติม มีความสำคัญอย่างมาก พร้อมระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การเดินหน้าผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ อาจไม่สามารถนำไปสู่ความคืบหน้าได้

ผู้นำเกาหลีใต้เสนอว่า หากสามารถบรรลุข้อตกลงให้เกาหลีเหนือหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ก่อน ก็จะสามารถสร้างความไว้วางใจผ่านการให้สิ่งตอบแทนและการผ่อนปรนซึ่งกันและกัน ก่อนนำไปสู่การเจรจาเพื่อลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือลงในท้ายที่สุด

นายอียังเตือนว่า สถานการณ์ชะงักงันในปัจจุบันมีความเสี่ยงมากเกินกว่าจะปล่อยให้ดำเนินต่อไป โดยอ้างการประเมินของเกาหลีใต้ว่า เกาหลีเหนืออาจมีศักยภาพในการผลิต หรืออาจกำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นปีละ 10-20 ลูก

ผู้นำเกาหลีใต้ยังเตือนว่า หากเกาหลีเหนือเชื่อว่าตนเองมีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธมากเพียงพอที่จะรับประกันความอยู่รอดของประเทศ ก็อาจหันไปส่งออกอาวุธเหล่านี้เพื่อหารายได้ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงยิ่งขึ้น

แนวนโยบายของรัฐบาลอี แจ-มยอง ยังสะท้อนการเปลี่ยนจากแนวทางที่เน้นปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อน ไปสู่แนวทางที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพก่อน โดยอีเคยให้คำมั่นว่าจะเคารพระบบการปกครองของเกาหลีเหนือ และแสวงหาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างสองเกาหลี

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงตึงเครียด โดยคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยกเลิกแนวนโยบายการรวมชาติของสองเกาหลี พร้อมประกาศให้เกาหลีใต้เป็นรัฐที่เป็นศัตรูมากที่สุด และสั่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันตามแนวชายแดน

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพยายามผลักดันให้เกิดการพบหารือครั้งใหม่กับคิม จอง อึน โดยอี แจ-มยอง ระบุว่าต้องการเห็นการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือเกิดขึ้น

ขณะที่อี แจ-มยองมีกำหนดนำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสันติภาพและการอยู่ร่วมกันบนคาบสมุทรเกาหลีต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์นี้.

ที่มา : channelnewsasia

จีนสั่งปลด 2 นายทหารพ้นพรรคคอมมิวนิสต์-กองทัพ เซ่นปมทำผิดกฎหมาย-ฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง

จีนสั่งปลด 2 นายทหารพ้นพรรคคอมมิวนิสต์-กองทัพ เซ่นปมทำผิดกฎหมาย-ฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง

22 ก.ย. 2569 11:47 น.

จีนสั่งปลด 2 นายทหารพ้นพรรคคอมมิวนิสต์-กองทัพ เซ่นปมทำผิดกฎหมาย-ฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง

จีนประกาศขับ “จาง โหยวเสีย” และ “หลิว เจิ้นหลี่” อดีตนายทหารระดับสูง ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและปลดออกจากกองทัพ หลังผลการสอบสวนพบการฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ทั้งการรับสินบน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ และจัดตั้งกลุ่มก๊วนภายในพรรค ขณะที่ประเด็นการกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรคได้รับความสนใจ เนื่องจากนายจางเคยเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางและบุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

จีนประกาศขับนายทหารระดับสูง 2 นาย ได้แก่ จาง โหยวเสีย และ หลิว เจิ้นหลี่ ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ CPC และปลดออกจากกองทัพ หลังถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง รวมถึงการทุจริตและไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรค

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการอนุมัติในการประชุมกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ก.ย.) หลังที่ประชุมพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการทหารกลาง หรือ CMC เกี่ยวกับการดำเนินการต่อคดีของนายทหารทั้งสอง

จาง โหยวเสีย เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานสูงสุดในการบัญชาการกองทัพจีน และเป็นบุคคลที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะที่หลิว เจิ้นหลี่ เคยเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการทหารกลาง และหัวหน้ากรมเสนาธิการร่วมของคณะกรรมาธิการทหารกลาง

การสอบสวนจางและหลิวเริ่มขึ้นหลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการทหารกลาง โดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของคณะกรรมาธิการทหารกลางเป็นผู้ดำเนินการ ผลการสอบสวนระบุว่า นายทหารทั้งสองละทิ้งเจตนารมณ์และภารกิจดั้งเดิม ห่างเหินจากพรรค ละทิ้งหลักการของพรรค และก้าวข้ามข้อห้ามสำคัญด้านวินัย นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าจัดตั้งกลุ่มก๊วนและกลุ่มอิทธิพลภายในพรรค รวมถึงไม่ซื่อสัตย์และไม่จริงใจต่อพรรค

เอกสารทางการที่สำนักข่าวซินหัวอ้างถึงระบุว่า จางและหลิวฝ่าฝืนระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ทางการเมืองอย่างร้ายแรง จัดตั้งกลุ่มและฝักฝ่าย ตลอดจนมีพฤติกรรมทุจริตและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ผลสอบสวนยังพบว่า ทั้งสองรับของขวัญและเงินอย่างผิดกฎหมาย และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลอื่นในเรื่องการเลื่อนตำแหน่งและประเด็นต่าง ๆ เพื่อแลกกับเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าละเลยความรับผิดชอบในการบังคับใช้หลักการกำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเข้มงวด และละเลยการอบรม ตลอดจนการกำกับดูแลสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้การดูแล

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า การกระทำของนายทหารทั้งสองมีความผิดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกัน โดยการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากการทุจริตเกิดขึ้นควบคู่กับการละเลยหน้าที่และการใช้อำนาจในทางมิชอบ อีกทั้งมูลค่าความเสียหายและเงินที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับสูงมาก และลักษณะความผิดมีความร้ายแรงอย่างยิ่ง

ตามระเบียบของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จางและหลิวถูกขับออกจากพรรค และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยว่ากระทำความผิดทางอาญาถูกส่งต่อให้หน่วยงานอัยการทหารพิจารณาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ สถานะการเป็นผู้แทนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 ของนายทหารทั้งสองถูกยุติลงด้วย โดยการขับออกจากพรรคอย่างเป็นทางการจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการประชุมเต็มคณะครั้งต่อไป

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า คดีของจางและหลิวสะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการทหารกลาง ในการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่องจนถึงที่สุด โดยยืนยันว่า การต่อต้านการทุจริตไม่มีพื้นที่ต้องห้าม ครอบคลุมทุกระดับ และใช้หลักไม่ยอมผ่อนปรนต่อผู้กระทำผิด

ทางการจีนยังระบุด้วยว่า ไม่มีสถานที่ใดในกองทัพที่บุคคลทุจริตจะสามารถหลบซ่อนได้ พร้อมยกให้การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการปราบปรามการทุจริตในพรรคและกองทัพจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การสอบสวนจาง โหยวเสีย และหลิว เจิ้นหลี่ ได้รับการประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนที่นายทหารทั้งสองจะถูกปลดออกจากคณะกรรมาธิการทหารกลางของรัฐในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

นับตั้งแต่สี จิ้นผิงขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 เขาได้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตและการละเมิดวินัยในวงกว้าง โดยมีเจ้าหน้าที่ในระบบราชการจีนหลายล้านคนถูกสอบสวนในระดับต่าง ๆ และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมากทั้งในพรรค รัฐบาล และกองทัพถูกดำเนินการทางวินัยและปลดออกจากตำแหน่ง

กองทัพจีนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยการสอบสวนและการขับเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกจากพรรคหลายครั้ง ส่งผลให้โครงสร้างสมาชิกคณะกรรมาธิการทหารกลางเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

เดนนิส ไวลเดอร์ อดีตนักวิเคราะห์จีนของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA และนักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า แม้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ PLA จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน คือข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรค ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกลุ่มก๊วนและกลุ่มฝักฝ่าย

ไวลเดอร์กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับบรรยากาศทางการเมืองในยุคของเหมา เจ๋อตง และหากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ อาจสะท้อนว่าผู้นำจีนมองสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นความท้าทายที่ร้ายแรงต่ออำนาจและตำแหน่งทางการเมืองของสี จิ้นผิง

ด้านโจเซฟ โทริเจียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน กล่าวว่า จาง โหยวเสีย เคยถูกนำเสนอผ่านกลไกโฆษณาชวนเชื่อของพรรคและกองทัพในช่วงทศวรรษ 1980 ในฐานะตัวแทนของคนจีนรุ่นใหม่ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อการปฏิวัติ แต่ปัจจุบันกลับเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและวัตถุนิยม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ร่วมรุ่นเดียวกันจำนวนมากต้องสิ้นสุดเส้นทางอำนาจ

จาง โหยวเสีย เคยเป็นสมาชิกกรมการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นหนึ่งในนายทหารระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์ผ่านการสู้รบ

การประกาศขับจางและหลิวออกจากพรรคเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมสำคัญของพรรคในเดือนตุลาคม ซึ่งจะมุ่งเน้นประเด็นการกำกับดูแลภายในพรรคและวินัยของสมาชิก.

ที่มา China Daily / Reuters

สหรัฐฯ จ่อเปิด 2 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์ หวังขยายกำลังอาร์กติก

สหรัฐฯ จ่อเปิด 2 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์ หวังขยายกำลังอาร์กติก

22 ก.ย. 2569 09:36 น.

สหรัฐฯ จ่อเปิด 2 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์ หวังขยายกำลังอาร์กติก

สหรัฐฯ เตรียมเปิดฐานทัพใหม่ 2 แห่ง เพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์ ตามข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่กับเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ขณะที่อาร์กติกกำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมหาอำนาจ

สหรัฐฯ วางแผนเปิดฐานทัพทหาร 2 แห่งในกรีนแลนด์ ได้แก่ การกลับมาเปิดฐานทัพเก่าในพื้นที่นาร์ซาร์ซวก ทางตอนใต้ และการจัดตั้งกำลังทหารในพื้นที่เมสเตอร์สวิก ทางชายฝั่งตะวันออก ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยลาดตระเวนลากเลื่อนสุนัขของกองกำลังพิเศษเดนมาร์ก ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 รายที่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ มีกำหนดลงนามข้อตกลงฉบับใหม่ที่นครนิวยอร์ก ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันที่ 22 กันยายน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ได้รับการเปิดเผย และยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ

สำหรับนาร์ซาร์ซวก เคยเป็นที่ตั้งฐานทัพบลูอีเวสต์วัน ของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น ก่อนที่สหรัฐฯ จะปิดฐานทัพแห่งนี้ในช่วงทศวรรษ 1950 ขณะที่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวมีประชากรเหลือเพียงไม่กี่สิบคน ส่วนเมสเตอร์สวิกเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารที่ยังถูกใช้งานโดยหน่วย Sirius Dog Sled Patrol ของเดนมาร์ก

เดนมาร์กระบุว่า ข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะทำให้การดูแลความมั่นคงในอาร์กติกอยู่ภายใต้กรอบขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO มากขึ้น แทนที่จะเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์กเพียงสองประเทศ ขณะที่รัฐบาลเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยืนยันว่า ข้อตกลงดังกล่าวรับรองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก รวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตของชาวกรีนแลนด์

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันเรื่องกรีนแลนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยแสดงความต้องการให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ และเคยไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการทางทหารหรือเศรษฐกิจเพื่อเข้าครอบครองดินแดนแห่งนี้ ท่าทีดังกล่าวเคยสร้างความตึงเครียดภายใน NATO และนำไปสู่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์

ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยมีกองกำลังและฐานปฏิบัติการทางทหารในกรีนแลนด์ถึง 17 แห่ง พร้อมกำลังพลมากกว่า 10,000 นาย แต่ปัจจุบันเหลือฐานทัพสหรัฐฯ ที่ใช้งานอยู่เพียงแห่งเดียว คือฐานอวกาศพิทัฟฟิก ซึ่งมีทหารสหรัฐฯ ประจำการประมาณ 150 นาย

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในอาร์กติก โดยระบุว่าพันธมิตรจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

อาร์กติกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งละลาย เปิดทางให้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางเดินเรือใหม่ ๆ ได้มากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

แดนเซอร์หนุ่มจีน จับมือทีมนักเต้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เข้าลุ้นในรอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent

แดนเซอร์หนุ่มจีน จับมือทีมนักเต้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เข้าลุ้นในรอบชิงชนะเลิศ America's Got Talent

22 ก.ย. 2569 09:24 น.

แดนเซอร์หนุ่มจีน จับมือทีมนักเต้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เข้าลุ้นในรอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent

อู๋ อวี่เฟย แดนเซอร์ชาวจีนวัย 27 ปี จับมือทีม “Homies” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นักเต้น ร่วมเวทีจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายอู๋ อวี่เฟย สตรีทแดนเซอร์ชาวจีน วัย 27 ปี จากมณฑลเสฉวน ซึ่งใช้เวลาตลอด 13 ปีในวงการส่วนใหญ่กับการเต้นเดี่ยว กำลังมีคู่หูชุดใหม่ที่แตกต่างออกไป นั่นคือทีมแดนเซอร์หุ่นยนต์ที่มีลีลาการเต้นคล่องแคล่วไม่แพ้มนุษย์ นั่นคือทีม Homies หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นักเต้น สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการ “America’s Got Talent” ได้สำเร็จ หลังจากหวังว่าจะได้ขึ้นเวทีรอบนี้มานานหลายปี

นายอู๋ กล่าวว่า การได้เต้นร่วมกับหุ่นยนต์ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่มหัศจรรย์ และหลังฝึกซ้อมร่วมกันมาหลายเดือน เขามองว่าหุ่นยนต์นักเต้นเหล่านี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นเพียงเครื่องจักรที่เย็นชาและไร้ชีวิต อีกต่อไป แต่แทบจะสัมผัสได้ถึงความเป็นทีมเดียวกัน

โดยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ร่วมแสดงกับนายอู๋ ผลิตโดยบริษัท Unitree Robotics ของจีน ที่เคยสร้างความฮือฮาจากการแสดงในงานกาลาเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของจีน จากนั้นบริษัทและผู้จัดงานทั่วประเทศต่างเร่งจ้างหุ่นยนต์มาแสดงเพื่อสร้างสีสันและดึงดูดผู้เข้าชม

นายฟาง เจิ้งหัว ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ผู้อยู่เบื้องหลังการแสดงของนายอู๋ และหุ่นยนต์ Unitree กล่าวว่าการฝึกหุ่นยนต์ให้เต้นต้องเริ่มจากการบันทึกการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนของมนุษย์ นำข้อมูลไปจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ก่อนถ่ายโอนผลลัพธ์ไปยังหุ่นยนต์ และคล้ายกับ “การสร้างจิตวิญญาณ” ให้กับหุ่นยนต์

ที่มา AFP

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คว้ารางวัลใหม่ MTV Artist-Director Award เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คว้ารางวัลใหม่ MTV Artist-Director Award เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

22 ก.ย. 2569 08:52 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ คว้ารางวัลใหม่ MTV Artist-Director Award เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง MTV ประกาศมอบรางวัล Artist-Director Award เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องศิลปินที่มีความโดดเด่นในการกำกับและสร้างสรรค์มิวสิกวิดีโอ  

MTV และสถานีโทรทัศน์ CBS เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายนว่าในงาน MTV Video Music Awards ปีนี้จะมีรางวัลใหม่เกิดขึ้น คือ รางวัล Artist-Director Award ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเชิดชูศิลปินที่ไม่ได้มีบทบาทเพียงหน้ากล้อง แต่ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานเบื้องหลัง ทั้งด้านการกำกับ การผลิตมิวสิกวิดีโอ และการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ ซึ่งผู้ที่จะคว้ารางวัลนี้ไปครองเป็นคนแรก คือนักร้องสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift)

โดย MTV ระบุว่า รางวัลนี้มอบให้เพื่อยกย่องผลงานของศิลปินที่สร้างอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง ผลักดันขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาแนวทางการกำกับที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน 

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เจ้าของรางวัลแกรมมี 14 รางวัล เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานกำกับมิวสิกวิดีโอและภาพยนตร์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของ MTV Video Music Awards มาแล้ว 7 ครั้ง และคว้ารางวัลมาได้ 4 ครั้ง

ผลงานที่ได้รับการกล่าวถึง ได้แก่ “The Fate of Ophelia”, “Opalite” และ “Anti-Hero” ซึ่งสะท้อนบทบาทของสวิฟต์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานภาพควบคู่ไปกับการเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง

นอกจากความสำเร็จด้านงานกำกับแล้ว สวิฟต์ยังเป็นศิลปินหญิงที่คว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปีจากเวทีแกรมมีมาแล้ว 4 ครั้ง ขณะที่อัลบั้มล่าสุด “The Life of a Showgirl” มียอดขายในสัปดาห์แรกสูงกว่าอัลบั้มอื่นใดในยุคปัจจุบัน ตามข้อมูลที่ Billboard อ้างอิงจาก Luminate บริษัทติดตามยอดขายเพลง

สำหรับงาน MTV Video Music Awards ปีนี้ จะจัดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิสในวันอาทิตย์ โดยมีสนูป ด็อกก์ รับหน้าที่พิธีกร ถ่ายทอดสดทาง CBS และ MTV และสตรีมผ่าน Paramount+ ในสหรัฐฯ ส่วนผู้ชมในต่างประเทศจะสามารถรับชมผ่าน Paramount+ และ MTV ในวันถัดไป.

ที่มา : channelnewsasia

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่น ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติ ทางเตือนเฝ้าระวังดินถล่ม

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่น ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติ ทางเตือนเฝ้าระวังดินถล่ม

22 ก.ย. 2569 08:47 น.

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่น ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติ ทางเตือนเฝ้าระวังดินถล่ม

ไต้ฝุ่นตู้เจวียน เคลื่อนพ้นญี่ปุ่นแล้ว แต่ทิ้งฝนตกหนักทำสถิติในภูมิภาคคันโต และหมู่เกาะอิซุ เกิดดินถล่ม-น้ำท่วม เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ และสูญหายหลายราย

วันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนประชาชนในพื้นที่คันโต และหมู่เกาะของกรุงโตเกียว เฝ้าระวังดินถล่มและแม่น้ำเอ่อล้นอย่างใกล้ชิด แม้ไต้ฝุ่น “ตู้เจวียน” (Dujuan) จะเคลื่อนตัวผ่านญี่ปุ่นไปแล้ว หลังพัดผ่านนำฝนตกหนักจนเกิดดินถล่มและน้ำท่วมในหลายพื้นที่

โดยสำนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เมืองโอชิมะ บนหมู่เกาะอิซุของกรุงโตเกียว มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 48 ชั่วโมงจนถึงวันจันทร์สูงถึง 832 มิลลิเมตร มากกว่าสองเท่าของปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดเดือนกันยายน ส่วนที่่เมืองโยโกสึกะ จังหวัดคานางาวะ เกิดดินถล่มหลายจุด โดยมีหญิงวัย 60 ปีเสียชีวิต หลังโคลนไหลเข้าบ้าน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงกำลังค้นหาคู่สามีภรรยาวัย 70 ปี ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรม 

ขณะเดียวกันที่เมืองมิอุระ จังหวัดคานางาวะ โคลนไหลเข้าอาคารพักอาศัยสูง 2 ชั้น ส่งผลให้หญิงวัย 20 ปีรายหนึ่งสูญหาย ขณะที่หญิงวัย 30 ปีอีกราย ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร ยังคงสูญหายเช่นกัน

นอกจากนี้ ระบุว่า ที่เมืองคามาคุระ น้ำท่วมถนนจนมีสภาพคล้ายแม่น้ำ ขณะที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสูบน้ำออกจากห้องพัก ขณะที่จังหวัดชิบะก็ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเช่นกัน โดยที่เมืองโซเดงาอุระ หญิงคนหนึ่งขับรถเข้าไปในบริเวณที่เกิดดินถล่ม ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะที่คนงานรายหนึ่งกำลังใช้เครื่องจักรหนักเก็บกวาดเศษดินและสิ่งกีดขวางบนถนน ก่อนพลัดตกลงไปในดงไผ่ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทางการญี่ปุ่นเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังดินถล่ม รวมถึงแม่น้ำที่มีระดับน้ำสูงขึ้นหรืออาจเอ่อล้นตลิ่ง พร้อมเตือนให้ระวังลมแรงและคลื่นสูงในพื้นที่ที่ยังได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศแปรปรวน.

ที่มา NHK

เกาหลีเหนือเผย “คิม จอง อึน” ร่วมชมการทดสอบอาวุธใหม่ ชี้เป็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

เกาหลีเหนือเผย "คิม จอง อึน" ร่วมชมการทดสอบอาวุธใหม่ ชี้เป็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

22 ก.ย. 2569 08:17 น.

เกาหลีเหนือเผย “คิม จอง อึน” ร่วมชมการทดสอบอาวุธใหม่ ชี้เป็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

เกาหลีเหนือเผย “คิม จอง อึน” ร่วมชมการทดสอบอาวุธใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชี้เป็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ขณะที่ภาพอาจบ่งชี้เป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก

วันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า เกาหลีเหนือได้เปิดเผยการทดสอบระบบอาวุธสำหรับการรบชนิดใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางไปร่วมชมการทดสอบ พร้อมระบุว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ทันสมัย

รายงานข่าวระบุว่า สำนักขีปนาวุธของเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบ “อาวุธชนิดใหม่” เมื่อวันที่ 20 กันยายน โดยมีคิม จอง อึน ร่วมสังเกตการณ์ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าเป็นอาวุธประเภทใด เพียงระบุว่าการทดสอบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเทคโนโลยีระบบอาวุธอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ภายหลังการทดสอบ นายคิม จอง อึน ระบุว่า ผลการทดสอบเป็นเครื่องแสดงถึงเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ทันสมัย และสะท้อนความคืบหน้าในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย พร้อมกล่าวว่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนี้มีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมทำสงครามและการพัฒนากองทัพในอนาคต

โดยการเปิดเผยของเกาหลีเหนือมีขึ้น 2 วันหลังจากกองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้ 2 ลูกจากบริเวณเมืองวอนซานไปยังทะเลตะวันออกเมื่อวันที่ 20 กันยายน โดยยิงห่างกันราว 3 ชั่วโมงขณะเดียวกันภาพที่ KCNA เผยแพร่แสดงให้เห็นคิม จอง อึน พร้อมด้วยบุตรสาว จู แอ ขณะชมการทดสอบ โดยหน้าจอที่ทั้งสองกำลังดูอยู่ระบุข้อความว่า “Hwasongpho-11Ma-1 flight trajectory” ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าอาวุธที่ทดสอบอาจเป็นขีปนาวุธนำวิถีแบบไฮเปอร์โซนิกที่พัฒนาขึ้นใหม่

นอกจากนี้ หน้าจอยังแสดงตัวเลขระยะทาง 908.2 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าระยะที่กองทัพเกาหลีใต้ประเมินไว้ที่ประมาณ 450 และมากกว่า 600 กิโลเมตรสำหรับขีปนาวุธทั้ง 2 ลูก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนืออาจปรับเปลี่ยนตัวเลขเพื่อแสดงให้เห็นว่าการทดสอบประสบความสำเร็จ จึงยังต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อมูล

ทั้งนี้ การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติสมัยสามัญช่วงระดับสูง และก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันพฤหัสบดีนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณว่าเกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีชะลอการพัฒนาศักยภาพทางทหารของประเทศแต่อย่างใด.

ที่มา Yonhap KCNA

ตร.อิหร่านยึดโคเคนล็อตใหญ่ 55 กก. มูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์

ตร.อิหร่านยึดโคเคนล็อตใหญ่ 55 กก. มูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์

22 ก.ย. 2569 08:11 น.

ตร.อิหร่านยึดโคเคนล็อตใหญ่ 55 กก. มูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์

ตำรวจอิหร่านบุกยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ในกรุงเตหะราน พบโคเคนบริสุทธิ์จากโคลอมเบีย 55 กก. มูลค่าราว 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 80 ล้านบาท นับเป็นการตรวจยึดโคเคนล็อตใหญ่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานเมื่อวันที่ 21 กันยายนว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยหน่วยปราบปรามยาเสพติดในกรุงเตหะราน นอกจากโคเคนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดยาบ้า 3 กิโลกรัม รวมถึงฝิ่น กัญชา และยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีกจำนวนมาก

พล.ต. อับบาสอาลี โมฮัมมาเดียน ผู้บัญชาการตำรวจกรุงเตหะราน เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาเสพติดได้เกือบ 6 ตัน แต่ครั้งนี้นับเป็นการตรวจยึดโคเคนล็อตใหญ่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในอิหร่าน

อิหร่านถือเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงยาเสพติดสำคัญ เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างแหล่งผลิตยาเสพติดในอัฟกานิสถานกับตลาดในประเทศอื่น ๆ ขณะที่การค้ายาเสพติดในอิหร่านมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต โดยข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของการประหารชีวิตในอิหร่านเมื่อปี 2024 เกี่ยวข้องกับความผิดด้านยาเสพติด.

ที่มา : IRNA

สนามบินสหรัฐฯ ปั่นป่วน คนงานทำสายเคเบิลขาด เที่ยวบินล่าช้าอื้อ

สนามบินสหรัฐฯ ปั่นป่วน คนงานทำสายเคเบิลขาด เที่ยวบินล่าช้าอื้อ

22 ก.ย. 2569 05:57 น.

สนามบินสหรัฐฯ ปั่นป่วน คนงานทำสายเคเบิลขาด เที่ยวบินล่าช้าอื้อ

ระบบควบคุมการบินของสนามบินหลายแห่งในฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เกิดขัดข้อง ทำให้เที่ยวบินล่าช้าจำนวนมาก หลังคนงานก่อสร้างเผลอตัดสายเคเบิลที่จำเป็นต่อระบบควบคุม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ต้องประกาศใช้มาตรการหยุดบินชั่วคราวและเลื่อนเที่ยวบินที่สนามบินขนาดใหญ่หลายแห่งในรัฐนิวยอร์ก, เพนซิลเวเนีย, นิวเจอร์ซีย์ และแมสซาชูเซตส์ เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. 2569 หลังจากคนงานก่อสร้างตัดสายเคเบิลที่จำเป็นต่อระบบควบคุมการจราจรทางอากาศจนขาดโดยไม่ตั้งใจ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายคมนาคมเปิดเผยว่า ความเสียหายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ “ระบบควบคุมการเข้าใกล้ด้วยเรดาร์” (Terminal Radar Approach Control system) ซึ่งใช้สำหรับนำทางเครื่องบินในระหว่างการบินขึ้นและลงจอด

เวอไรซอน (Verizon) บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของสายเคเบิล ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ว่า กำลังเร่งดำเนินการซ่อมแซม “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” และระบุว่าบริษัท “ไม่มีส่วนรับผิดชอบ” ต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightAware สนามบินนานาชาติ นิวอาร์ก ลิเบอร์ตี ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการหยุดชะงักของระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในวันนี้

เว็บไซต์รายงานว่า เที่ยวบินขาออกจำนวน 267 เที่ยวบินต้องล่าช้า ขณะที่เที่ยวบินขาเข้าที่มีปลายทางไปยังนิวอาร์กอีก 257 เที่ยวบินก็ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าเช่นกัน

นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี และสนามบินลาการ์เดีย ในนครนิวยอร์ก รวมถึงสนามบินนานาชาติฟิลาเดลเฟีย ต่างก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ความเสียหายเกิดจากฝีมือของคนงานของบริษัท แอมแทร็ก (Amtrak) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟระหว่างเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังทำการก่อสร้างในรัฐนิวเจอร์ซีย์

ดัฟฟีโพสต์ข้อความบน X ว่า เหตุการณ์นี้ “ทำให้ระบบโทรคมนาคมล่ม” ซึ่งบีบให้องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ต้องสั่งระงับเที่ยวบิน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุเสริมว่า สายเคเบิลที่ขาดนั้นแท้จริงแล้วเป็นเครือข่ายสำรอง และความผิดพลาดนี้เพิ่งถูกตรวจพบหลังจากที่วงจรหลักเกิดขัดข้องก่อนหน้านี้

เหตุขัดข้องครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก จะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้ (22 ก.ย.) ซึ่งคาดว่าจะมีบรรดาผู้นำโลกจำนวนมากเดินทางมาถึงยังสนามบินต่างๆ ในเขตนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจเร่งสืบ ลูกชาย ซินดี ครอว์ฟอร์ด เสียชีวิต คาดใช้ยาเกินขนาด

ตำรวจเร่งสืบ ลูกชาย ซินดี ครอว์ฟอร์ด เสียชีวิต คาดใช้ยาเกินขนาด

22 ก.ย. 2569 05:22 น.

ตำรวจเร่งสืบ ลูกชาย ซินดี ครอว์ฟอร์ด เสียชีวิต คาดใช้ยาเกินขนาด

ตำรวจสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของ เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ลูกชายของ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลระดับโลก โดยเชื่อว่าเป็นการใช้ยาเกินขนาด

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองซานตาโมนิกาเปิดเผยในวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. 2569 ว่า พวกเขากำลังเร่งสอบสวนการเสียชีวิตของ เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ลูกชายของ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลระดับโลก โดยเจ้าหน้าที่สงสัยว่า คดีนี้อาจเป็นการใช้ยาเกินขนาด

เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ นายแบบวัย 27 ปี เสียชีวิตที่สถานบำบัดแห่งหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ ตามบันทึกของสำนักงานชันสูตรเขต ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี อย่างไรก็ตามตำรวจระบุว่า ยังไม่ได้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมเสริมว่าไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงการฆาตกรรมหรือการทำร้ายร่างกาย

แอลลี เจนกินส์ ตัวแทนของครอว์ฟอร์ด และแรนดี เกอร์เบอร์ สามีของเธอเปิดเผยกับ CBS News สื่อในสหรัฐฯ ว่า “ทางครอบครัวขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดอย่างยิ่งนี้”

ทั้งนี้ เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ทำงานเป็นนายแบบเช่นเดียวกับแม่และ ไกอา (Kaia) น้องสาวของเขา โดยเขาเดินแบบเปิดตัวบนแคตวอล์กให้กับแบรนด์หรูจากอิตาลีอย่าง Moschino ด้วยวัยเพียง 16 ปี จากนั้น เขาก็ได้ร่วมงานและเดินแบบให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมาย รวมถึง Burberry, Dolce & Gabbana และ Bottega Veneta

ส่วน แรนดี เกอร์เบอร์ พ่อของเขา เป็นนักธุรกิจชื่อดัง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์สุรา Casamigos ร่วมกับ จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ เคยเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดของเขา

ในปี 2566 เพรสลีย์ เคยกล่าวในรายการพอดแคสต์ Studio 22 ว่า “การที่ผมเคยต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิต โรคซึมเศร้า และสิ่งอื่นๆ ที่ตามมา ผมคิดว่าไม่ว่าผมจะช่วยเหลือคนได้เพียงคนเดียว หรือเป็นร้อยคนให้พ้นจากจุดที่ผมเคยอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตได้ นั่นคือทั้งหมดที่ผมจำเป็นต้องทำแล้ว”

ขณะที่ในนิตยสาร American Vogue ฉบับเดือนกันยายน ไกอา น้องสาวของเพรสลีย์ได้ระบุถึงการต่อสู้กับอาการเสพติดของพี่ชาย โดยเธอระบุว่า “เมื่อมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นในครอบครัว มันทำให้ทุกคนดึงสติและกลับมาทบทวนตัวเอง”

ก่อนหน้านี้ เพรสลีย์เคยพูดถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับครอบครัว รวมถึงไกอา ซึ่งเขาเคยร่วมถ่ายแบบแคมเปญให้ Calvin Klein ในปี 2561 และสักชื่อของเธอไว้บนแขนด้วย

เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร People ในปีนั้นว่า “พวกเราเป็นครอบครัวที่สนิทกันมาก โดยเฉพาะผมกับน้องสาว ดังนั้นมันจึงดีมากจริงๆ … พวกเราได้เดินทางไปด้วยกันครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด มันเลยทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเท่าไหร่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc