ทรัมป์มอบเงินสดของขวัญ 45,000 ดอลลาร์ให้ผู้ช่วยหญิง ฉายา “ปรินเตอร์มนุษย์”

ทรัมป์มอบเงินสดของขวัญ 45,000 ดอลลาร์ให้ผู้ช่วยหญิง ฉายา "ปรินเตอร์มนุษย์"

9 ก.ย. 2569 15:30 น.

ทรัมป์มอบเงินสดของขวัญ 45,000 ดอลลาร์ให้ผู้ช่วยหญิง ฉายา “ปรินเตอร์มนุษย์”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มอบเงินสดเป็นของขวัญช่วงเทศกาลมูลค่า 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.48 ล้านบาท ให้ผู้ช่วยทำเนียบขาว 4 คน รวมถึง “นาตาลี ฮาร์ป” ผู้ช่วยคนสนิทเจ้าของฉายา “ปรินเตอร์มนุษย์” เนื่องจากเธอมักพกเครื่องปรินเตอร์ติดตัวเพื่อพิมพ์ข้อมูลและโพสต์โซเชียลมีเดียให้ผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า เงินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ และเป็นสิ่งที่กฎหมายและมาตรฐานจริยธรรมอนุญาต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มอบเงินสดเป็นของขวัญช่วงเทศกาลให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 4 คน ตามเอกสารเปิดเผยข้อมูลทางการเงินประจำปีของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเผยแพร่โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เอกสารระบุว่า นาตาลี ฮาร์ป ผู้ช่วยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี, มาร์โก มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร และ แชมเบอร์เลน แฮร์ริส รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการห้องทำงานรูปไข่ ต่างได้รับเงินสดจากทรัมป์คนละ 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านบาท ขณะที่ วอลต์ นอตา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสำนักงานรูปไข่ ได้รับ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 650,000 บาท

ฮาร์ป มาร์ติน และแฮร์ริส มีเงินเดือนปีละ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน นอตา ได้รับเงินเดือนปีละ 175,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานเงินเดือนเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ยื่นต่อรัฐสภา

ฮาร์ปและผู้ช่วยหญิงอีก 2 คนระบุในแบบแสดงข้อมูลทางการเงินว่า เงินดังกล่าวเป็น “เงินสดของขวัญสำหรับช่วงวันหยุด” โดยสำนักงานข่าวทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่า ทรัมป์มีธรรมเนียมมอบของขวัญวันคริสต์มาสให้กับบุคคลที่อยู่ในแวดวงการทำงานของเขา รวมถึงในบางครั้งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ช่วย ทั้งในช่วงที่ทำงานในรัฐบาลและในภาคเอกชน

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุด้วยว่า ของขวัญดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการของผู้รับแต่ละคน และจึงถือว่าเป็นการให้ที่สามารถทำได้ตามกฎหมายและมาตรฐานด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง

กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากบทบาทของฮาร์ป ซึ่งเป็นผู้ช่วยที่ปรากฏตัวอยู่เคียงข้างทรัมป์แทบตลอดเวลาในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง เธอมักพกเครื่องพิมพ์แบบพกพาติดตัว เพื่อพิมพ์ข่าวหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ให้ทรัมป์อ่าน เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่นชอบการอ่านข้อมูลสำคัญในรูปแบบเอกสารมากกว่าการอ่านผ่านหน้าจอ

ด้วยบทบาทดังกล่าว ฮาร์ปจึงได้รับฉายาจากคนใกล้ชิดว่า “ปรินเตอร์มนุษย์” (human printer) นอกจากนี้ เธอยังทำหน้าที่พิมพ์ข้อความบนทรูธโซเชียลตามที่ทรัมป์บอก และติดตามประธานาธิบดีไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อจัดเตรียมข่าวสารและข้อมูลให้เขา

ฮาร์ป วัย 35 ปี เข้าร่วมทีมงานของทรัมป์ตั้งแต่ปี 2022 และความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับประธานาธิบดีได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวุฒิสมาชิกจอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครต กล่าวถึงชื่อของเธอในสุนทรพจน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ ซึ่งถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์

ส่วนผู้ช่วยรายอื่นอย่าง มาร์โก มาร์ติน ร่วมงานกับทรัมป์มาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งวาระแรกและช่วยดูแลสื่อให้ทรัมป์ช่วงที่พักอยู่ในฟลอริดา ขณะที่ แชมเบอร์เลน แฮร์ริส เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐฯ ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงของทำเนียบขาว และ วอลต์ นอตา ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นพนักงานดูแลส่วนตัวของทรัมป์ และต่อมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ เคยถูกตั้งข้อหาร่วมกับทรัมป์ในปี 2023 จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการสอบสวนของเอฟบีไอเกี่ยวกับเอกสารลับที่ทรัมป์นำออกจากทำเนียบขาวหลังสิ้นสุดวาระแรก อย่างไรก็ตาม ข้อหาดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 2024

การเปิดเผยเรื่องเงินสดของขวัญครั้งนี้มีขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานเรื่องดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดยเอกสารทางการเงินระบุอย่างชัดเจนว่าเงินที่เจ้าหน้าที่ทั้ง 4 คนได้รับนั้นถูกบันทึกในฐานะของขวัญจากประธานาธิบดีในช่วงเทศกาล.

ที่มา CNN / Associated Press

มหาเศรษฐีเกมเกาหลีใต้จ่ายอดีตเมีย 1.5 พันล้านดอลลาร์ในคดีหย่า สถิติแบ่งทรัพย์สินสูงสุด

มหาเศรษฐีเกมเกาหลีใต้จ่ายอดีตเมีย 1.5 พันล้านดอลลาร์ในคดีหย่า สถิติแบ่งทรัพย์สินสูงสุด

9 ก.ย. 2569 14:54 น.

มหาเศรษฐีเกมเกาหลีใต้จ่ายอดีตเมีย 1.5 พันล้านดอลลาร์ในคดีหย่า สถิติแบ่งทรัพย์สินสูงสุด

ศาลโซลสั่งให้ ควอน ฮยอก-บิน มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งบริษัทเกม Smilegate จ่ายทรัพย์สินให้อดีตเมียราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการแบ่งทรัพย์สินในคดีหย่าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์

ศาลครอบครัวกรุงโซลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 9 กันยายน กำหนดให้ควอน ฮยอก-บิน มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งบริษัทเกม Smilegate  โอนหุ้นในบริษัท Smilegate มูลค่าประมาณ 2.5 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นสัดส่วน 35% และจ่ายเงินสดอีก 6.5 หมื่นล้านวอน ให้แก่อดีตภรรยาในคดีการฟ้องหย่า

โดยมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวทำลายสถิติเดิม ในคดีหย่าระหว่าง ชเว แท-วอน ประธานกลุ่ม SK Group และอดีตภรรยา โน โซ-ยอง ที่ศาลเคยมีคำสั่งแบ่งทรัพย์สินมูลค่า 9.44 แสนล้านวอน

นายควอนก่อตั้ง Smilegate ในปี 2002 และพัฒนาบริษัทจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเกาหลีใต้

ด้านอดีตภรรยา ซึ่งใช้นามสกุล อี ยื่นฟ้องหย่าเขาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 พร้อมเรียกร้องหุ้นครึ่งหนึ่งของ Smilegate Holdings โดยให้เหตุผลว่า เธอมีส่วนช่วยในการก่อตั้งและบริหารบริษัทในช่วงเริ่มต้น รวมถึงสนับสนุนทางอ้อมผ่านการดูแลบ้านและครอบครัว จึงควรได้รับสิทธิในทรัพย์สินของสามี

แม้ศาลจะไม่ได้มอบหุ้นให้เธอถึงครึ่งหนึ่งตามที่ร้องขอ แต่มีคำสั่งให้โอนหุ้น Smilegate 35% พร้อมเงินสดอีกจำนวนมหาศาล ส่งผลให้มูลค่าการแบ่งทรัพย์สินในคดีนี้พุ่งขึ้นเป็นสถิติใหม่ของประเทศ

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ศาลประเมินมูลค่าทรัพย์สินของควอนสูงถึง 8.016 ล้านล้านวอน ทำให้คดีหย่าครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีแบ่งทรัพย์สินที่จับตาที่สุดของเกาหลีใต้

คำตัดสินดังกล่าวยังสะท้อนประเด็นสำคัญในคดีหย่าของมหาเศรษฐีว่า ผลงานและการสนับสนุนของคู่สมรสในช่วงสร้างธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะถูกนำมาพิจารณาในการแบ่งทรัพย์สินมากเพียงใด และกลายเป็นอีกคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการธุรกิจเกาหลีใต้.

ที่มา : channelnewsasia

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ ตำหนิจีน “ไร้มารยาท” ส่งโน้ตย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้กลางเวทีในเกาหลีใต้

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ ตำหนิจีน "ไร้มารยาท" ส่งโน้ตย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้กลางเวทีในเกาหลีใต้

9 ก.ย. 2569 14:42 น.

รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ ตำหนิจีน “ไร้มารยาท” ส่งโน้ตย้ำจุดยืนทะเลจีนใต้กลางเวทีในเกาหลีใต้

กิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ ตอบโต้จีนอย่างดุเดือดกลางเวทีความมั่นคงเกาหลีใต้ หลังผู้ช่วยทูตทหารจีนส่งโน้ตแสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำตัดสินอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศปี 2016 เรื่องทะเลจีนใต้ พร้อมตำหนิ “หัดมีมารยาท-หยุดรังแกเพื่อนบ้าน” และชี้ว่าสถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่เพียง “การกดดันในพื้นที่สีเทา” แต่เป็นการบีบบังคับ กลั่นแกล้ง และการรุกรานอย่างแท้จริง

กิลแบร์โต เตโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ กล่าวตำหนิจีนกลางเวทีประชุมด้านความมั่นคงในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) หลังได้รับกระดาษโน้ตจากเจ้าหน้าที่จีน ซึ่งมีเนื้อหายืนยันจุดยืนของจีนที่ปฏิเสธคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 ที่ตัดสินสนับสนุนข้อเรียกร้องทางทะเลของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายในงานประชุมความมั่นคงโซล (Seoul Defense Dialogue) ขณะที่เตโอโดโรกำลังพูดถึงความท้าทายด้านความมั่นคงทางทะเลของฟิลิปปินส์ และความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS

เจ้าหน้าที่ของเวทีส่งกระดาษโน้ตให้เตโอโดโรระหว่างที่เขากำลังพูด โดยผู้จัดงานระบุในภายหลังว่า โน้ตดังกล่าวมาจากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของจีนประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงโซล ซึ่งฝากเจ้าหน้าที่ของงานให้นำไปส่งให้รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ แต่เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าเป็นข้อความจากคณะผู้แทนของเตโอโดโรเอง จึงนำไปส่งให้เขาโดยตรงระหว่างการอภิปราย

เตโอโดโรหยุดพูดและอ่านเนื้อหาในกระดาษให้ผู้เข้าร่วมฟัง โดยข้อความย้ำจุดยืนของจีนว่า คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร หรือ PCA เกี่ยวกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นคำตัดสินที่ “ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพัน”

เตโอโดโรตอบโต้ทันทีว่า หากจีนมองว่าคำตัดสินดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เท่ากับว่าจีนกำลังกล่าวว่า UNCLOS ซึ่งจีนเองเป็นภาคี ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน

เมื่ออ่านข้อความที่ระบุว่าคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ “ไม่มีผลผูกพัน” เตโอโดโรตอบว่า “เพราะคุณไม่ต้องการอยู่ภายใต้ UNCLOS” และเมื่อข้อความระบุว่าจีน “ไม่ยอมรับและไม่รับรอง” คำตัดสินดังกล่าว เขากล่าวประชดว่า “แน่นอน เพราะคุณแพ้”

คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในปี 2016 ระบุว่า ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายที่เพียงพอสำหรับจีนในการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือทรัพยากรในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่อยู่นอกเหนือสิทธิทางทะเลซึ่งกำหนดโดย UNCLOS นอกจากนี้ ยังปฏิเสธความชอบธรรมของการอ้างสิทธิในพื้นที่ส่วนใหญ่ตาม “เส้นประเก้าเส้น” ของจีน

จีนปฏิเสธคำตัดสินดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเรียกว่า “เป็นโมฆะและไม่มีผล” ขณะที่ยังคงอ้างสิทธิในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์

หลังอ่านโน้ต เตโอโดโรชูกระดาษขึ้นและวิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวสะท้อนจุดยืนที่ “สิ้นหวังและไร้ประสิทธิผล” ของจีน พร้อมกล่าวหาว่าจีนขาด “มารยาทขั้นพื้นฐาน” และไม่ให้ความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงไม่ให้เกียรติประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

เตโอโดโรกล่าวว่า “บางทีสิ่งที่จีนจำเป็นต้องมีคือมารยาทและพฤติกรรมที่เหมาะสม” ก่อนจะได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นเขายังพูดเป็นภาษาฟิลิปปินส์ว่า “ทำตัวให้สุภาพขึ้นอีกหน่อย และรู้จักละอายบ้าง”

รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ยังตั้งคำถามว่า เหตุใดจีนจึงเลือกส่งข้อความโต้แย้งเขาระหว่างที่กำลังตอบคำถามบนเวที พร้อมระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมประชุม และสะท้อนว่าการจัดการความขัดแย้งกับประเทศอื่นอย่างสุภาพกำลังเป็นปัญหาสำหรับจีน

เตโอโดโรกล่าวต่อว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิบัติการในพื้นที่สีเทา” ไปแล้ว “นี่ไม่ใช่พื้นที่สีเทาอีกต่อไป แต่นี่คือการบีบบังคับ การกลั่นแกล้ง และการรุกรานอย่างแท้จริง”

เตโอโดโรยังกล่าวว่า เขาจะเก็บกระดาษโน้ตดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นจุดยืนอันอ่อนแอของจีนต่อหน้าสาธารณชนระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวติดตลกถึงเจ้าหน้าที่ที่นำโน้ตมาให้เขาว่า “คุณเพิ่งทำคุณประโยชน์ครั้งใหญ่ให้กับประเทศของคุณ หวังว่าคุณจะไม่ต้องถูกส่งไปอยู่ค่ายกูลักเพราะเรื่องนี้”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางทะเลที่ยืดเยื้อระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ โดยจีนอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ ขณะที่ฟิลิปปินส์ยืนยันสิทธิภายใต้ UNCLOS และคำตัดสินอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศปี 2016

เตโอโดโรยืนยันว่า ฟิลิปปินส์จะยังคงยึดมั่นใน UNCLOS และจะไม่ประนีประนอมต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศ พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าต่อต้านการรุกรานจากทุกฝ่าย และพัฒนาโครงการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยต่อไป

เขายังระบุว่า ฟิลิปปินส์จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศต่าง ๆ ที่มีจุดยืนร่วมกันในการเคารพและบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเป็นธรรม โดยย้ำว่า แม้กฎระหว่างประเทศจะมีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎเหล่านั้นอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจกับประเทศขนาดเล็ก.

ที่มา Yonhap / INQUIRER.net 

ผลสอบเครื่องบิน Amazon ตกไมอามี เบื้องต้นพบนักบินพยายามยกเลิกการลงจอดหลังแตะรันเวย์

ผลสอบเครื่องบิน Amazon ตกไมอามี เบื้องต้นพบนักบินพยายามยกเลิกการลงจอดหลังแตะรันเวย์

9 ก.ย. 2569 14:10 น.

ผลสอบเครื่องบิน Amazon ตกไมอามี เบื้องต้นพบนักบินพยายามยกเลิกการลงจอดหลังแตะรันเวย์

ผลสอบสวนอุบัติเหตุเครื่องบินขนส่งสินค้า Amazon ตกที่เมืองไมอามี ข้อมูลเบื้องต้นจากกล่องดำพบว่า นักบินพยายามยกเลิกการลงจอดและนำเครื่องขึ้นบินอีกครั้ง หลังเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ไปแล้ว

จากอุบัติเหตุเครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบิน 21 Air ซึ่งปฏิบัติการขนส่งสินค้าให้ Amazon Prime Air ประสบเหตุตกรันเวย์ที่สนามบินนานาชาติไมอามี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนพุ่งออกนอกรันเวย์ไปราว 396 เมตร และชนรถยนต์ 2 คัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บอีก 5 คน

ล่าสุด มีการเปิดเผยผลการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุเบื้องต้น โดยเจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธาน NTSB เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จะเข้าสอบปากคำนักบินทั้งสองคนในวันพุธ ก่อนเปิดเผยข้อมูลจากเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงวินาทีก่อนเกิดเหตุได้มากขึ้น

ข้อมูลจากเครื่องบันทึกการบินระบุว่า ประมาณ 30 วินาทีก่อนสิ้นสุดการบันทึก ล้อหน้าของเครื่องบินและล้อหลักด้านขวาแตะพื้นรันเวย์ด้วยความเร็ว 158 นอต ขณะที่ 19 วินาทีก่อนสิ้นสุดการบันทึก ล้อหลักด้านซ้ายจึงแตะพื้นด้วยความเร็ว 134 นอต

จากนั้นไม่กี่วินาที ระบบเบรกถูกปล่อย และนักบินเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ขึ้นในระดับที่สอดคล้องกับการพยายาม นำเครื่องกลับขึ้นบิน หรือ Go-around สะท้อนว่าอาจมีความพยายามยกเลิกการลงจอดในช่วงท้าย แต่เกิดขึ้นหลังเครื่องแตะรันเวย์ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม อีก 11 วินาทีก่อนสิ้นสุดการบันทึก นักบินลดกำลังเครื่องยนต์กลับสู่ระดับเดินเบา และใช้เบรกอีกครั้ง โดยขณะสิ้นสุดการบันทึก เครื่องบินยังมีความเร็วภาคพื้นดินอยู่ที่ 65 นอต

NTSB ระบุด้วยว่า ยังไม่พบข้อมูลในเครื่องบันทึกการบินที่แสดงว่า นักบินได้กาง สปอยเลอร์ หรือระบบช่วยลดแรงยกของปีก รวมถึงใช้ ระบบกลับแรงขับของเครื่องยนต์ เพื่อช่วยชะลอเครื่องบิน

ขณะนี้ เจนนิเฟอร์ โฮเมนดี นำทีมสอบสวน 32 คน ลงพื้นที่สนามบินนานาชาติไมอามี โดย NTSB สามารถเปิดหนึ่งในสองรันเวย์ที่ปิดใช้งานหลังเกิดเหตุ เพื่อให้เครื่องบินสามารถออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกได้แล้วเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร

เครื่องบินลำดังกล่าวอยู่ระหว่าง เที่ยวบินที่ 3 ของวัน โดยเดินทางมาจากเมืองซานฮวน ประเทศเปอร์โตริโก ก่อนหน้านั้นได้บินจากเมืองซินซินแนติไปยังไมอามี และจากไมอามีไปยังซานฮวน ก่อนประสบเหตุขณะเดินทางกลับมายังไมอามีเมื่อเวลาประมาณ 13.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สำหรับกัปตัน วัย 55 ปี ได้รับใบรับรองให้สามารถบินเครื่องบินโบอิ้ง 767 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีประสบการณ์บินรวม 7,145 ชั่วโมง ขณะที่นักบินผู้ช่วยวัย 37 ปี ได้รับใบรับรองสำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 767 เมื่อเดือนเมษายน 2025 และมีชั่วโมงบินรวม 2,655 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลจาก เครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินและการสอบปากคำนักบิน มาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

เฮลิคอปเตอร์หน่วยแพทย์มาเลเซียตกที่ซาราวัก ดับยกลำ 5 ศพ

เฮลิคอปเตอร์หน่วยแพทย์มาเลเซียตกที่ซาราวัก ดับยกลำ 5 ศพ

9 ก.ย. 2569 13:08 น.

เฮลิคอปเตอร์หน่วยแพทย์มาเลเซียตกที่ซาราวัก ดับยกลำ 5 ศพ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ให้บริการแพทย์  Flying Doctor Service ของกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ตกบริเวณสนามบิน ในพื้นที่ชนบทของรัฐซาราวัก เบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิตทั้ง 5 คน ประกอบด้วยนักบิน 1 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 4 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่เดินทางจากเมืองมิริ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ให้บริการแพทย์ “Flying Doctor Service” (FDS) ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณปลายรันเวย์ของสนามบินสำหรับการขึ้นลงระยะสั้น ในหมู่บ้านลองเลลลัง เขตบารัม ของรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลาประมาณ 15.40 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.)

กาลง ลวง ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติประจำเขตมิริ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าผู้ที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ประกอบด้วยนักบิน 1 คน และผู้โดยสาร 4 คน

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเป็นรุ่น BO-105 หมายเลขทะเบียน 9M-LLF ดำเนินการโดยบริษัท Layang-Layang Aerospace เดินทางออกจากท่าอากาศยานมิริ มุ่งหน้าไปยังลองเลลลัง ก่อนประสบเหตุตกบริเวณปลายทางวิ่ง

ซุลกิฟลี อาหมัด รัฐมนตรีสาธารณสุขมาเลเซีย ยืนยันว่า ผู้โดยสารทั้ง 4 คนเป็นบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วยแพทย์ 1 คน ผู้ช่วยแพทย์ 1 คน และพยาบาล 2 คน โดยมีนักบินเป็นผู้ควบคุมเฮลิคอปเตอร์เพียงคนเดียว

ก่อนหน้านี้ ในช่วงแรกของการค้นหาและกู้ภัย ทางการยังไม่ยืนยันชะตากรรมของผู้ที่อยู่บนเครื่อง ขณะที่ทีมค้นหาและกู้ภัย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และกรมดับเพลิงและกู้ภัยมาเลเซีย ได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุใกล้สนามบินลองเลลลัง และเร่งดำเนินการตรวจสอบ

สำนักงานการบินพลเรือนมาเลเซีย หรือ CAAM ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุจากฝ่ายบริการข้อมูลเที่ยวบินเมื่อเวลา 15.58 น. โดยเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจ Flying Doctor Service และมีคนอยู่บนเครื่องรวม 5 คน

สาเหตุของอุบัติเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยสำนักงานสืบสวนอุบัติเหตุทางอากาศ หรือ AAIB ภายใต้กระทรวงคมนาคมมาเลเซีย จะเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนตามข้อกำหนดในกฎระเบียบการบินพลเรือนของมาเลเซีย ปี 2016

ด้านกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานความมั่นคง ทีมกู้ภัย และหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันจากพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมติดต่อญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่จำเป็น

รัฐมนตรีสาธารณสุขยังขอให้สื่อมวลชนและประชาชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อเคารพความรู้สึกของครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยข้อมูลความคืบหน้าจะประกาศเมื่อได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน กรมดับเพลิงและกู้ภัยมาเลเซียได้รับอนุมัติให้นำเฮลิคอปเตอร์ MI-17 ไปใช้ในภารกิจลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ โดยจะเดินทางจากเมืองมิริไปยังลองเลลลัง พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ภารกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้การบัญชาการของรองผู้กำกับการตำรวจเขตมารูดี ซึ่งจะกำกับดูแลทั้งการกู้ร่างผู้เสียชีวิตและการสอบสวนเหตุการณ์ โดยคาดว่าจะนำร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดกลับมายังเมืองมิริในเที่ยวบินเดียวกัน และอาจนำเครื่องลงที่ท่าอากาศยานมิริแทนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ของโรงพยาบาลมิริ

บริการ Flying Doctor Service มีบทบาทสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งการเดินทางเข้าถึงทำได้ยาก โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ชนบทของรัฐซาราวัก และให้บริการในรัฐนี้มาตั้งแต่ปี 1973

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสูญเสียแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ทางการมาเลเซียอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียด.

ที่มา The Borneo Post / Malay Mail

OpenAI อ้าง AI ไขปริศนาโจทย์คณิตศาสตร์ 90 ปี สำเร็จใน 88 ชั่วโมง

OpenAI อ้าง AI ไขปริศนาโจทย์คณิตศาสตร์ 90 ปี สำเร็จใน 88 ชั่วโมง

9 ก.ย. 2569 12:16 น.

OpenAI อ้าง AI ไขปริศนาโจทย์คณิตศาสตร์ 90 ปี สำเร็จใน 88 ชั่วโมง

OpenAI อ้างความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และ “เอไอเอเจนต์” (AI Agents) ราว 10,000 ตัว ทำงานร่วมกันจนได้คำตอบของโจทย์นาเวียร์–สโตกส์ (Navier-Stokes) ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากและยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์มานานเกือบ 90 ปี ภายในเวลาเพียง 88 ชั่วโมง แต่ผลการพิสูจน์ยังต้องผ่านการตรวจสอบจากนักคณิตศาสตร์อิสระ

OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT อ้างว่า สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงที่มีอายุเกือบ 90 ปีได้ภายในเวลาเพียง 88 ชั่วโมง ด้วยการใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รุ่นใหม่ภายในบริษัท และระดม “เอไอเอเจนต์” (AI Agents) หรือระบบ AI ที่สามารถทำงานบางอย่างได้อย่างอิสระประมาณ 10,000 ตัว ให้ร่วมกันค้นหาวิธีแก้โจทย์

โจทย์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสมการนาเวียร์–สโตกส์ ที่ใช้ในการอธิบายการเคลื่อนที่ของของไหล เช่น น้ำและอากาศ และมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความปั่นป่วน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์

OpenAI ระบุว่า เริ่มต้นความพยายามดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายน หลังได้รับข่าวลือว่าโจทย์คณิตศาสตร์หนึ่งในกลุ่มโจทย์รางวัล Millennium Prize อาจได้รับการแก้ไขแล้ว บริษัทจึงนำโมเดล AI ภายในที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์สูงกว่ารุ่นล่าสุด มาใช้กับโจทย์คณิตศาสตร์สำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ

จากนั้นภายในวันที่ 5 กันยายน หรือประมาณ 88 ชั่วโมงหลังจากส่งเอไอเอเจนต์ราว 10,000 ตัวเข้าทำงาน OpenAI ระบุว่าสามารถค้นพบวิธีพิสูจน์โจทย์นาเวียร์–สโตกส์ได้ โดย AI ทั้งหมดแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเกือบ 3 ล้านข้อความ และใช้ทรัพยากรเทียบเท่ากับข้อความและโค้ดที่สร้างโดย AI ราว 130,000 ล้านโทเคน

OpenAI ประเมินว่า หากใช้โมเดลรุ่นทรงประสิทธิภาพสูงสุดตามอัตราค่าบริการของบริษัท ความพยายามดังกล่าวอาจมีต้นทุนประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 330 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม OpenAI ยอมรับว่า ผลงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยนักคณิตศาสตร์อิสระ และยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก Clay Mathematics Institute ซึ่งเป็นสถาบันคณิตศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่กำหนดโจทย์ Millennium Prize Problems หรือ 7 ปัญหาคณิตศาสตร์สำคัญที่ยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์ และมอบเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ที่สามารถแก้โจทย์ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

บริษัทระบุว่า ผลงานที่ได้สามารถพิสูจน์ข้อความสำคัญได้ 2 จาก 4 ข้อความที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการพิสูจน์ของโจทย์ Millennium Prize และย้ำว่า OpenAI ไม่มีความตั้งใจที่จะขอรับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลงานนี้ โดยเป้าหมายคือการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของ AI

OpenAI ยังระบุว่า โมเดลที่ใช้แก้โจทย์นี้เป็นระบบภายในบริษัท ซึ่งมีความสามารถสูงกว่าโมเดลล่าสุดที่เปิดให้ใช้งานทั่วไป และหลังจากเอไอเอเจนต์ค้นพบแนวทางการพิสูจน์แล้ว โมเดล GPT-6 Astra ใช้เวลาประมาณ 17 ชั่วโมงในการตรวจสอบคำตอบดังกล่าว

นักคณิตศาสตร์ตั้งข้อสงสัยเรื่องข้อมูลวิจัย

แม้ OpenAI จะประกาศความสำเร็จ แต่ผลงานดังกล่าวกลับเกิดข้อถกเถียงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังทริสแทน บัคมาสเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เขาและเลอแวนต์ อัลเปอเก นักคณิตศาสตร์จากบริษัท Anthropic ซึ่งเป็นคู่แข่งของ OpenAI ก็กำลังทำงานเพื่อแก้โจทย์นาเวียร์–สโตกส์เช่นกัน

บัคมาสเตอร์ ระบุว่า งานวิจัยของทั้งสองคนบางส่วนถูกจัดเก็บและดำเนินการผ่าน Codex ซึ่งเป็นเครื่องมือของ OpenAI สำหรับช่วยเขียนโปรแกรม และเมื่อวันที่ 3 กันยายน เขาทราบว่าข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของงานวิจัยของพวกเขาถูกส่งต่อไปยัง OpenAI

เขาตั้งข้อสังเกตว่า OpenAI เริ่มให้ความสนใจกับโจทย์นาเวียร์–สโตกส์ หลังจากข้อมูลเกี่ยวกับงานของเขาและอัลเปอเกไปถึงบริษัทแล้ว และตั้งคำถามเกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีการที่ OpenAI ใช้ในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม บัคมาสเตอร์ย้ำว่า เขายังไม่ได้กล่าวหา OpenAI ว่ากระทำความผิด และยอมรับว่ายังไม่ได้อ่านหลักฐานการพิสูจน์ฉบับเต็มของ OpenAI โดยระบุเพียงว่า จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้รับทราบและช่วงเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลำดับการประกาศผลงานสร้างความเข้าใจที่เขามองว่าไม่ถูกต้อง

ด้าน OpenAI ปฏิเสธว่าไม่ได้เห็นหรือเข้าถึงผลงานของบัคมาสเตอร์และอัลเปอเก ก่อนที่ทั้งคู่จะเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณะ และยืนยันว่าไม่ได้เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ในการทำงานเกี่ยวกับโจทย์นาเวียร์–สโตกส์

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดว่า ข้อมูลที่ผ่านการลบรายละเอียดระบุตัวบุคคลจากการใช้งานผลิตภัณฑ์ของทั้งสองคน อาจมีส่วนช่วยปรับปรุงโมเดล AI ของบริษัท แต่ยืนยันว่าหลักฐานการพิสูจน์ของ OpenAI แตกต่างจากงานของทั้งสองคนอย่างมีนัยสำคัญ และแม้แต่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ก็แตกต่างกัน

ความสำเร็จที่ OpenAI อ้างถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สะท้อนว่า AI ซึ่งใช้พลังประมวลผลมหาศาล กำลังเข้ามามีบทบาทในงานวิจัยคณิตศาสตร์ขั้นสูงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ OpenAI เคยประกาศความก้าวหน้าในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์อีกข้อหนึ่งซึ่งถูกเสนอขึ้นเมื่อประมาณ 80 ปีก่อน ขณะที่ Google DeepMind ก็เคยประกาศความสามารถของ AI ในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับสูงเช่นกัน

เซบาสเตียน บูเบ็ก นักวิจัยของ OpenAI ระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นจุดสูงสุดที่น่าทึ่งของพัฒนาการด้านความสามารถของ AI ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันในการแถลงข่าวว่า OpenAI ไม่ได้ใช้ผลงานของบัคมาสเตอร์และอัลเปอเก ในการแก้โจทย์ดังกล่าว

โจทย์นาเวียร์–สโตกส์ ถือเป็นหนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดในโลก เนื่องจากต้องพิสูจน์ว่า สมการที่ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของของไหล เช่น น้ำและอากาศ สามารถให้คำตอบที่มีความต่อเนื่องและไม่เกิดค่าที่ผิดปกติภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ได้หรือไม่

หากผลการพิสูจน์ของ OpenAI ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและได้รับการยอมรับตามเกณฑ์ของ Clay Mathematics Institute ความสำเร็จดังกล่าวจะมีความสำคัญอย่างมากต่อวงการคณิตศาสตร์และวงการ AI แต่ในขณะนี้ ยังไม่ถือว่าโจทย์นาเวียร์–สโตกส์ ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นทางการ และคำกล่าวอ้างของ OpenAI ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อน

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ OpenAI และบริษัท AI รายอื่นเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบ AI โดยเฉพาะความสามารถของเอไอเอเจนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการพัฒนา AI ที่มีความสามารถสูงกว่ามนุษย์ในงานด้านความคิดและการวิจัย ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในระดับใด.

ที่มา BBC / Guardian

ชายสิงคโปร์รับสารภาพคดีโจรกรรมบิตคอยน์ครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์

ชายสิงคโปร์รับสารภาพคดีโจรกรรมบิตคอยน์ครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์

9 ก.ย. 2569 11:30 น.

ชายสิงคโปร์รับสารภาพคดีโจรกรรมบิตคอยน์ครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์

“มาโลน แลม” ชายชาวสิงคโปร์วัย 22 ปี รับสารภาพต่อศาลสหรัฐฯ ในคดีสมคบคิดฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการเป็นหัวหน้าขบวนการโจรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลจากเหยื่อหลายรายรวมมูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8,540 ล้านบาท ก่อนนำเงินไปใช้กับรถหรู นาฬิกา เครื่องแต่งกาย เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และเที่ยวไนต์คลับครั้งละหลายแสนดอลลาร์

มาโลน แลม ชายชาวสิงคโปร์วัย 22 ปี รับสารภาพต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในข้อหาสมคบคิดดำเนินกิจการอาชญากรรมตามกฎหมาย RICO หรือกฎหมายว่าด้วยองค์กรที่มีอิทธิพลและทุจริต หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำขบวนการโจรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ ซึ่งขโมยเงินดิจิทัลจากเหยื่อหลายรายรวมมูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8,540 ล้านบาท

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า นายแลมและผู้ร่วมขบวนการเริ่มก่อเหตุอย่างน้อยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงอย่างน้อยเดือนพฤษภาคม 2025 โดยกลุ่มผู้ต้องหาซึ่งมาจากหลายรัฐของสหรัฐฯ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย คอนเนตทิคัต นิวยอร์ก และฟลอริดา ตลอดจนบุคคลนอกสหรัฐฯ พบและติดต่อกันผ่านแพลตฟอร์มเกมออนไลน์

อัยการระบุว่า แลมซึ่งใช้ชื่ออื่นบนโลกออนไลน์ เช่น “Anne Hathaway”, “$$$” และ “King Greavy” เป็นหัวหน้าขบวนการ ทำหน้าที่ระบุเป้าหมายและประสานงานแบ่งหน้าที่ให้สมาชิกในกลุ่ม โดยเลือกโจมตีบุคคลที่ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีจำนวนมาก

ขบวนการดังกล่าวใช้วิธีที่เรียกว่า “Social Engineering” หรือการหลอกลวงด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยแอบอ้างเป็นพนักงานของบริษัทที่เหยื่อไว้วางใจ รวมถึงกูเกิลเพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน วลีสำหรับกู้คืนกระเป๋าคริปโต และรหัสยืนยันตัวตน เมื่อได้ข้อมูลแล้ว สมาชิกในกลุ่มสามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลและโอนคริปโตเคอร์เรนซีออกไปได้

เอกสารในคดีระบุว่า กลุ่มของแลมยังมีการบุกรุกบ้านของเหยื่อเป็นครั้งคราว เพื่อค้นหาข้อมูลที่สามารถนำไปใช้เข้าถึงกระเป๋าคริปโตเคอร์เรนซีและถอนเงินออกจากบัญชีได้

หนึ่งในเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2024 เมื่อแลมและผู้ร่วมขบวนการขโมยบิตคอยน์มากกว่า 4,100 เหรียญจากเหยื่อรายหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คิดเป็นมูลค่าประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น ก่อนที่แลมจะถูกจับกุมในเดือนกันยายน 2024 เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเกิดเหตุ

หลังโจรกรรม กลุ่มผู้ต้องหาพยายามปกปิดเส้นทางของเงินดิจิทัลด้วยการฟอกคริปโตที่ขโมยมา และแปลงเป็นบัตรสำหรับใช้จ่ายหรือเงินสด อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยของแลมกลับดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า แลมและสมาชิกในกลุ่มนำเงินที่ได้จากการโจรกรรมไปซื้อรถยนต์หรูและรถยนต์สมรรถนะสูงหลายคัน โดยบางคันมีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงนาฬิกาหรูราคาเรือนละสูงสุดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ เสื้อผ้าราคาแพง กระเป๋า Hermès Birkin ซึ่งมีราคาหลายหมื่นดอลลาร์ และยังเช่าบ้านหรูในลอสแอนเจลิส ย่านแฮมป์ตันส์ และไมอามี

นอกจากนี้ ยังนำเงินไปเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและว่าจ้างทีมรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล โดยมีรายงานว่าแลมและพรรคพวกใช้เงินกับสถานบันเทิงยามค่ำคืนครั้งละหลายแสนดอลลาร์ และในครั้งหนึ่งใช้เงินถึง 569,000 ดอลลาร์สหรัฐที่ไนต์คลับแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส ขณะที่กระเป๋า Hermès Birkin มูลค่าหลายหมื่นดอลลาร์ถูกนำไปโยนแจกให้กับผู้คนในงานปาร์ตี้ตามไนต์คลับ

ในการพิจารณาคดีนานเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง แลมปรากฏตัวในชุดผู้ต้องขังสีเขียวมะกอกอ่อนและเสื้อยืดสีขาว โดยตอบคำถามของศาลหลายครั้งเพื่อยืนยันว่าเข้าใจและยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายอัยการนำเสนอ เมื่อผู้พิพากษาถามว่าเขาให้การอย่างไร แลมถอนหายใจยาวก่อนตอบว่า “”ผมรับสารภาพครับท่านผู้พิพากษา”

อัยการคริสโตเฟอร์ ฮาวแลนด์ ระบุว่า แลมมีบทบาทหลายด้านในขบวนการ ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ฌองนีน เพียร์โร กล่าวว่า หากผู้ใดสร้างอาณาจักรอาชญากรรมทางไซเบอร์ เจ้าหน้าที่จะติดตามตัว ทำลายเครือข่าย และนำตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย พร้อมระบุว่าแลมเป็นผู้นำเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ใช้การหลอกลวง ละเมิดความเป็นส่วนตัวของเหยื่อ และขโมยคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

คดีนี้มีผู้ถูกตั้งข้อหารวม 18 คน และแลมเป็นคนที่ 11 ที่ให้การรับสารภาพ โดยคดีดังกล่าวถือเป็นคดีเกี่ยวกับบิตคอยน์ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ใช้กฎหมาย RICO ดำเนินคดีเป็นครั้งแรก และยังมีข้อกล่าวหาสมคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน

แลมเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาโคลีน คอลลาร์-โคเทลลี ยังไม่ได้กำหนดวันพิพากษาอย่างเป็นทางการ โดยแลมมีกำหนดกลับขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคม เพื่อพิจารณาความคืบหน้าของคดี ซึ่งคาดว่าศาลจะกำหนดวันพิพากษาในครั้งนั้น

ก่อนหน้านี้ แลมใช้เวลาหลายเดือนพิจารณาว่าจะยอมรับข้อตกลงรับสารภาพหรือเดินหน้าสู้คดีในชั้นศาล โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เสนอข้อตกลงฉบับใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2025 และทนายความของแลมระบุในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า คดีมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการ

นอกจากโทษจำคุกแล้ว แลมและผู้ร่วมขบวนการยังถูกสั่งให้ชดใช้เงินที่ขโมยมาให้แก่ผู้เสียหายรวมมากกว่า 245 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา BBC / CNA

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

9 ก.ย. 2569 11:05 น.

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

นักวิทยาศาสตร์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่โดยเห็บ หลังตรวจผู้ป่วยมีไข้ 3,163 คน พบติดเชื้อ 329 คน ขณะที่เห็บพาหะชนิดเดียวกันแพร่กระจายในสหรัฐฯ แล้ว 21 รัฐ

วันที่ 8 กันยายน 2569 วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) เผยแพร่งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จีนที่ค้นพบไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่จากเห็บ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยพบผู้ติดเชื้อแล้ว 329 คนใน 4 มณฑลทางภาคตะวันออกและภาคกลางของจีน รวมถึงมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดใหญ่ของโควิด-19

งานวิจัยระบุว่า นักวิจัยตั้งชื่อไวรัสชนิดใหม่นี้ว่า “เอเชียน ลองฮอร์น ทิก ไนโรไวรัส” (Asian longhorned tick nairovirus) หรือ ALTNV จัดอยู่ในกลุ่มออร์โธไนโรไวรัส (Orthonairovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ALTNV เพียงอย่างเดียวมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยอาการที่พบมากที่สุดหลังมีไข้คืออ่อนเพลีย ซึ่งพบใน 84% ของผู้ป่วย รองลงมาคืออาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร 80% และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ 38% นอกจากนี้ 36% มีระดับเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า จากการตรวจพบว่าเห็บ “ฮีมาฟิซาลิส ลองจิคอร์นิส” (Haemaphysalis longicornis) หรือเห็บลองฮอร์นเอเชีย เป็นชนิดที่พบ ALTNV มากที่สุด โดยนักวิจัยตรวจเห็บ 47,428 ตัวจาก 15 มณฑลของจีน พบสารพันธุกรรมของ ALTNV ใน 1.29% และพบอัตราสูงสุดในเห็บลองฮอร์นเอเชียที่ 1.75% นอกจากนี้การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าเห็บชนิดนี้สามารถแพร่เชื้อไปยังหนูได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังไม่พบหลักฐานว่า ALTNV แพร่เข้าสู่สหรัฐฯ แล้ว ขณะที่เห็บลองฮอร์นเอเชีย ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของไวรัสชนิดนี้ถูกพบกระจายแล้วใน 21 รัฐของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลถึงความเป็นไปได้ในการแพร่ของไวรัสในอนาคต แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ ALTNV ในสหรัฐฯ.

 ที่มา Daily Mail

“ต๋ง เจียนหว่า” ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

"ต๋ง เจียนหว่า" ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

9 ก.ย. 2569 11:03 น.

“ต๋ง เจียนหว่า” ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

“ต๋ง เจียนหว่า” อดีตผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี หลังดำรงตำแหน่งท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การแพร่ระบาดของโรค และการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อปี 2003 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงกับจีน

สื่อท้องถิ่นฮ่องกงรายงานอ้างอิงแถลงการณ์จากสำนักงานของนายต๋ง เจียนหว่า (Tung Chee-hwa) อดีตผู้บริหารสูงสุดคนแรกของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยระบุว่า นายต๋ง ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วอย่างสงบเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) ขณะมีอายุได้ 89 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว แม้จะไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ โดยแถลงการณ์ยกย่องเขาเป็นบุคคลผู้ “อุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง”

นายต๋ง เจียนหว่า สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 รับตำแหน่งต่อจากนายคริส แพตเทน (Chris Patten) ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงชาวอังกฤษคนสุดท้าย ในวาระที่สหราชอาณาจักรส่งมอบฮ่องกงคืนสู่การปกครองของจีน ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคอาณานิคมยาวนานกว่า 150 ปี ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ระดับตำนานในวันรับตำแหน่งว่า “เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเรา ชาวฮ่องกง จะได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง”

ต๋ง เจียนหว่า เกิดที่นครเซี่ยงไฮ้ในปี 1937 เป็นบุตรชายของ ต๋ง เจาหยง มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเดินเรือ Orient Overseas เขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ (ซึ่งทำให้เขาเป็นแฟนบอลตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูล) และเคยทำงานกับบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก ในสหรัฐฯ ก่อนจะกลับมารับช่วงดูแลธุรกิจครอบครัวที่ฮ่องกงในปี 1979

เส้นทางสายการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการเป็นที่ปรึกษาในคณะรัฐมนตรีของฮ่องกงยุคอาณานิคมเมื่อปี 1992 ก่อนที่ในปี 1996 เขาจะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ 400 คนที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลจีนให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฮ่องกงคนแรก โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้นำจีนในขณะนั้น อย่างประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ซึ่งย้อนกลับไปในอดีต ธนาคารรัฐบาลจีนเคยยื่นมือเข้าช่วยกอบกู้ธุรกิจเดินเรือของครอบครัวเขาจากวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1980

การดำรงตำแหน่งของนายต๋งเต็มไปด้วยความผันผวน เขาต้องเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตการเงินเอเชีย ในปี 1997 ที่ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงดิ่งลงอย่างหนัก ตามมาด้วยวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ ทั้งไข้หวัดนก (1997-2002) และการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ในปี 2003

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2003 เมื่อรัฐบาลของเขาพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ หรือ “มาตรา 23” ส่งผลให้ชาวฮ่องกงมากกว่า 500,000 คนออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนด้วยชุดสีดำ เนื่องจากเกรงว่ากฎหมายดังกล่าวจะลิดรอนเสรีภาพและสิทธิพลเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความนิยมของเขาลดลงอย่างมหาศาล จนต้องถอนร่างกฎหมายออกไป และนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2005 ก่อนครบวาระที่สอง โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นผลมาจากความกดดันของจีนก็ตาม

หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งบริหารสูงสุด นายต๋งยังคงมีบทบาทสำคัญทางการเมือง โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาระดับสูงสุดของจีน และทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลของเขากับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2019 ที่เกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกง นายต๋งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นกลุ่ม “สร้างความวุ่นวายต่อต้านจีน” และออกมาปกป้องการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนในปี 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายต๋งได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยลง โดยการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายคือในพิธีฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจในเวลาต่อมา ทั้งนี้ นายต๋ง จื้อหวา สมรสแล้วและมีบุตร-ธิดารวม 3 คน.

ที่มา BBC / Reuters

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

9 ก.ย. 2569 10:34 น.

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

ลูกค้าที่ฮ่องกงสั่งพาสต้าเนื้อสะเต๊ะราคา 48 ดอลลาร์ฮ่องกง จากร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตไควชุง ก่อนพบลูกหนูแรกเกิดสีชมพูไร้ขนดิ้นอยู่ในซอส ล่าสุดเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ

วันที่ 8 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานว่า เกิดกระแสวิจารณ์ในฮ่องกง หลังลูกค้ารายหนึ่งพบสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายลูกหนูอยู่ในอาหารซื้อกลับบ้านจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตไควชุง เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า ลูกค้ารายนี้สั่งเส้นพาสต้าราดซอสเนื้อสะเต๊ะ ราคา 48 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 200 บาท จากร้านหวา เจอร์ เรสเตอรองต์ (Wa Jer Restaurant) แต่เมื่อเปิดภาชนะอาหารกลับพบลูกหนูตัวเล็กสีชมพู ไร้ขน ดิ้นไปมาอยู่ในซอสสะเต๊ะ

คลิปวิดีโอที่ลูกค้านำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตซึ่งยังมีดวงตาเปิดไม่เต็มที่ ขยับแขนและขาไปมาและมีลักษณะคล้ายกำลังหายใจอย่างยากลำบากภายในกล่องอาหาร จนคลิปแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและสร้างความตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น

ลูกค้าได้ร้องเรียนต่อกรมสุขอนามัยและอาหารและอนามัยสิ่งแวดล้อมของฮ่องกง (Food and Environmental Hygiene Department) ทันที โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและยึดอาหารต้องสงสัยไปตรวจวิเคราะห์ และหลังตรวจสอบสถานที่ประกอบอาหาร เจ้าหน้าที่พบว่าสภาพสุขอนามัยของร้านไม่เป็นที่น่าพอใจ พร้อมเปิดการสอบสวนในหลายประเด็น ทั้งขั้นตอนการเตรียมอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา และการจัดส่งอาหาร

ทางด้านผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารอุตสาหกรรมหวา ซิง บนถนนหวา ซิง กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งหรือการจัดฉากหรือไม่ โดยผู้ประกอบการระบุว่า ร้านเปิดให้บริการมานานกว่าหนึ่งปีและที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาพบสัตว์พาหะในอาหาร แม้ยอมรับว่าบริเวณนี้มีหนูอยู่เป็นครั้งคราว พร้อมยืนยันว่าร้านมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่เป็นประจำทุกเดือน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฮ่องกงยังคงสอบสวนเพื่อหาคำตอบว่า ลูกหนูเข้าไปอยู่ในอาหารได้อย่างไร และเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ตั้งแต่การเตรียมอาหารจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า.

ที่มา SCPM