อินโดนีเซียรวบรัฐมนตรีช่วยตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหารับสินบน

อินโดนีเซียรวบรัฐมนตรีช่วยตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหารับสินบน

5 มิ.ย. 2569 06:32 น.

อินโดนีเซียรวบรัฐมนตรีช่วยตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหารับสินบน

ทางการอินโดนีเซียจับกุมตัวรัฐมนตรีช่วยกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองในข้อหารับสินบนแลกใบอนุญาตพำนัก เพียงวันเดียวหลังจากเพิ่งจับกุมหัวหน้าโครงการอาหารฟรีที่ทำให้เด็กมากมายป่วยอาหารเป็นพิษ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 โฆษกสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมตัวนาย ซิลมี คาริม (Silmy Karim) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการตรวจคนเข้าเมืองและราชทัณฑ์แล้ว ทำให้เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายที่ 2 ของอินโดนีเซียที่ถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน

นายเซตโย บูดีรันโต หัวหน้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (KPK) แถลงว่า นายซิลมีถูกระบุชื่อเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา พร้อมกับบุคคลอื่นๆ อีก 7 คน จากการมีส่วนพัวพันในขบวนการเรียกรับเงินสินบน “อย่างเป็นระบบ” เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตพำนักให้กับชาวต่างชาติที่ยื่นคำขอ

นายซิลมีถูกนำตัวมาสอบปากคำที่สำนักงานของ KPK ตั้งแต่คืนวันพุธ และปรากฏตัวออกมาในอีกประมาณ 10 ชั่วโมงต่อมาเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ในสภาพที่ถูกใส่กุญแจมือและสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ว่าเขาได้ตกเป็นผู้ต้องหาอย่างเป็นทางการแล้ว จากนั้นเขาได้ถูกนำตัวส่งไปยังเรือนจำเพื่อควบคุมตัว

โฆษกของ KPK เปิดเผยว่า เหตุทุจริตที่ถูกกล่าวหานี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2567-2568 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ซิลมีดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดของอินโดนีเซีย (AGO) ได้ควบคุมตัวนาย ดาดัน ฮินดายานา อดีตหัวหน้าหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงการแจกอาหารฟรี ซึ่งเป็นโครงการเรือธงหลักของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต

ดาดันถูกระบุชื่อในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุเด็กที่ทานอาหารฟรีของรัฐล้มป่วยอาหารเป็นพิษจำนวนมากและหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม คดีทุจริตทั้งสองคดีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด

อีกด้านหนึ่งในวันพฤหัสบดี ศาลอินโดนีเซียได้ตัดสินจำคุกนาย อิมมานูเอล เอเบเนเซอร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อปีก่อน เป็นเวลา 4 ปีครึ่ง ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการดำเนินการออกใบอนุญาตด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เขาเป็นสมาชิกคนแรกในคณะรัฐมนตรีของปราโบโวที่ถูกศาลตัดสินลงโทษทางอาญา

ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน บุคคลระดับหัวหน้าผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศก็เพิ่งถูกจับกุมตัวหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 6 วัน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ารับเงินสินบนจากบริษัทนิเกิลท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

5 มิ.ย. 2569 05:40 น.

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

สำนักงานอัยการดูไบออกมายืนยันว่า อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว หลังทนายความของเธอออกมาเปิดเผยว่า เธอหายตัวไปพร้อมกับลูกๆ 3 คนของเธอ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบเปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ไซนับ จาวาดลี (Zeynab Javadli) อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ ถูกควบคุมตัวแล้ว หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความร้องเรียนจาก ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามีผู้เป็นบิดาของลูกทั้งสามคนของเธอ

ชีค ซาอิด บิน มักตูม กล่าวหาอดีตภรรยาว่า ลักพาตัวเด็กๆ ไปในระหว่างช่วงเวลาการเข้าเยี่ยมเยียนที่ได้รับการอนุมัติจากศาล

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนของจาวาดลีขาดการติดต่อกับเธอไปตั้งแต่คืนวันอังคาร และออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเธอกับลูกๆ ทั้ง 3 คน หลังจากไม่มีใครได้รับข่าวคราวเลยเป็นเวลาเกือบ 2 วันเต็มว่าจาวาดลีหรือลูกๆ ของเธอหายไปอยู่ที่ไหน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จาวาดลีแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมารอดักตัวเพื่อพรากลูกๆ ไปจากเธอและจับกุมตัวเธอ

เมื่อปีก่อน อดีตสามีของจาวาดลีแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวลูกสาวของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดระหว่างทั้งสอง โดยเด็กๆ ต้องสลับไปอยู่กับพ่อหรือแม่หลายต่อหลายครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาอีกฝ่ายว่าลักพาตัวเด็กไป

อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์เมื่อเย็นวันพฤหัสบดี สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบระบุว่า เรื่องดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การสืบสวนและเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

“เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายที่จำเป็นตามกฎหมายที่มีอยู่ พร้อมทั้งปกป้องสวัสดิภาพและผลประโยชน์สูงสุดของเด็กๆ ควบคู่กันไป” แถลงการณ์ระบุ

ด้านนาย เดวิด ไฮจ์ ทนายความและเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิ์ให้กับนางจาวาดลี ออกมาตอบโต้โดยเรียกร้องให้ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อนุญาตให้จาวาดลีสามารถเข้าถึงทนายความ สถานกงสุล และครอบครัวของเธอในทันที รวมถึงขอให้ปล่อยตัวเธอกลับไปยังบ้านพักในดูไบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

5 มิ.ย. 2569 04:52 น.

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากันระหว่างทั้งสองคน เพื่อหาทางยุติสงครามโดยไม่ต้องรอสหรัฐฯ ที่กำลังง่วนกับสงครามอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 มิ.ย. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เรียกร้องให้มีการประชุมแบบเผชิญหน้ากันอีกครั้ง เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีแล้ว

ในจดหมายดังกล่าว ผู้นำยูเครนระบุว่า มันคงเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาดหากจะเอาแต่นั่งรอ” จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง พร้อมเสริมว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่าง” ยูเครนและรัสเซียเท่านั้น

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการประกาศหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาของการเจรจาที่เสนอไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูตินเพิ่งจะปฏิเสธไปเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาคิดว่า “มันคงจะยอดเยี่ยมมาก” หากผู้นำทั้งสองคนได้พบกัน ขณะที่รัฐบาลเครมลินของรัสเซียยืนยันว่าได้รับจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะมีการรายงานให้ปูตินทราบต่อไป

ก่อนหน้านี้ ปูตินบอกกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้เห็นเนื้อหาในจดหมาย ว่าเขา “พร้อมและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะบรรลุข้อตกลงกับยูเครน” แต่ระบุว่าจำเป็นต้องมีการประนีประนอมในบางเรื่องด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 แต่การเจรจาหยุดยิงได้หยุดชะงักลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ประกอบกับการเจรจาสันติภาพครั้งก่อนๆ ในเจนีวา อาบูดาบี และอิสตันบูล ต่างประสบความล้มเหลว

ในจดหมายที่มีความยาวมากกว่า 1,800 คำ เซเลนสกีระบุว่า “มันไม่ใช่ว่าพวกเราในยูเครนจะมานึกเป็นห่วงชะตากรรมของทหารรัสเซีย หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่สงครามของคุณได้นำพามาสู่ประเทศของเรา แต่ผมห่วงใยคนยูเครน เรากำลังสูญเสียผู้คนของเรา และทุกความสูญเสียนั้นช่างเจ็บปวด”

เซเลนสกีกล่าวว่า ชาวรัสเซียเองต่างก็เริ่มเหนื่อยล้าจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของยูเครน ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนภัยสงคราม “อย่ากลัวที่จะเลือกเส้นทางเดินออกจากสงครามครั้งนี้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คาดหวังจากคุณในเวลานี้”

ผู้นำยูเครนระบุเพิ่มเติมว่า ยูเครนกำลังเสนอให้ยุติสงคราม “ผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่างเราสองคน” ในขณะที่สหรัฐฯ กำลัง “มุ่งความสนใจไปที่ประเด็นเรื่องอิหร่านอย่างเต็มที่” เพราะมันคงเป็นเรื่อง “ผิดพลาด” ที่จะเอาแต่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของสหรัฐฯ อีกครั้ง

เขายังเสนอแนะว่า การเจรจาแบบเผชิญหน้าสามารถจัดขึ้นในประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือตุรกีได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

5 มิ.ย. 2569 02:50 น.

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนายความเปิดเผยว่า อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบได้หายตัวไปพร้อมลูกๆ โดยขาดการติดต่อตั้งแต่เมื่อวันอังคาร ท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดกับอดีตสามี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 เดวิด ไฮจ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษเปิดเผย นางไซนับ จาวาดลี อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบได้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานว่า บ้านของเธอในดูไบถูกล็อกและไม่มีใครอยู่

ที่ผ่านมานางจาวาดลีแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองมาโดยตลอด เนื่องจากเธอตกอยู่ท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรอย่างดุเดือดกับ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามีของเธอมานานหลายปี

BBC ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ

กลุ่มเพื่อนของจาวาดลีเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติและแจ้งเหตุเตือนภัย หลังจากที่โทรศัพท์และข้อความที่ส่งถึงเธอในวันอังคารไม่มีการตอบรับเลย

นายไฮจ์ ทนายความและนักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษ เปิดเผยว่าเขาได้พูดคุยกับนางจาวาดลีครั้งล่าสุดเมื่อคืนวันอังคาร และนับจากนาทีนั้นเป็นต้นมา เธอก็ได้ “อันตรธานหายไป” ไม่มีใครพบเห็นหรือได้รับการติดต่อจากทั้งตัวเธอและลูกสาวตัวน้อยทั้งสามคนของเธออีกเลย

เขาบอกกับ BBC ด้วยว่า ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจคนใดให้ “คำตอบแม้แต่ข้อเดียว” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

ด้านมารดาของจาวาดลีซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงดูไบเพื่อเยี่ยมเยียน ก็เดินทางไปยังบ้านของจาวาดลีในเวลาต่อมา และพบว่าบ้านหลังดังกล่าวว่างเปล่า อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแม่กุญแจประตูบ้านอีกด้วย

BBC รายงานว่า ตอนนี้มารดาของจาวาดลีเข้าติดต่อกับทางตำรวจในดูไบ รวมถึงสถานกงสุลของประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของจาวาดลีแล้ว

รายงานระบุอีกว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จาวาดลีแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมารอดักตัวเพื่อพรากลูกๆ ไปจากเธอ และอาจจะจับกุมตัวเธอด้วย

ทั้งนี้เมื่อปีก่อน อดีตสามีของจาวาดลีแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวลูกสาวของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดระหว่างทั้งสอง โดยเด็กๆ ต้องสลับไปอยู่กับพ่อหรือแม่หลายต่อหลายครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาอีกฝ่ายว่าลักพาตัวเด็กไป

จาวาดลี ซึ่งเป็นอดีตนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติ ยังต้องเผชิญกับโอกาสที่จะถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-crimes) หรือความผิดออนไลน์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากที่เธอได้ไลฟ์สดเหตุการณ์ปะทะคารมครั้งหนึ่งเมื่อปี 2568

ในวิดีโอที่ส่งให้แก่ เดวิด ไฮจ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิ์ให้กับเธอ จาวาดลีอธิบายการกระทำของเธอว่า “ฉันรู้ดีว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายที่จะได้อยู่กับลูกๆ เพราะพวกเขาจะไม่มีวันยอมให้ฉันได้เจอหน้าลูกอีกเลย ฉันเชื่ออย่างสนิทใจว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันจึงตัดสินใจเปิดไลฟ์สดและร้องขอความช่วยเหลือ”

ทางด้านทนายความของ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อ้างต่อหน้าศาลในระหว่างการพิจารณาคดีสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรว่า จาวาดลีเป็นแม่ที่ไม่เหมาะสม โดยระบุว่าเธอไม่ได้ส่งลูกสาวไปโรงเรียน พาลูกไปอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมในตอนที่เธอพักอยู่ที่โรงแรม และยังทำให้สุขภาพของลูกสาวคนเล็กต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม จาวาดลีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และทีมกฎหมายก็ยื่นหลักฐานโต้แย้งต่อศาลแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายฮีโร่ผู้สู้คนร้ายในเหตุกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหาทำร้ายพ่อตัวเอง

ชายฮีโร่ผู้สู้คนร้ายในเหตุกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหาทำร้ายพ่อตัวเอง

5 มิ.ย. 2569 01:39 น.

ชายฮีโร่ผู้สู้คนร้ายในเหตุกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหาทำร้ายพ่อตัวเอง

ชายผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น “ฮีโร่” จากความพยายามต่อสู้กับคนร้ายในเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปลายปีก่อน ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายบิดาของตนเอง แต่เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 อาเหม็ด อัล อาเหม็ด ชายผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น “ฮีโร่” หลังจากเขาพยายามต่อสู้ขัดขวางหนึ่งในคนร้ายในเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดของออสเตรเลีย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้เป็นบิดาของเขาเอง

สื่อออสเตรเลียรายงานว่า ชายวัย 44 ปีรายนี้ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายบิดาของตนเองเมื่อเดือนมีนาคม โดยเขาถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายทั่วไปอันภายใต้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงข้อหาแอบสะกดรอยตามและข่มขู่คุกคาม

อย่างไรก็ตาม นายอาเหม็ดปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยกล่าวกับสำนักข่าวเอบีซี (ABC) ว่าเรื่องดังกล่าว “ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย” โดยเขามีกำหนดขึ้นศาลแบงก์สทาวน์ ในนครซิดนีย์ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้

อนึ่ง เหตุโจมตีที่หาดบอนไดนับเป็นเหตุกราดยิงหมู่ครั้งนองเลือดที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2539 โดยตำรวจประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นคดีก่อการร้ายที่มุ่งเป้าโจมตีชุมชนชาวยิว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ภาพจากกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์กราดยิง เผยให้เห็นภาพที่อาเหม็ดกำลังยื้อแย่งปืนจากหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุ ส่งผลให้เขาถูกยิงหลายนัด และในเวลาต่อมานายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เดินทางไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งยกย่องเขาว่าเป็น “สิ่งที่ดีที่สุดของประเทศเรา”

นอกจากนั้น มีการเปิดระดมทุนเพื่อช่วยเหลือนายอาเหม็ด และสามารถรวบรวมเงินได้มากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 58.3 ล้านบาท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

4 มิ.ย. 2569 23:29 น.

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีของอิหร่านเผยว่า พวกเขาจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” จากเรือที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่ “ค่าผ่านทาง” โดยกำลังร่างข้อกำหนดต่างๆ ที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 ว่า นายคาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่าพวกเขาจะดำเนินการจัดเก็บ “ค่าบริการ” สำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแลกกับการดูแลความปลอดภัยของเรือเหล่านั้น ไม่ใช่ “ค่าผ่านทาง”

อิหร่าน “ไม่ได้มุ่งหวังที่จะจัดเก็บค่าผ่านทาง, ภาษีการขนส่ง หรือค่าสิทธิ์ในการผ่านแดน” นายการีบาบาดี กล่าวในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าวเมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ในทางกลับกัน อิหร่านจะเรียกเก็บค่าชดเชยสำหรับบริการต่างๆ ที่ดำเนินการร่วมกับประเทศโอมาน ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือด้านการเดินเรือ, การค้นหาและกู้ภัย, บริการด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ตลอดจนบริการบำบัดสิ่งแวดล้อมในกรณีที่เกิดมลพิษ

นายการีบาบาดีบอกอีกว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “ตั้งอยู่ภายในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านและโอมานทั้งหมด” และรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีอธิปไตยเหนือช่องแคบดังกล่าว “ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า ข้อกำหนดต่างๆ ที่กำลังร่างขึ้นจะสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ยอมรับว่า “ข้อกำหนดเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่พึงพอใจแก่บางประเทศแบบร้อยเปอร์เซ็นต์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

4 มิ.ย. 2569 22:55 น.

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่โหวตหนุนมาตรการจำกัดอำนาจในการทำสงครามของนายทรัมป์ ซึ่งมี สส.รีพับลิกันแตกแถวเข้าร่วมด้วย 4 คน โดยโจมตีว่าเป็นพวกไม่รักชาติ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ตอบโต้เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านญัตติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) เพื่อส่งสารตำหนิเขาเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน โดยตราหน้ากลุ่มคนดังกล่าวว่าเป็นพวก “ไร้ความรักชาติ”

“เมื่อวานนี้ ในการลงคะแนนเสียงที่ไม่มีความหมายอะไรเลย สภาผู้แทนฯ ซึ่งประกอบด้วยพรรครีพับลิกันแย่ๆ 4 คน และพวกดูโมแครต (Dumocrats – คำล้อเลียนพรรคเดโมแครต) ทั้งหมด ได้ลงมติให้จำกัดอำนาจการทำสงครามของผม ในช่วงเวลาที่ผมกำลังอยู่ท่ามกลางการเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านพอดี ใครกันที่จะทำเรื่องที่ไร้ความรักชาติได้ขนาดนี้”

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงดังกล่าวผ่านมติด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง เพื่อรับรองข้อมติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งจะกำหนดให้ทรัมป์ต้องถอนกองกำลังสหรัฐฯ หรือต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหากจะทำสงครามต่อไป

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็น “ข้อมติร่วมสภา” (Concurrent Resolution) ซึ่งจะไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการไม่เห็นด้วยกับสงครามในอิหร่านเท่านั้น

โพสต์ของทรัมป์เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีระบุต่อไปว่า “พรรคเดโมแครตถูกขับเคลื่อนด้วยโรคเกลียดทรัมป์ขึ้นสมอง พวกเขายอมเห็นประเทศของเราล้มเหลว ดีกว่าที่จะให้ชัยชนะแก่ผมอีกครั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในชัยชนะหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ส่วนรีพับลิกัน 4 คนนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องเลย — พวกเขาเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ! และพวกเขาควรจะละอายใจตัวเองบ้าง”

นี่นับเป็นความพยายามครั้งที่สี่ของสภาผู้แทนฯ ในการควบคุมอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ ขณะที่วุฒิสภาได้ผลักดันข้อมติที่คล้ายคลึงกันในเดือนพฤษภาคม แต่ยังไม่มีการลงคะแนนเสียงเต็มสภา

แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่การผ่านข้อมติเมื่อวันพุธก็ได้เพิ่มแรงกดดันต่อทำเนียบขาวในการหาทางยุติสงคราม เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามอุบัติ และกระแสต่อต้านสงครามจากสาธารณชนก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณล่าสุดของความแตกแยกภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เอง ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กลุ่มอนุรักษนิยมในรัฐสภาลุกฮือขึ้นต่อต้าน จนทำให้รัฐบาลของเขาต้องยกเลิกแผนการจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือทางเมือง” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับพันธมิตรทางการเมือง

ทอม บาร์เรตต์ หนึ่งใน สส.รีพับลิกันที่โหวตหนุนญัตติยืนยันว่า “รัฐสภาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม นั่นคือสิ่งที่เราต้องปกป้องไว้ให้ได้” และเมื่อถูกถามว่าเขากังวลเกี่ยวกับการถูกล้างแค้นจากทรัมป์หรือไม่ เขาตอบว่า “ผมลงคะแนนเสียงตามมโนสำนึกในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง และพร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่จะตามมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

4 มิ.ย. 2569 22:03 น.

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนฉบับล่าสุด ซึ่งเพิ่งบรรลุในการเจรจาที่สหรัฐฯ เมื่อวันพุธ โดยยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีการยึดครอง การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในเลบานอน ออกมาปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งบรรลุที่การเจรจาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในขณะที่อิสราเอลยังโจมตีภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง และบอกว่าจะไม่ถอนทหารออกไป

สหรัฐฯ ประกาศในวันพุธว่า เลบานอนและอิสราเอลตกลงที่จะบังคับใช้มาตรการหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะต้องยุติการโจมตีอิสราเอล และอพยพนักรบของตนออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนที่อยู่ใกล้กับชายแดนอิสราเอล แต่ไม่ได้พูดถึงการถอนทหารของอิสราเอลแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายนาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งนี้ ระบุว่าการเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไร้ยางอาย และปฏิเสธคำประกาศของวอชิงตันโดยระบุว่ามันเป็น “แผนที่นำทางไปสู่การทำลายล้างประชาชนเลบานอนส่วนหนึ่ง และกดขี่ประชาชนที่เหลือให้เป็นทาส”

“ตราบใดที่ยังมีการยึดครองอยู่ การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป” นายกัสเซมระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษร

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอลปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 2 มี.ค. เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน ที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมกันโจมตีจนกลายเป็นสงครามที่ส่งผลกระทบไปยังหลายพื้นที่ในตะวันออกกลาง

ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนทำให้อิหร่านประกาศระงับการเจรจาเพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้เรื่องการหยุดโจมตีเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงใดๆ ด้วย

นายกัสเซมกล่าวว่า การหยุดยิงจะต้องครอบคลุมถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลได้เข้ายึดครองและประกาศให้เป็นเขตความมั่นคง โดยอิสราเอลอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศตนเอง เพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นอกจากนั้น กัสเซมยังระบุด้วยว่า เมืองต่างๆ ทางตอนเหนือของอิสราเอลจะไม่ปลอดภัย “ตราบใดที่หมู่บ้านของเรายังไม่ปลอดภัย ถูกทิ้งระเบิด ถูกทำลาย และประชาชนของเรายังคงถูกสังหาร” และเสริมว่าข้อเรียกร้องขั้นต่ำของพวกเขาคือ การให้อิสราเอลถอนกำลังกลับไปยังตำแหน่งเดิมก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น

ก่อนหน้านี้ นายโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอนกล่าวว่า กรอบข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดนี้ถือเป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะรับประกันการหยุดยิงที่ครอบคลุมและถาวร” โดยการหยุดยิงอาจมีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งวันหากทุกฝ่ายให้การอนุมัติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ขณะที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี อิสราเอลจะยังคงดำเนินการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ต่อไป และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้มีอิสระในการปฏิบัติการโจมตีเมืองเบรุต ในกรณีที่ต้องตอบโต้ต่อการโจมตีชุมชนและดินแดนของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

4 มิ.ย. 2569 16:59 น.

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

สหรัฐฯ และจีน ปะทะคารมเนื่องในวันครบรอบ 37 ปี เหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ลั่น “การเซ็นเซอร์ไม่สามารถลบความทรงจำได้” ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและแทรกแซงกิจการภายใน ด้านผู้นำไต้หวันเรียกร้องจีนเผชิญหน้าความจริงทางประวัติศาสตร์

ความตึงเครียดปะทุขึ้นเมื่อนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบเหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 โดยระบุว่า “ไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ ที่จะสามารถลบเลือนอดีตได้ และผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ จะได้รับคืนความยุติธรรมในวันหนึ่งข้างหน้า”

ต่อมานางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า รัฐบาลจีนได้มีบทสรุปที่ชัดเจนมานานแล้วเกี่ยวกับ “ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980” พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อท่าทีของสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า “จีนคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ป้ายสีระบบการเมืองและแนวทางการพัฒนาของจีน รวมถึงแทรกแซงกิจการภายในของจีนโดยใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” 

ขณะเดียวกัน นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเน้นย้ำว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ควรเชื่อมั่นในแสนยานุภาพทางทหารอย่างหลับหูหลับตา

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจีนจะสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ 4 มิถุนายนเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ยอมรับความจริง บรรเทาความเจ็บปวด และเปิดประตูสู่การปรองดองและการเจรจาร่วมกัน” ผู้นำไต้หวันระบุ ทั้งนี้ ทางสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อความดังกล่าว แต่มักตราหน้า นายไล่ ชิงเต๋อ ว่าเป็น “พวกแบ่งแยกดินแดน” และปฏิเสธข้อเสนอขอเปิดโต๊ะเจรจากจากเขามาโดยตลอด

เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนส่งกองกำลังทหารและรถถังเข้าปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและแรงงานที่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยอย่างสันติ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน แม้จนถึงปัจจุบันจีนจะไม่เคยเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและพยานในเหตุการณ์ระบุว่าตัวเลขอาจสูงถึงหลายพันคน โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นระบุว่าการชุมนุมเป็นความพยายามของกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์

ในปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามและถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดในจีนแผ่นดินใหญ่ มีรายงานจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า ในปีนี้ทางการจีนถึงขนาดสั่งห้ามไม่ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 1989 เดินทางไปกราบไหว้หลุมศพที่สุสานว่านอัน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็น “การกระทำที่ไร้หัวใจ”

ด้านฮ่องกง ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่จัดพิธีจุดเทียนรำลึกขนาดใหญ่ ณ สวนสาธารณะวิกตอเรีย ที่ดึงดูดผู้คนเข้าร่วมหลักหมื่นหลักแสนคนเป็นประจำทุกปี บัดนี้กิจกรรมดังกล่าวได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่รัฐบาลจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2020

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มีการวางกำลังตำรวจอย่างหนาแน่นรอบสวนสาธารณะวิกตอเรีย โดยมีเพียงภาพของนายถัง ง็อกกวัน นักเคลื่อนไหวที่ออกมายืนอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนด้วยเสียงอันเบาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาของตำรวจนอกเครื่องแบบ ขณะที่อดีตสมาชิกสภารัฐมนตรีท้องถิ่นรายหนึ่งที่เคยแจกเทียนฟรีในร้านค้าของตนตั้งแตปี 2022 เปิดเผยว่า “พื้นที่สำหรับการแสดงออกทางความคิดเห็นในฮ่องกงนั้น นับวันจะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินยังคงมีขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกนอกประเทศจีน รวมถึงในนครไทเปของไต้หวัน, เมืองต่างๆ ในออสเตรเลีย และอีก 4 เมืองใหญ่ในประเทศเยอรมนี.

ที่มา Reuters / AFP

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

พบตัว "เชอร์ปาเนปาล" รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

4 มิ.ย. 2569 14:48 น.

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

“ดาวา เชอร์ปา” ไกด์ปีนเขาชาวเนปาลชื่อดังที่สูญหายบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน โดยไร้อาหารและออกซิเจน ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด และคาดว่าเสียชีวิตแล้ว ถูกพบยังมีชีวิตอยู่ในสภาพอ่อนแรง ขณะคลานลงมาจนเกือบถึงเบสแคมป์ สร้างความดีใจให้ครอบครัวที่เพิ่งเริ่มประกอบพิธีสวดส่งดวงวิญญาณเมื่อวันก่อน

เจ้าหน้าที่เนปาลเปิดเผยว่า ทีมงานจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษซาการ์มาธา (SPCC) ซึ่งเป็นทีมดูแลเส้นทางและเก็บขยะบนเอเวอเรสต์ ได้พบตัว “ดาวา เชอร์ปา” นักปีนเขาวัย 50 กว่าปี เจ้าของฉายา “ฮิลลารี” ซึ่งตั้งตามชื่อ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชื่อดังระดับโลก เนื่องจากเขามีประสบการณ์สูง โดยพบเขาในสภาพกำลังคลานลงมาใกล้กับบริเวณเบสแคมป์ ในช่วงเช้าวันนี้ (4 มิ.ย.) หลังจากที่เขาหายสาบสูญไปบนพื้นที่ระดับสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม

เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำเฮลิคอปเตอร์มารับตัวเขาส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุอย่างเร่งด่วน โดยดาวา เชอร์ปา ยังคงมีสติสัมปชัญญะดี และมีบาดแผลจากเนื้อเยื่อถูกทำลายด้วยความเย็นจัดบางส่วน แต่โดยรวมอาการปลอดภัยดี

ดามู เชอร์ปา ภรรยาของเขาเปิดเผยด้วยความตื้นตันใจที่โรงพยาบาลว่า “พวกเราดีใจและมีความสุขมาก ตอนแรกเราถอดใจหมดหวังไปแล้ว และเมื่อวานนี้เราเพิ่งจะเริ่มทำพิธีสวดส่งวิญญาณให้ผู้เสียชีวิต ให้เขาอยู่เลย”

คริส ธรอลล์ อดีตทหารพรานนาวิกโยธินอังกฤษ ซึ่งเป็นนักปีนเขาที่ร่วมเดินทางไปกับดาวา เชอร์ปา เล่าว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ความสูง 8,849 เมตร เมื่อเวลาประมาณ 17:00 น. ของวันที่ 29 พ.ค. แต่ในวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่กำลังลงมาจากแคมป์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้ “เขตมรณะ” ซึ่งเป็นเขตที่ออกซิเจนเบาบางมาก ดาวา เชอร์ปา ได้หยุดนั่งพักเนื่องจากต้องแบกสัมภาระหนักมาก

“ผมหันไปถามเขาว่า ‘ฮิลลารี พี่ชาย คุณโอเคไหม?’ เขาตอบกลับมาว่า ‘โอเคๆ คริส คุณไปก่อนเลย ไปเลย!’ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะสลับกันนำ”

แต่ในระหว่างทางลง ธรอลล์ได้พบกับนักปีนเขาชาวโปแลนด์รายหนึ่งที่กำลังวิกฤตเนื่องจากออกซิเจนเสริมหมดและมีอาการเนื้อเยื่อถูกความเย็นจัดกัดตามนิ้วมือ ท่ามกลางสภาพอากาศที่โหดร้ายมาก ธรอลล์จึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเดินย้อนกลับไปหาเชอร์ปาที่คิดว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดี หรือช่วยเหลือนักปีนเขาชาวโปแลนด์ที่กำลังจะตายจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ สุดท้ายธรอลล์เลือกแบ่งถังออกซิเจนและช่วยพานักปีนเขาชาวโปแลนด์ลงมา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 11 ชั่วโมงกว่าจะถึงแคมป์ 3 จากปกติใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยได้พยายามออกตามหาดาวา เชอร์ปา แต่ก็ไร้ร่องรอยจนกระทั่งเขาคลานลงมาด้วยตัวเองได้สำเร็จในอีก 6 วันต่อมา

การปีนเขาในทริปนี้ถือเป็นช่วงท้ายๆ ของฤดูกาลปีนเขา ทำให้มีนักปีนเขาเหลืออยู่บนยอดเขาค่อนข้างน้อย โดยข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า ในฤดูกาลนี้มีนักปีนเขาขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์ได้มากกว่า 1,000 คน ทำลายสถิติเป็นฤดูกาลที่คึกคักและหนาแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม ความลึกลับและอันตรายของเอเวอเรสต์ยังคงน่าสะพรึงกลัว โดยในฤดูกาลนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 5 ราย แบ่งเป็นนักปีนเขาชาวอินเดีย 2 ราย และทีมเชอร์ปาชาวเนปาลที่เตรียมเส้นทางอีก 3 ราย ทำให้เรื่องราวการรอดชีวิตของดาวา เชอร์ปา ในครั้งนี้ ถูกยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์จากความแข็งแกร่งระดับ “เสือแห่งภูเขา” อย่างแท้จริง.

ที่มา AFP