สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

9 ก.ย. 2569 10:24 น.

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

เกิดเหตุระทึกขณะผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสถานีโทรทัศน์อัล-มานาร์ในเลบานอน กำลังรายงานสดเหตุโจมตีของอิสราเอล แต่กลับถูกโจมตีซ้ำในระะประชิด ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด 

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นในเมืองนาบาติเยห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสถานีโทรทัศน์อัล-มานาร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กำลังรายงานข่าวการโจมตีของอิสราเอล

ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นผู้สื่อข่าวกำลังรายงานสดอยู่ใกล้มัสยิดฮุสเซนียะห์ ในใจกลางเมืองนาบาติเยห์ เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มวันอาทิตย์ ก่อนเกิดการโจมตีระลอกที่สองใกล้จุดที่เขายืนอยู่ ทำให้ผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณขาและแขน ส่วนช่างภาพก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน โดยทางสถานีระบุว่า ทั้งสองคนอาการทรงตัว และอยู่ระหว่างเข้ารับการผ่าตัด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลหลายระลอกทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก โดย 8 คนเสียชีวิตจากการโจมตีอาคารแห่งหนึ่งในเมืองคฟาร์ รุมมาน และมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิตอีก 1 คน จากการโจมตีรถยนต์

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ หลังกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ส่งโดรนติดระเบิดโจมตีกองกำลังอิสราเอล พร้อมระบุว่า ได้โจมตีสมาชิกฮิซบอลเลาะห์ที่ถูกกล่าวหาว่าลำเลียงอาวุธในพื้นที่คฟาร์ รุมมาน ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

9 ก.ย. 2569 09:38 น.

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เกาหลีเหนือ-รัสเซีย เปิดสะพานถนนแห่งแรกที่เชื่อมสองประเทศข้ามแม่น้ำตูเมน หวังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญฟื้นฟูความร่วมมือรอบด้าน ท่ามกลางสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น

วันที่ 8 กันยายน 2569  สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า เกาหลีเหนือและรัสเซียเปิดใช้งานสะพานถนนแห่งใหม่ข้ามแม่น้ำตูเมน ซึ่งเชื่อมเมืองราซอน ของเกาหลีเหนือกับเมืองคาซานของรัสเซีย โดยพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ในพื้นที่ราซอนของเกาหลีเหนือและคาซานของรัสเซีย โดยมีนายพัค แทซง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ และนายมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เข้าร่วมพิธีเปิดผ่านระบบออนไลน์


รายงานข่าวระบุว่า การก่อสร้างสะพานเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 หลังจากนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบกันในการประชุมสุดยอดที่กรุงเปียงยางเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยสะพานแห่งนี้จะช่วยให้ยานพาหนะหลากหลายประเภทและประชาชนสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย พร้อมเป็นหลักประกันในการสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประชาชน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนสินค้า

นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือเรียกสะพานแห่งใหม่ว่าเป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่า สะพานแห่งนี้จะเพิ่มพลังขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียในทุกด้าน ทางด้านนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือได้ยกระดับขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน.

ที่มา Yonhap 

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

9 ก.ย. 2569 09:06 น.

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นม และรถยนต์ หลังแคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ตอบโต้

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายประเภท อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายประเภท และผลิตภัณฑ์นม เช่น เวย์ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในรายการคำสั่งของทำเนียบขาว โดยทรัมป์ระบุในคำสั่งว่า แคนาดาเลือกปฏิบัติ ต่อการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า แคนาดาจำกัดการกระจายสินค้าจากสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการห้ามนำเข้าจะเริ่มมีผลวันที่ 29 กันยายน หลังแคนาดาประกาศมาตรการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้ารุนแรงขึ้นหลังเมื่อเดือนที่แล้ว ทำเนียบขาวประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาประมาณ 50% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.3 แสนล้านบาท หลังการเจรจาหลายรอบไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แม้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศระบุว่าต้องการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเจรจารอบใหม่ หลังการเจรจาครั้งล่าสุดล้มเหลวเมื่อปลายเดือนสิงหาคม

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กระทบหลายอุตสาหกรรมในแคนาดา ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ไวน์ อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์ตกปลา ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในมูลค่าเท่ากัน ครอบคลุมสินค้า เช่น เหล็ก เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ โดยมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาเริ่มมีผลหลังเที่ยงคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569

ก่อนหน้านี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า การที่แคนาดาปรับทิศทางเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดจะมีต้นทุนตามมา

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการค้า โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ยังมีคำสั่งให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากทั้งชาวแคนาดาและชาวอเมริกันบางส่วน.

ที่มา BBC

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

9 ก.ย. 2569 08:59 น.

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดนีเซีย หลังนั่งเรือสปีด โบ๊ต เดินทางไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ ล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหา ท่ามกลางคลื่นสูง-ทัศนวิสัยเลวร้าย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยอินโดนีเซียระดมกำลังค้นหา 8 บุคคลสูญหาย ซึ่งรวมถึงนักข่าว 5 คน หลังทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา เพื่อไปติดตามสถานการณ์และบันทึกภาพการปะทุของ ภูเขาไฟอานักกรากะตัว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อกลับ
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่า กลุ่มดังกล่าวออกเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ตจากพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่กลับเข้าฝั่ง ขณะที่เจ้าของเรือระบุว่าไม่ได้รับข้อมูลหรือการติดต่อใดๆ จากลูกเรือ
ผู้สูญหายประกอบด้วย นักข่าวชาวอินโดนีเซีย 5 คน ลูกเรือ 2 คน และไกด์อีก 1 คน โดยนักข่าวทั้งหมดเดินทางไปเพื่อถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอการปะทุของภูเขาไฟอานักกรากะตัว ซึ่งเริ่มปะทุตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สนามบินหลายแห่งต้องหยุดให้บริการ และเถ้าภูเขาไฟปกคลุมกรุงจาการ์ตา รวมถึงเมืองโดยรอบ
นักข่าวทั้ง 5 คนทำงานให้กับสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีผู้สื่อข่าวจาก สำนักข่าวอันตารา (Antara) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของทางการอินโดนีเซีย, สำนักข่าวอนาโตลู (Anadolu) ของตุรกี และเว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น iNews รวมอยู่ด้วย
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยระบุว่า หนึ่งในนักข่าวได้ติดต่อเพื่อนร่วมงานเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันจันทร์ และส่งพิกัดตำแหน่งของตนเองให้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ รวมถึงบริษัทเจ้าของเรือสปีดโบ๊ต ได้ร่วมกันออกค้นหาผู้สูญหาย โดย อัล อัมราด หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ระบุว่า เรือดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 8 คน ประกอบด้วยนักข่าว 5 คน ลูกเรือ 2 คน และไกด์ 1 คน
อย่างไรก็ตาม การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจาก คลื่นทะเลสูงและทัศนวิสัยไม่ดี โดยสำนักข่าวอันตาราระบุว่าได้รับแจ้งจากตำรวจว่า เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยุติภารกิจค้นหาในวันดังกล่าว และจะกลับมาค้นหาต่อในช่วงเช้าวันพุธที่ 9 กันยายน
สำนักข่าวอันตารายืนยันว่า มูฮัมหมัด บากุส คอยรูนาส ช่างภาพของสำนักข่าว เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเรือที่สูญหาย พร้อมระบุว่ากำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์
เหตุการณ์เรือสูญหายหรืออุบัติเหตุทางทะเลเกิดขึ้นเป็นระยะในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ โดยมีปัจจัยทั้งจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ยังมีข้อจำกัดในบางพื้นที่ รวมถึงสภาพอากาศที่แปรปรวน
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวสเปน 3 คนเสียชีวิต หลังเรือประสบเหตุจมในน่านน้ำทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ขณะที่เด็กชายวัย 10 ปีอีกหนึ่งคนถูกขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการว่า สูญหายและคาดว่าเสียชีวิต หลังเจ้าหน้าที่ยุติปฏิบัติการค้นหา.

ที่มา :channelnewsasia

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

9 ก.ย. 2569 05:54 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรให้ครอบคลุมสายการบินและผู้ให้บริการการบินทั้งหมดของอิหร่าน โดยหวังตัดขาดภาคการบินเพื่อเพิ่มแรงกดดันแก่รัฐบาลเตหะราน

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการคว่ำบาตร “สายการบินของอิหร่านที่เหลือทั้งหมด” ที่ยังไม่เคยถูกลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าว โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าการดำเนินการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่ “เป้าหมาย 36 รายการ ที่ให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานใช้ในการขนส่งอาวุธ บุคลากร และสินค้าผิดกฎหมาย”

เป้าหมายเหล่านี้รวมถึงสายการบินของอิหร่าน 27 แห่ง ร่วมกับบริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ตุรกี, มาเลเซีย และคาซัคสถาน

“โดยพื้นฐานแล้ว เรากำลังตัดภาคการบินทั้งหมดของเศรษฐกิจอิหร่านออกจากตลาด” เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวโดยไม่เปิดเผยนาม

ขณะที่นาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างประกาศมาตรการคว่ำบาตรในวันอังคารว่า “ภายใต้ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ เราได้สัญญาไว้ว่าจะลงโทษผู้ที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ระบอบอิหร่านอย่างรุนแรง”

เขาเตือนด้วยว่า ใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับสายการบินที่เหลือของอิหร่าน เสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก

นอกจากสายการบินของอิหร่านแล้ว กระทรวงการคลังระบุว่ามาตรการล่าสุดยังมุ่งเป้าไปที่บริษัทในประเทศที่สามซึ่ง “อำนวยความสะดวกในการแพร่ขยายอาวุธ ปฏิบัติการเที่ยวบินที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย และการจัดหาเครื่องบินที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายให้กับสายการบิน มาฮาน แอร์ (Mahan Air) ที่ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้”

การคว่ำบาตรยังมุ่งไปที่ “ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและตัวแทนขายทั่วไปที่เคยให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศของ มาฮาน แอร์ ด้วย”

อนึ่ง มาฮาน แอร์ เป็นสายการบินของอิหร่านที่ถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในกิจกรรมของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC)

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าบริษัทในประเทศต่างๆ เช่น จีน อาจต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (secondary sanctions) ฐานให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่านหรือไม่ แต่ระบุว่า มีมาตรการหลายอย่างที่วอชิงตันสามารถดำเนินการต่อผู้ให้บริการได้

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็เพิ่งประกาศคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทต่างๆ ที่พวกเขาระบุว่า ให้การช่วยเหลือ มาฮาน แอร์

ทั้งนี้ ภาคการบินของอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบากมาอย่างยาวนานภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวได้ขัดขวางความสามารถในการจัดหาเครื่องบิน อะไหล่ และบริการบำรุงรักษาอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

9 ก.ย. 2569 05:24 น.

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า การเจรจาระหว่างยูเครนและรัสเซียอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ในขณะที่มอสโกเปิดฉากถล่มกรุงเคียฟรอบใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า คณะผู้เจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา อาจได้พบปะกันอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนนี้เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมอสโกเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีอย่างหนักตลอดทั้งคืนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือเมืองหลวง หลังสิ้นสุดการหยุดยิง 3 วันเพื่อเปิดทางให้คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยือนกรุงเคียฟ

ทั้งนี้ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับนาย จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนเมืองหลวงของรัสเซียและยูเครนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเจรจาร่วมกับทั้งเซเลนสกีและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

แม้จะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรมแต่เซเลนสกีเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า มีความหวังที่จะฟื้นฟูการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“พวกเราทุกคนจะเตรียมความพร้อมและผลักดันให้เกิดการประชุมสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และอเมริกาให้ใกล้เข้ามา” เซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าว “หากทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน เราก็อยากจะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากเป็นเดือนกันยายนได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ยิ่งเร็วยิ่งดี”

การเจรจาหลายรอบก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวในการทำให้ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้ข้อตกลง นอกจากนั้น ความไว้วางใจระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีสัญญาณว่าฝ่ายมอสโกหรือเคียฟจะยอมปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง

อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนของนายวิตคอฟฟ์กับนายคุชเนอร์ ถือเป็นสัญญาณที่วอชิงตันกลับมาพยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากความพยายามดังกล่าวหยุดชะงักไปนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านในตะวันออกกลาง

นายวิตคอฟฟ์กล่าวถึง “ความคืบหน้าที่สำคัญ” ในการหารือร่วมกับยูเครนและรัสเซีย ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพแบบสามฝ่าย

“ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดยั้งการเข่นฆ่าและผลักดันไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

9 ก.ย. 2569 04:42 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านอีก 2 ลำ ในน่านน้ำใกล้เกาะคาร์ก ขณะที่เตหะรานประกาศจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับท่าเรือบาห์เรนและคูเวต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 นายว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 2 ลำ ที่ลอยลำอยู่ใกล้กับเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธเข้าใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งปรับยุทธศาสตร์ในสงคราม โดยเน้นการโจมตีหรือทำลายเป้าหมายรอบช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก พร้อมทั้งดำเนินปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้ และคงมาตรการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ IRIB อ้างแถลงการณ์ของ IRGC ว่า พวกเขาจะตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือในบาห์เรนและคูเวต

“เราขอเตือนลูกเรือทุกคนบนเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณใกล้เคียงท่าเรือในคูเวตและบาห์เรน ซึ่งเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกผู้ก่อการร้าย (อเมริกัน) เหล่านี้ และเป็นพันธมิตรในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ ให้ทิ้งเรือของพวกเขาโดยทันที ไม่ว่าจะทิ้งสมอหรือจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือก็ตาม เนื่องจากเรือเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี” แถลงการณ์ระบุ

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า หนึ่งในเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ถูกโจมตีเมื่อวันอังคารอยู่ห่างจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพียง 4 ไมล์เท่านั้น ส่วน IRIB ระบุว่า เรือลำที่ 2 ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองจัสก์ (Jask) และลูกเรือของเรือทั้งสองลำกำลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่ง

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ห่างจากเกาะคาร์กประมาณ 6 ไมล์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

9 ก.ย. 2569 02:31 น.

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

เหตุน้ำท่วมและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 1,400 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 5,000 คน โดยคาดว่ามีหลายร้อยคนติดอยู่ในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุโคลนถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บริเวณชายแดนประเทศเนปาลกับทิเบต ของจีน เพิ่มขึ้นจนถึง 1,400 ศพแล้ว ในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 โดยยังมีผู้สูญหายอีก 5,845 ราย เกือบสองสัปดาห์หลังจากเกิดภัยพิบัติเมื่อวันที่ 26 ส.ค.

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่พบในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,357 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 5,326 ราย ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนเปิดเผยว่า ฝั่งจีนมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 43 ศพ และสูญหายอีก 519 คน

เจ้าหน้าที่ในเนปาลพยายามตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายด้วยการรวบรวมข้อมูลจากทั่วประเทศ

“เรากำลังรวบรวมและตรวจสอบรายงานต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น” นายประกาศ โพคเรล ผู้ช่วยโฆษกหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยกล่าวกับ AFP “เรากำลังพยายามเข้าถึงตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือในเนปาลดำเนินมาเป็นวันที่ 14 หลังจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงสู่แม่น้ำ สร้างมวลน้ำมหาศาลซัดพื้นที่บริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต และตลอดแนวแม่น้ำ ทำลายถนน สะพาน และบ้านเรือนเสียหายเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ทีมกู้ภัยเนปาลกำลังมุ่งเน้นการค้นหาไปที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีคนงานติดอยู่ภายใน

มีคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 900 คน รวมอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย โดยการช่วยเหลือคนงาน 3 คนขึ้นมาจากอุโมงค์ลึกเมื่อวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความหวังว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ อีก

“ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยของเรายังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง” ธาราม ราช อุปรีติ หัวหน้าหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลกล่าวกับ AFP “เราหวังว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ในโครงการอย่างน้อย 3 แห่ง และเรากำลังเร่งปฏิบัติการในพื้นที่เหล่านั้น”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่า ยังไม่ได้หมดหวังในการพบผู้รอดชีวิต “ความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตยังคงมีอยู่ และจำนวนผู้สูญหายภายในอุโมงค์ตามที่มีรายงานยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

9 ก.ย. 2569 01:57 น.

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

สื่ออังกฤษเผยว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนรู้สึกประหลาดใจ ที่สำนักพระราชวังร่อนจดหมายของคิงชาร์ลส์ ย้ำสถานะของทั้งคู่ว่า เป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา ทรง “ประหลาดใจ” ที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานเกี่ยวกับจดหมายอย่างเป็นทางการที่ส่งถึงหน่วยงานรัฐบาลและกองทัพในนามของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อย้ำเตือนถึงสถานะของทั้งสองพระองค์ว่า อยู่ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ

มีรายงานว่า แฮร์รี่และเมแกนซึ่งเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาถึงสหราชอาณาจักรเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีเวลาไม่เพียงพอที่จะแจกแจงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ก่อนที่เนื้อหาจะถูกเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน

จดหมายดังกล่าวถือเป็นการชี้แจงสถานะอย่างเป็นทางการของ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดินทางกลับมา ซึ่งจดหมายดังกล่าวออกโดย ริชาร์ด เบนยอน สมุหพระราชวัง (lord chamberlain) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสำนักพระราชวังบักกิงแฮม

รายละเอียดถูกเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อเวลา 15.06 น. ของวันจันทร์ เป็นที่เข้าใจกันว่าเนื้อหาถูกส่งถึงทีมงานของแฮร์รี่และเมแกนก่อนหน้านั้นราว 1 ชั่วโมงในเวลา 13.59 น. ซึ่งทางทีมงานได้ส่งข้อความตอบกลับไปยังสำนักพระราชวังในเวลา 14.19 น. เพื่อสอบถามว่าคำแนะนำดังกล่าวถูกส่งออกไปแล้วหรือยัง ด้วยหวังว่าจะได้แจ้งให้ทั้งสองพระองค์ทรงทราบก่อนสื่อมวลชน และเพื่อให้ทีมงานมีโอกาสได้ชี้แจงในบางประเด็น

ขณะนั้นเจ้าชายแฮร์รี่ติดภารกิจประชุมและไม่สามารถติดต่อได้จนกระทั่งเวลา 15.09 น. โดยทีมงานของทั้งสองพระองค์ได้รับการยืนยันในเวลา 15.11 น. ว่าเอกสารดังกล่าวได้ถูกส่งถึงสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้ว

จดหมายฉบับนี้ถูกเปิดเผยก่อนการประชุม คณะกรรมการบริหารเพื่อการคุ้มครองพระราชวงศ์และบุคคลสำคัญ (Ravec) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการอารักขาความปลอดภัยของสมาชิกราชวงศ์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

เจ้าชายแฮร์รี่กำลังรอฟังผลสรุปการประเมินภัยคุกคามจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยคาดว่า Ravec จะตัดสินใจในการประชุมว่าครอบครัวซัสเซกซ์มีสิทธิ์ได้รับการอารักขาความปลอดภัยที่สนับสนุนโดยงบประมาณภาษีประชาชนหรือไม่ หลังจากที่พวกเขาย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

กระทรวงมหาดไทยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว และมีแนวโน้มว่าจะไม่เปิดเผยผลการประชุม

ทั้งนี้ จดหมายของลอร์ดเบนยอนระบุย้ำถึงสถานะ “ปัจจุบัน” ของทั้งสองพระองค์ว่าไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ที่ปฏิบัติพระกรณียกิจ และไม่สามารถใช้คำนำหน้านาม “His/Her Royal Highness” (HRH) ได้

นอกจากนั้น ข้อตกลงแซนดริงแฮมปี 2563 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะยังคงมีผลบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “กึ่งปฏิบัติหน้าที่กึ่งทำธุรกิจ” และทั้งคู่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชนอีกต่อไป ต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนงานด้านการกุศลของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน จะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งคู่และเป็นการดำเนินการในฐานะส่วนตัว “กล่าวโดยสรุปคือ สถานะของทั้งสองพระองค์คล้ายคลึงกับพลเรือนทั่วไปที่มีความสนใจทางธุรกิจและการกุศล”

จดหมายยังระบุอีกว่า หากมีคำถามจากองค์กรทางการหรือหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับธรรมเนียมการต้อนรับที่มอบให้แก่ทั้งสองพระองค์ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน” ควรส่งตรงไปยังสำนักพระราชวังบักกิงแฮม พร้อมเสริมว่า “ประเด็นด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการใดๆ ยังคงต้องส่งต่อไปยังฝ่ายตำรวจที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม”

สำหรับพระโอรสและพระธิดาของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต คาดว่าจะเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร ใกล้กับสถานที่พักผ่อนในชนบทของทั้งสองพระองค์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

8 ก.ย. 2569 23:53 น.

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

สหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งพวกเขาระบุว่าถูกอิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่อิสราเอลประกาศมาตรการตอบโต้ รวมถึงปิดสถานกงสุลของ UK

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรประกาศในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 ว่า ประเทศของเขาจะสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าต่างๆ จากชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงจะมีมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ด้วย

นายมิลิแบนด์ประกาศเรื่องดังกล่าวกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า เขาไม่เชื่อว่า “ชาวอังกฤษต้องการให้เราสนับสนุนการยึดครองดินแดน ด้วยการยอมรับสินค้าจากชุมชนชาวยิวเข้ามาวางขายในร้านค้าของเรา”

เขากล่าวด้วยว่า จะมีการจัดตั้ง “มาตรการคว่ำบาตรแบบครอบคลุม” ซึ่งจะรวมถึง “ข้อยกเว้นทางศาสนาที่เหมาะสม” ด้วย

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักรบอกอีกว่า นี่คือการส่งสัญญาณถึงผู้ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิดชุมชนชาวยิวผิดกฎหมายว่า “คุณจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างเต็มกำลังจากสหราชอาณาจักร”

นอกจากนี้ เขายังบอกกับสมาชิกสภาฯ ด้วยว่า สหราชอาณาจักรเห็นพ้องว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเวสต์แบงก์ พร้อมกล่าวหา “ผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน” ว่าเป็นผู้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนของตนเอง “และบ่อยครั้งที่รัฐบาลอิสราเอลเพิกเฉยต่อเรื่องนี้”

“มุมมองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรคือ การยึดครองนี้ (เวสต์แบงก์) ผิดกฎหมาย เนื่องจากอิสราเอลได้ตรึงการควบคุมที่แน่นหนาขึ้น มีความตั้งใจที่จะขยายอธิปไตยอย่างถาวร และมีวาระการขยายดินแดนผ่านชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมาย”

เขายังประกาศห้ามโฆษณาเกี่ยวกับชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ภายในสหราชอาณาจักรอีกด้วย “มาตรการคว่ำบาตรนี้จะพุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมายและการขยายตัวของชุมชนเหล่านั้น ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่ประเทศอิสราเอล”

นายมิลิแบนด์ยังประกาศว่าสหราชอาณาจักร กำลังลงโทษคว่ำบาตรกลุ่ม “ผู้ตั้งถิ่นฐานแนวคิดสุดโต่ง” เพิ่มเติม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีส่วน “สนับสนุนหรือยุยงให้เกิดการใช้ความรุนแรง” ต่อชุมชนชาวปาเลสไตน์

“ผมขอประกาศด้วยว่า เรากำลังขยายขอบเขตกลไกสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อยับยั้งการขยายตัวของชุมชนชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามขัดขวางการพัฒนาโครงการ E1 (โครงการตั้งถิ่นฐานชาวยิวทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม)” มิลิแบนด์กล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน นายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิสราเอล ประกาศมาตรการตอบโต้ 4 ประการ เพื่อตอบสนองต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหราชอาณาจักร

1. อิสราเอลจะปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็ม

2. อิสราเอลจะถอดตัวแทนของอังกฤษออกจากศูนย์สนับสนุนกาซาระหว่างประเทศ (International Gaza Support Center) ในเมืองคิริยัต กัต (Kiryat Gat) ทางตอนใต้ของอิสราเอล

3. อิสราเอลจะยุติกิจกรรมของอังกฤษในการฝึกฝนกองกำลังเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ในยูเดียและซามาเรีย (ชื่อที่รัฐบาลอิสราเอลใช้เรียกเขตเวสต์แบงก์) ที่อยู่ภายใต้ “ทีมสนับสนุนบริติช” ซึ่งเป็นหน่วยทหารขนาดเล็กของสหราชอาณาจักรในเมืองรามัลเลาะห์

4. อิสราเอลจะปฏิเสธการเดินทางเข้าสู่อิสราเอลของผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งชาวอังกฤษ 12 คน และคนสัญชาติอังกฤษอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่อต้านชาวยิวและต่อต้านอิสราเอล ตลอดจนผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc