ควายเผือกขนทอง “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นดาวเด่นแห่งสวนสัตว์บังกลาเทศ ชาวบ้านแห่ชมคึกคัก

ควายเผือกขนทอง "โดนัลด์ ทรัมป์" กลายเป็นดาวเด่นแห่งสวนสัตว์บังกลาเทศ ชาวบ้านแห่ชมคึกคัก

4 มิ.ย. 2569 07:57 น.

ควายเผือกขนทอง “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นดาวเด่นแห่งสวนสัตว์บังกลาเทศ ชาวบ้านแห่ชมคึกคัก

ประชาชนชาวบังกลาเทศ แห่ชมควายเผือกขนทองฉายา “โดนัลด์ ทรัมป์” หลังได้รับการไถ่ชีวิตไปอยู่ที่สวนสัตว์ในกรุงธากา จนมันกลายเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์ที่บังกลาเทศไปแล้ว 

บรรยากาศที่สวนสัตว์เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต่อแถวเข้าชม ควายเผือกขนทองฉายา “โดนัลด์ ทรัมป์” หลายคนยืนถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอ ขณะที่บางครอบครัวพาเด็ก ๆ มาดูควายเผือกตัวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ผู้เข้าชมรายหนึ่งกล่าวว่า ควายตัวนี้มีความคล้ายกับโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งสีขนและลักษณะบริเวณศีรษะ จึงทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดูแลควายตัวนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งแปรงขนและฉีดน้ำเพื่อช่วยคลายร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ป้ายชื่อ “Donald Trump” ที่เคยติดไว้บริเวณคอก ถูกนำออกในเวลาต่อมา หลังมีเสียงวิจารณ์จากบางส่วนที่มองว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการนำชื่อบุคคลสำคัญระดับโลกมาตั้งให้กับสัตว์

ผู้อำนวยการสวนสัตว์แห่งชาติบังกลาเทศ โมฮัมหมัด ราฟิกุล อิสลาม ระบุว่า ผิวสีเผือกของควายตัวนี้เกิดจากความแปรผันทางพันธุกรรม และสวนสัตว์จะเก็บรักษาไว้เพื่อศึกษาลักษณะพิเศษ รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ในอนาคต

ควายเพศผู้ตัวนี้มีน้ำหนักกว่า 700 กิโลกรัม เดิมทีอยู่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งนอกกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ก่อนจะได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว หลังภาพและคลิปของมันถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์

ความโดดเด่นของควายตัวนี้อยู่ที่ขนสีขาวทั่วทั้งตัวและขนสีทองบริเวณหน้าผาก ทำให้หลายคนมองว่ามีลักษณะคล้ายกับทรงผมของโดนัลด์ ทรัมป์ จนเกิดเป็นชื่อเล่นที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย

หลังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปยังฟาร์มเพื่อถ่ายภาพและชมความแปลกตา รัฐบาลบังกลาเทศจึงตัดสินใจไถ่ชีวิต ก่อนที่มันถูกนำไปเชือดในเทศกาลอีดิลอัฎฮา  และย้ายควายตัวนี้ไปยังสวนสัตว์แห่งชาติบังกลาเทศในกรุงธากา เพื่อดูแลความปลอดภัยและรองรับจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้น.

ที่มา : AP

รัฐมนตรีอิหร่านชี้ การเจรจาไม่คืบหน้า แต่ทรัมป์บอกใกล้ปิดดีลแล้ว

รัฐมนตรีอิหร่านชี้ การเจรจาไม่คืบหน้า แต่ทรัมป์บอกใกล้ปิดดีลแล้ว

4 มิ.ย. 2569 06:34 น.

รัฐมนตรีอิหร่านชี้ การเจรจาไม่คืบหน้า แต่ทรัมป์บอกใกล้ปิดดีลแล้ว

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเผยว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่โดนัลด์ ทรัมป์ พูดสวนทางโดยบอกว่า การเจรจากับอิหร่านอาจส่งผลลัพธ์ออกมา “ภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวเมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.) ว่า “ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม” ในการเจรจาเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่เหตุโจมตีระลอกใหม่จากทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางต้องตึงเครียดมากขึ้น

“การสื่อสารกับทางอเมริกันยังไม่ถูกตัดขาด และมีการส่งข้อความหากันเกี่ยวกับความจำเป็นในการยุติการก้าวร้าวต่อกรุงเบรุต แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ในกระบวนการเจรจา” อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ อัล มายาดีน (Al Mayadeen) ของเลบานอน

“การโจมตีใด ๆ ต่อกรุงเบรุตจะส่งผลกระทบร้ายแรงตามมา และจะนำไปสู่การกลับมาทำสงครามกันอย่างเต็มรูปแบบ” เขากล่าว “กองทัพของเราพร้อมที่จะโจมตีอิสราเอลทันทีหากพวกเขาโจมตีกรุงเบรุต”

แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีในเชิงบวกซึ่งสวนทางกับถ้อยแถลงของฝั่งอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า การเจรจากับอิหร่านอาจส่งผลลัพธ์ออกมา “ภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้”

“ผมได้ยินมาว่าการเจรจาดำเนินไปด้วยดีมากทีเดียว” ทรัมป์กล่าวถึงข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้น “มันอาจจะเกิดขึ้น… ภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเขาต้องการแยกการเจรจาเรื่องความขัดแย้งในเลบานอนระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านหนุนหลัง ออกจากการเจรจาเรื่องสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าทางรัฐบาลเตหะรานจะยืนกรานว่าทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกันก็ตาม

“ผมอยากจะแยกมันออกจากกัน ผมอยากให้มันเป็นคนละเรื่องกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่แยกจากกันจริง ๆ” ทรัมป์กล่าว

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านคือหัวใจสำคัญของการหารือกับรัฐบาลเตหะราน พร้อมทั้งแสดงความหวังว่าการเจรจารอบล่าสุดที่กรุงวอชิงตันระหว่างอิสราเอลและเลบานอนจะสามารถสร้างโร้ดแมปไปสู่ความมั่นคงได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ยอมรับ ด่าหยาบเนทันยาฮู ฉุนโจมตีเลบานอนไม่หยุด

ทรัมป์ยอมรับ ด่าหยาบเนทันยาฮู ฉุนโจมตีเลบานอนไม่หยุด

4 มิ.ย. 2569 05:04 น.

ทรัมป์ยอมรับ ด่าหยาบเนทันยาฮู ฉุนโจมตีเลบานอนไม่หยุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่า ได้ใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลจริง ระหว่างการคุยโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ เนื่องจากไม่พอใจที่เนทันยาฮูสั่งโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่า เขาใช้ถ้อยคำสบถหยาบคายกับนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างที่ทั้งสองคนสนทนาทางโทรศัพท์กันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาจริง ตามที่สื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

ในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.) ผู้สัมภาษณ์ถามนายทรัมป์ว่า “ท่านได้พูดว่า ‘แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?’ (What the f- are you doing?), ‘แกมันบ้าไปแล้ว’ (You’re f-ing crazy), ‘ฉันช่วยไม่ให้แกต้องติดคุกนะ’ จริงหรือไม่?”

นายทรัมป์ตอบว่า “จริง … ผมรู้สึกขุ่นเคืองใจนิดหน่อยกับการที่เขาเดินหน้าสู้รบกับเลบานอนอย่างไม่หยุดหย่อน … ผมบอกไปว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว””

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวต่อไปว่าเขายังคงมี “ความสัมพันธ์ที่ดีมาก” กับเนทันยาฮู โดยระบุว่า “พวกเราทำงานร่วมกันได้ดี… ผมชอบบีบีมากนะ”

สำนักข่าวแอกซิออส (Axios) และเอบีซี นิวส์ (ABC News) รายงานว่า ทรัมป์ได้ระเบิดอารมณ์และสบถถ้อยคำหยาบคายดังกล่าวเนื่องจากไม่พอใจที่อิสราเอลขู่จะทิ้งระเบิดถล่มกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน เพราะเขาเกรงว่าการกระทำนี้จะบ่อนทำลายการเจรจากับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง

การปะทะคารมในครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างสองผู้นำพันธมิตรฝ่ายขวา ซึ่งเป็นผู้เปิดฉากสงครามด้วยการโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. จนทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายกลายเป็นการที่อิสราเอลหันมาโจมตีเลบานอนในปัจจุบัน

สื่อของอิสราเอลได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวเกี่ยวกับบทสนทนาดังกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ยืนยันความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายทรัมป์กับนายเนทันยาฮู โดยแนะนำให้สำนักข่าว เอเอฟพี (AFP) ไปดูโพสต์ของทรัมป์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ ซึ่งในโพสต์นั้นทรัมป์ได้กล่าวขอบคุณเนทันยาฮู ที่ยอมตกลงถอนกำลังทหารออกจากกรุงเบรุต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเลบานอนดับ 9 ศพ ขณะฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดข้ามพรมแดน

อิสราเอลถล่มเลบานอนดับ 9 ศพ ขณะฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดข้ามพรมแดน

4 มิ.ย. 2569 03:53 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนดับ 9 ศพ ขณะฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดข้ามพรมแดน

อิสราเอลโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนระลอกใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ ขณะที่ฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดข้ามพรมแดนเข้าสู่อิสราเอล แม้ว่าทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงบางส่วนก็ตาม

เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 ทางการเลบานอนเปิดเผยว่า การโจมตีระลอกใหม่ของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 ศพ ขณะที่ ฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านระบุว่า พวกเขาข้ามพรมแดนเข้าไปในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนแถลงว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีเจ้าหน้าที่บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 2 รายรวมอยู่ด้วย โดยรถพยาบาลของพวกเขาในพื้นที่เชฮูร์ (Chehour) ทางตอนใต้ของประเทศถูกโจมตี นอกจากนี้ยังมีรายงานรถยนต์คันหนึ่งทางตอนใต้ของกรุงเบรุตถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ด้านกองทัพอิสราเอลแถลงว่า พวกเขาสามารถสกัดกั้นโดรน 1 ลำ และขีปนาวุธ 2 ลูกที่ถูกยิงข้ามพรมแดนเข้ามาได้สำเร็จ ส่วนทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีคือจุดที่ทหารของอิสราเอลมารวมตัวกัน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบข้อตกลงหยุดยิงบางส่วนระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่เพิ่งบรรลุเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยทางเลบานอนระบุว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ อิสราเอลจะต้องระงับการทิ้งระเบิดในกรุงเบรุต ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่โจมตีเข้าใส่อิสราเอล

ขณะเดียวกัน คณะทูตของอิสราเอลกับเลบานอนจัดการเจรจาร่วมกันเป็นวันที่สองที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ในวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับข้อตกลงดังกล่าว

ทั้งนี้ เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มยิงจรวดเข้าสู่อิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ส่งผลให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการเปิดฉากโจมตีทางอากาศและส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่ภาคใต้

อิสราเอลกับเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงฉบับก่อนในวันที่ 16 เม.ย. โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง แต่ข้อตกลงประสบความล้มเหลวและไม่สามารถยุติการสู้รบได้ ซึ่งอิสราเอลยกระดับการโจมตีและขยายพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นเรื่อยๆ จนอิหร่านประกาศระงับการเจรจากับสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

หลังจากอิหร่านมีความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ต่อสายโทรศัพท์หา เบนจามิน เนทันยาฮู ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความว่า ผู้นำอิสราเอลตกลงจะไม่ส่งทหารเข้าสู่กรุงเบรุต ขณะที่แกนนำฮิซบอลเลาะห์ตกลงจะไม่โจมตีอิสราเอล แต่จนถึงตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ยังโจมตีตอบโต้กันไม่หยุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เฮลิคอปเตอร์กองทัพอังกฤษตกระหว่างฝึกซ้อม เจ้าหน้าที่ดับ 3 นาย

เฮลิคอปเตอร์กองทัพอังกฤษตกระหว่างฝึกซ้อม เจ้าหน้าที่ดับ 3 นาย

4 มิ.ย. 2569 02:42 น.

เฮลิคอปเตอร์กองทัพอังกฤษตกระหว่างฝึกซ้อม เจ้าหน้าที่ดับ 3 นาย

(เครดิตภาพ PA Wire/PA via AP)

เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรืออังกฤษ ตกขณะฝึกซ้อมเมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์รุ่น “เมอร์ลิน มาร์ก 4” (Merlin Mk4) ของกองทัพเรืออังกฤษ ตกระหว่างการฝึกซ้อมในมณฑลเดวอน เมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเครื่องเสียชีวิต 3 ศพ

ข่าวระบุว่า หลังเกิดเหตุสำนักงานบริการฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุและรุดไปยังพื้นที่ซอร์ตัน ดาวน์ (Sourton Down) ใกล้กับเมืองโอคแฮมป์ตัน (Okehampton) เมื่อเวลาประมาณ 03:45 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น

โฆษกกองทัพเรืออังกฤษแถลงว่า ความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่าง “การฝึกซ้อมเฮลิคอปเตอร์” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตได้รับแจ้งเรื่องแล้ว และได้ร้องขอความเป็นส่วนตัวช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม”

ขณะที่โฆษกสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า เหตุการณ์นี้จะได้รับการตรวจสอบโดยสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางทหาร หรือ DAIB

ด้าน แคเทอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในฐานะจอมทัพแห่งกองบินทหารเรือ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียพระทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเผยว่า พระองค์และเจ้าชายวิลเลียม พระสวามี จะระลึกถึงและส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวและมิตรสหายของผู้สูญเสียในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าหญิงและเจ้าชายแห่งเวลส์จะทรงติดต่อโดยตรงไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่เชื่อกันว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงรับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และจะทรงส่งพระราชหัตถเลขาเป็นการส่วนพระองค์ไปยังครอบครัวผู้สูญเสียเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

4 มิ.ย. 2569 01:25 น.

อิหร่านอ้าง โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี

รัฐมนตรีอิหร่านอ้าง โจมตีเข้าใส่คูเวตและบาห์เรน “เพื่อป้องกันตนเอง” หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาอ้างว่า กองทัพอิหร่านได้ดำเนินการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง” เข้าใส่พื้นที่ต่างๆ ที่สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้ในการโจมตีการเดินเรือของพลเรือนและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X อารักชีระบุว่า “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ใดๆ จะได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาดในทันที สิ่งที่มาตรการคว่ำบาตรและสงครามไม่สามารถเอาชนะได้ การทำสงครามมากขึ้นก็ชนะไม่ได้เช่นกัน”

นายอารักชีโพสต์แถลงการณ์ดังกล่าวควบคู่ไปกับคลิปวิดีโอสั้นของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวว่า “ผมคิดว่าพันธมิตรของเราในภูมิภาคนี้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บางประเทศให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและเด็ดขาดมาก เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ส่วนคูเวตนั้นก็ยอดเยี่ยมมาก”

ตามการเปิดเผยของนายอารักชี เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพุธ อิหร่านได้มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงเรือลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ

อารักชีกล่าวว่า อิหร่านได้ปล่อยขีปนาวุธและโดรนเข้าโจมตี หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธเฮลไฟร์ (Hellfire) โจมตีจนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติบอตสวานาไม่สามารถใช้การได้ ขณะกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

ทั้งนี้ การโจมตีของอิหร่านในวันพุธไปตกที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวตอย่างน้อย 1 ครั้ง สร้างความเสียหายอย่างหนัก และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 63 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

3 มิ.ย. 2569 23:45 น.

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันอีกครั้งว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน “จบแล้ว” และว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติตามเป้าหมายได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าสหรัฐฯ ชนะ

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันระหว่างให้การต่อคณะกรรมการกิจการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า สงครามกับอิหร่านนั้น “จบลงแล้ว” พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ประสบ “ชัยชนะ” แล้ว

ในการโต้เถียงอันดุเดือดกับ ซารา เจคอบส์ สส. หญิงจากพรรคเดโมแครต รูบิโอถูกกดดันอย่างหนักเรื่องที่เขาประเมินก่อนหน้านี้ว่า ปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ของสหรัฐฯ ในอิหร่าน ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดย สส.เจคอบตั้งคำถามว่า “หากสงครามจบลงแล้ว ใครเป็นฝ่ายชนะคะ?”

นายรูบิโอซึ่งปฏิเสธที่จะเรียกการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ว่า “สงคราม” กล่าวว่าการที่ปฏิบัติการทางทหารสิ้นสุดลงแล้วนั้นถือเป็น “ข้อเท็จจริง”

“เราไม่ได้ทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องภายในอิหร่านเพื่อลดขีดความสามารถทางทหารของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี ได้สิ้นสุดลงแล้ว” รูบิโอกล่าว

“เรื่องที่สอง สำหรับคำถามที่ว่าใครชนะ ผมบอกคุณได้เลยว่า เราเป็นผู้กำหนดนิยามของชัยชนะ ซึ่งเรานิยามชัยชนะว่าคือการทำลายฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของพวกเขา, การลดจำนวนแท่นยิงขีปนาวุธที่พวกเขาครอบครองลงอย่างมีนัยสำคัญ, การลดคลังโดรนของพวกเขาลงอย่างมีนัยสำคัญ และเราก็บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นทั้งหมด นอกเหนือไปจากการทำลายกองทัพอากาศที่หลงเหลืออยู่ของพวกเขา และกวาดล้างกองทัพเรือตามแบบแผนทั้งหมดของพวกเขาจนหมดสิ้น”

“สิ่งเหล่านั้นหมดไปแล้ว” รูบิโออ้าง “ดังนั้น ผมจึงถือว่านั่นคือชัยชนะ และพวกเราก็คิดเช่นนั้น และนั่นคือวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการอีปิก ฟิวรี”

รูบิโอถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับรายงานการประเมินของหน่วยข่าวกรองที่ระบุว่า อิหร่านกำลังฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมทางการทหารของตนขึ้นมาใหม่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงประเด็นเรื่องการสูญเสียกำลังพลของสหรัฐฯ และการที่ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่รอด “สิ่งนี้ดูเหมือนการชนะหรือการแพ้สำหรับคุณกันแน่?” สส.เจคอบส์ถาม

รูบิโออ้างว่าตนไม่ทราบเรื่องรายงานการประเมินของหน่วยข่าวกรองดังกล่าว และแย้งว่า “ผู้คนมักบิดเบือนข้อมูลและการวิเคราะห์ของหน่วยข่าวกรองเพื่อจุดประสงค์ในการสร้างเรื่องราวตามที่ตนต้องการ” พร้อมเสริมว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านนั้น “แตกแยกอย่างที่สุด” และเศรษฐกิจของอิหร่านก็กำลังสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม สส.เจคอบกล่าวโต้ตอบกลับไปว่า “ประชาชนอเมริกันไม่ได้โง่นะคะท่านรัฐมนตรี พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

3 มิ.ย. 2569 22:29 น.

ชาติตะวันออกกลางรุมประณามอิหร่าน โจมตีคูเวต-บาห์เรนรอบใหม่

หลายประเทศในตะวันออกกลางออกมาประณามอิหร่าน ที่เปิดฉากโจมตีบาห์เรนและคูเวตระลอกใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย

เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตประณามการโจมตีของอิหร่าน โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายที่ “สิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญ” อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อคณะผู้แทนทางการทูตด้วย

คูเวตระบุอีกว่า “การโจมตีอันก้าวร้าว โจ่งแจ้ง” ของอิหร่านนี้ นำไปสู่ “การยกระดับความรุนแรง ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค” พวกเขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด ที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายในบาห์เรนด้วย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เรียกการกระทำของอิหร่านว่าเป็น “การโจมตีก่อการร้าย” ต่อคูเวตและบาห์เรน พร้อมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งสองประเทศอย่างเต็มที่ และเสริมว่าการมุ่งเป้าโจมตีคณะผู้แทนและสำนักงานทางการทูต ถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ก็ขอประณามและต่อต้านอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการกระทำอันก้าวร้าวป่าเถื่อนของอิหร่าน และการละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งต่อราชอาณาจักรบาห์เรน และรัฐคูเวตอันเป็นพี่น้องของซาอุดีอาระเบีย

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า พวกเขาถือว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของคูเวตและบาห์เรนอย่างร้ายแรง และละเมิดอนุสัญญาเจนีวากับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย

กระทรวงการต่างประเทศของจอร์แดนออกมาได้วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีของอิหร่านเช่นกัน โดยเรียกว่าเป็นทั้งการละเมิดอธิปไตยของบาห์เรนและคูเวตอย่างร้ายแรง เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง เสถียรภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองประเทศ และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของเยเมนระบุว่า พวกเขาขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการโจมตีอัน “ก้าวร้าว” ของอิหร่าน โดยชี้ว่าการที่รัฐบาลเตหะรานมุ่งเป้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้านนั้น “เผยให้เห็นถึงธาตุแท้อันก้าวร้าวและฝักใฝ่การก่อการร้ายของระบอบการปกครองอิหร่าน รวมถึงแนวทางของอิหร่านที่มุ่งบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน แห่งเลบานอนก็ร่วมประณามการโจมตีของอิหร่านซึ่งมุ่งไปที่เป้าหมายพลเรือน โดยเรียกว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยของประเทศพี่น้องทั้งสอง และเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

3 มิ.ย. 2569 21:53 น.

คูเวตสั่งขับไล่ทูตอิหร่าน 2 คน หลังเตหะรานโจมตีสนามบินดับ 1 เจ็บอื้อ

คูเวตประกาศให้ทูตอิหร่าน 2 คนเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และขอให้เดินทางออกจากประเทศ หลังอิหร่านโจมตีโดนท่าอากาศยานานาชาติคูเวต จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันพุธที่ 3 มิ.ย. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตออกแถลงการณ์ระบุว่า คูเวตได้ประกาศให้สมาชิกของคณะผู้แทนทางการทูตของอิหร่าน 2 คน เป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” (Persona non grata) พร้อมทั้งเรียกร้องให้บุคคลทั้งสองเดินทางออกจากประเทศ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า “การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจาก อิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนอย่างต่อเนื่องและไม่ลดละ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อช่วงรุ่งสางของวันนี้ โดยมีเป้าหมายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนและสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต”

ความเคลื่อนไหวของคูเวตเกิดขึ้นหลังจากมีการเรียกตัว นายฮาเหม็ด ฮามิด ยาคูบี ฟาร์ อุปทูตอิหร่านประจำประเทศคูเวต เข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อกรณีการโจมตีคูเวตครั้งล่าสุดโดยอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศคูเวตแถลงว่า ในบรรดาการโจมตีระลอกต่างๆ ของอิหร่าน มีการโจมตีครั้งหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ส่งผลให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 60 คน ทำให้นี่เป็นการโจมตีของอิหร่านที่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บมากที่สุด นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

ด้านอิหร่านอ้างว่า พวกเขามุ่งเป้าหมายโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงเรือลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติบอตสวานา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านบนเกาะคาร์ก (Kharg Island)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โดรนอิหร่านโจมตีสนามบินคูเวต ดับ 1 ราย สหรัฐฯ-อิหร่านยังปะทะเดือดในอ่าวเปอร์เซีย

โดรนอิหร่านโจมตีสนามบินคูเวต ดับ 1 ราย สหรัฐฯ-อิหร่านยังปะทะเดือดในอ่าวเปอร์เซีย

3 มิ.ย. 2569 16:03 น.

โดรนอิหร่านโจมตีสนามบินคูเวต ดับ 1 ราย สหรัฐฯ-อิหร่านยังปะทะเดือดในอ่าวเปอร์เซีย

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังโดรนอิหร่านโจมตีอาคารผู้โดยสารของสนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายราย และต้องระงับการบินชั่วคราว ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านต่างกล่าวหากันว่าเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีรอบใหม่

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งคูเวตรายงานว่า การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านต่ออาคารผู้โดยสาร 1 ที่สนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง สำนักงานการบินพลเรือนระบุว่า ได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดและเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินสำรองจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินขาเข้าให้ไปลงยังสนามบินสำรอง

ด้านสายการบินคูเวตแอร์เวย์ส แถลงว่ากำลังกลับมาให้บริการเที่ยวบินจากสนามบินนานาชาติคูเวต ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านก่อนหน้านี้ โดยคูเวตแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินจากอาคารผู้โดยสาร 4 ของสนามบิน

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานการบินพลเรือนกล่าวว่าความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านเกิดขึ้นที่อาคารผู้โดยสารหมายเลข 1 ซึ่งใช้โดยสายการบินระหว่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศของคูเวตกล่าวว่า “การรุกรานของอิหร่านส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย” นอกจากนี้ยังส่งผลให้สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญและสถานทูตได้รับความเสียหายด้วย

พลจัตวา ซาอุด อับดุลอาซิซ อัล-อัตวาน โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวต ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การรุกรานที่ชั่วร้ายจากอิหร่าน” ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุและมีผู้บาดเจ็บ แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัดแต่ยืนยันว่าผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ภายใต้การดูแลทางการแพทย์แล้ว ทั้งนี้ สนามบินคูเวตเพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากถูกโจมตีหลายครั้งในช่วงสงคราม

เหตุโจมตีครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดในระลอกนี้มาจากการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อ้างว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มโจมตีหอสื่อสารบนเกาะเกชม์ ของอิหร่านก่อน ทำให้อิหร่านต้องตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพอากาศ เฮลิคอปเตอร์ และกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่าสามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านไว้ได้ โดยระบุว่าขีปนาวุธอิหร่าน 2 ลูกที่ยิงใส่คูเวตตกลงกลางทางหรือแตกกระจายก่อนถึงเป้าหมาย ส่วนอีก 3 ลูกที่ยิงใส่บาห์เรนถูกทำลายโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศ

จากการที่ทั้งคูเวตและบาห์เรนตกเป็นเป้าหมายพร้อมกัน นายอันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและเป็นหนึ่งเดียว โดยระบุว่า “การรุกรานของอิหร่านไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่พุ่งเป้าไปที่พวกเราทุกคน”

ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังคงรุนแรงต่อเนื่อง แม้จะมีการหารือเพื่อยุติความขัดแย้งในวอชิงตันก็ตาม โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นอุปสรรคสำคัญต่อข้อตกลงสันติภาพ

ขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล สั่งยกระดับการโจมตีทางตอนใต้ของเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์ โดยอ้างว่ากลุ่มติดอาวุธละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำซาก อย่างไรก็ตาม มีรายงานจาก Axios สื่อสหรัฐฯ ระบุว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงถึงเนทันยาฮูและแสดงความไม่พอใจต่อการยกระดับความรุนแรงดังกล่าว โดยเรียกการกระทำนี้ว่า “บ้าคลั่ง” 

ทั้งนี้ ในเลบานอนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,465 ราย นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม รวมเหตุโจมตีล่าสุดใกล้เมืองไทร์ที่เสียชีวิตอีก 6 ราย ส่วนอิสราเอลมีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 26 นาย และผู้รับเหมาพลเรือน 1 ราย ส่วนที่คูเวต พบความเสียหายหนักที่อาคารผู้โดยสาร 1 และมีผู้บาดเจ็บหลายราย โดยยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด

สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงหมิ่นเหม่ต่อการลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มตัว เนื่องจากอิหร่านย้ำชัดว่าหากอิสราเอลยังคงขยายวงการโจมตีในเลบานอน ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน อาจถึงกาลสิ้นสุดลงทันที.

ที่มา AFP