เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกห่างกัน 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สีซัมมิต

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกห่างกัน 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สีซัมมิต

21 ก.ย. 2569 08:17 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกห่างกัน 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สีซัมมิต

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 2 ลูกจากเมืองวอนซานลงทะเลตะวันออก ห่างกันราว 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สี จิ้นผิงพบกันที่วอชิงตัน

วันที่ 20 กันยายน 2569 คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธลูกแรกจากพื้นที่เมืองวอนซาน ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยขีปนาวุธถูกยิงไปได้ราว 450 กิโลเมตร ก่อนตรวจพบการยิงลูกที่ 2 ในเวลาประมาณ 17.50 น. ซึ่งบินไปได้มากกว่า 600 กิโลเมตร โดยเป็นการยิงแต่ละลูกห่างกันประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อระบุชนิดและคุณสมบัติของขีปนาวุธอย่างแน่ชัด

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ติดตามการยิงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธกับญี่ปุ่น พร้อมยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามกิจกรรมต่างๆ ของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด และรักษาความพร้อมในการรับมือหากเกิดการยั่วยุทางทหาร

หลังตรวจพบการยิงขีปนาวุธลูกแรก สำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ได้ประชุมฉุกเฉินร่วมกับกระทรวงกลาโหมและคณะเสนาธิการร่วม เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการดำเนินการทางทหารดังกล่าวทันที โดยระบุว่าการยิงขีปนาวุธเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ห้ามเกาหลีเหนือพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

โดยการยิงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกจากพื้นที่วอนซานลงสู่ทะเลตะวันออกเมื่อวันที่ 12 กันยายน หลังจากเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมทางทหารไตรภาคี ขณะเดียวกัน ยังเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 24 กันยายน โดยประเด็นเกาหลีเหนือและการผลักดันให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตา ท่ามกลางจุดยืนของเปียงยางที่ยังเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์และอาวุธต่อไป.

ที่มา Yonhap

ผู้เฒ่าวัย 82 เสียชีวิตหลังวิวาทกับปู่วัย 76 ปี แย่งเตียงริมหาดในกรีซ

ผู้เฒ่าวัย 82 เสียชีวิตหลังวิวาทกับปู่วัย 76 ปี แย่งเตียงริมหาดในกรีซ

21 ก.ย. 2569 05:32 น.

ผู้เฒ่าวัย 82 เสียชีวิตหลังวิวาทกับปู่วัย 76 ปี แย่งเตียงริมหาดในกรีซ

(เครดิตภาพ Spyros BAKALIS / AFP)

ผู้สูงอายุ 2 คนทะเลาะกันริมชายหาดของประเทศกรีซ เพื่อแย่งเตียงนอนริมชายหาด ส่งผลให้ชายวัย 82 ปีเสียชีวิต ขณะที่ชายอีกคนวัย 76 ปี ถูกตำรวจจับกุมตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2569 ว่า ชายวัย 82 ปี เสียชีวิตหลังจากทะเลาะวิวาทกับชายวัย 76 ปี เรื่องแย่งเตียงนอนริมหาด ที่หาดวูเลียกเมนี (Vouliagmeni) ใกล้กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของประเทศกรีซ

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ตอนแรกผู้เฒ่าทั้งสองคนโต้เถียงกันด้วยวาจา ก่อนเหตุการณ์จะลุกลามกลายเป็นการทะเลาะวิวาทรุนแรง และบานปลายจนมีคนอื่นเข้ามาพัวพันด้วย

พยานอีกคนบอกกับหนังสือพิมพ์ Kathimerini ของกรีซว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นชุลมุนวุ่นวายอย่างมาก จนได้ยินเสียงกรีดร้องดังไปถึงอีกฝั่งของชายหาด

รายงานข่าวระบุว่า ชายวัย 76 ปี ถูกจับกุมตัวแล้ว ขณะที่หญิงสาววัย 21 ปี ที่มากับเขาถูกควบคุมตัวไว้เช่นกันก่อนจะถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา โดยพยานให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์รายวัน Ta Nea ว่า เธอมีบาดแผลใบหน้าปูดบวมและเลือดออก

ในระหว่างการทะเลาะวิวาท ชายวัย 82 ปี ได้หมดสติและล้มลงไป โดยสื่อหลายสำนักระบุว่า เขาได้รับการทำ CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ก่อนที่รถพยาบาลจะเดินทางมาถึง จากนั้นเขาจึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนเล่าว่า ผู้เสียชีวิตดูเหมือนกำลังรอคนอื่นอยู่และจองเตียงริมหาดไว้ ซึ่งคาดว่าเป็นชนวนเหตุของข้อโต้เถียงในตอนแรก โดยเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่นำสู่การวิวาท และการเสียชีวิตดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิตาลีเล็งห้าม สวมผ้าคลุมหน้าในโรงเรียน จำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติ

อิตาลีเล็งห้าม สวมผ้าคลุมหน้าในโรงเรียน จำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติ

21 ก.ย. 2569 04:18 น.

อิตาลีเล็งห้าม สวมผ้าคลุมหน้าในโรงเรียน จำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติ

นายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี เตรียมเสนอกฎหมายห้ามนักเรียนหญิงสวมผ้าคลุมปิดหน้าในโรงเรียน และจะจำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติในแต่ละห้องเรียนด้วย

นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี ประกาศระหว่างงานกิจกรรมเยาวชนที่จัดขึ้นโดยพรรคการเมืองของเธอเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย. 2569) ว่า ประเทศอิตาลีกำลังเตรียมออกกฎหมายห้ามสวมสิ่งปกปิดใบหน้าในโรงเรียน และกำหนดเพดานจำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติในแต่ละห้องเรียน

เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ต้องรับมือกับกลุ่มผู้อพยพที่เดินทางเข้ามามากที่สุด ส่งผลให้ประเด็นการย้ายถิ่นฐานกลายเป็นประเด็นร้อนแรง และเป็นความท้าทายหลักของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา

การปรับตัวและรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยผู้อพยพ โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในวงการการเมืองและสังคมอิตาลี ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสัญลักษณ์ทางศาสนา การผสมผสานทางวัฒนธรรม กฎระเบียบเรื่องสัญชาติ และนโยบายการตรวจคนเข้าเมือง มักสร้างความเห็นที่แตกต่างอย่างมากในหมู่ประชาชนเสมอ

“ในเร็วๆ นี้จะมีการเสนอมาตรการต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อตราเป็นกฎหมายกำหนดจำนวนนักเรียนต่างชาติต่อหนึ่งห้องเรียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ปกครองของนักเรียนต่างชาติที่มีปัญหาขั้นรุนแรงในการปรับตัวเข้ากับระบบโรงเรียนต้องเรียนภาษาอิตาลี พร้อมทั้งสั่งห้ามการสวมชุดบุรกา (Burqa) และนิกอบ (Niqab) ในโรงเรียนด้วย”

นางเมโลนีกล่าวอีกว่า “หากในห้องเรียนมีเด็กเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าใจภาษาอิตาลี เด็กคนนั้นน่าจะสามารถเรียนรู้ภาษาและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชั้นและครูผู้สอน แต่หากจำนวนเด็กที่ไม่เข้าใจภาษามีจำนวนมาก หรือกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของห้อง นั่นจะไม่ใช่การปรับตัวกลมกลืนอีกต่อไป แต่มันคือการปล่อยปละละเลย”

อย่างไรก็ตาม เมโลนีไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าตัวเลขสูงสุดของนักเรียนต่างชาติต่อหนึ่งห้องเรียนจะอยู่ที่จำนวนเท่าใด

ตามข้อมูลจาก Fondazione ISMU ซึ่งเป็นสถาบันวิจัย ระบุว่า นักเรียนที่ไม่ได้ถือสัญชาติอิตาลีมีสัดส่วนคิดเป็น 11.6% ของนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนอิตาลีทั้งหมด หรือคิดเป็นเกือบ 12 คนในทุกๆ 100 คน

“คุณต้องมาโรงเรียนโดยเปิดเผยใบหน้า และในอิตาลีจะไม่มีใคร ไม่ว่าจะในนามของประเพณีจริงๆ หรืออ้างขึ้นมาเอง ที่จะสามารถตัดสินใจเอาเองได้ว่า หญิงสาวจะต้องปกปิดตัวตนของเธอ” เมโลนีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานจับกุม พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนประท้วงหนุน อิมราน ข่าน

ปากีสถานจับกุม พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนประท้วงหนุน อิมราน ข่าน

21 ก.ย. 2569 03:14 น.

ปากีสถานจับกุม พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนประท้วงหนุน อิมราน ข่าน

พี่สาวของ อิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกจับกุมตัวแล้ว ก่อนที่ประชาชนจะเดินขบวนประท้วงแสดงความสนับสนุนนายข่านในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของพรรคปากีสถาน เตห์รีค-อี-อินซาฟ (PTI) ว่า นางอาลีมา คานุม พี่สาวของ อิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานที่กำลังถูกคุมขัง ถูกจับกุมตัวแล้ว ก่อนที่จะมีการเดินขบวนประท้วงสนับสนุนนายข่านในสัปดาห์หน้า

นางคานุมถูกจับกุมตัวในเมืองลาฮอร์ ทางตะวันออกของประเทศเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ โดยพรรค PTI ประณามเหตุการณ์นี้ว่า เป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่บุตรชายของเธอเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอในทันที

คำสั่งจับกุมนางคานุม ซึ่งออกโดยรองกรรมาธิการเมืองลาฮอร์ กล่าวหาเธอว่า ทำการปลุกระดมผู้สนับสนุนนาย อิมราน ข่าน “ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการชุมนุมสาธารณะ” พร้อมระบุเสริมว่าเธอจะถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 30 วัน

ทั้งนี้ นางคานุมวิพากษ์วิจารณ์การจับกุมและคุมขังนายข่านมาโดยตลอด และมักออกมากล่าวพูดคุยกับผู้สนับสนุนของเขาและสื่อมวลชนเป็นประจำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันการจับกุมนางคานุมกับสำนักข่าวบีบีซี โดยตามคำสั่งระบุว่าเธอจะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำคอต ลัคพัต (Kot Lakhpat) ในเมืองลาฮอร์

หลายฝ่ายเชื่อมโยงการจับกุมเธอเข้ากับการประท้วงที่จะจัดขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 27 ก.ย. ซึ่งผู้ชุมนุมวางแผนจะเคลื่อนขบวนไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน

ปัจจุบัน ถนนหลายสายในกรุงอิสลามาบัดถูกปิดกั้นด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า เพื่อเตรียมป้องกันสถานที่ทำการของรัฐบาลในเมืองหลวง ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของปากีสถานกล่าวว่า การประท้วงนี้ส่งผลเสียต่อประเทศ และรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งการชุมนุม

อนึ่ง อิมราน ข่าน ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ปี 2566 หลังถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี จากกรณีไม่แจ้งรายได้ที่ได้รับจากการขายของขวัญที่ได้รับขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้น เขายังเผชิญกับข้อกล่าวหามากกว่า 100 คดี ซึ่งนายข่านระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดมีแรงจูงใจทางการเมือง

เมื่อปีก่อน นายข่านถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 14 ปี ในคดีทุจริตเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งถือเป็นโทษจำคุกที่ยาวนานที่สุดที่เขาได้รับ โดยในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเดือนที่แล้ว ข่านต้องเดินทางไปเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ก่อนจะถูกส่งกลับเข้าเรือนจำตามเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พรรครัฐบาลเยอรมนี แพ้เลือกตั้งอีก 2 รัฐ นายกฯ ยันไม่ลาออก

พรรครัฐบาลเยอรมนี แพ้เลือกตั้งอีก 2 รัฐ นายกฯ ยันไม่ลาออก

21 ก.ย. 2569 01:49 น.

พรรครัฐบาลเยอรมนี แพ้เลือกตั้งอีก 2 รัฐ นายกฯ ยันไม่ลาออก

พรรครัฐบาลเยอรมนีพ่ายแพ้ให้แก่พรรคฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 2 รัฐ โดยนายกรัฐมนตรียอมรับตรงๆ ว่า ผลที่ออกมาถือเป็นภัยพิบัติ แต่ยืนยันจะไม่ลาออก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 2569 ผลเอ็กซิตโพลของการเลือกตั้งใน 2 รัฐระบุว่า พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) ฝ่ายขวากลางของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ พ่ายแพ้อย่างหนัก โดยในรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์น พรรค CDU เกือบจะไม่ได้เก้าอี้ในสภา ขณะที่พรรคฝ่ายขวาจัด “ทางเลือกเพื่อเยอรมนี” (AfD) คว้าชัยด้วยคะแนนราว 38%

ส่วนการเลือกตั้งที่กรุงเบอร์ลิน พรรคฝ่ายซ้าย (ดี ลิงเค) กลับขึ้นมาทำคะแนนนำ (ราว 24%–26%) เบียดแชมป์เก่าอย่างพรรค CDU ที่ได้คะแนนลดลงมาเหลือราว 20%

ก่อนหน้านี้ พรรค AfD เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะที่รัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ ด้วยคะแนนสูงถึง 43.8% ขณะที่พรรค CDU ของนายกฯ แมร์ซ พ่ายแพ้อย่างรุนแรง คะแนนลดลงเหลือเพียง 17.2% เท่านั้น

นายแมร์ซออกมายอมรับตามตรงว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็น “ภัยพิบัติ” สำหรับพรรค CDU แต่ถึงแม้จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีกลางเทอม และคะแนนนิยมที่ตกต่ำหลังจากดำรงตำแหน่งมาได้เพียง 16 เดือน แต่นายแมร์ซยืนยันว่าจะ ไม่ลาออก จากตำแหน่ง

เขายืนยันจะเดินหน้าผลักดันแพ็กเกจปฏิรูปเศรษฐกิจ ภาษี และสวัสดิการสังคมต่อ โดยระบุว่าการปฏิรูปนี้เป็น “ยาพิษต้านทานลัทธิอำนาจนิยม” ที่กำลังแพร่กระจายในสังคม

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา นายแมร์ซพยายามปรับทิศทางของพรรคให้เอียงมาทางขวามากขึ้นในประเด็นเรื่องการรับผู้อพยพ แต่นักวิเคราะห์มองว่า การทำแบบนั้นนอกจากจะแย่งฐานเสียงจากพรรค AfD มาไม่ได้แล้ว ยังเสียฐานเสียงฝ่ายซ้ายของตัวเองไปอีกด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าพรรค AfD จะชนะได้คะแนนเสียงสูงสุดในหลายพื้นที่ แต่พรรคกระแสหลักยังคงปฏิเสธที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย เนื่องจากจุดยืนที่แตกต่างกันมากเกินไป รวมถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มนีโอนาซี ซึ่งส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในระดับรัฐมีความซับซ้อนและไร้เสถียรภาพอย่างมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เตือนพลเรือน เลี่ยงไปตะวันออกกลาง ความขัดแย้งส่อรุนแรงขึ้น

สหรัฐฯ เตือนพลเรือน เลี่ยงไปตะวันออกกลาง ความขัดแย้งส่อรุนแรงขึ้น

21 ก.ย. 2569 00:30 น.

สหรัฐฯ เตือนพลเรือน เลี่ยงไปตะวันออกกลาง ความขัดแย้งส่อรุนแรงขึ้น

สหรัฐฯ ประกาศเตือนภัยพลเรือนให้ทบทวนแผนการเดินทางใหม่หากจะไปหรือผ่านตะวันออกกลาง ชี้สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อกลางดึกวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น เตือนให้ชาวอเมริกันพิจารณาเรื่องแผนการเดินทางไปหรือผ่านภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเตหะรานยังรักษาจุดยืนเดิมเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงฯ เตือนด้วยว่า ขอให้ชาวอเมริกันในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังสูงสุด และเตรียมพร้อมรับมือกับการยกเลิกเที่ยวบิน การปิดน่านฟ้า และการหยุดชะงักของการเดินทาง ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลางก็ออกประกาศเตือนภัยในลักษณะเดียวกันด้วยเช่นกัน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังเลวร้ายลงอีกครั้ง หลังจากกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กลับมาต่อสู้กับกองทัพรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย โดยฮูตีโจมตีเข้าใส่ซาอุฯ หลายครั้ง และดำเนินการบุกยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ ในทะเลแดง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่ากำลังอยู่ในช่วง “ตัดสินใจ” ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอิหร่าน โดยขู่ว่าอาจพิจารณาตอบโต้รุนแรงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของอิหร่าน พร้อมอ้างว่าเขาได้ติดต่อกับกลุ่มฮูตีแล้ว และกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ก็ตกลงว่าจะไม่โจมตีสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยประธานสภาอิหร่านยังคงยืนยันว่าจะไม่เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไข

เมื่อวันเสาร์ อิหร่านยื่นข้อเรียกร้องต่อสหรัฐฯ อีกครั้ง ผ่านตัวกลางอย่างกาตาร์และปากีสถาน โดยอิหร่านยื่นเงื่อนไขเดิมคือ ให้สหรัฐฯ ยุติสงครามทุกแนวรบ, ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล, ถอนกำลังทหาร, ยกเลิกการคว่ำบาตร, ปลดล็อกอายัดทรัพย์สิน และจ่ายค่าชดเชยสงคราม

นอกจากนั้น กองทัพอิหร่านเตือนประเทศในภูมิภาคว่า การฝักใฝ่หรือให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะถูกตอบโต้จากเตหะรานอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุด รัสเซียสอยได้ 450 ลำ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุด รัสเซียสอยได้ 450 ลำ

20 ก.ย. 2569 22:33 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุด รัสเซียสอยได้ 450 ลำ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีแคว้นมอสโกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น สร้างความเสียหายให้แก่โรงกลั่นน้ำมันหลักของแคว้น และเกิดไฟไหม้อาคารที่อยู่อาศัย

นายเซอร์เก ซอบยานิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกระบุว่า ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดใส่แคว้นมอสโก เมื่อช่วงข้ามคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ (20 ก.ย. 2569) โดยระบบป้องกันสามารถยิงโดรนตกได้ถึง 450 ลำ อย่างไรก็ตาม โดรนยังสร้างความเสียหายหลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 20 คน

โดรนของยูเครนยังสร้างความเสียหายให้แก่โรงกลั่นน้ำมันหลักของมอสโก ทำให้ยูนิตสำคัญได้รับความเสียหายถึง 3 ยูนิต นอกจากนั้น มีศูนย์ขนส่งสินค้า และอาคารพักอาศัยอีก 1 แห่งได้รับความเสียหายด้วย

ผลจากการโจมตีทำให้ท่าอากาศยานหลักของมอสโกทั้ง “เชเรเมเตียโว” (Sheremetyevo) และ “วนูโคโว” (Vnukovo) ต้องสั่งระงับและจำกัดเที่ยวบินชั่วคราวในช่วงค่ำคืนก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการในช่วงเช้าวันอาทิตย์

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และกระทรวงกลาโหมยูเครน ยืนยันการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการตัดกำลังทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่สนับสนุนกระบวนการทำสงครามของรัสเซีย

การโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการเลือกตั้งรัฐสภารัสเซีย โดยทางการมอสโกระบุว่า การโจมตีของยูเครนมีเป้าหมายเพื่อ “ปั่นป่วน” การเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัสเซียก็ยังคงยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ยูเครนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ รวมเด็ก 3 ราย จากการโจมตีของรัสเซียในแคว้นเคียฟ, ซูมี และเคอร์ซอน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัสเซียกับยูเครนต่างเร่งการโจมตีใส่โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและการคมนาคมขนส่งของอีกฝ่าย ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเคยโพสต์ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะละเว้นเป้าหมายด้านพลังงานก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งลงนามในกฎหมายคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซียฉบับใหม่ โดยเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถตั้งภาษีศุลกากรสูงถึง 100% แก่ประเทศที่เป็นลูกค้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของรัสเซีย เช่น จีนและอินเดียได้ โดยกฎหมายนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก

20 ก.ย. 2569 22:01 น.

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลทางตะวันออกของประเทศอีกครั้ง หลังจากหน่วยงานตรวจสอบนิวเคลียร์ เรียกร้องให้พวกเขายุติกิจกรรมทางนิวเคลียร์ทั้งหมด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 2569 กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดออกจากชายฝั่งทางตอนตะวันออกของประเทศ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เปียงยางออกมายืนยันสถานะการเป็นรัฐผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง

“เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดลงสู่ทะเลตะวันออก” คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยืนยันการยิงขีปนาวุธดังกล่าวเช่นกัน โดยโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ขีปนาวุธดังกล่าว “อาจเป็นขีปนาวุธทิ้งตัว”

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้น 8 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธทิ้งตัวระยะใกล้หลายลูกไปทางทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทะเลญี่ปุ่น ซึ่งในเวลาต่อมาเกาหลีเหนือระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมหลายเหล่าทัพ

นอกจากนี้ การยิงดังกล่าวยังมีขึ้นหลังจากที่เปียงยางปฏิเสธข้อมติของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติกิจกรรมทางนิวเคลียร์ทั้งหมด

เกาหลีเหนือกล่าวหาว่า กองกำลังฝ่ายปรปักษ์พยายามหาทางยุติโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา ระหว่างการประชุมสมัยสามัญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีเหนือคนหนึ่งกล่าวว่า มติของ IAEA ไม่มีผลกับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้บัญญัติสถานะการเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในกฎหมายของประเทศอย่างเป็นทางการ โดย คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดประกาศให้สถานะดังกล่าวเป็นสิ่งถาวรและไม่สามารถย้อนกลับได้

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ “ทรงอานุภาพมาก” อยู่ราว 57 ลูก ขณะที่เกาหลีใต้ประเมินตัวเลขไว้ที่ระหว่าง 80 ถึง 120 ลูก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สงครามอิหร่านทำสหรัฐฯ สูญงบ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ค่าอาวุธพุ่งเกินครึ่ง

สงครามอิหร่านทำสหรัฐฯ สูญงบ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ค่าอาวุธพุ่งเกินครึ่ง

20 ก.ย. 2569 12:00 น.

สงครามอิหร่านทำสหรัฐฯ สูญงบ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ค่าอาวุธพุ่งเกินครึ่ง

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประเมินล่าสุดต่อสภาคองเกรสระบุว่า งบประมาณที่ใช้ในสงครามกับอิหร่านนับถึงวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พุ่งสูงถึง 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.45 ล้านล้านบาท โดยค่าอาวุธและยุทโธปกรณ์อยู่ที่ราว 28,100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.36 แสนล้านบาท  ท่ามกลางความกังวลเรื่องคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร่อยหรอและแรงกดดันทางการเมืองรอบด้าน

ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐฯ สำหรับสงครามอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 3 กันยายน ตามประมาณการฉบับใหม่ที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ที่ส่งให้สมาชิกสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ โดยเป็นตัวเลขล่าสุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า สงครามมีค่าใช้จ่าย 38,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 1 สิงหาคม และคาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณเดือนละ 3,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการสู้รบ

รายละเอียดฉบับใหม่ ซึ่งสำนักข่าวเอพีได้รับและสื่อสหรัฐฯ รายงานก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์ราคาแพงอย่างต่อเนื่อง โดยค่าใช้จ่ายด้านอาวุธเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงเดือนเศษ จาก 21,700 ล้านดอลลาร์ตามประมาณการของ CBO เป็น 28,100 ล้านดอลลาร์ในประมาณการของ CENTCOM

ค่าใช้จ่ายด้านอาวุธถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของงบประมาณสงครามครั้งนี้ และคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยอาวุธที่มีความต้องการสูงที่สุดคือขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับป้องกันการโจมตี เช่น ระบบแพทริออต และ THAAD ของกองทัพบกสหรัฐฯ

รายงานของกองทัพสหรัฐฯ ที่ส่งให้สภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของเรือรบ เครื่องบิน และฐานทัพ รวมถึงความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์และการสนับสนุนทางการแพทย์แก่กำลังพล

ข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 18 นาย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 830 นาย ตามฐานข้อมูล Defense Casualty Analysis System อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าเสียหายของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีและโดรน

รายงานจากสำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายและทำลายอาคารรวมถึงสิ่งปลูกสร้างหลายร้อยแห่งในฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก โอมาน และจอร์แดน

ประมาณการค่าใช้จ่ายสงครามฉบับล่าสุดมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันข้อเสนองบประมาณกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์วงเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมขอให้สภาคองเกรสอนุมัติงบเพิ่มเติม 95,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยสนับสนุนสงครามอิหร่านและภารกิจด้านความมั่นคงอื่น ๆ

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการปราศรัยที่บริษัท Saronic Technologies ซึ่งผลิตโดรนให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ว่ารัฐบาลกำลังขออนุมัติงบประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อการลงทุนด้านกลาโหมครั้งใหญ่และระยะยาว รวมถึงรักษาความแข็งแกร่งของประเทศและสนับสนุนการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงในภาคการผลิตของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้เฮกเซธเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายของสงครามอิหร่านอย่างครบถ้วน โดยวิจารณ์กระทรวงกลาโหมว่าปกปิดข้อมูลพื้นฐานด้านงบประมาณจากสภาคองเกรสและประชาชนอเมริกัน ในช่วงที่จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของทหาร รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ตกอยู่กับผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้น

การใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวนมากยังส่งผลให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลในยุโรป โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และ NATO ระบุว่าขณะนี้มีปริมาณขีปนาวุธสกัดกั้นอยู่ในระดับ “ขาดแคลนขั้นวิกฤต”

ซาอุดีอาระเบียก็เผชิญปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธเช่นกัน และหันไปขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตรในภูมิภาคและชาติตะวันตก ขณะที่ความขัดแย้งกับกลุ่มฮูตีในเยเมนยังคงยืดเยื้อ

ต้นทุนทางการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยความขัดแย้งยังส่งผลต่อตลาดน้ำมันและตลาดหุ้น รวมถึงทำให้เกิดการสูญเสียและการบาดเจ็บของกำลังพลสหรัฐฯ

ในด้านการเมือง สงครามยังเป็นประเด็นที่จะถูกจับตามองในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะผลกระทบต่อพรรครีพับลิกันและรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางการถกเถียงเกี่ยวกับต้นทุนของสงครามและภาระงบประมาณของประเทศ.

ที่มา Associated Press

อูเบอร์ถูกตัดสินจ่าย 40 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โดยสารหญิงถูกรถชนดับบนไฮเวย์สหรัฐฯ

อูเบอร์ถูกตัดสินจ่าย 40 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โดยสารหญิงถูกรถชนดับบนไฮเวย์สหรัฐฯ

20 ก.ย. 2569 11:29 น.

อูเบอร์ถูกตัดสินจ่าย 40 ล้านดอลลาร์ หลังผู้โดยสารหญิงถูกรถชนดับบนไฮเวย์สหรัฐฯ

พ่อแม่ของหญิงสาววัย 23 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกรถชน หลังจากคนขับ “อูเบอร์” จอดรถข้างทางบนทางหลวงแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับเงินชดเชยจำนวน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,330 ล้านบาท หลังจากอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าทั้งอูเบอร์และคนขับรถต่างต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเธอ

บริษัทอูเบอร์ถูกตัดสินให้ร่วมรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของหญิงสาววัย 23 ปี ซึ่งถูกรถยนต์ชนเสียชีวิต หลังคนขับรถอูเบอร์จอดรถริมทางหลวงในรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ส่งผลให้บิดามารดาของเธอได้รับเงินชดเชยรวม 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,330 ล้านบาท

แครอล นอร์ม็องแด็ง และเคน พาร์กเกอร์ บิดามารดาของเอมิลี นอร์ม็องแด็ง-พาร์กเกอร์ เปิดเผยว่า หวังว่าเงินชดเชยดังกล่าวจะช่วยดึงความสนใจไปยังเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกสาวเสียชีวิตในปี 2023 รวมถึงนำเงินไปสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใสในอุตสาหกรรมบริการเรียกรถโดยสาร

พาร์กเกอร์กล่าวถึงเงินชดเชยว่า เขาไม่เคยต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนี้ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องการสูญเสียลูก แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ การที่คดีนี้ช่วยดึงความสนใจไปยังปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

คืนวันที่เกิดเหตุ เอมิลีได้เรียกรถอูเบอร์ให้มารับเธอและเพื่อนกลับบ้าน หลังจากออกไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกัน เมื่อเพื่อนของเธอมีอาการป่วยและอาเจียน นายวู ทราน คนขับรถอูเบอร์ จึงจอดรถบริเวณข้างทางหลวงหมายเลข 73 ในออเรนจ์เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งสามคนลงจากรถ ก่อนที่เอมิลีจะถูกรถยนต์ที่สัญจรผ่านมาชนเสียชีวิต

ในระหว่างกระบวนการอนุญาโตตุลาการ อูเบอร์โต้แย้งว่า บริษัทเป็นเพียงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงผู้โดยสารกับคนขับรถอิสระจากภายนอก ตามข้อมูลของริชาร์ด สโตน ผู้ชี้ขาดอิสระและอดีตผู้พิพากษา อย่างไรก็ตาม สโตนระบุในคำวินิจฉัยว่า ปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าว และเห็นว่าอูเบอร์ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดแทนต่อความประมาทเลินเล่อของคนขับ

ด้านอูเบอร์ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยออกแถลงการณ์ว่า แม้บริษัทเคารพกระบวนการพิจารณาของผู้ชี้ขาด แต่เชื่อว่าผู้ชี้ขาดตัดสินผิดพลาดที่ให้อูเบอร์ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อเหตุการณ์ในคืนนั้น พร้อมยืนยันว่า บริษัทได้เดินหน้าปรับปรุงแนวทางด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดลงวันที่เดือนกรกฎาคม และทนายความของครอบครัวนอร์ม็องแด็งและพาร์กเกอร์เปิดเผยเอกสารดังกล่าวต่อสาธารณะในสัปดาห์นี้ โดยสโตนตัดสินให้อูเบอร์และนายทรานร่วมกันรับผิดชอบเงินชดเชยให้บิดามารดาแต่ละคนจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สโตนระบุว่า ยังมีช่องว่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากไม่มีบุคคลใดให้การที่น่าเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ แต่หลักฐานแสดงให้เห็นว่า ทรานขับรถเข้าไปจอดบริเวณพื้นที่เกาะทางแยกรูปตัว Y ก่อนจะเริ่มโต้เถียงกับเพื่อนของเอมิลีนอกรถ ทั้งทรานและเพื่อนของเอมิลีต่างไม่ได้เห็นจังหวะที่รถยนต์พุ่งชนเธอ

ผู้ชี้ขาดระบุในคำวินิจฉัยว่า นายทรานปล่อยให้อารมณ์โกรธเข้าครอบงำ และทำให้หญิงสาวทั้งสองคนรวมถึงตัวเขาเองตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็น ด้วยการจอดรถอย่างผิดกฎหมายในบริเวณดังกล่าว ทั้งที่สามารถจอดในจุดที่ปลอดภัยกว่าได้ริมทางหลวงที่ยังมีรถสัญจรในเวลากลางคืน

สโตนยังระบุว่า นายทรานทิ้งหญิงสาวทั้งสองคนไว้ในบริเวณดังกล่าว ทั้งที่รู้ว่าพวกเธออยู่ในอาการมึนเมา และเขาเป็นผู้ไล่พวกเธอลงจากรถด้วยความโกรธจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจากนายทรานออกจากที่เกิดเหตุ ข้อมูลระบบ GPS แสดงให้เห็นว่า เขาจอดรถที่ทางออกถัดไปของทางหลวง และโทรหาอูเบอร์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าทำความสะอาดรถ

กฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียอนุญาตให้อูเบอร์และแพลตฟอร์มบริการเรียกรถโดยสารอื่น ๆ จัดประเภทคนขับเป็นผู้รับจ้างอิสระ แต่สโตนปฏิเสธแนวคิดที่ว่า สถานะดังกล่าวจะทำให้อูเบอร์พ้นจากความรับผิดชอบทางกฎหมาย

คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของผู้ชี้ขาด เนื่องจากข้อกำหนดการให้บริการของอูเบอร์ ซึ่งผู้โดยสารยอมรับเมื่อสมัครใช้งาน กำหนดให้ข้อเรียกร้องหรือข้อพิพาทต้องได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการระงับข้อพิพาทส่วนบุคคล ทั้งนี้ คำตัดสินของผู้ชี้ขาดแตกต่างจากคำพิพากษาของศาล เนื่องจากไม่มีผลสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับคดีอื่น

อูเบอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทจะยังคงลงทุนด้านความปลอดภัยผ่านเทคโนโลยีใหม่ นโยบาย และมาตรการป้องกัน รวมถึงให้คำแนะนำแก่คนขับเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงจุดจอดส่งผู้โดยสารที่ไม่ปลอดภัย พร้อมย้ำว่า งานด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่บริษัทจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บิดามารดาของเอมิลีได้ก่อตั้งมูลนิธิ Emily Normandin-Parker Foundation และระบุว่าจะนำเงินชดเชยบางส่วนไปสนับสนุนทุนการศึกษา โครงการให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังวิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองของอูเบอร์ โดยมองว่าเป็นภาพสะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การไม่สามารถยอมรับความรับผิดชอบได้อย่างผิดปกติ” ของบริษัท.

ที่มา ASSOCIATED PRESS