เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

8 ก.ย. 2569 23:22 น.

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

เกาหลีใต้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าไปเพื่อประเมินสถานการณ์เท่านั้น และยังไม่มีการตัดสินใดๆ ว่าจะส่งทหารไปยังเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้หรือไม่

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมสืบหาข้อเท็จจริงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหารไปยังเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า “ทีมดังกล่าวถูกส่งไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในภูมิภาคและเงื่อนไขด้านความปลอดภัย โดยภารกิจนี้ไม่ได้เป็นการตั้งสมมติฐานว่าจะมีการส่งกำลังทหารจริงๆ”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลายต่อหลายครั้งเพื่อกดดันเกาหลีใต้ให้ช่วยเหลืออเมริกาในการทำสงครามกับอิหร่าน ส่วนรัฐบาลกรุงโซลยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ร้องขอให้พวกเขาส่งกำลังทหารภายในเส้นตายที่ระบุไว้แต่อย่างใด

“ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหาร” กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ย้ำ

ด้านสำนักข่าว ยอนฮัป (Yonhap) ของเกาหลีใต้รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ว่า ทีมสืบหาข้อเท็จจริงได้เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังประเมินเงื่อนไขการปฏิบัติการสำหรับการส่งกำลังทหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รายงานระบุอีกว่า ทีมดังกล่าวคาดว่าจะเดินทางกลับถึงเกาหลีใต้อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ อิหร่านและสหรัฐอเมริกาทำสงครามกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. โดยเตหะรานเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียเข้ากับน่านน้ำสากล

เกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.) ว่ากำลังพิจารณา “การสนับสนุน” ความพยายามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ บริเวณช่องแคบดังกล่าว พร้อมย้ำว่ายังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ

ส่วนอิหร่านออกโรงเตือนเกาหลีใต้ในวันอังคาร (8 ก.ย.) ว่า การมีส่วนร่วมทางการทหารของเกาหลีใต้ในความขัดแย้งนี้จะมี “ผลกระทบร้ายแรงตามมา”

“การส่งกำลังทหารหรือการเข้าร่วมปฏิบัติการใดๆ โดยประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียหรือช่องแคบฮอร์มุซ จะถือว่าเป็นการสนับสนุนโดยตรงแก่ฝ่ายที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการรุกราน และจะมีผลกระทบร้ายแรงตามมา” นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุในโพสต์ภาษาเกาหลีบน X

นายบากาอียังเตือนไม่ให้เกาหลีใต้ยอมจำนนต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การกดดันและการข่มขู่จากสหรัฐฯ” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 22:11 น.

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

(ภาพจาก Truth Social/@realDonaldTrump)

ทรัมป์โพสต์ภาพแผนที่ที่สื่อว่า ดินแดนทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงแคนาดากับเม็กซิโก และดินแดนกรีนแลนด์กับประเทศไอซ์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จนทางการไอซ์แลนด์แสดงความไม่พอใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสร้างกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง หลังจากเขาโพสต์รูปแผนที่ซึ่งแสดงภาพดินแดนของ แคนาดา, กรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, เม็กซิโก และประเทศแถบแคริบเบียน ถูกระบายสีด้วยลายธงชาติสหรัฐฯ เพื่อสื่อว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม แต่เป็นหนึ่งในหลายภาพที่ทรัมป์โพสต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพยายามเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเจ้าของดินแดนต่างๆ รวมถึงภาพที่บอกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นของสหรัฐฯ

ไอซ์แลนด์ได้ออกมาตอบโต้รูปแผนที่ดังกล่าวในวันอังคาร โดยประกาศว่าได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบ เพื่อชี้แจงให้ชัดเจนว่าภาพดังกล่าวนั้น “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

ส่วนแคนาดากำลังติดอยู่ในสงครามทางการค้ากับวอชิงตัน โดยสหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตรา 50% ไปเมื่อเดือนก่อน หลังจากการเจรจาล้มเหลว ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้ของฝ่ายแคนาดา ก็เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันอังคารนี้

ทรัมป์พูดมาตลอดว่า ต้องการให้แคนาดาเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพื่อที่จะไม่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ขณะที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์ก็แสดงออกชัดเจนว่า เขาต้องการควบรวมดินแดนกรีนแลนด์มาเป็นของสหรัฐฯ อ้างว่าเพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย จนชาติยุโรปออกมาแสดงการต่อต้านอย่างหนัก

ทั้งนี้ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์ภาพที่สร้างโดย AI หลายสิบภาพ รวมถึงภาพการ์ตูนรูปตัวเขาเองขณะกำลังแข่งฮอกกี้น้ำแข็งกับ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา โดยในภาพทรัมป์พูดกับนายคาร์นีย์ ที่นอนอยู่บนลานน้ำแข็งว่า “ลุกขึ้นมาสิ ผู้ว่าการ”

ในอีกโพสต์หนึ่ง เป็นภาพที่แสดงให้เห็นทรัมป์กำลังต้อนรับ จอร์จ วอชิงตัน ผู้ก่อตั้งและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

8 ก.ย. 2569 16:56 น.

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียพร้อมกัน 4 เมือง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย และเกิดเพลิงไหม้โรงกลั่น-คลังน้ำมันหลายแห่ง การโจมตีระลอกใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มลง และซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังตึงเครียดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ 8 ก.ย. โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีเมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียอย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ อับฮา, ญาซาน, นัจราน และคามิส มูไชต์

พลตรีตูร์กี อัล-มาลกี โฆษกกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า การโจมตีส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 73 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย ขณะที่กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตียังทำให้เกิดเพลิงไหม้ในโรงงานน้ำมันและสาธารณูปโภคหลายแห่งในพื้นที่ทางตอนใต้

เจ้าหน้าที่ต้องระงับการดำเนินงานของโรงงานและระบบสาธารณูปโภคบางแห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่หน่วยดับเพลิงเร่งเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองญาซาน ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน และถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นขนาดใหญ่ของประเทศ

อัล-มาลกีประณามการโจมตีว่าเป็น “การยกระดับสถานการณ์อย่างร้ายแรง” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของซาอุดีอาระเบียอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้พักอาศัยในประเทศ เขายืนยันว่า กองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบียจะดำเนินมาตรการทางทหารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อยับยั้งกลุ่มฮูตี และเผชิญหน้ากับกลุ่มดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

กลุ่มฮูตีออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ปฏิบัติการทางอากาศของซาอุดีอาระเบียที่โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในเยเมนในช่วงที่ผ่านมา

ยะห์ยา ซารี โฆษกกองทัพฮูตี กล่าวในแถลงการณ์บันทึกเทปว่า กลุ่มฮูตีใช้ขีปนาวุธนำวิถีและโดรนจำนวนหลายสิบลำโจมตีโรงงานน้ำมันและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ รวมถึงฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มฮูตีระบุว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีรวมถึงศูนย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเมืองญาซาน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกของบริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย อารามโก ในเมืองนัจรานและอับฮา และฐานทัพอากาศกษัตริย์คอลิดในเมืองคามิส มูไชต์ ซารีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าเป็นฝ่ายทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรง พร้อมเตือนว่า การโจมตีเยเมนจะได้รับการตอบโต้จากกลุ่มฮูตี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังกลุ่มฮูตีกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียส่งเครื่องบินโจมตีเรือนจำแห่งหนึ่งในจังหวัดอัล-จาวฟ์ ทางตอนเหนือของเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน รวมถึงเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 7 คน ตามข้อมูลของกลุ่มฮูตี

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานการณ์สู้รบระหว่างกลุ่มฮูตีกับกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกลับมารุนแรงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีต้องล่มสลาย

ชนวนความขัดแย้งรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีพยายามนำเครื่องบินจากกรุงเตหะรานของอิหร่านเข้าสู่กรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เพื่อท้าทายมาตรการปิดล้อมทางอากาศและทางทะเลที่กองกำลังผสมซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียดำเนินมานานนับทศวรรษ

กองกำลังผสมตอบโต้ด้วยการโจมตีรันเวย์สนามบินกรุงซานา ทำให้เครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ จากนั้นกลุ่มฮูตีเปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมประกาศปิดกั้นการเดินเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง

การสู้รบยังขยายไปยังพื้นที่หลายแห่งทางตะวันตกของเยเมน โดยกองกำลังรัฐบาลอ้างว่าสามารถยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มฮูตีได้ในจังหวัดโฮเดดาและไทซ์ รวมถึงเดินหน้าโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในจังหวัดอัล-จาวฟ์ มาริบ และอัล-เบย์ดา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า การสู้รบรอบล่าสุดทำให้ประชาชนประมาณ 18,500 คน ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนในจังหวัดไทซ์และโฮเดดา โดยหลายครอบครัวเคยต้องพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้ง.

ที่มา Reuters / Associated Press

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

8 ก.ย. 2569 16:34 น.

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียกลับมาเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และเกิดไฟไหม้ในหลายพื้นที่ หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งระงับการโจมตีกรุงเคียฟชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ขณะทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนรัสเซียและยูเครนเพื่อผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากในช่วงข้ามคืนเข้าสู่เช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 คน โดยเสียงระเบิดดังขึ้นทั่วกรุงเคียฟในช่วงเช้ามืด ขณะที่เกิดไฟไหม้และกลุ่มควันลอยปกคลุมหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากต้องลงไปหลบภัยในชั้นใต้ดินและสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียระงับการโจมตีกรุงเคียฟเป็นเวลา 3 วัน ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงมอสโกและกรุงเคียฟ เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

อันดรี ซีบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ทันทีที่ทูตสันติภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางออกจากยูเครน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็เปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่อีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขีปนาวุธนำวิถีของเขาพูดได้ดังกว่าคำพูดเรื่องการทูต”

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีอยู่ที่กรุงเคียฟและภูมิภาคโอเดซาทางตอนใต้ โดยกองกำลังยูเครนสามารถยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูก ขีปนาวุธร่อน 31 ลูก และโดรน 142 ลำ ขณะที่พบจุดได้รับความเสียหายจากการโจมตี 29 แห่ง

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้มีความซับซ้อนและดูเหมือนถูกวางแผนมาเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด โดยมีการใช้ทั้งขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และโดรนโจมตีแบบชาเฮด เซเลนสกีระบุว่า อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายภูมิภาคของยูเครน

ที่เมืองโอเดซา ตลาดแห่งหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่เมืองคาร์คิฟมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และอาคารหลายชั้นได้รับความเสียหาย ส่วนในภูมิภาคซูมี รถจักรดีเซลของขบวนรถไฟเส้นทางเคียฟ-ซูมีถูกโจมตีขณะอยู่ที่สถานีรถไฟ ขณะที่ภูมิภาคซาปอริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

หน่วยงานฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครนระบุว่า กรุงเคียฟเกิดความเสียหายและไฟไหม้ในอย่างน้อย 5 เขต และฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างน้อย 16 จุด

หนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายคือเขตโฮโลซีอีฟสกี ซึ่งอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยสูง 26 ชั้นถูกโจมตี และเกิดไฟลุกลามไปยังอาคารอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่ได้หลายราย รวมถึงอพยพผู้พักอาศัยจากอาคารที่พักสูง 16 ชั้น

ในเขตโซโลเมียนสกี ประชาชนติดอยู่ภายในอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างน้อย 10 คน ขณะที่ยังพบเหตุเพลิงไหม้ในเขตดาร์นิตสกีและโพดิลสกี

วิตคอฟฟ์และคุชเนอร์เดินทางเยือนกรุงมอสโกเมื่อวันเสาร์ และพบประธานาธิบดีปูติน ก่อนเดินทางต่อมายังกรุงเคียฟเพื่อพบประธานาธิบดีเซเลนสกีเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นการเยือนยูเครนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งสองคนในความพยายามรอบใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ที่จะยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

หลังการหารือ วิตคอฟฟ์กล่าวว่า การเจรจามี “ความคืบหน้าอย่างเป็นสาระสำคัญ” และแสดงความหวังว่าอาจสามารถรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพแบบ 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนได้อีกครั้ง เขาระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อยุติการนองเลือดและผลักดันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

ด้านทำเนียบเครมลินระบุว่า รัสเซียไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเปิดการเจรจา 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสถานที่หรือกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการเจรจา

เซเลนสกีให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายลดระดับความรุนแรงของความขัดแย้ง ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากรัสเซียมักโจมตีโครงข่ายพลังงานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว นับตั้งแต่เริ่มบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าและระบบทำความร้อนในช่วงอุณหภูมิอาจลดต่ำถึงติดลบ 20 องศาเซลเซียส

เซเลนสกีเปิดเผยว่า การหารือช่วงสุดสัปดาห์ยังครอบคลุมข้อเสนอของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่งธัญพืช รวมถึงการส่งออกน้ำมันและก๊าซ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของตุรกีเกี่ยวกับการพักรบสำหรับการโจมตีในทะเลดำ โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าว “ไม่สมจริง” และ “ไม่สามารถตรวจสอบได้”.

ที่มา Reuters / Associated Press / AFP

โจรบุก “พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์” ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

โจรบุก "พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์" ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

8 ก.ย. 2569 15:32 น.

โจรบุก “พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์” ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

คนร้าย 2 คนบุกพิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ ในเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสช่วงเช้ามืดวันนี้ ก่อนขโมยผลงานศิลปะอย่างน้อย 4 ชิ้น มูลค่ารวมราว 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 344 ล้านบาท แต่ทำภาพวาดตกไว้ 1 ชิ้นขณหลบหนี ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวและเปิดการสอบสวนคดีโจรกรรม

เกิดเหตุโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ออกุสต์-เรอนัวร์ ในเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ จังหวัดอาลป์-มารีตีม ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (8 ก.ย.) โดยคนร้ายอย่างน้อย 2 คนบุกเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์และขโมยผลงานศิลปะอย่างน้อย 4 ชิ้น

ไบรอัน แมสซง นายกเทศมนตรีเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ เปิดเผยว่า ระบบสัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้นเมื่อเวลา 05.48 น. และเพียง 5 นาทีต่อมา ในเวลา 05.53 น. ตำรวจเทศบาลก็เดินทางถึงที่เกิดเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดของเมืองสามารถบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนไว้ได้ โดยระหว่างก่อเหตุพบว่าคนร้ายกำลังตัดภาพวาดออกจากกรอบ ก่อนนำผลงานศิลปะออกจากพิพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ขณะหลบหนี คนร้ายได้ทิ้งภาพวาดหนึ่งในผลงานที่ขโมยมา ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกลับคืนมาได้

นายกเทศมนตรีระบุว่า ผลงานศิลปะที่ถูกขโมยไปมีมูลค่าประเมินราว 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 344 ล้านบาท ขณะที่ตำรวจทั้งในระดับเทศบาลและตำรวจแห่งชาติถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

นายกเทศมนตรีแมสซงกล่าวว่า การบุกโจรกรรมพิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ไม่ได้เป็นเพียงการขโมยทรัพย์สิน แต่ถือเป็นการทำลายส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินแผนยกระดับความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์และปกป้องผลงานศิลปะ ซึ่งเป็นมรดกที่เป็นของประชาชนทุกคน

พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ภายในบ้านพักหลังสุดท้ายของ ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir) จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ ซึ่งเสียชีวิตในปี 1919

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงทั้งเครื่องเรือนและสิ่งของส่วนตัวของเรอนัวร์ รวมถึงขาตั้งวาดภาพและรถเข็นของเขา ตลอดจนผลงานศิลปะประเภทภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์ และภาพเปลือยที่ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์

เหตุโจรกรรมครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากเหตุสะเทือนขวัญที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส ซึ่งคนร้ายขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องประดับสำคัญของราชวงศ์ฝรั่งเศสจำนวน 8 ชิ้นจากห้องแสดงงานในแกลเลอรีอพอลโล โดยจนถึงขณะนี้ของกลางยังไม่ถูกพบ แม้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจะดำเนินการค้นหาอย่างกว้างขวาง และประสานงานกับตำรวจในเบลเยียม อิตาลี และประเทศอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีลูฟวร์ได้ 4 คน แต่ยังไม่สามารถติดตามผลงานและเครื่องประดับที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้

หลังเกิดเหตุหลายครั้ง กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงได้เปิดเผยแผนปฏิบัติการ 33 มาตรการ ซึ่งรวมถึงข้อเสนอให้พิพิธภัณฑ์นำวัตถุจัดแสดงบางชิ้นออกจากตู้โชว์เป็นการชั่วคราว เพื่อเก็บไว้ในสถานที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเหมาะสม จนกว่าจะสามารถปรับปรุงระบบป้องกันได้

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้อยคอทองคำโบราณจาก “สมบัติแห่งวีซ์” (Treasure of Vix) ซึ่งเป็นโบราณวัตถุจากยุคเซลต์และมีอายุราว 2,500 ปี ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเมืองชาเตียง-ซูร์-แซน ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายของความพยายามโจรกรรมมาแล้วถึง 2 ครั้ง

ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม คนร้ายยังบุกพิพิธภัณฑ์ลาลิก ในเมืองวิงเงิน-ซูร์-โมแดร์ ทางตอนเหนือของเมืองสตราสบูร์ก และขโมยเครื่องประดับหลายรายการ มูลค่าความเสียหายประเมินกว่า 4.5 ล้านยูโร

เหตุโจรกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องเร่งทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการป้องกันผลงานศิลปะและโบราณวัตถุที่มีมูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ.

ที่มา AFP / Le Parisien / BBC

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

8 ก.ย. 2569 14:30 น.

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนคณะรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด 9% ส่งผลให้รายได้รวมของรัฐมนตรีระดับเริ่มต้น เพิ่มขึ้นจาก 1.1 เป็น 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 31.2 ล้านบาท ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ทำให้นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.7 ล้านบาท และประกาศบริจาคเงินรายได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเข้าองค์กรการกุศลเป็นเวลา 5 ปี

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ ประกาศในรัฐสภาวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า สิงคโปร์จะปรับขึ้นค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด 9% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 หลังรัฐบาลเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ปัจจุบันระบบค่าตอบแทนรัฐมนตรีของสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยแต่ละระดับมีช่วงเงินเดือนหลายขั้น โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจว่ารัฐมนตรีแต่ละคนจะอยู่ในระดับใด อยู่ที่ขั้นใดของช่วงเงินเดือน และจะได้รับโบนัสตามผลงานเป็นจำนวนเท่าใดในแต่ละปี

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการทบทวนค่าตอบแทนเสนอให้ปรับเงินเดือนอ้างอิงสำหรับรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด จากปัจจุบัน 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี รวมถึงเสนอให้ปรับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประเภทอื่น ตลอดจนเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกรัฐสภาและผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐสภาบางประเภท อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า รัฐบาลจะ ยังไม่ปรับค่าตอบแทนขึ้นไปถึงเกณฑ์ใหม่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในทันที แต่จะใช้การปรับครั้งเดียวสูงสุด 9% ก่อน

ทั้งนี้ ตัวเลข 9% ไม่ได้หมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งทุกคนจะได้รับเงินเพิ่มในอัตราเดียวกัน เพราะการปรับขึ้นของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น ผลการปฏิบัติงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

สำหรับรัฐมนตรีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครั้งแรกระดับ MR4 ที่ได้รับเงินเดือนอ้างอิงปัจจุบัน 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็มอัตรา 9% จะทำให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 31.2 ล้านบาท

นายหว่องย้ำว่า หลังจากการปรับครั้งเดียวนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อไล่ระดับเงินเดือนให้ถึง 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แต่การปรับในอนาคตจะพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

ปัจจุบันรัฐมนตรี 10 คนจากทั้งหมด 16 คนอยู่ในระดับ MR4 ขณะที่อีก 6 คนอยู่ในระดับที่สูงกว่า เนื่องจากมีอาวุโสและรับผิดชอบงานที่มากกว่า รวมถึงรัฐมนตรีประสานงานของรัฐบาล

รัฐมนตรีประสานงาน 3 คน ได้แก่ ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งกำกับดูแลด้านบริการสาธารณะ, ออง เย กุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลนโยบายสังคม และ เค ชานมูกัม (K Shanmugam) รัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่รัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐมนตรีมี 2 คน คือ นายชานมูกัม และ ลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) อดีตนายกรัฐมนตรี

นายหว่องอธิบายว่า รัฐมนตรีสามารถขยับขึ้นไปยังขั้นเงินเดือนที่สูงขึ้นภายในระดับเดียวกันได้ หากมีผลงานที่ดี และบางคนอาจได้รับการเลื่อนขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าเมื่อได้รับมอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้น

ค่าตอบแทนของรัฐมนตรีไม่ได้มีเพียงเงินเดือนประจำ แต่ยังมีส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งคิดเป็น มากกว่าหนึ่งในสามของค่าตอบแทนรายปี หนึ่งในนั้นคือ โบนัสแห่งชาติ (National Bonus) ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนมีสิทธิได้รับ โดยขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระบบค่าตอบแทน นอกจากนี้ ยังมีโบนัสตามผลงานรายบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของนายกรัฐมนตรี โดยนายหว่องระบุว่า เมื่อปีที่แล้วโบนัสในส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนของเงินเดือน

ดังนั้น ตัวเลขเงินเดือนอ้างอิง MR4 ที่ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จึงเป็นตัวเลขค่าตอบแทนรวมโดยประมาณ ซึ่งรวมเงินเดือนประจำและสมมติฐานเกี่ยวกับระดับผลงานและโบนัสแล้ว ค่าตอบแทนจริงของรัฐมนตรีแต่ละคนในแต่ละปีอาจสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขอ้างอิง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเงินเดือนและโบนัสที่ได้รับ

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เงินเดือนถูกกำหนดไว้ที่ 2 เท่าของเกณฑ์ MR4 การปรับครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.7 ล้านบาท นายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เขาจะบริจาคเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

เขาระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นทำตาม พร้อมย้ำว่าโดยทั่วไปแล้วเขาไม่สนับสนุนการประกาศหรือแสดงต่อสาธารณะเกี่ยวกับการบริจาคเพื่อการกุศล

นายหว่องกล่าวว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขามี “ความรับผิดชอบสูงสุด” ต่อระบบค่าตอบแทนดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่ประชาชนสิงคโปร์ควรรับทราบการตัดสินใจของเขา เขาจะทบทวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริจาคอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในเวลานั้น

คณะกรรมการอิสระยังเสนอให้ รวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้จำนวนระดับเงินเดือนของรัฐมนตรีลดจาก 4 ระดับเหลือ 3 ระดับ ขณะเดียวกัน ช่วงเงินเดือนในแต่ละระดับจะกว้างขึ้น โดยสามารถกำหนดค่าตอบแทนได้ในช่วง สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิง 25% รัฐบาลเห็นชอบกับการปรับโครงสร้างดังกล่าว แต่ยังคงหลักการเดิมในการประเมินและแยกความแตกต่างของค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน

นายหว่องคาดว่า หลังผ่านการปรับพิเศษครั้งแรก รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 จะอยู่บริเวณช่วงล่างของช่วงเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี เมื่อสิ้นสุดวาระรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนรัฐมนตรีที่มีผลงานโดดเด่นและรับผิดชอบงานที่มากขึ้น อาจได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นภายในช่วงดังกล่าว หรือได้รับการเลื่อนระดับ

นายหว่องย้ำว่า เงินเดือนอ้างอิง MR4 ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ไม่ใช่เป้าหมายที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในที่สุด แต่สามารถได้รับเงินเดือนสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวได้ ภายในกรอบที่กำหนด

สำหรับรัฐมนตรีช่วย รัฐมนตรีช่วยว่าการ เลขาธิการรัฐสภา และนายกเทศมนตรี นายหว่องระบุว่า โดยทั่วไปจะหารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลเกี่ยวกับผลการทำงาน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับระดับเงินเดือน ขั้นของเงินเดือน และโบนัส ยังคงเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งในวาระรัฐบาลหน้า จะเข้าสู่ระบบด้วยระดับและขั้นเงินเดือนที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากประสบการณ์และค่าตอบแทนเดิม

รัฐบาลคาดว่าโครงสร้างใหม่นี้จะทำให้ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความแตกต่างกันมากขึ้นตามผลงาน และเปิดพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงจากภาคเอกชนเข้ามาทำงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ามากในภาคธุรกิจ

นายหว่องกล่าวว่า แม้ผู้ที่เข้ามาทำงานการเมืองจะต้องยอมเสียสละรายได้บางส่วนจากภาคเอกชน แต่รัฐบาลไม่ควรทำให้ช่องว่างด้านรายได้กว้างเกินความจำเป็น เพราะเป้าหมายคือการเพิ่มโอกาสในการดึงดูดชาวสิงคโปร์ที่มีความสามารถให้เข้ามารับใช้ประเทศ และสร้างทีมบริหารประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด

รัฐสภาสิงคโปร์จะอภิปรายคำตอบของรัฐบาลต่อข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนค่าตอบแทนในวันพฤหัสบดีนี้ (10 ก.ย.)

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำประเทศอื่น ข้อมูลจาก PoliticalSalaries.com ระบุว่า เงินเดือนนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อยู่ในระดับสูง โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มีรายได้ประมาณ 2.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี ตามกรอบค่าตอบแทนเดิม ขณะที่หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกงมีรายได้ราว 719,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ราว 606,000 ดอลลาร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษราว 230,000 ดอลลาร์ และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ราว 400,000 ดอลลาร์ต่อปี.

ที่มา CNA / The Straits Times

อินโดฯ สั่งระงับโรงครัว 2,000 แห่ง หลังเด็ก-ครูป่วยอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คนจากโครงการอาหารฟรี

อินโดฯ สั่งระงับโรงครัว 2,000 แห่ง หลังเด็ก-ครูป่วยอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คนจากโครงการอาหารฟรี

8 ก.ย. 2569 14:25 น.

อินโดฯ สั่งระงับโรงครัว 2,000 แห่ง หลังเด็ก-ครูป่วยอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คนจากโครงการอาหารฟรี

รัฐบาลอินโดฯ สั่งระงับโรงครัวที่ร่วมในโครงการอาหารฟรีเกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ หลังพบไม่ได้ลงทะเบียนตรวจรับรองสุขอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาเด็กและครูล้มป่วยจากอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คน 

โครงการอาหารฟรีของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กำลังเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างต่อเนื่อง หลังมีรายงานผู้ได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนล่าสุดรัฐบาลต้องสั่งระงับการดำเนินงานของครัวประกอบอาหารเกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ซูดาร์โยโน หัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ทางการได้สั่งระงับครัวจำนวน 1,999 แห่ง เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาดตามที่กฎหมายกำหนด

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีครัวที่ประกอบอาหารและแจกจ่ายอาหารฟรีทั่วประเทศรวม 27,022 แห่ง หมายความว่าครัวที่ถูกระงับคิดเป็นสัดส่วนจำนวนไม่น้อยของระบบทั้งหมด

ซูดาร์โยโนย้ำว่า การได้รับใบรับรองด้านสุขอนามัยและความสะอาดถือเป็น ข้อบังคับสำหรับครัวที่เข้าร่วมโครงการอาหารฟรี และหน่วยงานจะตรวจสอบครัวที่ถูกระงับทั้งหมด ก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาดเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะผ่อนผันได้ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนซึ่งเป็นผู้รับอาหารหลักของโครงการ

การสั่งระงับครัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหา อาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนและครูในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย

เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักเรียนและครูมากกว่า 2,000 คนในหลายจังหวัด ล้มป่วยหลังรับประทานอาหารจากโครงการ จนหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องออกมายืนยันว่าจะเร่งจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง

ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 1 กันยายนระบุว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาหารฟรีแล้ว อย่างน้อย 50,000 คน โดยสาเหตุของอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ การจัดเก็บอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดส่งอาหารล่าช้า ซึ่งอาจทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพก่อนถึงมือเด็กนักเรียน

โครงการอาหารฟรีของประธานาธิบดีปราโบโวเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมปี 2025 โดยมีเป้าหมายจัดหาอาหารให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เพื่อช่วยยกระดับโภชนาการและลดปัญหาการขาดสารอาหาร

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มโครงการกลับเผชิญปัญหาหลายด้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และเหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งใหญ่หลายระลอก

ล่าสุด การที่พบว่าครัวเกือบ 2,000 แห่งยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับการตรวจสอบด้านสุขอนามัย ยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบควบคุมคุณภาพอาหารของโครงการ ซึ่งต้องจัดเตรียมอาหารจำนวนมหาศาลและกระจายไปยังเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียจึงต้องเร่งตรวจสอบโรงครัวที่ถูกระงับ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้โรงครัวที่ไม่ผ่านมาตรฐานกลับมาให้บริการ จนกว่าจะสามารถรับรองได้ว่าอาหารที่แจกจ่ายให้เด็กและประชาชนมีคุณภาพและปลอดภัยเพียงพอ.

ที่มา : channelnewsasia

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 11:43 น.

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร “จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์” (Jaguar Land Rover) ประกาศเตรียมเลิกจ้างพนักงาน 4,000 ตำแหน่งทั่วโลกภายใน 2 ปีข้างหน้า หวังลดต้นทุน 1.7 พันล้านปอนด์ ท่ามกลางแรงกดดันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกของจีน ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

“จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์” หรือ JLR ประกาศว่า บริษัทเตรียมลดจำนวนพนักงานประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

บริษัทตั้งเป้าประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้ 1,700 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 75,620 ล้านบาท ภายใน 2 ปี เพื่อนำเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ระบบดิจิทัล และการพัฒนาด้านอื่น ๆ โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า JLR มีแผนลงทุนรวมประมาณ 15,000-18,000 ล้านปอนด์ หรือราว 6.67-8 แสนล้านบาท

พีบี บาลาจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JLR ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การแข่งขันที่รุนแรง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้วยความเป็นธรรมและให้ความเคารพตลอดกระบวนการปรับลดกำลังคน

JLR ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์หรูอย่าง Range Rover และ Discovery ประสบปัญหายอดขายและผลกำไรลดลง ท่ามกลางการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีราคาถูกกว่า ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มาตรการภาษีดังกล่าวกำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในอังกฤษในอัตรา 10% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 27.5% สำหรับจำนวนรถยนต์ที่เกินโควตา 100,000 คันต่อปี

JLR ยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้บริษัทต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน ส่งผลกระทบต่อทั้งยอดขายและห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทซึ่งอยู่ภายใต้การถือครองของทาทา มอเตอร์ส จากอินเดีย มีพนักงานทั่วโลกราว 43,000 คน โดยประมาณ 34,000 คนทำงานอยู่ในสหราชอาณาจักร และคาดว่าการลดพนักงานครั้งนี้ส่วนใหญ่จะกระทบการดำเนินงานในอังกฤษ

JLR ระบุว่า จะพยายามดำเนินการลดจำนวนพนักงานผ่านโครงการ สมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนด โดยเปิดให้พนักงานยื่นความจำนงจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลดจำนวนพนักงานได้ตามเป้าหมาย บริษัทอาจดำเนินการเลิกจ้างโดยไม่สมัครใจ ซึ่งจะมีเงื่อนไขชดเชยที่น้อยกว่า

ข้อมูลผลประกอบการของ JLR สำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม ระบุว่า รายได้จากการขายลดลงอย่างมาก โดยบริษัทชี้ว่าภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายลดลงประมาณหนึ่งในห้า จากระดับราว 29,000 ล้านปอนด์ เหลือประมาณ 22,900 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ JLR ยังเผชิญการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งเดิมบริษัทมองจีนเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโต แต่ปัจจุบันผู้ผลิตจากจีนได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

เอียน โรเบิร์ตสัน อดีตผู้บริหารของ BMW วิจารณ์ว่า JLR ควรเริ่มผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ ให้เร็วกว่านี้ เช่นเดียวกับ BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งมีโรงงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้า

เขายังมองว่า JLR เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าช้ากว่าคู่แข่ง โดยบริษัทเปิดตัว I-PACE รถเอสยูวีไฟฟ้าเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2018 แต่หลังจากนั้นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดย Range Rover รุ่นไฟฟ้าที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่ I-PACE

การประกาศลดพนักงานเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลอังกฤษพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และช่วยเหลือภาคธุรกิจรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม โฆษกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า แม้รัฐบาลตระหนักถึงความกังวลของพนักงาน ครอบครัว และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลไม่มีแผนที่จะใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อเข้าอุ้มชู (Bailout) กิจการของ JLR แต่อย่างใด

ด้าน เลียม เบิร์น ประธานคณะกรรมาธิการธุรกิจและการค้าในรัฐสภาอังกฤษ เรียกการลดพนักงานครั้งนี้ว่าเป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อแรงงาน ครอบครัว และชุมชนในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์ส ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์อังกฤษ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ถูกเลิกจ้างให้สามารถหางานใหม่ได้โดยเร็ว ขณะที่ Unite หนึ่งในสหภาพแรงงานรายใหญ่ของอังกฤษ ระบุว่าจะขอคำชี้แจงอย่างเร่งด่วนจากบริษัท พร้อมเรียกร้องให้ JLR และรัฐบาลพิจารณาทุกแนวทางเพื่อลดผลกระทบต่อการจ้างงาน

การประกาศของ JLR เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังโฟล์กสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี เปิดแผนลดต้นทุนครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง ลดจำนวนรุ่นรถลงครึ่งหนึ่ง และยุติการผลิตรถยนต์ในโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากจีนและผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / Associated Press

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

8 ก.ย. 2569 11:06 น.

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

บริษัทต้นสังกัดประกาศเลิกจ้าง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์วัย 67 ปี จากรัฐแอริโซนา หลังถูกจับและตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายและประพฤติตัวไม่เหมาะสม หลังถูกกล่าวหาว่าเมาสุรา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายผู้โดยสารบนเที่ยวบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส จนลูกเรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสาร และใช้เคเบิลไทร์กับเทปกาวมัดตัวเขาไว้กับที่นั่ง ก่อนเครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่เมืองบัลติมอร์ 

อาร์เธอร์ เลย์น ลุนดีน วัย 67 ปี นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จากรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ถูกจับกุมและดำเนินคดี หลังถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุวุ่นวายและทำร้ายผู้โดยสารบนเครื่องบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส จนต้องใช้เทปกาวพันตัวเขาไว้กับที่นั่ง และเที่ยวบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ลุนดีนนั่งชั้นหนึ่งบนเที่ยวบินที่ 618 ซึ่งเดินทางจากเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ไปยังเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ นายฮวน เมฮา ผู้โดยสารที่อยู่บนเที่ยวบินดังกล่าว เล่าว่า นายลุนดีนดื่มสุราและเริ่มต่อว่าผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนสถานการณ์จะบานปลายอย่างรวดเร็ว

เมฮาระบุว่า จากเหตุการณ์ที่ตอนแรกยังเป็นปกติ จู่ ๆ ก็เกิดเสียงตะโกนและความโกลาหลขึ้น โดยเขาหันกลับไปเห็นลุนดีนใช้มือที่บริเวณลำคอของผู้โดยสารที่นั่งติดกัน และมีลักษณะคล้ายกำลังทำร้ายร่างกาย เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินพยายามเข้าระงับเหตุ ลุนดีนถูกกล่าวหาว่าใช้คำเหยียดเชื้อชาติและปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรือ

เมฮาและผู้โดยสารอีกคนชื่อ ริชาร์ด โอเลนิก จึงเข้าช่วยลูกเรือควบคุมตัวลุนดีน โดยเมฮาเล่าว่า ลุนดีนกัดมือของเขาจนทิ้งรอยฟัน แม้ผิวหนังจะไม่ฉีกขาด ขณะที่ตัวลุนดีนเองมีเลือดออกจากบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้และพยายามขัดขืนการควบคุมตัว ด้านพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายหนึ่งบอกกับเมฮาว่า ก่อนเกิดเหตุ ลุนดีนได้รับเครื่องดื่มจากลูกเรือเพียง หนึ่งแก้ว เท่านั้น

จากความวุ่นวายในบริเวณชั้นหนึ่ง กัปตันจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางและนำเครื่องบินไปลงจอดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติบัลติมอร์/วอชิงตัน เธอร์กูด มาร์แชลล์ ในรัฐแมริแลนด์ แทนที่จะเดินทางต่อไปยังสนามบินนวร์ก

ในช่วงประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเที่ยวบิน ลุนดีนถูกเจ้าหน้าที่และผู้โดยสารช่วยกันควบคุมตัว โดยใช้ เคเบิลไทร์มัดมือ และเทปกาวพันร่างกายติดกับที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลุดออกมาและก่อเหตุเพิ่มเติม

เมื่อเครื่องบินลงจอด เจ้าหน้าที่ตำรวจของสำนักงานขนส่งแมริแลนด์ เข้าควบคุมตัวลุนดีน และตั้งข้อหาก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาระดับลหุโทษตามข้อมูลในเอกสารศาล

ต่อมา สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เข้ามารับช่วงการสอบสวน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง และจะหารือกับสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตแมริแลนด์ เพื่อพิจารณาว่าจะมีการตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางเพิ่มเติมหรือไม่

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งถูกเทปกาวพันตั้งแต่บริเวณแขนและลำตัวติดกับที่นั่ง โดยใบหน้าและบางส่วนของภาพถูกเบลอ ขณะที่วิดีโออีกช่วงหนึ่งแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอยู่ใกล้ชายที่ถูกควบคุมตัว พร้อมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถือม้วนเทปกาวอยู่

หลังทราบเรื่อง บริษัท Long Realty บริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ลุนดีนทำงานด้วย ประกาศเลิกจ้างเขาทันที โดยนายเควิน แคปแลน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Long Companies ระบุว่า แม้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จะทำงานในฐานะผู้รับจ้างอิสระ แต่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความประพฤติที่เหมาะสมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ Long Realty และด้วยเหตุนี้ ลุนดีนจึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทอีกต่อไป

ข้อมูลจากกรมอสังหาริมทรัพย์รัฐแอริโซนาระบุว่า ลุนดีนได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในรัฐมาตั้งแต่ปี 2001 และประวัติการทำงานระบุว่าเขาร่วมงานกับ Long Realty ในสำนักงานเมืองทูซอนและ Tanque Verde มาตั้งแต่ปี 2013

ตามเอกสารศาล ลุนดีนขึ้นศาลครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน และสละสิทธิ์ในการมีทนายความในระหว่างการพิจารณาคดีครั้งแรก ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางเงินประกันตัว ขณะที่ศาลกำหนดวันพิจารณาคดีไว้ในวันที่ 19 ตุลาคม

ด้านอเมริกัน แอร์ไลน์สยืนยันว่าเที่ยวบิน 618 ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังบัลติมอร์เมื่อวันที่ 3 กันยายน เนื่องจากมีผู้โดยสารก่อเหตุรบกวนและเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย หลังเครื่องลงจอดเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ขึ้นเครื่องและนำตัวผู้โดยสารคนดังกล่าวออกจากเครื่อง ก่อนที่เที่ยวบินจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง

สายการบินระบุว่า ความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และสายการบินไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมขอบคุณพนักงานสำหรับความเป็นมืออาชีพ และขอบคุณผู้โดยสารที่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น.

อ่านข่าว: มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

ที่มา independent.co.uk / Arizona Republic

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

8 ก.ย. 2569 10:54 น.

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

ทรัมป์ขู่ระงับการจำหน่ายเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดาในตลาดสหรัฐฯ หากบริษัทไม่ยอมผลิตเครื่องบินในสหรัฐฯ พร้อมกล่าวหาว่าแคนาดาปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม ดึงสงครามการค้าตึงเครียดอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายนว่า อาจสั่งห้ามจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่จากแคนาดาในสหรัฐฯ หากบริษัทต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ก็ต้องเข้ามาสร้างเครื่องบินภายในประเทศ

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดว่า “ไม่มีการขาย Bombardier ในสหรัฐฯ อีกต่อไป!” อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า หากต้องการระงับการจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier จริง จะดำเนินการผ่านกลไกหรือหน่วยงานใด

นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า แคนาดามีมาตรการทางการค้าที่ ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าแคนาดาขัดขวางไม่ให้ธนาคารและบริษัทอเมริกันเข้าไปทำธุรกิจในประเทศ และย้ำว่ายุคสมัยนั้นจบลงแล้ว

ทรัมป์ยังระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ของ Bombardier ซึ่งหมายความว่าการถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

Bombardier โต้ สร้างงานในสหรัฐฯ หลายหมื่นตำแหน่ง

ด้าน Bombardier ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า บริษัทมีส่วนสร้างงานหลายหมื่นตำแหน่งทั่วสหรัฐฯ ผ่านการขยายธุรกิจและฐานการดำเนินงานในอเมริกา รวมถึงเครือข่ายซัพพลายเออร์ซึ่งประกอบด้วยบริษัทอเมริกันราว 2,800 แห่งใน 47 รัฐ

บริษัทระบุว่า อุตสาหกรรมการบินและอวกาศของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการค้าและการส่งออก พร้อมย้ำว่า Bombardier เป็นผู้มีส่วนสำคัญต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเครื่องบินของบริษัทใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบอากาศยาน และระบบสำคัญอื่น ๆ ซึ่งจัดหาโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน

นอกจากนี้ Bombardier ยังมีแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองฟอร์ตเวย์น รัฐอินเดียนา ภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานธุรกิจในสหรัฐฯ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่ดำเนินมาตรการกับ Bombardier โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ เคยขู่ว่าจะเพิกถอนการรับรองเครื่องบิน Bombardier ที่ใช้งานในสหรัฐฯ และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเครื่องบินจากแคนาดาสูงถึง 50%

สำหรับคำขู่ล่าสุดเกี่ยวกับ Bombardier ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร เนื่องจากหน่วยงานที่มีอำนาจรับรองหรือเพิกถอนการรับรองเครื่องบินในสหรัฐฯ คือสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ไม่ใช่ทำเนียบขาวโดยตรง

ปัจจุบันเครื่องบิน Bombardier ยังคงได้รับการรับรองให้ใช้งานในสหรัฐฯ และบริษัทยังได้รับการยกเว้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

คำขู่ของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดากำลังตึงเครียดอย่างหนัก โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาบางรายการในอัตราสูงถึง 50% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่าสุด แคนาดาประกาศเตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

ภาษีตอบโต้ของแคนาดาจะอยู่ที่ 15%, 25% และ 50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยครอบคลุมสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียม ตลอดจนสินค้าอาหารอย่างชีสและผลิตภัณฑ์จากนม.

ที่มา : channelnewsasia