อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

8 ก.ย. 2569 10:47 น.

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

อิหร่านปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้เกินโควตาเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งและค่าเงินอ่อนค่าหนัก หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

วันที่ 8 กันยายน 2569 สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านเริ่มใช้ราคาน้ำมันเบนซินอัตราใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใช้น้ำมันเกินโควตา ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับขึ้นราคาครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามที่ดำเนินมานานหลายเดือน 

โดยภายใต้ระบบราคาใหม่ ผู้ที่ซื้อน้ำมันเกินโควตา 110 ลิตรต่อเดือน จะต้องจ่ายในอัตรา 100,000 เรียลต่อลิตร หรือประมาณ 2.25 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากราคาที่ใช้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม ซึ่งรัฐบาลอิหร่านไม่ได้ระบุถึงสงครามกับสหรัฐฯ โดยตรงในประกาศ แต่ระบุถึงสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า รายได้เพิ่มเติมจากการขึ้นราคาน้ำมันจะถูกนำไปมอบให้แก่ครัวเรือน

แม้ราคาน้ำมันในอิหร่านยังคงอยู่ในกลุ่มที่ถูกที่สุดในโลก แต่การขึ้นราคาเพิ่มแรงกดดันต่อการดำรงชีวิตของประชาชนกว่า 90 ล้านคน ขณะที่ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และกำลังซื้อของประชาชนลดลง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2.22 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ ของทางการอิหร่าน รายงานว่า การใช้น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 145 ล้านลิตรต่อวันในเดือนสิงหาคม ขณะที่กำลังการผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 122 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้อิหร่านต้องนำเข้าน้ำมันส่วนที่ขาดอีกประมาณ 23 ล้านลิตรต่อวัน 

ทางด้านนายเคอรามัต เวย์ส คารามี ผู้บริหารบริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันของรัฐ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ราคาน้ำมันอัตราใหม่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคราว 15%  พร้อมเตือนว่า การขึ้นราคาน้ำมันอาจยิ่งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง โดยศูนย์สถิติของอิหร่าน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ประมาณ 67%.

ที่ผ่านมาการขึ้นราคาน้ำมันในอิหร่านมักนำไปสู่ความไม่พอใจและการประท้วงครั้งใหญ่ อย่างเมื่อปี 2562 การขึ้นราคาน้ำมันเคยจุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศ ก่อนรัฐบาลใช้กำลังปราบปราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย 

ที่มา AP

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

8 ก.ย. 2569 10:23 น.

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เริ่มซ้อมรบ “Freedom Edge” เป็นเวลา 5 วัน บริเวณน่านน้ำตะวันออกและใต้เกาะเชจู เดินหน้าตามกำหนดแม้สหรัฐฯ เพิ่งสั่งลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้

วันที่ 7 กันยายน 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เริ่มการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่ายเป็นเวลา 5 วัน โดยเดินหน้าตามกำหนด แม้การซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ เพิ่งถูกลดขนาดลงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ ระบุว่า การซ้อมรบไตรภาคี Freedom Edge เริ่มขึ้นในน่านน้ำสากลทางตะวันออกและทางใต้ของเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ โดยทั้ง 3 ประเทศจะใช้การฝึกครั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการและการตอบสนองร่วมกันในหลายมิติ ทั้งทางทะเล ทางอากาศ และไซเบอร์ พร้อมรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

การซ้อมรบครั้งนี้จะมีการนำกำลังทางเรือและอากาศที่สำคัญของกองทัพทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วม โดยมีศูนย์ควบคุมการฝึกร่วมทำหน้าที่กำกับการปฏิบัติการ เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างเป็นระบบและปลอดภัย

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ย้ำว่า Freedom Edge เป็นการซ้อมรบประจำปีที่มีลักษณะเชิงป้องกัน และดำเนินการตามกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการยับยั้งและตอบโต้ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การซ้อมรบ Freedom Edge ในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2567 โดยยังคงจัดตามกำหนด แม้เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield (UFS) ลงครึ่งหนึ่ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์มีคำสั่งให้ลดการฝึก ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามแสดงท่าทีประนีประนอมต่อเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap

“หอไอเฟล” ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

"หอไอเฟล" ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

8 ก.ย. 2569 09:27 น.

“หอไอเฟล” ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

หอไอเฟล ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ปิดให้บริการชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงถูกสั่งให้หลบออกจากพื้นที่ระหว่างคณะศาสนาฮินดูเข้าชม ด้านผู้บริหารยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น 

วันที่ 8 กันยายน 2569 หอไอเฟล สถานที่สำคัญในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ปิดให้บริการชั่วคราว หลังพนักงานรวมตัวประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงถูกสั่งให้หลีกออกจากพื้นที่ทำงานระหว่างการเยือนของคณะผู้แทนศาสนาฮินดูเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย และนำไปสู่การสอบสวนของทางการกรุงปารีส 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังคณะผู้แทนประมาณ 100 คนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม โบชาซันวาสี อักษร ปุรุษโศตตัม สวามีนารายัน สันสถา (Bochasanwasi Akshar Purushottam Swaminarayan Sanstha) หรือ BAPS เดินทางเข้าชมหอไอเฟลเป็นการส่วนตัว โดยกลุ่มนี้เป็นองค์กรศาสนาฮินดูที่มีเครือข่ายวัดอยู่ในหลายประเทศ

นางไดแอน ดาววน ตัวแทนสหภาพแรงงาน เปิดเผยว่า ระหว่างคณะผู้แทนเดินทางเข้าชม เจ้าหน้าที่หญิงได้รับคำสั่งให้ออกจากจุดทำงาน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ชายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยบางคนถูกขอให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ด้านหลัง และเจ้าหน้าที่หญิงได้รับคำสั่งไม่ให้เดินผ่านบางพื้นที่ขณะที่คณะผู้แทนอยู่ภายในอาคาร โดยเธอระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจและความรู้สึกอับอายให้แก่พนักงานหญิงอย่างมาก ขณะที่ฝ่ายบริหารได้กล่าวขอโทษพนักงานภายหลังเกิดเหตุ

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่พนักงานจะประชุมกันในวันจันทร์ เพื่อเปิดการเจรจากับฝ่ายบริหาร และเรียกร้องให้มีหลักประกันว่าจะไม่มีการปฏิบัติต่อผู้หญิงในลักษณะนี้อีก

ทางด้าน บริษัทบริหารจัดการหอไอเฟล ยอมรับว่า คณะผู้แทนได้ขอให้จัดการเยือนโดยจำกัดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิง พร้อมระบุว่าเงื่อนไขนี้ไม่ควรได้รับการยอมรับ เพราะไม่สอดคล้องกับค่านิยมของบริษัทและหลักความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย 

ขณะเดียวกันนายอาเรียล ไวล์ ประธานบริษัทบริหารจัดการหอไอเฟล กล่าวว่า การปฏิบัติเช่นนี้ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมยืนยันจุดยืนของหอไอเฟลในการยึดมั่นค่านิยมของสาธารณรัฐฝรั่งเศส รวมถึงหลักความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย

ขณะที่กลุ่มศาสนาฮินดู ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การเดินทางเยือนหอไอเฟลจัดขึ้นร่วมกับทีมงานของหอไอเฟลในช่วงเริ่มต้นเวลาทำการตามปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนหรือสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้มาเยือนคนอื่น พร้อมกล่าวขอโทษต่อความเจ็บปวดหรือความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และย้ำว่ากลุ่มยึดถือคุณค่าสากลเรื่องการเคารพซึ่งกันและกันและการให้บริการ.

ที่มา FreshNres 

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

8 ก.ย. 2569 09:14 น.

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

เอสโตเนียออกโรงเห็นต่างจากสหภาพยุโรป คัดค้านแนวคิดจำกัดหรือแบนเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ชี้ไม่ควรโยนภาระให้เด็ก แต่ควรบังคับแพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนระบบให้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อายุน้อยแทน 

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เอสโตเนีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของยุโรป ออกมาเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรือ EU ทบทวนแนวทางการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก โดยเสนอให้มุ่งจัดการที่แพลตฟอร์มมากกว่าการห้ามเด็กเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน จะประกาศแนวทางเกี่ยวกับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กในวันที่ 16 กันยายน โดยขณะนี้มีการหารือเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 หรือ 15 ปี

เอสโตเนียชี้ แพลตฟอร์มต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ห้ามเด็ก

ลิซา-ลาย ปากอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกิจการดิจิทัลของเอสโตเนียกล่าวว่า เด็กเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสารสนเทศอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่ควรปรับเปลี่ยนคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เธอระบุว่า การออกแบบแพลตฟอร์มควรคำนึงถึง สิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก และควรทำให้สภาพแวดล้อมออนไลน์ปลอดภัยขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน

ปากอสตาเสนอให้ EU ใช้กฎหมาย Digital Services Act หรือ DSA ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของยุโรปด้านการกำกับดูแลบริการดิจิทัล เป็นเครื่องมือกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีปรับปรุงแพลตฟอร์ม

โดยเฉพาะข้อแนะนำเกี่ยวกับการปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ ควรยกระดับจากเพียงคำแนะนำให้กลายเป็น ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

EU เดินหน้าตรวจสอบ Meta และ TikTok

ที่ผ่านมา EU ใช้กฎหมาย DSA ตรวจสอบแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Facebook และ Instagram ของ Meta รวมถึง TikTok โดยเฉพาะประเด็นการออกแบบระบบที่อาจทำให้ผู้ใช้งานเกิดพฤติกรรมเสพติด

แนวทางของเอสโตเนียจึงแตกต่างจากข้อเสนอที่กำลังถูกพูดถึงในระดับ EU ซึ่งมุ่งพิจารณาการกำหนด อายุขั้นต่ำสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย

ปากอสตาเห็นว่า แทนที่จะห้ามเด็กใช้แพลตฟอร์ม ควรทำให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบมากขึ้น และออกแบบระบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ เอสโตเนียถือเป็นเสียงที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวใน EU จากการคัดค้านแนวทางจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ขณะที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทเทคโนโลยี หลังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

8 ก.ย. 2569 08:45 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

ฝนตกหนักทำสถิติสูงสุดถล่มพื้นที่ตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและกระทบการเดินทางในกรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่มีหญิงวัย 60 ปีเสียชีวิต หลังรถจมน้ำบริเวณทางลอดในจังหวัดฟุกุชิมะ 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนดินถล่มระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว หลังฝนตกหนักทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสถานการณ์ฝนตกหนักในญี่ปุ่นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 7 กันยายน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงโตเกียว จังหวัดชิบะ ไซตามะ และพื้นที่โดยรอบ ทำให้เกิดน้ำท่วม การเดินทางทางรถไฟติดขัด และโรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราว

ที่เมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ถูกน้ำท่วมบริเวณทางลอด ก่อนช่วยนำหญิงวัยประมาณ 60 ปีออกจากรถ แต่เธออยู่ในอาการหมดสติและได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงคือ เกาะนีจิมะ ในหมู่เกาะอิซุ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว โดยมีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงสูงถึง 485 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลของพื้นที่ดังกล่าว

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA จึงประกาศคำเตือนภัยดินถล่มระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในระบบเตือนภัย พร้อมขอให้ประชาชนเร่งหาพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้หน้าผาและหุบเขา

นอกจากนี้ ยังมีการออกคำเตือนระดับ 5 ในพื้นที่โอชิมะและโทชิมะ ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะอิซุเช่นเดียวกัน ขณะที่บางพื้นที่ของจังหวัดชิบะและไซตามะ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงโตเกียว ถูกประกาศเตือนภัยดินถล่มระดับ 4

ฝนที่ตกหนักยังส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง โดยรถไฟบางเส้นทางในกรุงโตเกียวต้องลดเที่ยวเดินรถหรือระงับการให้บริการบางส่วน ขณะที่เส้นทางยามากาตะชินคันเซ็นมีการหยุดเดินรถบางช่วง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบในการเดินทาง

ทางการญี่ปุ่นยังเปิดเผยว่า โรงเรียนหลายร้อยแห่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคคันโตและโทโฮคุ ต้องปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า พื้นที่ริมมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่นอาจยังมีฝนตกหนักเพิ่มเติม เนื่องจากมวลอากาศอุ่นและชื้นกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวปะทะอากาศเหนือเกาะฮอนชู พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง น้ำท่วม ดินถล่ม และฝนตกหนักเป็นเวลานานอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : Kyodonews

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

8 ก.ย. 2569 05:39 น.

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย เครื่องบินของ Amazon ที่ไถลออกนอกรันเวย์สนามบินไมอามี ชนกับรถยนต์ 2 คัน และผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ศพ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในรถดังกล่าว ขณะที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้กล่องดำได้แล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 นางเจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ของสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้ากรณี เครื่องบินขนส่งสินค้าของบริษัท “แอมะซอน” (Amazon) ไถลหลุดรันเวย์สนามบินไมอามี ไปชนรถยนต์จนเกิดไฟลุกไหม้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โฮเมนดีระบุว่า เที่ยวบินที่ 7598 ของ Amazon Air มีลูกเรือบนเครื่อง 2 คน โดยเดินทางมาจากเปอร์โตริโกเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนที่เครื่องจะไถลออกนอกรันเวย์ของท่าอากาศยานนานาชาติไมอามีขณะพยายามลงจอด ก่อนไปชนเข้ากับรถตู้สีขาว ยี่ห้อฟอร์ด ของบริษัททำความสะอาดแห่งหนึ่ง ซึ่งภายในมีคนนั่งอยู่ 7 คน

จากนั้นเครื่องบินได้ทะลุรั้วกั้นขอบเขตสนามบินไปชนเข้ากับรถยนต์โตโยต้า โคโรลล่า ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนลำดับที่ 67 (67th Avenue) และไปแน่นิ่งอยู่ห่างจากรันเวย์ออกไปเกือบ 400 เมตร

โฮเมนดียืนยันว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายเป็นผู้ที่อยู่ในรถยนต์ นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย โดยที่ไม่มีการเปิดเผยว่า อาการของลูกเรือ 2 คนบนเครื่องบินเป็นอย่างไร

ประธาน NTSB บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 18:00 น.วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น และยังคงปักหลักทำงานอยู่ในพื้นที่

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้กล่องดำทั้ง 2 ตัว คือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินกับอุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องนักบินได้แล้ว อย่างไรก็ตาม NTSB ยืนยันว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการกู้ร่างของผู้เสียชีวิต

ในส่วนของการสืบสวน จะมุ่งเน้นไปที่ระบบ EMAS (ระบบชะลอความเร็วปลายรันเวย์เพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์) รวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง Amazon และ 21 Air ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาขนส่งสินค้าในเที่ยวบินนี้

โฮเมนดีกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง “สะเทือนใจอย่างยิ่ง” หลังถูกนักข่าวถามถึงสภาพที่เกิดเหตุ “มันเป็นภาพที่ยากจะมอง และฉันมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับทีมกู้ภัยชุดแรกที่เข้าไปถึงเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

8 ก.ย. 2569 05:06 น.

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียเปิดสนามบินแล้ว 6 จาก 8 แห่ง ที่ถูกปิดเพราะการปะทุของภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ซึ่งทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหลายพันเที่ยว และมีผู้โดยสารติดค้างกว่า 3 แสนคน

ในช่วงเช้าตรู่วันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียประกาศเปิดให้บริการสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา กับสนามบินอื่นๆ รวม 6 แห่ง หลังต้องสั่งปิดทำการชั่วคราวนานหลายวันจากวิกฤตเถ้าถ่านภูเขาไฟ ส่งผลให้ผู้โดยสารนับแสนคนต้องตกค้าง

ภูเขาไฟ “อานัก กรากาตัว” (Anak Krakatau) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างเกาะชวาและสุมาตรา เกิดปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ่นลาวาและเถ้าถ่านภูเขาไฟกระจายสู่อากาศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน

ก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียสั่งปิดสนามบินรวม 8 แห่ง ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินเกือบ 3,000 เที่ยว และมีผู้โดยสารตกค้างสะสมกว่า 340,000 คน โดยในวันจันทร์เพียงวันเดียว สนามบินหลักในจาการ์ตามีเที่ยวบินที่ต้องยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 240 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารราว 30,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าตรู่วันอังคาร กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียอนุญาตให้สนามบินที่ถูกปิด กลับมาเปิดทำการได้แล้ว 6 แห่ง รวมถึงสนามบินหลักซูการ์โน-ฮัตตา, สนามบินฮาลิม เปอร์ดานากูซูมา (จาการ์ตา) และสนามบินฮุสเซน ซัสตราเนการา (เมืองบันดุง) ส่วนอีก 2 แห่งยังคงปิดทำการ

สายการบินต่างๆ กำลังเร่งระบายผู้โดยสารที่ตกค้างเพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ในขณะที่รัฐบาลเตรียมสนามบินสำรองไว้ 6 แห่งเพื่อรองรับเที่ยวบินที่มีกำหนดลงจอดในจาการ์ตาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว เป็นหนึ่งในภูเขาไฟ 5 แห่งในอินโดนีเซีย ที่อยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอันดับ 2

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิในขณะนี้ ต่างจากเหตุการณ์ปี 2561 ที่ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ปะทุรุนแรงจนทำให้โครงสร้างด้านข้างของภูเขาไฟพังถล่มลงสู่ทะเล กลายเป็นคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 437 ศพ และบาดเจ็บนับพันคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

8 ก.ย. 2569 03:14 น.

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

เหตุอาคารซึ่งถูกใช้เป็นหอพักนักศึกษาในกรุงนิวเดลีพังถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุอาคารสูง 5 ชั้นพังถล่มในกรุงนิวเดลี เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 7 ศพแล้ว ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีก 12 ราย ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจจะยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

อาคารดังกล่าวมีชื่อว่า “โฮสเทล เดซ” (Hostel Daze) ซึ่งเป็นหอพักนักศึกษาในย่านสัตยา นิเกตัน (Satya Niketan) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงนิวเดลี พังถล่มลงมาเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ท่ามกลางรายงานว่ามีนักศึกษาหลายสิบชีวิตอยู่ในอาคารขณะเกิดเหตุ

นางเรขา กุปตา มุขมนตรีรัฐเดลีระบุว่า อาคารหลังนี้พังถล่มเนื่องจากมีน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีการดัดแปลงขุดเจาะพื้นที่บริเวณชั้นใต้ดินเพื่อเพิ่มพื้นที่หอพัก ซึ่งเมื่อเจอฝนตกหนักสะสมทำให้โครงสร้างอาคารที่มีอายุราว 40-50 ปี เกิดการทรุดตัวและถล่มลงมา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจตามจับกุมเจ้าของอาคารดังกล่าวได้แล้ว พร้อมสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเทศบาลนครเดลี (MCD) 5 ราย ฐานปล่อยปละละเลย ทั้งยังสั่งอพยพและเตรียมทุบอาคารข้างเคียงทิ้งเพื่อความปลอดภัยด้วย

เจ้าหน้าที่กองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) เร่งใช้อุปกรณ์ตัดเหล็กและขุดเคลียร์ซากอิฐปูนของอาคารเพื่อตามหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากวันเกิดเหตุตรงกับวันอาทิตย์ทำให้มีนักศึกษาพักผ่อนอยู่ในห้องเป็นจำนวนมาก และมีผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้ซากตึกก่อนที่เจ้าหน้าที่มาถึง

ด้านกลุ่มสหภาพนักศึกษาออกมาร้องเรียนแล้วว่า หอพักเอกชนในย่านดังกล่าวมักมีสภาพแออัด ทรุดโทรม ขาดการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย แต่นักศึกษาจำเป็นต้องเช่าอยู่เนื่องจากหอพักของมหาวิทยาลัยมีไม่เพียงพอรองรับนักศึกษา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

8 ก.ย. 2569 01:55 น.

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ทรงยืนยันว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ที่เพิ่งตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่อังกฤษ จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในนามของราชวงศ์ และต้องพึ่งพาตนเองทางการเงิน

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 สำนักพระราชวังอังกฤษส่งจดหมายในนามสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อชี้แจงสถานะอย่างเป็นทางการของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ หลังทั้งคู่ย้ายจากแคลิฟอร์เนียกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรพร้อมพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบต

จดหมายจากสมุหราชมนตรีระบุชัดเจนว่า ทั้งเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนยังคงเป็น “พลเรือนส่วนบุคคล” ไม่สามารถใช้คำนำหน้านาม “His/Her Royal Highness” (HRH) ได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติพระกรณียกิจในนามของราชวงศ์

นอกจากนั้น ข้อตกลงแซนดริงแฮมปี 2563 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะยังคงมีผลบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “กึ่งปฏิบัติหน้าที่กึ่งทำธุรกิจ” และทั้งคู่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชนอีกต่อไป ต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

กิจกรรมหรือภารกิจการกุศลใดๆ ที่ทั้งคู่จะเข้าร่วมหลังจากนี้ (รวมถึงการสนับสนุนการแข่งขัน Invictus Games) ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล และจะไม่ได้รับการรับรองเป็นภารกิจของราชวงศ์ หากหน่วยงานใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการต้อนรับหรือการใช้งบประมาณสาธารณะ ให้ติดต่อพระราชวังบักกิงแฮมโดยตรง

ประเด็นการอารักขาความปลอดภัยในสหราชอาณาจักร ยังคงอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการ Ravec และสำนักงานตำรวจที่เกี่ยวข้อง เมื่อไม่ได้อยู่ในขอบเขตของพระราชวัง

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา เดินทางกลับมาถึงสหราชอาณาจักรแล้วในวันอังคารที่ 26 ส.ค.โดยเชื่อกันว่า ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต นั่งเครื่องบินส่วนพระองค์จากรัฐแคลิฟอร์เนียมายังเมืองเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ

การเดินทางกลับอังกฤษของเจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สื่อในอังกฤษประโคมข่าวว่า พระองค์กับเมแกนจะพาครอบครัวย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ แต่จะอาศัยอยู่ในอังกฤษในฐานะเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ได้ทำงานให้ราชวงศ์

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนย้ายกลับมาอยู่อังกฤษ หลังจากแตกหักกับราชวงศ์วินเซอร์เมื่อปี 2563 โดยสำนักข่าว บีบีซี ระบุว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับแจ้งเรื่องการย้ายกลับครั้งนี้เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดเริ่มมีเจ้าชายแฮร์รี่ปรากฏตัวครั้งแรกที่สตูดิโอรายการทีวีและพอดแคสต์ในลอนดอนแล้ว ขณะที่มีรายงานว่าพระโอรสและพระธิดาจะเข้าโรงเรียนในอังกฤษ และเมแกนอาจพิจารณากลับมารับงานแสดงอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

8 ก.ย. 2569 00:00 น.

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

ทางการรัสเซียกับเกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่งสายแรก ที่เชื่อมระหว่างชายแดนแคบๆ ของทั้งสองประเทศ โดยระบุว่า สะพานนี้จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 ทางการรัสเซียและเกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดสะพานรถยนต์บริเวณชายแดนร่วมอันคับแคบของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลเครมลินกับเปียงยาง ซึ่งถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ท่ามกลางสงครามยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่

ปัจจุบันรัสเซียและเกาหลีเหนือมีการเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟและทางอากาศอยู่แล้ว แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีสะพานรถวิ่งเชื่อมต่อกันทางบก

รัฐบาลรัสเซียระบุว่า สะพานแห่งใหม่ซึ่งข้ามแม่น้ำตูเมน (Tumen) ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ “การเติบโตของการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยสามารถรองรับยานพาหนะสัญจรได้สูงสุดถึง 300 คันต่อวัน”

“การเปิดเส้นทางรถยนต์สายแรกนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศพันธมิตรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชุสติน แห่งรัสเซีย กล่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในพิธีเปิดสะพาน

วิดีโอที่เผยแพร่โดยรัฐบาลรัสเซียแสดงให้เห็นภาพรถบรรทุกจากทั้งสองฝั่งกำลังขับข้ามสะพาน โดยมีประชาชนยืนเรียงรายตามริมถนนร่วมปรบมือแสดงความยินดี

ทั้งนี้ รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทหารและเศรษฐกิจอย่างมากนับตั้งแต่มอสโกเปิดฉากบุกยูเครน

เกาหลีเหนือได้ส่งกองกำลังทหารหลายพันนายไปยังรัสเซียในปี 2567 เพื่อช่วยต้านทานการบุกรุกของยูเครนในแคว้นคูร์สค์ (Kursk) ขณะที่รัฐบาลเคียฟกล่าวหารัสเซียว่าใช้ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในการโจมตีทางอากาศยามค่ำคืนมาตลอด

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันในปี 2567 ซึ่งกำหนดให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเดี่ยวและปกครองด้วยระบอบกดขี่มากที่สุดในโลก ยังคงสั่งห้ามพลเมืองส่วนใหญ่ออกนอกประเทศ และเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างเข้มงวด แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางไปยังเกาหลีเหนือจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna