ไฟไหม้โรงแรมกลางนิวเดลี ดับอย่างน้อย 21 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

ไฟไหม้โรงแรมกลางนิวเดลี ดับอย่างน้อย 21 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

3 มิ.ย. 2569 15:13 น.

ไฟไหม้โรงแรมกลางนิวเดลี ดับอย่างน้อย 21 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงแรมกึ่งบีแอนด์บีในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก พบผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นญาติผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางมารักษาตัว

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นที่โรงแรม “ฟลอริช สเตย์ บีแอนด์บี” (Flourish Stay B&B) ตั้งอยู่ภายในซอยแคบย่านเฮาซ์ รานี เขตมัลวิยานคร ทางตอนใต้ของกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (3 มิ.ย.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลาประมาณ 08.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น จึงได้ประสานงานนำรถดับเพลิงจำนวน 8 คัน รถบรรทุกน้ำ และรถตอบโต้ภัยพิบัติรวดเร็วรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อวางแผนกู้ภัย อพยพ และบรรเทาสาธารณภัยทันที ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมและดับเพลิงได้สำเร็จแล้ว แต่ยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าในช่วงเกิดเหตุซึ่งเป็นช่วงเช้าตรู่ ผู้เข้าพักส่วนใหญ่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่

รายงานล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 21 ศพ และเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้มากกว่า 40 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากชั้นใต้ดินของร้านอาหาร “เลมอน กรีน”  ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกันจำนวน 3 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงด้วยรถพยาบาลฉุกเฉินทันที ขณะนี้ยังไม่ทราบอาการที่แน่ชัด

พยานในที่เกิดเหตุและคลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์สุดระทึก ขณะที่เปลวเพลิงและควันไฟกำลังโหมกระหน่ำอาคารขนาด 25 ห้องพักอย่างรุนแรง มีผู้หญิงอย่างน้อย 2 ราย ตัดสินใจกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นบนของโรงแรมลงมายังพื้นถนนเบื้องล่างเพื่อเอาชีวิตรอด โดยมีชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือและพยายามนำฟูกนอนมาปูรองรับแรงกระแทก

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า โรงแรมดังกล่าวมีแขกเข้าพักอยู่ประมาณ 40 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ชาวต่างชาติ” จากภูมิภาคเอเชียกลางและแอฟริกา ที่เดินทางมายังประเทศอินเดียเพื่อรับการรักษาพยาบาล โดยผู้เข้าพักเหล่านี้เป็นญาติและผู้ดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแม็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว โดยระบุว่า “โศกเศร้าเป็นอย่างยิ่งต่อความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ที่มัลวิยา นคร ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย และขอให้ผู้บาดเจ็บหายดีโดยเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่” พร้อมกันนี้ นายกฯ โมดี ได้ประกาศมอบเงินชดเชยเยียวยาจากกองทุนบรรเทาทุกข์แห่งชาติ ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 200,000 รูปี (ประมาณ 87,000 บาท) และผู้บาดเจ็บรายละ 50,000 รูปี (ประมาณ 22,000 บาท)

ด้าน นางเรขา คุปตา มุขมนตรีแห่งกรุงนิวเดลี ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียเช่นกัน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลท้องถิ่นเดลีกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขระดมความช่วยเหลือทางการแพทย์และการสนับสนุนที่จำเป็นทั้งหมดแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง

สำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัดในขณะนี้.

ที่มา Hindustan Times / NDTV

โดรนยูเครนโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไฟไหม้คลังน้ำมัน-ฐานทัพ รับงานประชุมเศรษฐกิจใหญ่

โดรนยูเครนโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไฟไหม้คลังน้ำมัน-ฐานทัพ รับงานประชุมเศรษฐกิจใหญ่

3 มิ.ย. 2569 14:45 น.

โดรนยูเครนโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไฟไหม้คลังน้ำมัน-ฐานทัพ รับงานประชุมเศรษฐกิจใหญ่

โดรนยูเครนบุกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและทหารในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ส่งผลให้คลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียและฐานทัพเรือเกิดไฟไหม้ ท่ามกลางการเปิดฉากงานประชุมเศรษฐกิจระดับโลก SPIEF ที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดเข้าร่วม

ทางการรัสเซียและยูเครนเปิดเผยว่า เกิดเหตุฝูงโดรนของกองทัพยูเครนบุกโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลังงานในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทางตอนเหนือของรัสเซียอย่างหนักในช่วงเช้ามืดของวันพุธ (3 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดฉากงานประชุมเศรษฐกิจระดับนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (SPIEF)

รายงานระบุว่า แรงระเบิดส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่คลังน้ำมัน “เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ออยล์ เทอร์มินอล” ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย นอกจากนี้ โดรนส่วนหนึ่งยังพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพเรือโครนสตัดท์ ที่ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกันอีกด้วย

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่แขก 20,000 คนจาก 130 ประเทศทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมงานประชุมเศรษฐกิจ 3 วัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นเวทีหลักที่รัสเซียใช้ในการดึงดูดนักลงทุนตะวันตก โดยเซอร์ฮีย์ สเตอร์เนนโก ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน ได้โพสต์คลิปวิดีโอภาพของผู้ร่วมงานกำลังเดินเข้าสู่อาคารจัดงาน โดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมระบุว่า “ฟอรัมเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเปิดฉากได้อย่างสวยงามด้วยกลุ่มควันดำจากการโจมตีของยูเครน”

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมายอมรับและยืนยันถึงผลสำเร็จของปฏิบัติการดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอคลังน้ำมันที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อย่างหนักผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า “แผนการคว่ำบาตรระยะไกลของยูเครนกำลังถูกนำมาใช้และดำเนินไปอย่างถูกต้องตามที่จำเป็น เพื่อนำพาความสงบสุขให้ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนระบุเสริมว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางและลดความน่าเชื่อถือของงานประชุมทางเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย มีกำหนดการที่จะเดินทางมาร่วมงานและขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในวันศุกร์นี้ด้วย

ด้านนายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยอมรับว่ามีโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งได้รับความเสียหายจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ขณะที่ นายอเล็กซานเดอร์ โดรซเดนโก ผู้ว่าการภูมิภาคเลนินกราด รายงานว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดโดรนตกในพื้นที่ได้ถึง 50 ลำ อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบให้ท่าอากาศยานปูลโกโว ซึ่งเป็นสนามบินหลักของเมืองต้องสั่งปิดให้บริการชั่วคราวนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้เที่ยวบินขาออกมากกว่า 20 เที่ยวบินต้องดีเลย์หรือถูกยกเลิก

ปฏิบัติการล้างแค้นของยูเครนในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่กองทัพรัสเซียระดมยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มยูเครนครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 23 ศพทั่วประเทศ

นอกจากเหตุโจมตีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแล้ว มีรายงานเพิ่มเติมจากช่องทางทวิตเตอร์และเทเลแกรมในรัสเซียว่า ในคืนวันที่ 2-3 มิ.ย. โรงงานโปรเกรส ในเมืองมิชูรินสค์ เขตตัมบอฟ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์สำหรับระบบควบคุมเครื่องบินและขีปนาวุธของกองทัพรัสเซีย ก็ตกเป็นเป้าหมายและถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการโจมตีระยะไกลของยูเครนที่สามารถรุกคืบเข้าสู่ส่วนลึกของแผ่นดินรัสเซียได้อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน.

ที่มา Euronews / Ukrainska Pravda

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ 10% หรือ 12.5% รวม “ไทย” ชี้ล้มเหลวสกัดสินค้าแรงงานบังคับ

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ 10% หรือ 12.5% รวม "ไทย" ชี้ล้มเหลวสกัดสินค้าแรงงานบังคับ

3 มิ.ย. 2569 14:05 น.

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ 10% หรือ 12.5% รวม “ไทย” ชี้ล้มเหลวสกัดสินค้าแรงงานบังคับ

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก 10% หรือ 12.5% รวมถึงไทย หลังผลสอบสวนตามมาตรา 301 ชี้ว่าหลายประเทศล้มเหลวในการห้ามและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ โดยสหรัฐฯ มองว่าการปล่อยให้สินค้าดังกล่าวเข้าสู่ตลาดสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานและผู้ผลิตอเมริกัน

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศการตัดสินใจภายใต้มาตรา 301  แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ระบุว่า การดำเนินการ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ล้มเหลวในการสั่งห้ามและบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการกระทำที่ “ไม่สมเหตุสมผล” และเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการพาณิชย์ของสหรัฐฯ

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แถลงว่า “การที่พันธมิตรทางการค้าที่สำคัญที่สุดของเรา ล้มเหลวในการจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ สิ่งนี้สร้างกลไกที่บีบให้แรงงานชาวอเมริกันต้องแข่งขันในเวทีโลกบนสนามที่ไม่เท่าเทียม เราจะไม่ยอมทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป พันธมิตรแต่ละรายต้องทำมากกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลก”

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการฟื้นฟูกำแพงภาษีฉุกเฉินขึ้นมาใหม่ หลังจากมาตรการภาษีเดิมถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้เป็นโมฆะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการประกาศครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

จากการสอบสวนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 ยูเอสทีอาร์ได้แยกกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อเสนออัตราภาษีเพิ่มเติม โดยกลุ่มที่ 1 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 10% รวม 15 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่มีมาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่บ้าง หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้ผ่านข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน เช่น ข้อตกลง USMCA ได้แก่ แคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, มาเลเซีย, ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร

ส่วนกลุ่มที่ 2 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% รวม 45 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย เป็นกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวทั้งในการออกข้อบัญญัติสั่งห้าม และขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บราซิล และเวียดนาม 

นอกจากนี้ ยูเอสทีอาร์ยังระบุเหตุผล 4 ประการที่ทำให้พฤติกรรมของประเทศเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผล คือ (1) ทำลายเป้าหมายสากลในการขจัดแรงงานบังคับ (2) เปิดทางให้บริษัทที่ใช้แรงงานบังคับสามารถผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า ส่งผลให้กลไกตลาดบิดเบือน (3) ทำลายความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ไม่ใช้แรงงานบังคับ และ (4) มีส่วนช่วยให้เกิดการลักลอบหลีกเลี่ยงกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ จะมีการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับสินค้าบางประเภทตามที่ระบุในภาคผนวก เช่น สินค้ากลุ่มพลังงาน, แร่ธาตุหายาก รวมถึงโลหะบางประเภท, เนื้อวัว, กาแฟ, ผักและผลไม้บางชนิด, ผลิตภัณฑ์ยา, สารเคมีอินทรีย์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน

นอกจากนี้ USTR ยังได้เสนอ “กลไกสำหรับสินค้าสิ่งทอ”  ซึ่งจะอนุญาตให้นำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดจากบางประเทศ เข้าสู่สหรัฐฯ ได้ในอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ

มาตรการนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของทั้ง 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคการส่งออกของไทยจำเป็นต้องติดตามผลการสืบสวนและการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้อย่างใกล้ชิด.

ที่มา USTR / Reuters

นิวยอร์กเร่งล่ากลุ่มคนปริศนา แอบมุดท่อระบายน้ำยามวิกาล

นิวยอร์กเร่งล่ากลุ่มคนปริศนา แอบมุดท่อระบายน้ำยามวิกาล

3 มิ.ย. 2569 11:59 น.

นิวยอร์กเร่งล่ากลุ่มคนปริศนา แอบมุดท่อระบายน้ำยามวิกาล

ชาวนิวยอร์กและเจ้าหน้าที่กำลังพยายามไขปริศนา หลังมีคลิปวิดีโอหลายเหตุการณ์บันทึกภาพกลุ่มคนลึกลับเดินเข้าออกระบบท่อระบายน้ำใต้ดินกลางดึกในย่านบรูกลินและควีนส์ โดยตำรวจเชื่อว่าอาจเป็นกลุ่มนักล่าสมบัติหรือผู้ชื่นชอบการสำรวจพื้นที่ร้างใต้ดิน

เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในนครนิวยอร์ก หลังจากมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดหลายจุดที่บันทึกภาพกลุ่มคนลึกลับ แอบเปิดฝาท่อระบายน้ำ เพื่อลงไปและขึ้นมาจากระบบท่อระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ของเมืองในช่วงกลางดึก

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค.) ในย่านวิลเลียมส์เบิร์ก เขตบรูกลิน กล้องบันทึกภาพกลุ่มคนประมาณ 7 คน กำลังโผล่ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำกลางสี่แยก ท่ามกลางรถยนต์ที่สัญจรไปมา โดยบางคนสวมไฟฉายคาดศีรษะและถืออุปกรณ์ที่ดูเหมือนพลั่ว มีรายงานว่าหนึ่งในนั้นเกือบถูกรถชนขณะกำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากใต้ดิน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ในเขตควีนส์ กล้องวงจรปิดของร้านแต่งรถแห่งหนึ่งยังจับภาพคน 3 คน สวมชุดลุยน้ำแบบกันน้ำ และอุปกรณ์ป้องกันครบชุด ช่วยกันแงะฝาท่อและปีนลงไปด้านล่าง โดยคนสุดท้ายไม่ลืมที่จะปิดฝาท่อให้สนิทขณะที่รถยนต์บนท้องถนนกำลังชะลอตัวดูด้วยความมึนงง

สำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) และแหล่งข่าวจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า กลุ่มคนเหล่านี้อาจเป็น “นักล่าสมบัติ” หรือกลุ่มนักสำรวจเมือง ที่พยายามลงไปค้นหาของมีค่าที่อาจหล่นหายลงไปในระบบท่อระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย และอาจถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์หรือบุกรุกพื้นที่หวงห้ามหากถูกจับกุม

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พบว่าโครงสร้างพื้นฐานของท่อระบายน้ำในจุดที่เกิดเหตุยังไม่ได้รับความเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

โฆษกสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเตือนผ่านสื่อว่า “การลงไปในระบบท่อระบายน้ำเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและอันตรายถึงขีดสุด” เนื่องจากภายในท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยภัยเงียบที่อาจคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซพิษที่สะสมอยู่ใต้ดินอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น นอกจากนั้น พื้นผิวใต้ดินอาจมีการกัดเซาะหรือพังทลายได้ง่าย และหากมีฝนตกหรือการระบายน้ำมหาศาล ผู้ที่อยู่ด้านล่างจะไม่มีทางหนีได้ทัน ส่วนสภาพพื้นที่ที่แคบและซับซ้อนทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีกรณีสะเทือนขวัญที่มีหญิงรายหนึ่งตกลงไปในท่อระบายน้ำที่ฝาปิดไม่สนิทในย่านมิดทาวน์แมนแฮตตันจนเสียชีวิต ทำให้ชาวเมืองยิ่งมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของฝาท่อทั่วเมือง

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวได้หลบหนีไปด้วยยานพาหนะไม่ทราบชนิดหลังเสร็จสิ้นภารกิจใต้ดิน ซึ่งทางตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อระบุตัวตนกลุ่มคนปริศนาเหล่านี้ต่อไป.

ที่มา AP / BBC

ตำรวจอังกฤษฉาว ใส่กุญแจมือวัยรุ่นถูกแทงจนตาย หลังหลงเชื่อคำลวง “เหยียดผิว” จากฆาตกร

ตำรวจอังกฤษฉาว ใส่กุญแจมือวัยรุ่นถูกแทงจนตาย หลังหลงเชื่อคำลวง "เหยียดผิว" จากฆาตกร

3 มิ.ย. 2569 11:30 น.

ตำรวจอังกฤษฉาว ใส่กุญแจมือวัยรุ่นถูกแทงจนตาย หลังหลงเชื่อคำลวง “เหยียดผิว” จากฆาตกร

อังกฤษเผชิญกระแสถกเถียงร้อนแรงเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ ประเด็นเชื้อชาติ และอาชญากรรมจากอาวุธมีคม หลังคลิปจากกล้องติดตัวตำรวจเผยให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือวัยรุ่นชายวัย 18 ปีที่ถูกแทงสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังเชื่อคำกล่าวหาเหยียดเชื้อชาติของผู้ก่อเหตุที่ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ 

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั่วสหราชอาณาจักร สำหรับคดีการเสียชีวิตของนายเฮนรี โนวัค นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 18 ปี ที่ถูกแทงเสียชีวิตโดยนายวิกครัม ดิกวา วัย 23 ปี เหตุเกิดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหลังจากศาลตัดสินจำคุกนายดิกวาตลอดชีวิต และมีการเปิดเผยคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวตำรวจ ที่แสดงให้เห็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ 

ในคลิปวิดีโอ โนวัคซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น พยายามบอกตำรวจซ้ำๆ ว่า “ผมถูกแทง” และ “ผมหายใจไม่ออก” รวมกว่า 9 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเข้ามารวบข้อมือ ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อใส่กุญแจมือ โดยมีคำพูดจากเจ้าหน้าที่ปรากฏในคลิปว่า “นายถูกแทงเหรอ? ตรงไหนล่ะ? ฉันไม่คิดว่างั้นนะเพื่อน” ก่อนจะแจ้งข้อหาโนวัคว่าถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกาย ขณะที่เขากำลังหมดสติ

สาเหตุที่ตำรวจพุ่งเป้าไปที่ผู้ตาย แทนที่จะเป็นฆาตกร เนื่องจากในที่เกิดเหตุ วิกครัม ดิกวา ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นชาวซิกข์ ได้โกหกตำรวจว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายโดยมีการเหยียดเชื้อชาติจากนายโนวัค ซึ่งเป็นคนผิวขาว แต่เจ้าหน้าที่ในขณะนั้นดูจะปักใจเชื่อคำอ้างของนายดิกวาในทันที อย่างไรก็ตาม ศาลระบุชัดเจนว่าคำกล่าวอ้างเรื่องการเหยียดผิวของดิกวาเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

ประเด็นนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงนโยบาย “พันธกรณีต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ” (Anti-racism commitments) ของสภาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (NPCC) ที่เสนอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์แตกต่างออกไปเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม โดยฝ่ายค้านและนักการเมืองหลายฝ่ายมองว่า นโยบายนี้ทำให้ตำรวจกลัวการถูกหาว่าเหยียดผิว จนละเลยข้อเท็จจริงตรงหน้าและล้มเหลวในการช่วยชีวิตผู้ที่กำลังจะตาย

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาเปิดเผยว่าเขารู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อได้ดูวิดีโอดังกล่าว และระบุว่า “มีคำถามสำคัญที่ตำรวจต้องตอบ ว่าการกล่าวหาเรื่องเหยียดผิวส่งผลต่อการตัดสินใจในกรณีนี้อย่างไร”

ขณะที่ ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรครีฟอร์ม ยูเค กล่าวด้วยความโกรธแค้นว่า “นี่คือหลักฐานของอังกฤษที่มีมาตรฐานการทำงานแบบสองมาตรฐาน คำลวงเรื่องเหยียดผิวกลับมีน้ำหนักมากกว่าชีวิตของคนที่กำลังจะตาย”

ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการประท้วงรุนแรงในเมืองเซาแทมป์ตัน มีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนปะทะกับตำรวจปราบจลาจล มีการขว้างปาอิฐและถังขยะใส่เจ้าหน้าที่ จนรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมต้องออกมาประณามการฉวยโอกาสใช้ความตายของโนวัคมาสร้างความแตกแยก

ครอบครัวของโนวัค ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำของตำรวจต่อลูกชายของเขานั้น “ไร้มนุษยธรรมและเป็นการลดทอนศักดิ์ศรี” อย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม พ่อของโนวัคย้ำว่าไม่อยากให้ความตายของลูกชายถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติหรือศาสนา เพราะคดีนี้คือ “คดีฆาตกรรม” ไม่ใช่เรื่องของศาสนาซิกข์

ปัจจุบัน สำนักงานอิสระเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ (IOPC) กำลังเร่งสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นลาออกไปแล้ว ส่วนอีกสามรายยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขณะที่อัยการสูงสุดกำลังพิจารณาทบทวนโทษจำคุกของนายดิกวาตามคำร้องเรียนว่าบทลงโทษเบาเกินไป เมื่อเทียบกับพฤติการณ์การฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและความพยายามบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม.

ที่มา BBC / Reuters

ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

3 มิ.ย. 2569 11:26 น.

ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 3.1 ล้านล้านเยน หวังบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เตรียมอุดหนุนราคาน้ำมันเชืิ้อเพลิง-ค่าครองชีพประชาชน

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมวงเงิน 3.1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 6.9 แสนล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่ได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยมาตรกานี้ประกอบด้วยการจัดตั้งกองทุนสำรองใหม่มูลค่า 2.5 ล้านล้านเยน สำหรับใช้สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยคาดว่าจะถูกนำมาใช้ตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นลำดับแรก

นอกจากนี้รัฐบาลยังอนุมัติแผนจัดหาเงินทุนสำรองสำหรับงบประมาณ ซึ่งจะต้องอาัยการกู้ยืมเพิ่มเติมแม้ว่าจะมีการออกพันธบัตรเพิ่มเติม แต่รัฐบาลระบุว่าปริมาณพันธบัตรที่จะเข้าสู่ตลาดโดยรวมจะไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะยกเลิกการใช้วงเงินกู้บางส่วนที่ได้รับอนุมัติไว้ในงบประมาณปีก่อน โดยร่างงบประมาณนี้ถูกส่งเข้าสู่รัฐสภาเมื่อวันพุธ และคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในวันศุกร์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มเหลือ 1% เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2570 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

ทางด้านนางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ยืนยันว่ามาตรการที่ออกมาจะไม่สร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร เนื่องจากปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาดโดยรวมจะไม่เพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อว่าสามารถดำเนินมาตรการนี้ได้โดยไม่กระทบต่อตลาด.

ที่มา Japan Times

สิงคโปร์อายุยืน อายุขัยเฉลี่ยพุ่งแตะ 83.9 ปี สูงกว่าก่อนโควิด ชี้ประชากรสุขภาพดีขึ้น

สิงคโปร์อายุยืน อายุขัยเฉลี่ยพุ่งแตะ 83.9 ปี สูงกว่าก่อนโควิด ชี้ประชากรสุขภาพดีขึ้น

3 มิ.ย. 2569 11:25 น.

สิงคโปร์อายุยืน อายุขัยเฉลี่ยพุ่งแตะ 83.9 ปี สูงกว่าก่อนโควิด ชี้ประชากรสุขภาพดีขึ้น

คนสิงคโปร์มีอายุยืนขึ้นต่อเนื่องในรอบ 10 ปี โดยผู้สูงอายุ 65 ปี มีแนวโน้มมีชีวิตอยู่ได้ถึงเกือบ 87 ปี ขณะที่ผู้หญิงยังครองสถิติอายุยืนกว่าผู้ชาย

สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า อายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดของประชากรสิงคโปร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 83.9 ปี เพิ่มขึ้น 0.2 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 1 ปี เมื่อเทียบกับปี 2015 ที่อยู่ที่ 82.9 ปี

ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2019 อายุขัยเฉลี่ยของชาวสิงคโปร์อยู่ที่ 83.7 ปี

รายงานระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 65 ปีในปี 2025 มีแนวโน้มจะมีชีวิตอยู่ต่อได้จนถึงอายุเฉลี่ย 86.6 ปี เพิ่มขึ้น 0.2 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 0.8 ปี เมื่อเทียบกับปี 2015

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ระบุว่า ตัวเลขอายุขัยเป็นการคำนวณจากอัตราการเสียชีวิตในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนแนวโน้มอายุยืนของประชากร แต่ไม่ได้รวมปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านอัตราการเสียชีวิตในอนาคต

เมื่อแยกข้อมูลตามเพศยังพบว่า ผู้ชายสิงคโปร์มีอายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดในปี 2025 อยู่ที่ 81.8 ปี เพิ่มขึ้น 0.3 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 1.3 ปีจากปี 2015 ที่อยู่ที่ 80.5 ปี ขณะที่ผู้หญิงสิงคโปร์มีอายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดอยู่ที่ 86 ปี เพิ่มขึ้น 0.2 ปีจากปี 2024 และเพิ่มขึ้น 0.9 ปีจากปี 2015

สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปี ผู้ชายมีแนวโน้มจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุเฉลี่ย 84.9 ปี ส่วนผู้หญิงมีแนวโน้มอยู่ได้ถึง 88.1 ปี

นอกจากนี้ รายงานยังพบว่า อัตราการรอดชีวิตของเด็กแรกเกิดในสิงคโปร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2015-2025

เด็กผู้ชายแรกเกิดมีโอกาสมีชีวิตถึงอายุ 65 ปีเพิ่มขึ้นจาก 89% เป็น 90.3% และมีโอกาสอยู่ถึงอายุ 85 ปีเพิ่มขึ้นจาก 42.3% เป็น 47.6%

ส่วนเด็กผู้หญิงแรกเกิดมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า โดยมีโอกาสอยู่ถึงอายุ 65 ปีเพิ่มจาก 93.6% เป็น 94.4% และมีโอกาสอยู่ถึงอายุ 85 ปีเพิ่มจาก 59% เป็น 64.3%.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ ทลายอุโมงค์ลับเชื่อมเม็กซิโก ยึดโคเคนกว่า 1 ตัน มูลค่า 1,400 ล้าน

สหรัฐฯ ทลายอุโมงค์ลับเชื่อมเม็กซิโก ยึดโคเคนกว่า 1 ตัน มูลค่า 1,400 ล้าน

3 มิ.ย. 2569 10:49 น.

สหรัฐฯ ทลายอุโมงค์ลับเชื่อมเม็กซิโก ยึดโคเคนกว่า 1 ตัน มูลค่า 1,400 ล้าน

หน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายอุโมงค์ลับใต้ดินเชื่อมเม็กซิโก-สหรัฐฯ ที่ถูกใช้ลำเลียงโคเคนมูลค่ากว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,470 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อหาผู้ต้องหา 4 ราย หลังสืบสวนนานหลายเดือน พบอุโมงค์มีระบบไฟฟ้า รางขนส่ง และระบบระบายอากาศครบครัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยผลการสืบสวนคดียาเสพติดข้ามชาติครั้งสำคัญ หลังหน่วยปฏิบัติการร่วมด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Task Force) ค้นพบอุโมงค์ลับใต้ดินขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างเมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก กับย่านโอเตย์ เมซา ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 4 คน ในข้อหาสมคบคิดลักลอบขนส่งและจำหน่ายยาเสพติด

อุโมงค์ดังกล่าวมีความยาวประมาณ 589 เมตร ลึกเกือบ 17 เมตร และมีความสูงประมาณ 1.4 เมตร ภายในติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ รางลำเลียงสินค้า และผนังเสริมความแข็งแรงอย่างดี โดยเชื่อมต่อจากเมืองติฮัวนาเข้าสู่ร้านค้าชื่อ “Buy 4 Less” ใกล้ด่านพรมแดนโอเตย์ เมซา หนึ่งในจุดผ่านแดนที่มีการสัญจรคับคั่งที่สุดของสหรัฐฯ

ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ประกอบด้วย เกรกอริโอ เอพิฟานิโอ เอร์นานเดซ โลเปซ และ โฮเซ ฆิเมเนซ ชาวเมืองซานดิเอโก รวมถึง แบรนดอน เอสกาลันเต ซานโดวัล และ อันโตนิโอ คอร์เตซ ชาวเม็กซิโก โดยเอร์นานเดซถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีสมคบคิดใช้อุโมงค์ข้ามพรมแดนและนำเข้าสารเสพติดผิดกฎหมาย

การสืบสวนเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 หลังเจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติภายในร้าน Buy 4 Less ซึ่งแทบไม่มีลูกค้าเข้าใช้บริการ แต่กลับมีบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้าออกสถานที่อย่างสม่ำเสมอ และขนกระเป๋าเดินทางจำนวนมากเข้าออกอาคาร รวมถึงข้ามพรมแดนไปยังเม็กซิโก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตเห็นการลำเลียงตู้แช่แข็งขนาดใหญ่และพัสดุต้องสงสัยระหว่างรถหลายคันในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนที่ตำรวจและสุนัขดมกลิ่นจะเข้าตรวจค้นและพบโคเคนจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ภายใน

จากการตรวจค้นรถบรรทุก 2 คันและรถตู้อีก 1 คัน เจ้าหน้าที่พบพัสดุบรรจุโคเคนรวม 851 ห่อ น้ำหนักรวมกว่า 1,029 กิโลกรัม หรือมากกว่า 1 ตัน โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายหลังการยึดยาเสพติด ศาลได้อนุมัติหมายค้นร้าน Buy 4 Less และอาคารอีกแห่งที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จึงค้นพบทางออกของอุโมงค์ลับซึ่งถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นห้องเก็บสินค้า และเข้าถึงได้ด้วยระบบลิฟต์ไฮดรอลิกที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน

นายเควิน เมอร์ฟี รักษาการเจ้าหน้าที่พิเศษประจำหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในซานดิเอโก ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีครั้งสำคัญต่อเครือข่ายค้ายาเสพติดของแก๊งค้ายา “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” (Jalisco New Generation) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเม็กซิโก

ด้านเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ และสำนักงานนายอำเภอซานดิเอโก ต่างย้ำว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถทำลายเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดนได้สำเร็จ

ข้อมูลของทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา มีการค้นพบอุโมงค์ใต้ดินข้ามพรมแดนในเขตรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้แล้ว 99 แห่ง โดย 28 แห่งจัดเป็นอุโมงค์ที่มีความซับซ้อนสูง ขณะที่อุโมงค์ที่ยังใช้งานอยู่ล่าสุดถูกค้นพบเมื่อปี 2022

ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนมีกำหนดขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในเมืองซานดิเอโกต่อไป ขณะที่การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินต่อเนื่อง.

ที่มา US Attorney CAS

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

3 มิ.ย. 2569 09:03 น.

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักจากพายุโซนร้อนกำลังแรง “ชังมี” หลังขึ้นฝั่งจังหวัดวากายามะก่อนเคลื่อนตัวสู่ภูมิภาคคันโตและโทไก ทางการออกคำเตือนอพยพหลายพื้นที่ เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม ขณะที่กรุงโตเกียวเฝ้าระวังแม่น้ำหลายสายเอ่อล้นตลิ่ง ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เปิดเผยว่า พายุโซนร้อนกำลังแรง “ชังมี” (Jangmi) ยังคงส่งผลให้หลายพื้นที่ของญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายจังหวัด โดยพายุชังมีขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดวาคายามะ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเคลื่อนตัวไปทางภูมิภาคคันโต-โคชิน โดยล่าสุดกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่คันโต และภูมิภาคโทไก

ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้ปรับลดคำเตือนฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับแม่น้ำโคซางาวะในจังหวัดวากายามะลงมาอยู่ที่ระดับ 2 หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันได้เพิ่มพื้นที่อิซุ ในจังหวัดชิซูโอกะ เข้าในรายชื่อพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มเมฆฝนกำลังแรง พร้อมเตือนประชาชนให้ระวังดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน

สำหรับกรุงโตเกียว ทางการได้ออกคำเตือนระดับ 4 เกี่ยวกับความเสี่ยงน้ำท่วมในแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ คันดะ เมกุโระ เซ็มปุกุจิ โนะกาวะ และเซ็นกาวะ ซึ่งเป็นระดับที่แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพออกจากพื้นที่อันตราย.

ที่มา NHK

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

3 มิ.ย. 2569 08:49 น.

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย มีคำสั่งปลดหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล หลังเผชิญปัญหาอาหารเป็นพิษจำนวนมาก และข้อกล่าวหาทุจริตงบประมาณ

โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงหลักของปราโบโวในการเลือกตั้งปี 2024 โดยรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก และลดปัญหาเด็กแคระแกร็นจากภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีเด็กอินโดนีเซียมากกว่า 20% ได้รับผลกระทบ

รัฐบาลระบุว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา จนถึงเดือนมีนาคม โครงการสามารถแจกจ่ายอาหารให้ประชาชนแล้วกว่า 61 ล้านคน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันกลับมีประชาชนหลายหมื่นคนล้มป่วยจากปัญหาอาหารเป็นพิษอย่างต่อเนื่อง

ปราเซตโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการรัฐ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้นำของสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพอาหารและการบริหารจัดการโครงการ

ผู้ที่ถูกปลดคือ ดาดัน ฮินดายานา นักกีฏวิทยา ซึ่งเป็นผู้บริหารสำนักงานโภชนาการแห่งชาติตั้งแต่ก่อตั้ง โดยมี นานิก ซูดารยาติ เดยัง รองหัวหน้าหน่วยงาน เข้ามารับตำแหน่งแทน

ก่อนหน้านี้ องค์กรตรวจสอบการทุจริตอินโดนีเซีย วอตช์ (Indonesia Corruption Watch) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อดาดัน โดยกล่าวหาว่าพบความผิดปกติด้านการใช้งบประมาณของโครงการ

ขณะที่ดาดันเคยชี้แจงต่อรัฐสภาเมื่อปีที่แล้วว่า โครงการอาหารฟรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอาหารเป็นพิษอย่างน้อย 11,000 ราย และมีผู้ป่วยมากกว่า 600 รายต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ด้านประธานาธิบดีปราโบโวยอมรับว่าโครงการยังมีปัญหา และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการลงโทษผู้ที่พบว่ากระทำผิดโดยเร็ว

ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าว่า โครงการอาหารฟรีจะสามารถให้บริการเด็ก นักเรียน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรรวม 82.9 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia