ยูเอ็นเตือนรับมือ “เอลนีโญ” รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ยูเอ็นเตือนรับมือ "เอลนีโญ" รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

3 มิ.ย. 2569 08:40 น.

ยูเอ็นเตือนรับมือ “เอลนีโญ” รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือน “เอลนีโญ” ระลอกใหม่อาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และน้ำท่วมทั่วโลก

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ของสหประชาชาติ ออกคำเตือนให้ประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Nio) ระลอกใหม่ ซึ่งอาจเริ่มก่อตัวขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และมีแนวโน้มพัฒนาเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

โดยคาดว่าเอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้นตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ขณะที่แบบจำลองพยากรณ์จากหลายประเทศชี้ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงสูงสุด นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า การรวมตัวกันของเอลนีโญและภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ อาจส่งผลให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนรุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และฝนตกหนักในหลายภูมิภาค

ศาสตราจารย์อดัม สไกฟ์ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพภูมิอากาศระยะเดือนถึงทศวรรษของ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์มีความมั่นใจอย่างมากว่าจะเกิดเอลนีโญขนาดใหญ่ และอาจเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ 

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณสำคัญจากมหาสมุทรแปซิฟิก โดยข้อมูลจากดาวเทียม ทุ่นตรวจวัด และอุปกรณ์สำรวจใต้ทะเล แสดงให้เห็นมวลน้ำอุ่นขนาดมหาศาลที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 6 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกใต้ผิวน้ำลึกหลายร้อยเมตร และเมื่อความร้อนใต้ทะเลลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ จะทำให้อุณหภูมิอากาศสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่า เอลนีโญจะเป็นเชื้อเพลิงเติมไฟให้กับโลกที่กำลังร้อนขึ้น ผลกระทบจะรุนแรงขึ้น แผ่ขยายไกลขึ้น และข้ามพรมแดนด้วยความรวดเร็วที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล 

แม้เอลนีโญแต่ละครั้งจะส่งผลแตกต่างกันไปตามภูมิภาค แต่โดยทั่วไป เอลนีโญรุนแรงมักทำให้หลายพื้นที่ของทวีปอเมริกาใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและไฟป่า นอกจากนี้ยังอาจทำให้มรสุมอินเดียอ่อนกำลังลง ส่งผลต่อปริมาณฝนในภูมิภาค ขณะที่บางพื้นที่ของสหรัฐฯ อาจเผชิญฝนตกหนักและความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเอลนีโญครั้งนี้พัฒนาสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จริง โลกอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

 ที่มา BBC

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

3 มิ.ย. 2569 08:04 น.

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่ชุมชนแออัดเคมาโยรัน ใจกลางกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ส่งผลให้บ้านเรือนและอาคารได้รับความเสียหายจำนวนมาก ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนในพื้นที่

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนเผาทำลายบ้านเรือนและอาคารประมาณ 300 หลัง ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 600 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่และกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้สำเร็จภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า สาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้คาดว่าเกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจร ภายในบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย เนื่องจากเจ้าของบ้านไม่อยู่ในขณะเกิดเหตุ ทำให้ไฟเริ่มลุกไหม้และขยายวงกว้างไปยังพื้นที่โดยรอบ

เหตุไฟไหม้ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชุมชนในกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และสะท้อนถึงความเสี่ยงจากระบบไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัยที่มีอาคารปลูกติดกันจำนวนมาก.

ที่มา : Xinhua

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

3 มิ.ย. 2569 06:09 น.

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เครื่องบินรบยิงมิสไซล์เข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง ที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน และสามารถสกัดไม่ให้เรือเดินทางไปถึงจุดหมายได้สำเร็จ

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการ “ยับยั้ง” เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน โดยการยิงโจมตีด้วยขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) ซึ่งแปลว่า “ไฟนรก”

แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เล็กซี” (Lexie) ซึ่งติดธงชาติบอตสวานา กำลังแล่นผ่าน “น่านน้ำสากลมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน โดยลูกเรือของเรือลำดังกล่าว “เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้ง” และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ ในการบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือทุกลำเดินทางเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน

“ในท้ายที่สุด เครื่องบินของสหรัฐฯ ได้เข้ายับยั้งเรือลำดังกล่าวโดยการยิงขีปนาวุธเฮลไฟร์เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือ ซึ่งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ไม่สามารถเดินทางไปถึงอิหร่านได้” แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุ

ทั้งนี้ ท่าเรือน้ำลึกที่เกาะคาร์กในอ่าวเปอร์เซียเป็นจุดรองรับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านสูงถึงร้อยละ 90 โดยกองทัพสหรัฐฯ ทำการยับยั้งเรือที่แล่นมุ่งหน้าไปยังอิหร่านในลักษณะคล้ายกันนี้มาแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว เมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่และผู้อยู่อาศัยว่า เกิดเสียงดังคล้ายระเบิด ดังขึ้นใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่านในช่วงเช้ามืดของวันพุธ (3 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าว เมห์ร รายงานเพิ่มเติมว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของเสียงดังกล่าว พร้อมระบุว่าทั้งทางกองทัพและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ คว่ำบาตร แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

สหรัฐฯ คว่ำบาตร แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

3 มิ.ย. 2569 05:23 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตร แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรแพลตฟอร์มการซื้อขายเงินคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่านแล้ว เพื่อบีบให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงยุติสงครามตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรแพลตฟอร์มซื้อขายเงินคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ และทำข้อตกลงยุติสงคราม แม้ว่าการเจรจาจะหยุดชะงัก

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัท โนบิเท็กซ์ (Nobitex), ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายอื่นของอิหร่านอีก 3 แห่ง

กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวหาโนบิเท็กซ์ว่า “เป็นผู้ให้บริการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการก่อการร้ายของอิหร่าน, ความพยายามหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และการทำธุรกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กับกลุ่มผู้ใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับ IRGC”

“นอกจากนี้ โนบิเท็กซ์ยังได้ช่วยเหลือธนาคารกลางของอิหร่านในการเข้าถึงเหรียญสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อใช้พยุงค่าเงินเรียลของอิหร่านที่กำลังดิ่งเหว พร้อมทั้งเปิดทางให้บุคคลวงในของรัฐบาล เข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรในหลายเขตอำนาจศาลได้”

กระทรวงการคลังระบุอีกว่า “หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น โนบิเท็กซ์ก็มีบทบาทในการปกป้องและโยกย้ายสินทรัพย์รวมถึงเงินทุนออกนอกประเทศอิหร่าน เพื่อปกป้องความมั่งคั่งของระบอบการปกครอง แม้ว่าจะเผชิญกับภาวะชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตก็ตาม”

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากบริษัทติดตามเส้นทางเงินคริปโตอิสระหลายแห่งระบุว่า เมื่อปี 2568 กลุ่มแฮกเกอร์ฝ่ายสนับสนุนอิสราเอล โจรกรรมเงินคริปโตคิดเป็นมูลค่าราว 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปจากโนบิเท็กซ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แคนาดายื่นขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

แคนาดายื่นขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

3 มิ.ย. 2569 04:37 น.

แคนาดายื่นขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ

รัฐบาลแคนาดายื่นคำร้องขอต่ออายุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนที่ข้อตกลงจะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ

เมื่อ 2 มิ.ย. 2569 รัฐบาลแคนาดายื่นคำร้องเพื่อขอต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือร่วมกับสหรัฐฯ และเม็กซิโก หรือที่เรียกว่า USMCA อย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากใกล้จะถึงกำหนดเส้นตายในการเจรจาข้อตกลงใหม่ในเดือนกรกฎาคมนี้

ในประกาศขอต่ออายุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดมินิก เลอบล็อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้มีการต่ออายุข้อตกลงดังกล่าวออกไปอีก 16 ปี โดยระบุว่าข้อตกลงนี้ “เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง” ต่อทั้งสามประเทศ

การยื่นคำร้องนี้เกิดขึ้นในขณะที่เลอบล็องเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าพบกับ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ โดยนายกรีเออร์เพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาทวิภาคีอย่างเป็นทางการรอบล่าสุดกับเม็กซิโก ทว่าการเจรจากับแคนาดายังคงล่าช้ากว่า เนื่องจากทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนและการผลิตยานยนต์

นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวต่อสาธารณชนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนที่เรียกเก็บจากเหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปของแคนาดา ในขณะที่กรีเออร์ได้ส่งสัญญาณว่าแคนาดาอาจต้องยอมรับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในบางรูปแบบ

สหรัฐฯ ยังได้หยิบยกประเด็นขัดแย้งทางการค้าหลายประการกับแคนาดา รวมถึงการตัดสินใจของหลายรัฐในแคนาดาที่นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอเมริกาออกจากชั้นวางสินค้า เพื่อตอบโต้มาตรการกำแพงภาษีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องการให้ธุรกิจของอเมริกาสามารถเข้าถึงตลาดแคนาดาได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ซึ่งแคนาดามีการควบคุมโควตาการผลิตและการนำเข้าอย่างเข้มงวดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายกรีเออร์ระบุด้วยว่า เขาหารือเกี่ยวกับประเด็นการเพิ่มอัตราส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ที่สหรัฐฯ ผลิต ภายในรถยนต์ที่ผลิตในอเมริกาเหนือ โดยจะเพิ่มอัตราส่วนชิ้นส่วนของสหรัฐฯ เป็น 50% ตลอดจนการประสานงานร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโกในเรื่องภาษีศุลกากรภายนอกที่จะเรียกเก็บจากประเทศอื่น ๆ

ด้านนายคาร์นีย์บอกผู้สื่อข่าวว่า รถยนต์ที่ผลิตในแคนาดานั้นมีสัดส่วนชิ้นส่วนของสหรัฐฯ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับจำนวนดังกล่าวอยู่แล้ว

ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีแคนาดากำลังเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้เร่งบรรลุข้อตกลง โดยพรรค “อนุรักษ์นิยม” ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน หยิบยกประเด็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ล่าช้าของแคนาดา รวมถึงอัตราการว่างงานที่สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาวขึ้นมาโจมตี พร้อมทั้งตราหน้าคาร์นีย์ว่าเป็น “นักมายากลลวงโลก” ที่ล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแคนาดาให้เติบโต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลาออกแล้ว ตำรวจผู้เกี่ยวข้องคดี “เฮนรี โนวัก” หลังปล่อยคนเจ็บสิ้นใจ

ลาออกแล้ว ตำรวจผู้เกี่ยวข้องคดี “เฮนรี โนวัก” หลังปล่อยคนเจ็บสิ้นใจ

3 มิ.ย. 2569 02:59 น.

ลาออกแล้ว ตำรวจผู้เกี่ยวข้องคดี “เฮนรี โนวัก” หลังปล่อยคนเจ็บสิ้นใจ

1 ใน 4 ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีการเสียชีวิตของนาย เฮนรี โนวัก ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากมีการเปิดเผยว่า พวกเขาหลงเชื่อคำพูดของคนร้าย และใส่กุญแจมือหนุ่มรายนี้ทั้งที่ถูกแทงบาดเจ็บสาหัส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจมณฑลแฮมป์เชียร์ว่า เจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของ เฮนรี โนวัก หลังจากที่ศาลได้เปิดเผยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ซึ่งแสดงให้เห็น ใส่กุญแจมือนักศึกษาหนุ่มรายนี้ในขณะที่เขากำลังนอนหายใจรวยรินใกล้สิ้นใจ เนื่องจากถูกแทง

โฆษกของกองบังคับการตำรวจเปิดเผยกับบีบีซี (BBC) ว่า มีเจ้าหน้าที่ 1 นายลาออกไปแล้ว ทว่าอีก 3 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายและฆาตกรรมนาย เฮนรี โนวัก วัย 18 ปี เกิดขึ้นในคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยเขาถูกแทงเสียชีวิตขณะเดินอยู่บนถนนเบลมอนต์ ย่านพอร์ตสวูด เมืองเซาแธมป์ตัน สหราชอาณาจักร

คดีนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ศาลมีการพิจารณาคดี และมีการเปิดเผยรายละเอียดว่า คนร้ายซึ่งก็คือนาย วิคครัม ดิกวา (Vickrum Digwa) อายุ 23 ปี โกหกตำรวจว่าตัวเขาถูกทำร้ายและถูกเหยียดเชื้อชาติ (อ้างว่าถูกเหยื่อดึงผ้าโพกศีรษะออก) เพื่อบิดเบือนรูปคดี

ตำรวจแฮมป์เชียร์ที่มาถึงจุดเกิดเหตุกลับเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ก่อเหตุ และใส่กุญแจมือนายโนวักที่กำลังนอนหายใจรวยริน โดยในคลิปจะได้ยินเสียงนายโนวักพูดว่า “ผมถูกแทง” แต่ตำรวจนายหนึ่งตอบกลับไปว่า “ฉันไม่คิดว่านายโดนหรอกเพื่อน” จนเป็นเหตุให้การช่วยเหลือทางการแพทย์ล่าช้าจนเขาเสียชีวิต

ในการพิจารณาคดีช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 คณะลูกขุนและผู้พิพากษาปฏิเสธข้ออ้างเรื่องการป้องกันตัวของนายดิกวา โดยระบุว่าคำให้การของผู้ก่อเหตุเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น และตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยต้องรับโทษขั้นต่ำ 21 ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากเรือนจำก่อนกำหนด

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวและคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวของตำรวจที่ถูกเผยแพร่ออกมา จุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามกับการทำงานของตำรวจอังกฤษ ขณะที่เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรก็บอกว่าเขา “รู้สึกสะอิดสะเอียน” หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอ

เซอร์ สตาร์เมอร์ ยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบว่า “ข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ” ส่งผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : independent

สื่อสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์ตะโกนด่าเนทันยาฮู หลังสั่งโจมตีเบรุตอีกระลอก

สื่อสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์ตะโกนด่าเนทันยาฮู หลังสั่งโจมตีเบรุตอีกระลอก

3 มิ.ย. 2569 00:56 น.

สื่อสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์ตะโกนด่าเนทันยาฮู หลังสั่งโจมตีเบรุตอีกระลอก

สื่อสหรัฐฯ อ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ตะโกนด่าทอ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างที่ทั้งสองคุยโทรศัพท์กันเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากไม่พอใจที่เนทันยาฮูสั่งเดินหน้าโจมตีเมืองหลวงเลบานอน จนอิหร่านสั่งหยุดเจรจา

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักงานรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเกรี้ยวกราดด่าทอนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อย่างรุนแรง ระหว่างการคุยโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ หลังอิสราเอลขยายปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน จนทำให้อิหร่านประกาศระงับการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ

ตามรายงานของ แอกซิออส (Axios) เว็บไซต์ข่าวของสหรัฐฯ ที่มักจะตีแผ่รายงานการสนทนาระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง ระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูว่า “แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?” (What the f- are you doing?) ระหว่างการคุยโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์

รายงานดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งที่สรุปคำพูดของทรัมป์ที่มีต่อเนทันยาฮูไว้ว่า “แกมันบ้าไปแล้ว (You’re f-ing crazy) แกคงได้ไปนอนในคุกไปแล้วถ้าไม่มีฉัน ฉันกำลังช่วยชีวิตแกอยู่นะ ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็เกลียดอิสราเอลเพราะเรื่องนี้ด้วย”

การคุยโทรศัพท์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เนทันยาฮูสั่งการให้กองทัพอิสราเอลกลับมาทิ้งระเบิดในย่านดาฮิยา (Dahiya) ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เพื่อโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) สั่งให้ชาวเลบานอนหลายพันคนอพยพจากพื้นที่ทางใต้ของกรุงเบรุต

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอิหร่านแถลงเมื่อวันอังคารว่า จะระงับการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ชั่วคราว สืบเนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยังคงดำเนินอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยรัฐบาลเตหะรานยืนกรานว่าเลบานอนควรได้รับการคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่แต่เปราะบางเต็มทีด้วย

การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูเกิดขึ้นทันทีหลังอิหร่านประกาศเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้การเจรจาหยุดนิ่งอย่างสิ้นเชิง เพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์เพิ่งออกมาอ้างว่า คณะเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว และตัวเขาเองกำลังพิจารณาว่าจะลงนามในข้อตกลงนั้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สถานีโทรทัศน์แชนเนล 12 (Channel 12) สื่ออิสระของอิสราเอลออกมาโต้แย้งรายงานของ แอกซิออส โดย อามิต ซีกัล หัวหน้านักวิเคราะห์การเมืองของสถานี ระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้โจมตีเนทันยาฮูเป็นการส่วนตัว และผู้นำทั้งสองได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า เนทันยาฮูจะยอมระงับการโจมตีพื้นที่ชานเมืองเบรุต หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยุติการโจมตีอิสราเอลเช่นกัน

ทั้งนี้ ทรัมป์และเนทันยาฮูเคยมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกันมาก่อนในอดีต แม้ว่าอิสราเอลจะยังคงเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ และผู้นำทั้งสองได้ร่วมมือกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ตามคำรบเร้าของเนทันยาฮูก็ตาม

เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ออกมาพูดอย่างรุนแรงว่า “อิหร่านกับอิสราเอลไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรกันอยู่” ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายทำสงคราม 12 วัน ซึ่งมีการใช้ทั้งกำลังทางอากาศ ขีปนาวุธ และโดรน

นอกจากนั้น นายเนทันยาฮูเคยแสดงความยินดีต่อชัยชนะของ โจ ไบเดน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2563 และเมื่อนักข่าวไปถามนายทรัมป์เรื่องนี้ เขาก็ตอบว่า “ช่างหัวมัน” (F- him)

ปัจจุบัน ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่าง ๆ ภายในพรรครีพับลิกัน โดยพันธมิตรกลุ่มที่สนับสนุนอิสราเอลเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดรุนแรงยิ่งขึ้นในความขัดแย้งกับอิหร่าน ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ พยายามหาทางยุติสงครามอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ด้านเนทันยาฮูเองก็กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองเช่นกัน โดยในสัปดาห์นี้ รัฐสภาอิสราเอลผ่านร่างกฎหมายในวาระแรกเพื่อยุบสภา “คเนสเซต” (Knesset) และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนด ขณะที่การพิจารณาคดีทุจริตของเนทันยาฮูก็มีกำหนดที่จะดำเนินต่อไป หลังต้องเลื่อนหลายครั้งเนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

WHO เผย ผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก ลดลงเหลือ 116 ราย

WHO เผย ผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก ลดลงเหลือ 116 ราย

3 มิ.ย. 2569 00:02 น.

WHO เผย ผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโก ลดลงเหลือ 116 ราย

องค์การอนามัยโลกเผยว่า จำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในดีอาร์คองโกลดลงจากกว่า 900 ราย เหลือ 116 รายแล้ว หลังผลการตรวจส่วนใหญ่ออกมาเป็นลบ

เมื่อ 2 มิ.ย. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับลดจำนวนผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกากลางลงอย่างมาก โดยเหลือเพียง 116 ราย จากเดิมที่มีรายงานมากกว่า 900 ราย ขณะที่ยอดผู้ป่วยยืนยันผลแล้วว่าติดเชื้อในขณะนี้อยู่ที่ 330 ราย

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า ตามข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. มีการลงทะเบียนผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก จำนวน 116 ราย ซึ่งลดลงอย่างมากจากจำนวน 906 รายเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อในดีอาร์คองโกประมาณ 321 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิต 48 ราย ขณะที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา มีรายงานผู้ป่วยยืนยันผลแล้ว 9 ราย ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 1 ราย

คริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษกของ WHO กล่าวว่า แม้ว่าผู้ป่วยบางรายได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อจริง แต่ก็มีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่ “ถูกคัดออกจากระบบข้อมูล” หลังจากผลตรวจแสดงให้เห็นว่าพวกเขาป่วยด้วยโรคอื่นที่มีอาการเริ่มแรกคล้ายคลึงกัน หรือเป็นไข้จากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

WHO เน้นย้ำว่า “ใครก็ตามที่ถูกตรวจพบโดยระบบเฝ้าระวังโรค หรือเดินทางมายังสถานพยาบาลด้วยอาการใด ๆ ที่อาจเข้าข่ายคล้ายโรคอีโบลา” จะถูกนับเป็นผู้ป่วยต้องสงสัยเอาไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจอย่างเป็นทางการจากห้องปฏิบัติการ

ทั้งนี้ จุดศูนย์กลางการระบาดครั้งล่าสุดนี้อยู่ที่จังหวัด อิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของดีอาร์คองโก โดยพวกเขาประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. แต่คาดกันว่า เชื้ออีโบลาเริ่มระบาดอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนแล้ว

เหตุผลประการหนึ่งคือ ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลาที่อยู่เบื้องหลังการระบาดครั้งนี้ จะแสดงอาการเริ่มแรกคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย หรือไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) ซึ่งส่งผลให้การตรวจพบโรคล่าช้าออกไป

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่ได้รับการรับรองสำหรับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว ดังนั้น ความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดจึงต้องพึ่งพามาตรการป้องกันเป็นหลัก และรักษาไปตามอาการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หมีคลั่งอาละวาดในญี่ปุ่น ทำร้ายคนบาดเจ็บแล้ว 4 ราย

หมีคลั่งอาละวาดในญี่ปุ่น ทำร้ายคนบาดเจ็บแล้ว 4 ราย

2 มิ.ย. 2569 23:05 น.

หมีคลั่งอาละวาดในญี่ปุ่น ทำร้ายคนบาดเจ็บแล้ว 4 ราย

(เครดิตภาพ undefined/Kyodo News via AP)

เกิดเหตุหมีอาละวาดทำร้ายคนในโรงงานและเขตที่อยู่อาศัยในจังหวัดฟุกุชิมะ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว 4 ราย โดยรายหนึ่งมีอาการสาหัส

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจและรายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เกิดเหตุหมีทำร้ายคนส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย โดยเหตุเกิดภายในโรงงาน 2 แห่งและย่านที่พักอาศัยในจังหวัดฟุกุชิมะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น

หนังสือพิมพ์โยมิอูริ ชิมบุน รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงว่า มีผู้พบเห็นหมีตัวนี้ครั้งแรกในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีพนักงานถูกทำร้ายนำไปสู่การโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า หมีตัวดังกล่าวเริ่มอาละวาดอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก 2 ราย โดยรายหนึ่งอยู่ในย่านที่พักอาศัย ส่วนอีกรายอยู่ภายในบริเวณโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ใกล้เคียง และเชื่อว่าตอนนี้หมีตัวดังกล่าวยังคงติดอยู่ภายในโรงงาน

หนึ่งในผู้ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่รายอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายในญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย และตัวเลขการพบเห็นหมีทั่วประเทศพุ่งทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อ 2 ปีก่อนถึง 2 เท่า

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ในปีนี้มีรายงานการพบเห็นหมีสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เนื่องจากพวกมันเริ่มตื่นจากการจำศีลในช่วงฤดูหนาว และมีผู้พบเห็นหมีบุกเข้าไปในบ้านเรือน เดินเพ่นพ่านใกล้โรงเรียน รวมถึงอาละวาดในซูเปอร์มาร์เก็ตและรีสอร์ทน้ำพุร้อนแทบจะรายวัน

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดเหตุหมีทำร้ายคนเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย นอกจากนั้น ยังมีรายงานการพบเห็นหมีบริเวณชานเมืองโตเกียวในปีนี้มากกว่าสิบครั้ง โดยมีรายงานว่าชายชาวรัสเซียวัยประมาณ 30 ปี ถูกหมีขย้ำขณะเดินป่าในเขตเมืองด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดในรอบหลายเดือน ดับแล้ว 21 ศพรวมเด็ก 2 คน

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดในรอบหลายเดือน ดับแล้ว 21 ศพรวมเด็ก 2 คน

2 มิ.ย. 2569 21:55 น.

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดในรอบหลายเดือน ดับแล้ว 21 ศพรวมเด็ก 2 คน

รัสเซียส่งโดรน ยิงขีปนาวุธ เข้าโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยราย ส่วนฝ่ายยูเครนก็ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียจนเกิดไฟลุกไหม้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอังคารที่ 2 มิ.ย. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพทั่วประเทศยูเครน รวมถึงเด็ก 2 ราย โดยนี่นับเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของมอสโกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของยูเครนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 15 ศพในเมืองดนีโปร โดยหน่วยกู้ภัยเพิ่งกู้ศพของเด็กชายวัย 8 ขวบ กับผู้หญิงอีก 3 รายขึ้นมาจากซากปรักหักพังของอาคารที่พักอาศัยได้สำเร็จ ส่วนในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรน 656 ลำ และยิงขีปนาวุธประเภทต่าง ๆ ทั้งขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic), ขีปนาวุธร่อน (cruise) และขีปนาวุธต่อต้านเรือ รวม 73 ลูก ในการโจมตีเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและระบบพลังงานทั่วประเทศ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 100 ราย

ด้านรัฐบาลเครมลินของรัสเซียแถลงว่า รัสเซียกำลังดำเนินการ “โจมตีอย่างเป็นระบบ” ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ หลังจากกล่าวหายูเครนว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีหอพักนักศึกษาแห่งหนึ่ง ในแคว้นลูฮานสค์ทางตะวันออกของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายยูเครนอ้างว่า โจมตีหน่วยทหารของรัสเซีย

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “แนวปฏิบัตินี้จะดำเนินต่อไป” พร้อมอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของยูเครน ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมของรัสเซียแถลงว่า การโจมตีทั้งหมดประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

ทั้งนี้ หลังการโจมตีครั้งล่าสุด เซเลนสกีเรียกร้องให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือในการจัดหาขีปนาวุธสำหรับระบบ “แพทริออต” อย่างเร่งด่วน เนื่องจากกำลังขาดแคลนอย่างหนัก หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ระงับการจัดส่งอาวุธให้แก่ยูเครนโดยตรง แต่ให้บรรดาพันธมิตรในยุโรปของเคียฟใช้วิธีสั่งซื้อขีปนาวุธดังกล่าวจากสหรัฐฯ ก่อน แล้วจึงค่อยส่งต่อไปยังยูเครนแทน

อีกด้านหนึ่ง นายอเล็กซานเดอร์ คินชไตน์ ผู้ว่าการแคว้นคูร์สค์ ทางตะวันตกของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยูเครนส่งโดรนมาโจมตีเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และเกิดเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันในเมืองคราสโนดาร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยกองทัพยูเครนยอมรับว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้ง 2 จุดจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc