จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

7 ก.ย. 2569 23:15 น.

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

จีนเตรียมอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ว่า กระทรวงการคลังของจีนเตรียมอัดฉีดเงินจำนวน 3.6 แสนล้านหยวน (ราว 1.76 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ “จะช่วยยกระดับความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ, ศักยภาพในการรับมือกับความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ให้ดียิ่งขึ้น”

นี่เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลปักกิ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท่ามกลางมรสุมปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการค้ากับชาติตะวันตก ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

แพ็กเกจเงินทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่ง และบริษัทประกันภัยอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), ธนาคาร Agricultural Bank of China และบริษัทประกันภัย China Export & Credit Insurance Corporation

ด้านสำนักข่าวโกลบอลไทมส์ของรัฐบาลจีนระบุว่า มาตรการนี้ “จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีทรัพยากรมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมทั้งเสริมศักยภาพในการต้านทานแรงกระแทกจากภายนอก ในช่วงเวลาที่การเงินโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เชื่อมาโดยตลอดว่าเสถียรภาพทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

การประกาศมาตรการในช่วงสุดสัปดาห์นี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายหลายประการ เช่น กำลังแรงงานที่ลดลง วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี รวมถึงการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินอยู่

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและผลกระทบของสงครามอิหร่านที่มีต่อราคาน้ำมัน ได้บดบังตัวเลขการส่งออกที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการซึ่งเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมชี้ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายรายปีของรัฐบาลปักกิ่ง และชะลอตัวลงจากระดับ 5% ในไตรมาสแรก

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม รัฐบาลปักกิ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ช่วง 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งยอมรับถึงสภาวะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

7 ก.ย. 2569 22:08 น.

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่หมู่บ้านทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ อ้างโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีทหารอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนระลอกใหม่ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 โดยกระสุนตกใส่หมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Roummane) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่สุ่มเสี่ยงทำให้ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย

การโจมตีระลอกแรกทำลายอาคารที่พักอาศัย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ รวมเด็ก 2 ราย และหญิง 4 ราย โดยมีผู้บาดเจ็บอีก 8 คน การโจมตีระลอก 2 โดนยานพาหนะของทีมกู้ชีพ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 2 นาย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ส่งโดรนโจมตีทหารอิสราเอล โดยมุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้กับสมาชิกของพวกเขา ที่กำลังขนส่งอาวุธ พร้อมระบุว่ากำลังตรวจสอบรายงานเรื่องการเสียชีวิตของพลเรือน

ด้านประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีดังกล่าว โดยเตือนว่า การยกระดับความรุนแรงกำลังทำให้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมิถุนายนตกอยู่ในอันตราย และเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันอิสราเอลให้หยุดการโจมตี

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนประณามว่า การสังหารเด็กและบุคลากรทางการแพทย์เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง “ลูกพี่ลูกน้อง” ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง "ลูกพี่ลูกน้อง" ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

7 ก.ย. 2569 15:55 น.

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง “ลูกพี่ลูกน้อง” ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อ “มาร์ติน โรมัลเดซ” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ พร้อมผู้เกี่ยวข้อง กรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการรับเงินสินบน การจัดสรรงบประมาณผิดปกติ และการยักยอกเงินรัฐบาลรวมมูลค่า 7.4 พันล้านเปโซ หรือราว 3,880 ล้านบาท จากโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ไม่เคยมีการก่อสร้างจริง

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องคดีอาญาข้อหา ร่ำรวยผิดปกติจากการทุจริตในวงกว้าง ต่อนายมาร์ติน โรมัลเดซ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์  จากกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมของรัฐบาล

นายเยซุส คริสปิน เรมุลลา ผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า คดีที่ยื่นต่อศาลต่อต้านการทุจริตแซนดิแกนบายัน เกี่ยวข้องกับเงินสินบน การสอดแทรกงบประมาณอย่างผิดปกติ และการจัดสรรโครงการ รวมมูลค่าประมาณ 7,400 ล้านเปโซ หรือราว หรือราว 3,884 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในคำร้องเพิ่มเติมของคณะสอบสวน มีการกล่าวหาว่าโรมัลเดซสะสมและครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบรวม 56,000 ล้านเปโซ ในช่วงปี 2022-2025 โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และโรมัลเดซปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้กระทำผิด

คดีดังกล่าวมีโรมัลเดซ รวมถึงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอลิซัลดี “ซัลดี” โค และบุคคลอื่นเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าร่วมกันสะสมความมั่งคั่งโดยมิชอบผ่านเงินงบประมาณของรัฐบาล

เรมุลลากล่าวว่า ทางการไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีกับบุคคลใด โดยทุกข้อกล่าวหาอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน พร้อมย้ำว่า คดีนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือการตรวจสอบ

ข้อหาดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับการทุจริตในวงกว้าง มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และเป็นความผิดที่ไม่สามารถประกันตัวได้ตามกฎหมายฟิลิปปินส์

คดีถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของแผนกที่ 3 ของศาลแซนดิแกนบายัน ซึ่งมีผู้พิพากษาสมทบ คาร์ล มิแรนดา เป็นประธาน โดยศาลจะพิจารณาว่ามีมูลเหตุอันควรเชื่อเพียงพอที่จะออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อโรมัลเดซและผู้เกี่ยวข้อง โดยอาจมีทั้งคดีทุจริตในลักษณะเดียวกันและคดีฟอกเงิน

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนขนาดใหญ่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “โครงการผี” หรือโครงการที่ไม่มีการก่อสร้างจริง แต่มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว โดยประธานาธิบดีมาร์กอสเคยนำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเมื่อกว่า 1 ปีก่อน หลังพบข้อสงสัยว่าโครงการเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้เสียภาษีเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ตลอดช่วงที่ผ่านมา เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง รวมถึงอดีตและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเงินจากโครงการดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว

ก่อนหน้านี้ โรมัลเดซลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังชื่อของเขาปรากฏในกระบวนการสอบสวนที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยเขาระบุว่า การลาออกจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนได้โดยปราศจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เขายังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ด้าน อาเด ฟาฮาร์โด ทนายความของโรมัลเดซ ระบุว่า ลูกความของเขาจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้ได้รับสิทธิในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์ทุกคน โดยย้ำว่า ความจริง พยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมควรเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักสูงสุดในคดีนี้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ระบุว่า ประธานาธิบดีมาร์กอสเคารพกระบวนการยุติธรรม และเห็นว่าผู้ที่ต้องรับผิดควรได้รับการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อน พันธมิตรทางการเมือง หรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกฎหมายของโรมัลเดซตั้งข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของพยานบางราย หลังมีผู้กล่าวหาหลายคนถอนคำให้การ โดยเฉพาะออร์ลี กูเตซา และอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโค ซึ่งเคยกล่าวหาว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนมากให้โรมัลเดซ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยืนยันว่า การถอนคำให้การไม่ได้ทำให้คำให้การเดิมหมดความหมาย และทั้งคำให้การก่อนหน้าและคำให้การที่ถอนภายหลังจะถูกนำมาเปรียบเทียบและประเมินร่วมกับหลักฐานอื่นในคดี

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยังระบุว่า มีพยานที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรมัลเดซถึง 42 คน รวมถึงพยานใหม่ 28 คน และอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโคอีก 14 คน โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการ มานูเอล โบโนอัน เป็นหนึ่งในบุคคลที่อาจถูกเรียกมาให้ข้อมูลในคดีหลัก

ขณะที่พรรค Lakas-CMD ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของโรมัลเดซ เรียกร้องให้ดำเนินการสอบสวนด้วยความเป็นกลางและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่า โรมัลเดซพร้อมเผชิญข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาล

คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนการเมืองฟิลิปปินส์ โดยปัญหาการทุจริตถือเป็นประเด็นเรื้อรังของประเทศ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศที่มีประชากรราว 112 ล้านคน.

ที่มา ABS-CBN News / AFP

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

7 ก.ย. 2569 15:31 น.

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนภูเขามีชีร์กี ในหุบเขาเบเซนกี แคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย ทางตอนใต้ของรัสเซีย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 11 ราย ขณะที่ยังมีนักปีนเขาอีก 6 คนสูญหาย และอยู่ระหว่างการค้นหา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นักปีนเขา 10 คนสามารถเดินลงจากพื้นที่เกิดเหตุได้ด้วยตนเอง ส่วนอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ผู้เสียชีวิต 11 คนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถช่วยชีวิตได้

กลุ่มนักปีนเขาดังกล่าวมีสมาชิกทั้งหมด 33 คน โดยช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีนักปีนเขา 15 คนกำลังเดินทางตามเส้นทางบนภูเขา ก่อนถูกหิมะถล่มลงมาจากภูเขามีชีร์กี เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย ก่อนที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและค้นหาผู้ประสบเหตุ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จากหน่วยค้นหาและกู้ภัยภูเขาสูงเอลบรุสของกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย รวมถึงหน่วยปฏิบัติการของสำนักงานกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินประจำแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือ

ปฏิบัติการค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดหิมะถล่มซ้ำ โดยทางการได้เสริมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นประมาณ 56 คน เพื่อเร่งค้นหานักปีนเขาที่ยังสูญหาย

ทางกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินระบุว่า หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย จะส่งเฮลิคอปเตอร์ Mi-8 และเฮลิคอปเตอร์เชิงพาณิชย์เข้าร่วมภารกิจทางอากาศ เพื่อสนับสนุนการค้นหาผู้สูญหาย

คาซเบก โคคอฟ ผู้นำแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปบริเวณตอนบนของหุบเขาเบเซนกี พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียได้เปิดการสอบสวนคดีอาญาในข้อหาประมาทเลินเล่อ เพื่อหาสาเหตุและตรวจสอบว่ามีการละเลยมาตรการด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ ขณะที่สำนักงานอัยการแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรียเข้าควบคุมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาเหตุของการเสียชีวิตของนักปีนเขา

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหานักปีนเขาทั้ง 6 คนที่สูญหาย โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา.

ที่มา Interfax / vedomosti.ru

สภาสิงคโปร์เตรียมถก “เงินเดือนรัฐมนตรี” ท่ามกลางการจับตาค่าตอบแทนสูงสุดในโลก

สภาสิงคโปร์เตรียมถก "เงินเดือนรัฐมนตรี" ท่ามกลางการจับตาค่าตอบแทนสูงสุดในโลก

7 ก.ย. 2569 15:17 น.

สภาสิงคโปร์เตรียมถก “เงินเดือนรัฐมนตรี” ท่ามกลางการจับตาค่าตอบแทนสูงสุดในโลก

รัฐมนตรีระดับสูงของสิงคโปร์เตรียมชี้แจงต่อรัฐสภาในวันที่ 8 ก.ย. เกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสิงคโปร์ ซึ่งจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้นำทางการเมืองสูงที่สุดในโลก เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและลดแรงจูงใจในการทุจริต โดยรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งครั้งแรก จะได้รับรายได้ปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 28.5 ล้านบาท ส่วนนายกรัฐมนตรี รับรายได้ปีละ 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 57.1 ล้านบาท  

รัฐสภาสิงคโปร์เตรียมพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างและระดับเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงรัฐมนตรี ในการประชุมสภาสัปดาห์นี้ โดยนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง และชาน ชุน สิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการสาธารณะ จะชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลต่อข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะอภิปรายในวันที่ 10 กันยายน

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้นำทางการเมืองในระดับสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันรัฐมนตรีระดับเริ่มต้นได้รับเงินเดือนตามเกณฑ์ประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 28.5 ล้านบาท ซึ่งรวมโบนัสแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้รับประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 57.1 ล้านบาท

เงินเดือนดังกล่าวไม่ได้มีการปรับมาตั้งแต่ปี 2012 หลังรัฐบาลในขณะนั้นยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนให้ลดค่าตอบแทนของรัฐมนตรีระดับเริ่มต้นลงมากกว่าหนึ่งในสาม หรือประมาณ 36% เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชนต่อระดับเงินเดือนที่สูงมาก

การทบทวนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรายได้มัธยฐานของชาวสิงคโปร์อยู่ที่ 5,775 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 149,875 บาท) ในปี 2025 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 2% ในเดือนกรกฎาคม และธนาคารกลางสิงคโปร์คาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะยังอยู่ในระดับสูงจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027

รัฐบาลสิงคโปร์เคยทบทวนโครงสร้างเงินเดือนอีกครั้งในปี 2017-2018 แต่ตัดสินใจไม่รับข้อเสนอให้ปรับขึ้น โดยให้เหตุผลว่าโครงสร้างค่าตอบแทนเดิมยังมีความเหมาะสม และเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นยังมีความไม่แน่นอน

เดิมการทบทวนครั้งต่อไปมีกำหนดในปี 2023 แต่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากรัฐบาลต้องรับมือกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยูเครน ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่อมาในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ได้เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของสิงคโปร์มีความคลุมเครือมากขึ้น

คณะกรรมการทบทวนชุดปัจจุบันมี แกน เซียว คี ประธานบริษัท Singapore LNG Corporation และสมาชิกสำรองของสภาที่ปรึกษาประธานาธิบดี เป็นประธาน โดยได้รับมอบหมายให้พิจารณาว่าระดับเงินเดือนในปัจจุบันยังเหมาะสมหรือไม่ และเสนอการปรับปรุงกรอบค่าตอบแทน หากจำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ระบบค่าตอบแทนของสิงคโปร์ใช้รายได้ของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน เป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐาน โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าคุณสมบัติและความสามารถของบุคคลกลุ่มนี้สะท้อนระดับบุคลากรที่ประเทศต้องการสำหรับการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ

กลุ่มรายได้สูงสุดดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ตลอดจนผู้ที่ทำงานในภาคบริการทางการเงิน และผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น ทนายความ แพทย์ และนักบัญชี

อย่างไรก็ตาม เงินเดือนรัฐมนตรีไม่ได้เทียบเท่ากับรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดโดยตรง แต่มีการ หักส่วนลด 40% จากค่ามัธยฐานของรายได้กลุ่มดังกล่าว เพื่อสะท้อนหลักการและจิตวิญญาณของการทำงานรับใช้สาธารณะ

ค่าตอบแทนของรัฐมนตรีประกอบด้วยเงินเดือนประจำและส่วนที่เป็นค่าตอบแทนผันแปร โดยเงินเดือนประจำรวมเงินเดือนรายเดือนและโบนัสเดือนที่ 13 ส่วนค่าตอบแทนผันแปรประกอบด้วยโบนัสตามผลงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด โบนัสประจำปีที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของประเทศ และ “โบนัสแห่งชาติ”

โบนัสแห่งชาติจะกำหนดไว้ที่ระดับเทียบเท่าเงินเดือน 3 เดือน หากรัฐบาลบรรลุเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสังคม 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ การเติบโตของรายได้มัธยฐานที่แท้จริง การเติบโตของรายได้ของประชาชนกลุ่มล่างสุด 20% อัตราการว่างงาน และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่แท้จริง

รัฐบาลสิงคโปร์ให้เหตุผลมาโดยตลอดว่า การจ่ายค่าตอบแทนในระดับสูงมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากภาคเอกชนเข้าสู่การเมือง และลดแรงจูงใจในการทุจริต โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสิงคโปร์เกิดขึ้นไม่บ่อย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในหมู่ประชาชน เนื่องจากช่องว่างระหว่างรายได้ของผู้นำทางการเมืองกับรายได้ของประชาชนทั่วไปมีขนาดค่อนข้างมาก ข้อมูลจาก PoliticalSalaries.com ระบุว่า สิงคโปร์มีผู้นำทางการเมืองที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยผู้บริหารประเทศระดับสูงของฮ่องกงอยู่ในอันดับสอง ตามด้วยประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้รับค่าตอบแทนประมาณ 230,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้รับ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี.

ที่มา The Straits Times / Reuters

“ชินจุกุ” จ่อสั่งแบน “ที่พักรายวัน-Airbnb” เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

"ชินจุกุ" จ่อสั่งแบน "ที่พักรายวัน-Airbnb"  เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

7 ก.ย. 2569 13:29 น.

“ชินจุกุ” จ่อสั่งแบน “ที่พักรายวัน-Airbnb” เร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง-รบกวนชาวบ้าน

ย่านชินจุกุ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและย่านการค้าสำคัญของกรุงโตเกียว เตรียมประกาศยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งห้ามเปิดให้บริการที่พักระยะสั้น รวมถึงบ้านที่เปิดให้เช่าผ่าน Airbnb ในพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า 50% หลังชาวเมืองร้องเรียนปัญหาขยะ เสียงดัง และการสูบบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทางจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขตชินจูกุของกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านการค้าและความบันเทิงที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เตรียมออกมาตรการห้ามให้บริการที่พักระยะสั้น หรือ “มินปากุ” (Minpaku) มากกว่าครึ่งหนึ่งของที่พักประเภทดังกล่าวในพื้นที่ หลังเผชิญปัญหาการร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่เขตชินจูกุซึ่งรับผิดชอบดูแลธุรกิจที่พักระยะสั้น เปิดเผยว่า เขตมีแผนแก้ไขข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อห้ามให้บริการ Airbnb ในพื้นที่เขตที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ใกล้โรงเรียน โดยคาดว่ามาตรการใหม่จะส่งผลต่อที่พักระยะสั้นมากกว่า 50% ของทั้งหมดในเขตชินจูกุ และจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการโดยนายกเทศมนตรีเขตในวันอังคาร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลกับที่พักที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่พักรายใหม่ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อจำนวนธุรกิจที่พักส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับที่พักระยะสั้นในชินจูกุเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ การไม่ปฏิบัติตามกฎการทิ้งขยะ การสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ และการบุกรุกพื้นที่หรือสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาเสียงดังที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัย

ชินจูกุเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีธุรกิจที่พักระยะสั้นจำนวนมากของญี่ปุ่น โดยมีที่พักประเภทนี้เกือบ 10% จากทั้งหมดประมาณ 42,000 แห่งทั่วประเทศ แม้จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจ แต่ชินจูกุก็มีประชากรที่พักอาศัยถาวรจำนวนมาก ทำให้ปัญหาจากนักท่องเที่ยวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนในชุมชน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในญี่ปุ่น หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งเริ่มเผชิญผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งปัญหาการจราจร ความแออัด การถ่ายภาพในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนเมืองเกียวโต ก็อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการจำกัดที่พักระยะสั้นเช่นกัน โดยมีแนวคิดห้ามเปิดที่พักประเภทดังกล่าวแห่งใหม่ในพื้นที่อยู่อาศัยและเขตอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่นและหน่วยงานรัฐบาลอีก 2 แห่ง ได้ออกหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศว่า สามารถใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นจำกัดหรือแม้แต่สั่งห้ามธุรกิจที่พักส่วนตัวได้ หากการให้บริการส่งผลกระทบต่อ “สภาพแวดล้อมที่สงบสุขในการอยู่อาศัยและการศึกษา” หรือเป็นอุปสรรคต่อการรักษาประชากรที่อาศัยอยู่ถาวรและชุมชนท้องถิ่น

ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่นในปัจจุบัน เจ้าของบ้านหรือห้องพักสามารถนำพื้นที่ว่างมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 180 วันต่อปี แต่รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งเริ่มกำหนดจำนวนวันที่สามารถเปิดให้บริการได้เป็นศูนย์ผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการห้ามประกอบธุรกิจที่พักระยะสั้นในพื้นที่นั้น

รัฐบาลกลางญี่ปุ่นระบุว่า หากการให้บริการที่พักส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือสถานศึกษา รัฐบาลท้องถิ่นสามารถห้ามหรือจำกัดการประกอบธุรกิจได้ และสำหรับสถานประกอบการที่เปิดอยู่แล้ว หากไม่มีมาตรการอื่นที่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ ก็สามารถกำหนดช่วงเวลาผ่อนผันก่อนบังคับใช้ข้อห้ามหรือจำกัดจำนวนวันที่ดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังสามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเสียง รวมถึงกล้องบริเวณทางเข้าและทางออก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน โดยพิจารณาตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการปรับท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีจุดยืนว่าการจำกัดธุรกิจที่พักส่วนตัวมากเกินไปอาจไม่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมธุรกิจมินปากุ

สำหรับชินจูกุ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการใหม่คือการรักษาสมดุลระหว่างการรองรับนักท่องเที่ยวกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่อาศัยและบริเวณโดยรอบโรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักเพิ่มขึ้น

การออกข้อบัญญัติใหม่ของชินจูกุจึงสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นของญี่ปุ่นในการจัดการกับผลกระทบจากการท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้รับอำนาจมากขึ้นในการกำหนดว่า พื้นที่ใดควรเปิดให้บริการที่พักระยะสั้น และพื้นที่ใดควรได้รับการคุ้มครองเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของชุมชน.

ที่มา AFP / Kyodo

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ “ปิดอัลกอริทึม” โซเชียลมีเดียได้

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ "ปิดอัลกอริทึม" โซเชียลมีเดียได้

7 ก.ย. 2569 13:01 น.

ออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมาย ให้ผู้ใช้ “ปิดอัลกอริทึม” โซเชียลมีเดียได้

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ “Digital Duty of Care” ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เช่น เมตา, กูเกิล และ TikTok ต้องเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถ “ปิดการทำงานของอัลกอริทึม” ได้ เพื่อลดการฟีดเนื้อหาที่เป็นอันตรายและป้องกันพฤติกรรมเสพติดโซเชียลมีเดีย หากฝ่าฝืนอาจต้องเผชิญโทษปรับมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเสนอร่างกฎหมาย “Digital Duty of Care” ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเปิดทางให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถเลือกปิดอัลกอริทึมที่ใช้คัดเลือกและจัดลำดับเนื้อหาบนหน้าฟีดของตนเองได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความปลอดภัยและรับมือกับผลกระทบจากการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์

อนิกา เวลส์ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวจะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดในลักษณะเดียวกัน พร้อมระบุว่า หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น เมตา, กูเกิล และ TikTok ไม่เปิดทางให้ผู้ใช้ปิดอัลกอริทึมได้ บริษัทเหล่านี้อาจต้องเผชิญบทลงโทษจำนวนมาก

เวลส์กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ชาวออสเตรเลียมีทางเลือกมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏบนฟีดโซเชียลมีเดีย โดยยอมรับว่าผู้ใช้จำนวนมากยังชื่นชอบการทำงานของอัลกอริทึม เพราะช่วยแนะนำเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ รวมถึงช่วยให้ค้นพบธุรกิจหรือบริการในพื้นที่ใกล้บ้าน

ภายใต้ร่างกฎหมาย บริษัทโซเชียลมีเดียจะต้องแสดงข้อความป๊อปอัปเป็นระยะ เพื่อถามผู้ใช้ว่าต้องการใช้ฟีดที่คัดเลือกโดยอัลกอริทึมต่อไปหรือไม่ หรือจะเลือกดูเฉพาะเนื้อหาที่โพสต์โดยบัญชีที่ผู้ใช้ติดตาม โดยผู้ใช้เป็นผู้ตัดสินใจเอง

อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมการรับชมเนื้อหา ข้อมูลประชากร และตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อคาดการณ์ว่าเนื้อหาใดน่าจะดึงดูดผู้ใช้และนำมาแสดงในฟีด ระบบดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจขยายการเผยแพร่เนื้อหาที่เร้าอารมณ์ สร้าง “ห้องเสียงสะท้อน” ที่ผู้ใช้ได้รับแต่ความคิดเห็นในแนวเดียวกัน และอาจมีส่วนทำให้คนหนุ่มสาวเข้าสู่แนวคิดสุดโต่งมากขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มต้องการให้ผู้ใช้อยู่บนระบบนานที่สุด

นอกจากเรื่องอัลกอริทึมแล้ว กฎหมายใหม่ยังคาดว่าจะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบในการระบุและลดความเสี่ยงจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย เช่น สื่อลามกผิดกฎหมาย สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะมีการระบุความเสี่ยงด้านผลกระทบทางจิตสังคมเพิ่มเติมอีกหลายด้าน เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกายและการกลั่นแกล้งทางออนไลน์

บริษัทที่ฝ่าฝืนกฎหมายอาจถูกลงโทษปรับมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 2,370 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ และนักวิจัยอิสระที่ได้รับการรับรอง จะมีอำนาจตรวจสอบการทำงานของแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้บัญชีที่ปลอมตัวเป็นเด็กเพื่อประเมินว่าเยาวชนได้รับเนื้อหาประเภทใดจากระบบอัลกอริทึม

เวลส์ยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่เป็นการกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องระบุความเสี่ยงบนแพลตฟอร์มของตนเองและดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้เผชิญเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้าน โดยแองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำพรรคเสรีนิยม กล่าวว่า เขายังไม่เชื่อมั่นอย่างมาก และกังวลว่ารัฐบาลอาจพยายามใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อควบคุมหรือเซ็นเซอร์โซเชียลมีเดีย พร้อมระบุว่า ฝ่ายค้านยังไม่ได้เห็นรายละเอียดร่างกฎหมายฉบับเต็ม

ขณะที่สมาชิกฝ่ายค้านบางส่วนสนับสนุนหลักการของการควบคุมอัลกอริทึม แต่ก็มีความเห็นแตกต่างกัน โดยซาราห์ เฮนเดอร์สัน รัฐมนตรีเงาด้านการสื่อสาร เคยกล่าวถึงอันตรายจาก “การชักจูงทางจิตวิทยา” ต่อเด็กผ่านอัลกอริทึม ขณะที่ทิม วิลสัน รักษาการรัฐมนตรีคลัง มองว่าอัลกอริทึมเพียงสะท้อนเนื้อหาที่ผู้ใช้ต้องการรับชม และกังวลว่ามาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่การจำกัดความคิดเห็น

ด้านพรรคกรีนส์เรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดยิ่งกว่านี้ โดยเสนอให้ผู้ใช้ต้อง เลือกเข้าร่วม หรือ opt-in ก่อนจึงจะสามารถใช้ฟีดที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมได้ ซาราห์ แฮนสัน-ยัง สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคกรีนส์ เสนอร่างกฎหมายของตนเอง โดยระบุว่าผู้ใช้ควรมีทางเลือกอย่างชัดเจนว่าจะใช้ฟีดที่อัลกอริทึมคัดเลือกหรือไม่ แทนที่จะต้องตกอยู่ภายใต้ระบบที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอและบริโภคเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอของรัฐบาลยังได้รับแรงสนับสนุนจากชาแนล คอนทอส นักรณรงค์ด้านความยินยอมทางเพศ ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดระบบ opt-in สำหรับฟีดที่ใช้อัลกอริทึม โดยเธอเตือนว่าอัลกอริทึมอาจมีส่วนส่งเสริมปัญหาความรุนแรงทางเพศ และทำให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่เกลียดชังผู้หญิงหรือแนวคิดจากกลุ่มที่เรียกว่า “manosphere” ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายคาดว่าจะถูกเสนออย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังรัฐบาลออสเตรเลียเดินหน้ามาตรการควบคุมแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวด โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นมาตรการลักษณะนี้ที่มีความเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่รัฐบาลยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทเทคโนโลยีรายใดถูกปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว แม้งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีส่วนใหญ่ที่เคยใช้แพลตฟอร์มก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ยังคงเข้าถึงโซเชียลมีเดียอยู่ก็ตาม.

ที่มา BBC / ABC

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

"เนทันยาฮู" สั่งรื้อถอน "จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย" ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

7 ก.ย. 2569 12:12 น.

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ออกคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้อิสราเอลปราบปรามเหตุความรุนแรงและการโจมตีชาวปาเลสไตน์โดยกลุ่มชาวยิวสุดโต่ง

เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลบางแห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของอิสราเอล

สโมทริช ซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ทั้งหมด กล่าวว่า เท่าที่เขาทราบ เนทันยาฮูได้สั่งให้อพยพหรือรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง โดยระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว

แหล่งข่าว 2 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมจุดตั้งถิ่นฐานที่ชาวอิสราเอลเข้าไปสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล โดยทั่วไปจุดตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้ประกอบด้วยบ้านสำเร็จรูปหรือรถบ้านเพียงไม่กี่หลัง และมีผู้อยู่อาศัยจำนวนไม่มาก ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเคยรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง และในบางกรณีก็รับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถเข้าถึงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้

สื่ออิสราเอลหลายแห่งรายงานว่า คำสั่งดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเว็บไซต์ข่าว Ynet รายงานว่า มีเป้าหมายไปยังจุดตั้งถิ่นฐานราว 100 แห่งทั่วเขตเวสต์แบงก์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิบัติการรื้อถอนจะเริ่มขึ้นเมื่อใด

สโมทริชกล่าวว่า คำสั่งของเนทันยาฮูเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เรียกว่า เขต A และ B ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปาเลสไตน์เป็นหลัก ตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990 เวสต์แบงก์ถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ A, B และ C โดยพื้นที่ C อยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเป็นหลัก

แม้สโมทริชจะคัดค้านคำสั่งรื้อถอน แต่เขากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความคืบหน้าในการดำเนินการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขต C   โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าได้ผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ผ่านการสร้างและรับรองหมู่บ้าน ฟาร์ม ถนน และบ้านหลายพันหลังในพื้นที่ดังกล่าว

ข้อมูลจากกลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรอิสราเอลที่ต่อต้านการขยายถิ่นฐาน ระบุว่า ปัจจุบันมีจุดตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตประมาณ 340 แห่งในเวสต์แบงก์ นอกเหนือจากนิคมที่รัฐบาลอิสราเอลรับรองอย่างเป็นทางการอีก 146 แห่ง

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติและรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกถือว่านิคมอิสราเอลทั้งหมดในเวสต์แบงก์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือว่าเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครองทางทหารมาตั้งแต่ปี 1967 ขณะที่อิสราเอลโต้แย้งว่า ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาท ไม่ใช่ดินแดนที่ถูกยึดครอง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมต่าง ๆ ทั่วเวสต์แบงก์ ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เดินทางเยือนพื้นที่เวสต์แบงก์ เพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งตกเป็นเหยื่อการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ฮัคคาบีกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อาชญากรรมก็คืออาชญากรรม การก่อการร้ายก็คือการก่อการร้าย” พร้อมเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุคาดหวังว่าจะต้องเผชิญผลลัพธ์หรือบทลงโทษที่รุนแรง โดยไม่ได้ระบุชื่ออิสราเอลโดยตรง

ขณะเดียวกัน ศาลสูงสุดของอิสราเอลมีคำตัดสินในวันเดียวกันว่า หน่วยงานด้านกลาโหมของอิสราเอลต้องดำเนินการเพื่อให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ 3 ครอบครัวสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานขับไล่ออกจากบ้านในหมู่บ้านจาลุด ทางตะวันตกของเวสต์แบงก์

รัฐบาลอิสราเอลประณามความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานเป็นระยะ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่า ผู้ก่อเหตุจำนวนมากไม่ถูกจับกุม และยิ่งมีจำนวนน้อยลงที่ถูกดำเนินคดี ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การจัดการกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่ก่อเหตุรุนแรงเป็นผลประโยชน์ของอิสราเอลเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรสำคัญที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลเนทันยาฮู.

ที่มา Reuters / AFP

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์เปิดตัว "Cybercab" สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

7 ก.ย. 2569 11:32 น.

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์ เดินหน้าเดิมพันครั้งใหญ่ นำรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับรุ่นใหม่ล่าสุด “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) สีทอง ที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและไม่มีแป้นเหยียบ ออกวิ่งให้บริการบนถนนแบบจำกัดในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ

เทสลาเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) ในพื้นที่ของเมืองออสติน รัฐเท็กซัส แบบจำกัด โดยรถยนต์ไฟฟ้าสีทองรุ่นใหม่นี้เป็นรถสองที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและแป้นเหยียบ ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถเข้าควบคุมรถได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนเปิดตัว เทสลาเผยแพร่ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบ” พร้อมภาพ ไซเบอร์แค็บลอยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองออสติน ขณะที่อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทสลา โพสต์ข้อความว่า “พายุแห่งไซเบอร์แค็บ” แต่เขากลับไม่ได้ปรากฏตัวในงานเปิดตัว

เทสลาระบุว่า ขณะนี้ไซเบอร์แค็บให้บริการเฉพาะบางพื้นที่ของออสติน และยังไม่ได้ประกาศว่าจะเริ่มเก็บค่าโดยสารเมื่อใด โดยผู้บริหารระบุว่าในอนาคตมีแผนใช้ระบบกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น ซึ่งค่าโดยสารจะปรับสูงขึ้นตามความต้องการ พร้อมชูแนวคิดมอบ “ประสบการณ์ชั้นหนึ่งในราคาแบบชั้นประหยัด”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแผนของมัสก์ที่ต้องการผลักดันเทสลาให้เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ โดยมัสก์ระบุว่าไซเบอร์แค็บถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุม และคาดหวังว่าในอนาคตจะกลายเป็นรถยนต์รุ่นหลักของเครือข่าย Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลา

อย่างไรก็ตาม เทสลายังตามหลัง “เวย์โม” (Waymo) อย่างมากในด้านจำนวนรถและการให้บริการ เวย์โมมีรถแท็กซี่ไร้คนขับมากกว่า 4,000 คันใน 14 เมือง ขณะที่ข้อมูลของรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ระบุว่าเทสลามีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียน 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นไซเบอร์แค็บ 45 คัน ส่วน เวย์โมมี 988 คันในรัฐเท็กซัส

ความท้าทายสำคัญของเทสลาคือระบบขับขี่อัตโนมัติของบริษัทใช้กล้องเป็นหลัก แตกต่างจากเวย์โม และ Zoox ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งใช้ทั้งกล้อง เรดาร์ และเทคโนโลยีตรวจจับด้วยแสงเลเซอร์ หรือไลดาร์ เพื่อช่วยให้รถรับรู้สภาพแวดล้อม

ด้านสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า กำลังติดต่อกับเทสลาและประเมินสถานการณ์ หลังมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปกำหนดให้รถยนต์ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมสำหรับมนุษย์ ขณะที่กฎของรัฐบาลกลางยังจำกัดจำนวนรถที่ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายได้ หากรถไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

นอกจากนี้ เทสลายังเผชิญการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ หลายกรณี ทั้งการชนในสภาพหมอก แสงแดดจ้า และทัศนวิสัยต่ำ รวมถึงอุบัติเหตุที่มีคนเดินถนนเสียชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ที่รถซึ่งใช้ระบบช่วยขับขี่ของเทสลาฝ่าไฟแดงหรือขับผิดช่องทางจนเกิดการชนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

แม้เทสลาจะเริ่มทดสอบแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองออสตินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และขยายไปยังเมืองอื่นในรัฐเท็กซัสและฟลอริดา แต่การให้บริการยังมีข้อจำกัด โดยการทดสอบของรอยเตอร์สก่อนหน้านี้พบว่าผู้โดยสารบางครั้งต้องรอรถเป็นเวลานาน และในเมืองดัลลัส รถไม่สามารถส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางบางแห่งภายในพื้นที่ให้บริการ ทำให้ต้องเดินต่อประมาณ 15 นาที

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ผลสำรวจของ Pew Research Center เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรู้สึก “ไม่ค่อยสบายใจ” หรือ “ไม่สบายใจเลย” ที่จะโดยสารรถไร้คนขับ มีเพียง 7% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจ “อย่างมาก” หรือ “มาก”

มัสก์ตั้งเป้าในระยะยาวที่จะส่งซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบไปยังรถเทสลาหลายแสนคันผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าของรถนำรถของตนเข้าสู่เครือข่ายแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลาในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีความปลอดภัยเพียงพอ และสามารถผ่านข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ แต่ปัจจุบันเทสลายังไม่มีใบอนุญาตให้ดำเนินบริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือทดสอบรถไร้คนขับโดยไม่มีคนขับนิรภัยนั่งอยู่ด้านหน้า

สำหรับเทสลาแล้ว ไซเบอร์แค็บจึงไม่ใช่เพียงรถรุ่นใหม่ แต่เป็นเดิมพันครั้งใหญ่ต่ออนาคตของบริษัท ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับอาจมีผลโดยตรงต่อมูลค่าและทิศทางของเทสลาในระยะยาว.

ที่มา Reuters / The Independent

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

7 ก.ย. 2569 11:16 น.

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สภากาชาดสิงคโปร์ยกระดับมาตรการช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบาง จากหมอกควันและอากาศร้อน เตรียมแจกเครื่องฟอกอากาศ ชุดยังชีพ และช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง นำร่องราว 700 คนทั่วประเทศ

สถานการณ์หมอกควันยังเป็นที่จับตา หลังค่าดัชนีมาตรฐานมลพิษในอากาศ หรือ PSI เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เคยพุ่งเข้าสู่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ใน 3 พื้นที่ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2023 ที่ค่าดัชนี PSI ทะลุระดับดังกล่าว

แม้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณภาพอากาศจะกลับมาอยู่ในระดับปานกลาง แต่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NEA ยังคงออกคำแนะนำเรื่องหมอกควันเป็นประจำทุกวัน พร้อมเผยการคาดการณ์ค่า PSI ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนกิจกรรมและการเดินทางได้อย่างเหมาะสม

ด้านสภากาชาดสิงคโปร์แสดงความกังวล สภาพอากาศร้อนขึ้น ประกอบกับคุณภาพอากาศที่แย่ลง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือครั้งใหม่ ด้วยการแจกเครื่องฟอกอากาศ ต่อยอดจากโครงการรับมืออากาศร้อนและหมอกควันที่สภากาชาดสิงคโปร์เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอาสาสมัครได้แจกชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยผ้าเย็น หน้ากาก แก้วน้ำ และพัดลมแบบพกพา พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ

คาดว่าในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 200 คน ซึ่งอาศัยอยู่ตามลำพัง และอยู่ในโครงการช่วยเหลือของสภากาชาด จะได้รับเครื่องฟอกอากาศและชุดช่วยเหลือสำหรับรับมืออากาศร้อนและหมอกควัน ขณะเดียวกันสภากาชาดจะช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเปิดเครื่องฟอกอากาศ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเปราะบางอีก 500 คน ที่จะได้รับชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยน้ำมะพร้าว เครื่องดื่มเกลือแร่ อาหารพร้อมรับประทานที่เหมาะสม ของใช้ด้านสุขอนามัย และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

สภากาชาดระบุว่า สิ่งของที่แจกจ่ายมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ลดการทำกิจกรรมนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน อาสาสมัครที่ทำหน้าที่เยี่ยมบ้านและดูแลผู้ได้รับความช่วยเหลือ จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดจาก ความร้อนและหมอกควัน รวมถึงรู้วิธีให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ที่มีอาการน่าเป็นห่วง

ส่วนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของสภากาชาดที่ต้องลงพื้นที่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากคุณภาพอากาศ จะได้รับ หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันการสูดดมมลพิษระหว่างปฏิบัติงาน

เบนจามิน วิลเลียม เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภากาชาดสิงคโปร์ กล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและคุณภาพอากาศแย่ลง ผลกระทบต่อผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วอาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพ และช่วยตรวจสอบความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจต้องการความช่วยเหลือ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งให้ชุมชนสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงได้.

ที่มา : channelnewsasia