นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

9 ก.ย. 2569 11:05 น.

นักวิทย์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่จากเห็บ ติดเชื้อแล้ว 329 คน อาการมีไข้อ่อนเพลีย

นักวิทยาศาสตร์จีนค้นพบไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่โดยเห็บ หลังตรวจผู้ป่วยมีไข้ 3,163 คน พบติดเชื้อ 329 คน ขณะที่เห็บพาหะชนิดเดียวกันแพร่กระจายในสหรัฐฯ แล้ว 21 รัฐ

วันที่ 8 กันยายน 2569 วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) เผยแพร่งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จีนที่ค้นพบไวรัสชนิดใหม่ที่แพร่จากเห็บ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยพบผู้ติดเชื้อแล้ว 329 คนใน 4 มณฑลทางภาคตะวันออกและภาคกลางของจีน รวมถึงมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการระบาดใหญ่ของโควิด-19

งานวิจัยระบุว่า นักวิจัยตั้งชื่อไวรัสชนิดใหม่นี้ว่า “เอเชียน ลองฮอร์น ทิก ไนโรไวรัส” (Asian longhorned tick nairovirus) หรือ ALTNV จัดอยู่ในกลุ่มออร์โธไนโรไวรัส (Orthonairovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ALTNV เพียงอย่างเดียวมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยอาการที่พบมากที่สุดหลังมีไข้คืออ่อนเพลีย ซึ่งพบใน 84% ของผู้ป่วย รองลงมาคืออาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร 80% และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ 38% นอกจากนี้ 36% มีระดับเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า จากการตรวจพบว่าเห็บ “ฮีมาฟิซาลิส ลองจิคอร์นิส” (Haemaphysalis longicornis) หรือเห็บลองฮอร์นเอเชีย เป็นชนิดที่พบ ALTNV มากที่สุด โดยนักวิจัยตรวจเห็บ 47,428 ตัวจาก 15 มณฑลของจีน พบสารพันธุกรรมของ ALTNV ใน 1.29% และพบอัตราสูงสุดในเห็บลองฮอร์นเอเชียที่ 1.75% นอกจากนี้การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าเห็บชนิดนี้สามารถแพร่เชื้อไปยังหนูได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังไม่พบหลักฐานว่า ALTNV แพร่เข้าสู่สหรัฐฯ แล้ว ขณะที่เห็บลองฮอร์นเอเชีย ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของไวรัสชนิดนี้ถูกพบกระจายแล้วใน 21 รัฐของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลถึงความเป็นไปได้ในการแพร่ของไวรัสในอนาคต แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ ALTNV ในสหรัฐฯ.

 ที่มา Daily Mail

“ต๋ง เจียนหว่า” ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

"ต๋ง เจียนหว่า" ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

9 ก.ย. 2569 11:03 น.

“ต๋ง เจียนหว่า” ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบให้จีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

“ต๋ง เจียนหว่า” อดีตผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี หลังดำรงตำแหน่งท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การแพร่ระบาดของโรค และการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อปี 2003 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงกับจีน

สื่อท้องถิ่นฮ่องกงรายงานอ้างอิงแถลงการณ์จากสำนักงานของนายต๋ง เจียนหว่า (Tung Chee-hwa) อดีตผู้บริหารสูงสุดคนแรกของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยระบุว่า นายต๋ง ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วอย่างสงบเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) ขณะมีอายุได้ 89 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว แม้จะไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ โดยแถลงการณ์ยกย่องเขาเป็นบุคคลผู้ “อุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง”

นายต๋ง เจียนหว่า สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 รับตำแหน่งต่อจากนายคริส แพตเทน (Chris Patten) ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงชาวอังกฤษคนสุดท้าย ในวาระที่สหราชอาณาจักรส่งมอบฮ่องกงคืนสู่การปกครองของจีน ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคอาณานิคมยาวนานกว่า 150 ปี ภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ระดับตำนานในวันรับตำแหน่งว่า “เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเรา ชาวฮ่องกง จะได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง”

ต๋ง เจียนหว่า เกิดที่นครเซี่ยงไฮ้ในปี 1937 เป็นบุตรชายของ ต๋ง เจาหยง มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเดินเรือ Orient Overseas เขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ (ซึ่งทำให้เขาเป็นแฟนบอลตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูล) และเคยทำงานกับบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก ในสหรัฐฯ ก่อนจะกลับมารับช่วงดูแลธุรกิจครอบครัวที่ฮ่องกงในปี 1979

เส้นทางสายการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการเป็นที่ปรึกษาในคณะรัฐมนตรีของฮ่องกงยุคอาณานิคมเมื่อปี 1992 ก่อนที่ในปี 1996 เขาจะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ 400 คนที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลจีนให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฮ่องกงคนแรก โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้นำจีนในขณะนั้น อย่างประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ซึ่งย้อนกลับไปในอดีต ธนาคารรัฐบาลจีนเคยยื่นมือเข้าช่วยกอบกู้ธุรกิจเดินเรือของครอบครัวเขาจากวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1980

การดำรงตำแหน่งของนายต๋งเต็มไปด้วยความผันผวน เขาต้องเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตการเงินเอเชีย ในปี 1997 ที่ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงดิ่งลงอย่างหนัก ตามมาด้วยวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ ทั้งไข้หวัดนก (1997-2002) และการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ในปี 2003

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2003 เมื่อรัฐบาลของเขาพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ หรือ “มาตรา 23” ส่งผลให้ชาวฮ่องกงมากกว่า 500,000 คนออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนด้วยชุดสีดำ เนื่องจากเกรงว่ากฎหมายดังกล่าวจะลิดรอนเสรีภาพและสิทธิพลเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความนิยมของเขาลดลงอย่างมหาศาล จนต้องถอนร่างกฎหมายออกไป และนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2005 ก่อนครบวาระที่สอง โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นผลมาจากความกดดันของจีนก็ตาม

หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งบริหารสูงสุด นายต๋งยังคงมีบทบาทสำคัญทางการเมือง โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาระดับสูงสุดของจีน และทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลของเขากับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2019 ที่เกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกง นายต๋งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นกลุ่ม “สร้างความวุ่นวายต่อต้านจีน” และออกมาปกป้องการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนในปี 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายต๋งได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยลง โดยการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายคือในพิธีฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจในเวลาต่อมา ทั้งนี้ นายต๋ง จื้อหวา สมรสแล้วและมีบุตร-ธิดารวม 3 คน.

ที่มา BBC / Reuters

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

9 ก.ย. 2569 10:34 น.

สุดช็อก ลูกค้าเจอลูกหนูดิ้นอยู่ในซอสพาสต้าที่ร้านอาหารฮ่องกง

ลูกค้าที่ฮ่องกงสั่งพาสต้าเนื้อสะเต๊ะราคา 48 ดอลลาร์ฮ่องกง จากร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตไควชุง ก่อนพบลูกหนูแรกเกิดสีชมพูไร้ขนดิ้นอยู่ในซอส ล่าสุดเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ

วันที่ 8 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานว่า เกิดกระแสวิจารณ์ในฮ่องกง หลังลูกค้ารายหนึ่งพบสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายลูกหนูอยู่ในอาหารซื้อกลับบ้านจากร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตไควชุง เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า ลูกค้ารายนี้สั่งเส้นพาสต้าราดซอสเนื้อสะเต๊ะ ราคา 48 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 200 บาท จากร้านหวา เจอร์ เรสเตอรองต์ (Wa Jer Restaurant) แต่เมื่อเปิดภาชนะอาหารกลับพบลูกหนูตัวเล็กสีชมพู ไร้ขน ดิ้นไปมาอยู่ในซอสสะเต๊ะ

คลิปวิดีโอที่ลูกค้านำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตซึ่งยังมีดวงตาเปิดไม่เต็มที่ ขยับแขนและขาไปมาและมีลักษณะคล้ายกำลังหายใจอย่างยากลำบากภายในกล่องอาหาร จนคลิปแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและสร้างความตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น

ลูกค้าได้ร้องเรียนต่อกรมสุขอนามัยและอาหารและอนามัยสิ่งแวดล้อมของฮ่องกง (Food and Environmental Hygiene Department) ทันที โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและยึดอาหารต้องสงสัยไปตรวจวิเคราะห์ และหลังตรวจสอบสถานที่ประกอบอาหาร เจ้าหน้าที่พบว่าสภาพสุขอนามัยของร้านไม่เป็นที่น่าพอใจ พร้อมเปิดการสอบสวนในหลายประเด็น ทั้งขั้นตอนการเตรียมอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา และการจัดส่งอาหาร

ทางด้านผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารอุตสาหกรรมหวา ซิง บนถนนหวา ซิง กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งหรือการจัดฉากหรือไม่ โดยผู้ประกอบการระบุว่า ร้านเปิดให้บริการมานานกว่าหนึ่งปีและที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาพบสัตว์พาหะในอาหาร แม้ยอมรับว่าบริเวณนี้มีหนูอยู่เป็นครั้งคราว พร้อมยืนยันว่าร้านมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่เป็นประจำทุกเดือน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฮ่องกงยังคงสอบสวนเพื่อหาคำตอบว่า ลูกหนูเข้าไปอยู่ในอาหารได้อย่างไร และเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ตั้งแต่การเตรียมอาหารจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า.

ที่มา SCPM

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

9 ก.ย. 2569 10:24 น.

สุดช็อก นักข่าวเลบานอนรอรายงานข่าวสถานการณ์สด ถูกระเบิดลงระยะประชิดบาดเจ็บ

เกิดเหตุระทึกขณะผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสถานีโทรทัศน์อัล-มานาร์ในเลบานอน กำลังรายงานสดเหตุโจมตีของอิสราเอล แต่กลับถูกโจมตีซ้ำในระะประชิด ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด 

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นในเมืองนาบาติเยห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสถานีโทรทัศน์อัล-มานาร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กำลังรายงานข่าวการโจมตีของอิสราเอล

ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นผู้สื่อข่าวกำลังรายงานสดอยู่ใกล้มัสยิดฮุสเซนียะห์ ในใจกลางเมืองนาบาติเยห์ เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่มวันอาทิตย์ ก่อนเกิดการโจมตีระลอกที่สองใกล้จุดที่เขายืนอยู่ ทำให้ผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณขาและแขน ส่วนช่างภาพก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน โดยทางสถานีระบุว่า ทั้งสองคนอาการทรงตัว และอยู่ระหว่างเข้ารับการผ่าตัด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลหลายระลอกทั่วพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก โดย 8 คนเสียชีวิตจากการโจมตีอาคารแห่งหนึ่งในเมืองคฟาร์ รุมมาน และมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิตอีก 1 คน จากการโจมตีรถยนต์

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ หลังกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ส่งโดรนติดระเบิดโจมตีกองกำลังอิสราเอล พร้อมระบุว่า ได้โจมตีสมาชิกฮิซบอลเลาะห์ที่ถูกกล่าวหาว่าลำเลียงอาวุธในพื้นที่คฟาร์ รุมมาน ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

9 ก.ย. 2569 09:38 น.

เกาหลีเหนือ-รัสเซียเปิดสะพานข้ามพรมแดนแห่งแรก กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เกาหลีเหนือ-รัสเซีย เปิดสะพานถนนแห่งแรกที่เชื่อมสองประเทศข้ามแม่น้ำตูเมน หวังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญฟื้นฟูความร่วมมือรอบด้าน ท่ามกลางสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น

วันที่ 8 กันยายน 2569  สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า เกาหลีเหนือและรัสเซียเปิดใช้งานสะพานถนนแห่งใหม่ข้ามแม่น้ำตูเมน ซึ่งเชื่อมเมืองราซอน ของเกาหลีเหนือกับเมืองคาซานของรัสเซีย โดยพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ในพื้นที่ราซอนของเกาหลีเหนือและคาซานของรัสเซีย โดยมีนายพัค แทซง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ และนายมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เข้าร่วมพิธีเปิดผ่านระบบออนไลน์


รายงานข่าวระบุว่า การก่อสร้างสะพานเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 หลังจากนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย พบกันในการประชุมสุดยอดที่กรุงเปียงยางเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยสะพานแห่งนี้จะช่วยให้ยานพาหนะหลากหลายประเภทและประชาชนสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัย พร้อมเป็นหลักประกันในการสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประชาชน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนสินค้า

นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือเรียกสะพานแห่งใหม่ว่าเป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่า สะพานแห่งนี้จะเพิ่มพลังขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียในทุกด้าน ทางด้านนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือได้ยกระดับขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน.

ที่มา Yonhap 

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

9 ก.ย. 2569 09:06 น.

ทรัมป์สั่งแบนสินค้าจากแคนาดา ทั้งเหล้า-นม-รถยนต์ เริ่ม 29 ก.ย.

สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นม และรถยนต์ หลังแคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ ตอบโต้

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาหลายประเภท อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายประเภท และผลิตภัณฑ์นม เช่น เวย์ รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในรายการคำสั่งของทำเนียบขาว โดยทรัมป์ระบุในคำสั่งว่า แคนาดาเลือกปฏิบัติ ต่อการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า แคนาดาจำกัดการกระจายสินค้าจากสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่น

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการห้ามนำเข้าจะเริ่มมีผลวันที่ 29 กันยายน หลังแคนาดาประกาศมาตรการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้ารุนแรงขึ้นหลังเมื่อเดือนที่แล้ว ทำเนียบขาวประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาประมาณ 50% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.3 แสนล้านบาท หลังการเจรจาหลายรอบไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แม้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศระบุว่าต้องการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเจรจารอบใหม่ หลังการเจรจาครั้งล่าสุดล้มเหลวเมื่อปลายเดือนสิงหาคม

มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กระทบหลายอุตสาหกรรมในแคนาดา ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ไวน์ อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์ตกปลา ขณะที่แคนาดาตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในมูลค่าเท่ากัน ครอบคลุมสินค้า เช่น เหล็ก เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ โดยมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาเริ่มมีผลหลังเที่ยงคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569

ก่อนหน้านี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า การที่แคนาดาปรับทิศทางเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดจะมีต้นทุนตามมา

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการค้า โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ยังมีคำสั่งให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากทั้งชาวแคนาดาและชาวอเมริกันบางส่วน.

ที่มา BBC

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

9 ก.ย. 2569 08:59 น.

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดฯ ขณะไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหา

นักข่าว 5 คนสูญหายในอินโดนีเซีย หลังนั่งเรือสปีด โบ๊ต เดินทางไปทำข่าวภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ ล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหา ท่ามกลางคลื่นสูง-ทัศนวิสัยเลวร้าย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยอินโดนีเซียระดมกำลังค้นหา 8 บุคคลสูญหาย ซึ่งรวมถึงนักข่าว 5 คน หลังทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา เพื่อไปติดตามสถานการณ์และบันทึกภาพการปะทุของ ภูเขาไฟอานักกรากะตัว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อกลับ
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่า กลุ่มดังกล่าวออกเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ตจากพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่กลับเข้าฝั่ง ขณะที่เจ้าของเรือระบุว่าไม่ได้รับข้อมูลหรือการติดต่อใดๆ จากลูกเรือ
ผู้สูญหายประกอบด้วย นักข่าวชาวอินโดนีเซีย 5 คน ลูกเรือ 2 คน และไกด์อีก 1 คน โดยนักข่าวทั้งหมดเดินทางไปเพื่อถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอการปะทุของภูเขาไฟอานักกรากะตัว ซึ่งเริ่มปะทุตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สนามบินหลายแห่งต้องหยุดให้บริการ และเถ้าภูเขาไฟปกคลุมกรุงจาการ์ตา รวมถึงเมืองโดยรอบ
นักข่าวทั้ง 5 คนทำงานให้กับสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีผู้สื่อข่าวจาก สำนักข่าวอันตารา (Antara) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของทางการอินโดนีเซีย, สำนักข่าวอนาโตลู (Anadolu) ของตุรกี และเว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น iNews รวมอยู่ด้วย
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยระบุว่า หนึ่งในนักข่าวได้ติดต่อเพื่อนร่วมงานเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันจันทร์ และส่งพิกัดตำแหน่งของตนเองให้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก
เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ รวมถึงบริษัทเจ้าของเรือสปีดโบ๊ต ได้ร่วมกันออกค้นหาผู้สูญหาย โดย อัล อัมราด หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ระบุว่า เรือดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 8 คน ประกอบด้วยนักข่าว 5 คน ลูกเรือ 2 คน และไกด์ 1 คน
อย่างไรก็ตาม การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจาก คลื่นทะเลสูงและทัศนวิสัยไม่ดี โดยสำนักข่าวอันตาราระบุว่าได้รับแจ้งจากตำรวจว่า เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยุติภารกิจค้นหาในวันดังกล่าว และจะกลับมาค้นหาต่อในช่วงเช้าวันพุธที่ 9 กันยายน
สำนักข่าวอันตารายืนยันว่า มูฮัมหมัด บากุส คอยรูนาส ช่างภาพของสำนักข่าว เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเรือที่สูญหาย พร้อมระบุว่ากำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์
เหตุการณ์เรือสูญหายหรืออุบัติเหตุทางทะเลเกิดขึ้นเป็นระยะในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ โดยมีปัจจัยทั้งจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ยังมีข้อจำกัดในบางพื้นที่ รวมถึงสภาพอากาศที่แปรปรวน
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวสเปน 3 คนเสียชีวิต หลังเรือประสบเหตุจมในน่านน้ำทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ขณะที่เด็กชายวัย 10 ปีอีกหนึ่งคนถูกขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการว่า สูญหายและคาดว่าเสียชีวิต หลังเจ้าหน้าที่ยุติปฏิบัติการค้นหา.

ที่มา :channelnewsasia

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

9 ก.ย. 2569 05:54 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรให้ครอบคลุมสายการบินและผู้ให้บริการการบินทั้งหมดของอิหร่าน โดยหวังตัดขาดภาคการบินเพื่อเพิ่มแรงกดดันแก่รัฐบาลเตหะราน

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการคว่ำบาตร “สายการบินของอิหร่านที่เหลือทั้งหมด” ที่ยังไม่เคยถูกลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าว โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าการดำเนินการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่ “เป้าหมาย 36 รายการ ที่ให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานใช้ในการขนส่งอาวุธ บุคลากร และสินค้าผิดกฎหมาย”

เป้าหมายเหล่านี้รวมถึงสายการบินของอิหร่าน 27 แห่ง ร่วมกับบริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ตุรกี, มาเลเซีย และคาซัคสถาน

“โดยพื้นฐานแล้ว เรากำลังตัดภาคการบินทั้งหมดของเศรษฐกิจอิหร่านออกจากตลาด” เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวโดยไม่เปิดเผยนาม

ขณะที่นาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างประกาศมาตรการคว่ำบาตรในวันอังคารว่า “ภายใต้ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ เราได้สัญญาไว้ว่าจะลงโทษผู้ที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ระบอบอิหร่านอย่างรุนแรง”

เขาเตือนด้วยว่า ใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับสายการบินที่เหลือของอิหร่าน เสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก

นอกจากสายการบินของอิหร่านแล้ว กระทรวงการคลังระบุว่ามาตรการล่าสุดยังมุ่งเป้าไปที่บริษัทในประเทศที่สามซึ่ง “อำนวยความสะดวกในการแพร่ขยายอาวุธ ปฏิบัติการเที่ยวบินที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย และการจัดหาเครื่องบินที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายให้กับสายการบิน มาฮาน แอร์ (Mahan Air) ที่ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้”

การคว่ำบาตรยังมุ่งไปที่ “ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและตัวแทนขายทั่วไปที่เคยให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศของ มาฮาน แอร์ ด้วย”

อนึ่ง มาฮาน แอร์ เป็นสายการบินของอิหร่านที่ถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในกิจกรรมของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC)

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าบริษัทในประเทศต่างๆ เช่น จีน อาจต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (secondary sanctions) ฐานให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่านหรือไม่ แต่ระบุว่า มีมาตรการหลายอย่างที่วอชิงตันสามารถดำเนินการต่อผู้ให้บริการได้

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็เพิ่งประกาศคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทต่างๆ ที่พวกเขาระบุว่า ให้การช่วยเหลือ มาฮาน แอร์

ทั้งนี้ ภาคการบินของอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบากมาอย่างยาวนานภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวได้ขัดขวางความสามารถในการจัดหาเครื่องบิน อะไหล่ และบริการบำรุงรักษาอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

9 ก.ย. 2569 05:24 น.

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า การเจรจาระหว่างยูเครนและรัสเซียอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ในขณะที่มอสโกเปิดฉากถล่มกรุงเคียฟรอบใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า คณะผู้เจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา อาจได้พบปะกันอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนนี้เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมอสโกเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีอย่างหนักตลอดทั้งคืนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือเมืองหลวง หลังสิ้นสุดการหยุดยิง 3 วันเพื่อเปิดทางให้คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยือนกรุงเคียฟ

ทั้งนี้ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับนาย จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนเมืองหลวงของรัสเซียและยูเครนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเจรจาร่วมกับทั้งเซเลนสกีและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

แม้จะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรมแต่เซเลนสกีเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า มีความหวังที่จะฟื้นฟูการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“พวกเราทุกคนจะเตรียมความพร้อมและผลักดันให้เกิดการประชุมสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และอเมริกาให้ใกล้เข้ามา” เซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าว “หากทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน เราก็อยากจะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากเป็นเดือนกันยายนได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ยิ่งเร็วยิ่งดี”

การเจรจาหลายรอบก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวในการทำให้ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้ข้อตกลง นอกจากนั้น ความไว้วางใจระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีสัญญาณว่าฝ่ายมอสโกหรือเคียฟจะยอมปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง

อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนของนายวิตคอฟฟ์กับนายคุชเนอร์ ถือเป็นสัญญาณที่วอชิงตันกลับมาพยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากความพยายามดังกล่าวหยุดชะงักไปนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านในตะวันออกกลาง

นายวิตคอฟฟ์กล่าวถึง “ความคืบหน้าที่สำคัญ” ในการหารือร่วมกับยูเครนและรัสเซีย ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพแบบสามฝ่าย

“ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดยั้งการเข่นฆ่าและผลักดันไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

9 ก.ย. 2569 04:42 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านอีก 2 ลำ ในน่านน้ำใกล้เกาะคาร์ก ขณะที่เตหะรานประกาศจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับท่าเรือบาห์เรนและคูเวต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 นายว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 2 ลำ ที่ลอยลำอยู่ใกล้กับเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธเข้าใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งปรับยุทธศาสตร์ในสงคราม โดยเน้นการโจมตีหรือทำลายเป้าหมายรอบช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก พร้อมทั้งดำเนินปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้ และคงมาตรการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ IRIB อ้างแถลงการณ์ของ IRGC ว่า พวกเขาจะตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือในบาห์เรนและคูเวต

“เราขอเตือนลูกเรือทุกคนบนเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณใกล้เคียงท่าเรือในคูเวตและบาห์เรน ซึ่งเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกผู้ก่อการร้าย (อเมริกัน) เหล่านี้ และเป็นพันธมิตรในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ ให้ทิ้งเรือของพวกเขาโดยทันที ไม่ว่าจะทิ้งสมอหรือจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือก็ตาม เนื่องจากเรือเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี” แถลงการณ์ระบุ

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า หนึ่งในเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ถูกโจมตีเมื่อวันอังคารอยู่ห่างจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพียง 4 ไมล์เท่านั้น ส่วน IRIB ระบุว่า เรือลำที่ 2 ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองจัสก์ (Jask) และลูกเรือของเรือทั้งสองลำกำลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่ง

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ห่างจากเกาะคาร์กประมาณ 6 ไมล์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn