NASA เผยแท่นปล่อยจรวดที่เกิดระเบิดขณะทดสอบ เสียหายหนักและอาจใช้เวลาซ่อมนานหลายปี

NASA เผยแท่นปล่อยจรวดที่เกิดระเบิดขณะทดสอบ เสียหายหนักและอาจใช้เวลาซ่อมนานหลายปี

2 มิ.ย. 2569 10:17 น.

NASA เผยแท่นปล่อยจรวดที่เกิดระเบิดขณะทดสอบ เสียหายหนักและอาจใช้เวลาซ่อมนานหลายปี

ผู้บริหาร NASA เผยแท่นปล่อยจรวด New Glenn ที่ระเบิดระหว่างทดสอบเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายรุนแรง แท่นปล่อยพังยับ คาดกระทบภารกิจอวกาศและโครงการดาวเทียมของ Amazon ที่หวังแข่งกับ SpaceX

ความพยายามของบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ในการท้าชิงความเป็นผู้นำด้านธุรกิจอวกาศจากสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กำลังเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ หลังเกิดเหตุระเบิดรุนแรงระหว่างการทดสอบจรวด “นิว เกล็นน์” (New Glenn) ส่งผลให้แท่นปล่อยจรวดได้รับความเสียหายอย่างหนัก และอาจต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซม

จาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแท่นปล่อยจรวดของบลู ออริจินนั้นรุนแรงมาก และการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เขาระบุว่า กรอบเวลาที่แท่นปล่อยจะกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบในปี 2028 ถือว่ายังมีความเป็นไปได้

เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่จรวดนิว เกล็นน์ กำลังเข้ารับการทดสอบการจุดเครื่องยนต์แบบอยู่กับที่ หรือ Static Hot-Fire Test ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานก่อนปล่อยขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งเกิดขึ้นภายในศูนย์ปล่อยจรวดของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ที่เมืองเคปคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา

อย่างไรก็ตาม การทดสอบกลับจบลงด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ จนเกิดลูกไฟขนาดมหึมาปกคลุมบริเวณแท่นปล่อยจรวด สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของฐานปล่อย

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับบลู ออริจิน และโครงการดาวเทียมของบริษัท Amazon ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบโซส ที่กำลังพยายามเร่งสร้างศักยภาพการแข่งขันกับสเปซเอ็กซ์ของ อีลอน มัสก์ ผู้นำตลาดธุรกิจส่งดาวเทียมและขนส่งอวกาศเชิงพาณิชย์ของโลก

แหล่งข่าวในบริษัทและอุตสาหกรรมอวกาศเปิดเผยว่า แรงระเบิดส่งผลให้แท่นปล่อยจรวดได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบถูกทำลายทั้งหมด และจำเป็นต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่

วิศวกรประเมินเบื้องต้นว่า การซ่อมแซมอาจทำให้การดำเนินงานของบลู ออริจิน ต้องหยุดชะงักอย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจยาวนานกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

นอกจากนี้ ดาวเทียมในโครงการอินเทอร์เน็ตอวกาศของ Amazon ซึ่งเดิมมีกำหนดถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวดลำนี้ ยังไม่ได้ถูกติดตั้งเข้ากับจรวดในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่มีความเสียหายต่อดาวเทียม

ทั้งนี้ จรวดนิว เกล็นน์ ได้รับการตั้งชื่อตาม จอห์น เกล็นน์ นักบินอวกาศชาวอเมริกันผู้เป็นชาวสหรัฐฯ คนแรกที่โคจรรอบโลก

เดิมทีจรวดรุ่นนี้ถูกวางบทบาทให้เป็นกำลังสำคัญในการขนส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ อุปกรณ์ และสัมภาระต่าง ๆ สำหรับโครงการอาร์เทมิสของ NASA ซึ่งมีเป้าหมายส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

อินเดียย้ำเดินหน้าสานสัมพันธ์เมียนมา หลังโมดี หารือ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงนิวเดลี

อินเดียย้ำเดินหน้าสานสัมพันธ์เมียนมา หลังโมดี หารือ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงนิวเดลี

2 มิ.ย. 2569 09:17 น.

อินเดียย้ำเดินหน้าสานสัมพันธ์เมียนมา หลังโมดี หารือ มิน อ่อง หล่าย ที่กรุงนิวเดลี

อินเดียยืนยันเดินหน้าสานสัมพันธ์กับเมียนมาต่อเนื่อง หลังนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี พบหารือกับประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากชาติตะวันตก

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายวิกรม มิศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวว่า รัฐบาลอินเดียยืนยันจะเดินหน้ารักษาความสัมพันธ์และหารือกับเมียนมาต่อไป หลังนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี พบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา ที่กรุงนิวเดลี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้เมียนมายังคงเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากหลายประเทศตะวันตก หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

นายวิกรมกล่าวว่า ระหว่างการหารือ ผู้นำอินเดียและเมียนมาได้พูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านการค้า ความมั่นคง การป้องกันประเทศ การบริหารจัดการชายแดน รวมถึงการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ โดยที่ผ่านมานโยบายของอินเดียที่มีต่อเมียนมาไม่ได้มีขึ้นเพื่อแสดงความเห็นต่อโครงสร้างการเมืองภายในประเทศ พร้อมระบุว่า อินเดียเชื่อว่าการมีส่วนร่วมและการพูดคุยอย่างต่อเนื่องคือแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยระบุว่า อินเดียยึดหลักว่าการเจรจาอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญ การตัดขาดไม่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่า 

แม้หลังการหารือนายกรัฐมนตรีโมดี และมิน อ่อง หล่าย จะไม่ได้แถลงข่าวร่วมต่อสื่อมวลชนเหมือนการพบปะทวิภาคีทั่วไป แต่รัฐบาลอินเดียยืนยันว่า ความร่วมมือกับเมียนมายังคงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการพัฒนาของนิวเดลีในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอินเดีย นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจของกองทัพ ซึ่งการพบกันของผู้นำทั้งสองมีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มองว่า การเปิดรับผู้นำเมียนมาอาจถูกตีความว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร.

แข่งกับเวลา! นักวิทยาศาสตร์เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด หลังยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 250 ราย

 แข่งกับเวลา! นักวิทยาศาสตร์เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด หลังยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 250 ราย

2 มิ.ย. 2569 09:16 น.

แข่งกับเวลา! นักวิทยาศาสตร์เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา 3 ชนิด หลังยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 250 ราย

บริษัท Moderna และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเร่งวิจัยวัคซีน 3 ชนิด รับมือเชื้ออีโบลา ขณะที่ WHO เตือนการระบาดของอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูจิโอในคองโกน่ากังวล

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บริษัทโมเดอร์นา และ IAVI แข่งกับเวลา เร่งพัฒนาวัคซีนอีโบลา รุ่นใหม่ถึง 3 ชนิด เพื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูจิโอโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติใช้งานได้ หวั่นซ้ำรอยการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกาตะวันตก  

โดยล่าสุดการระบาดของโรคอีโบลาสายพันธุ์ “บุนดิบูจิโอ”กำลังสร้างความกังวลให้กับวงการสาธารณสุขทั่วโลก หลังยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเข้าใกล้ 250 ราย และจำนวนผู้ป่วยต้องสงสัยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพิ่มขึ้นเกิน 1,000 รายแล้ว

องค์การริเริ่มวัคซีนเอดส์นานาชาติ หรือ IAVI เปิดเผยว่า การระบาดครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงจนกลายเป็นการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยIAVI กำลังพัฒนาวัคซีนโดยดัดแปลงจากวัคซีนอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ ผลการทดลองในลิงพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพป้องกันใกล้เคียง 100% อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการตามขั้นตอนปกติ อาจต้องใช้เวลาอีก 7-9 เดือนก่อนเข้าสู่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ แม้นักวิจัยจะพยายามเร่งกระบวนการให้เร็วที่สุดก็ตาม

ขณะเดียวกัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัทโมเดอร์นา ก็กำลังเร่งพัฒนาวัคซีนของตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาด หรือ ซีอีพีไอ โดยบริษัทโมเดอร์นาประกาศนำเทคโนโลยี mRNA ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 มาปรับใช้กับอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูจิโอ

สเตฟาน บองเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโมเดอร์นา กล่าวว่า บริษัทจะเร่งดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยควบคุมการระบาด และนำวัคซีนไปสู่ชุมชนที่ต้องการมากที่สุด

ขณะที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็อยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนอีโบลารุ่นใหม่เช่นกัน โดยคาดว่าจะพร้อมเข้าสู่การทดลองทางคลินิกภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า

แม้วัคซีนทั้ง 3 ชนิดจะใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำ “ไกลโคโปรตีนบุนดิบูจิโอ” ซึ่งอยู่บนผิวของไวรัส เพื่อให้ร่างกายสามารถตอบสนองและกำจัดเชื้อได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการติดเชื้อจริง

ปัจจุบันมีการยืนยันผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้ว 9 รายในประเทศอูกันดา ขณะที่การระบาดในคองโกยังคงขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้งซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุข

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับการระบาดครั้งรุนแรงในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยในเวลานั้นมีผู้ติดเชื้อเกือบ 29,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,000 คน

ดร.มาร์ก ไฟน์เบิร์ก ประธาน IAVI กล่าวว่า การระบาดในปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน และอาจรุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าการระบาดครั้งใหญ่ในอดีต เขาระบุว่า การพัฒนาวัคซีนและมาตรการป้องกันอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้

ด้านองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ก็แสดงความกังวลเช่นกัน โดยระบุว่าสถานการณ์น่าวิตกอย่างยิ่ง และไม่เคยพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นรวดเร็วเช่นนี้ในช่วงแรกของการระบาดมาก่อน

ไวรัสอีโบลามีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 3 สายพันธุ์ที่เคยก่อให้เกิดการระบาดในมนุษย์

แม้ปัจจุบันจะมีวัคซีนสำหรับอีโบลาสายพันธุ์ “ซาอีร์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด แต่การระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์ “บุนดิบูจิโอ” ซึ่งเคยถูกตรวจพบเพียง 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ และยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ด้านดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาวัคซีนสำหรับอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูจิโอได้สำเร็จ จะช่วยควบคุมการระบาดในปัจจุบัน และเพิ่มความพร้อมของโลกในการรับมือกับการระบาดครั้งต่อไปในอนาคต.

ที่มา : BBC

บึ้มรุนแรง ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังใต้ดินที่บ้านหลังหนึ่งในอินโดฯ ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย

บึ้มรุนแรง ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังใต้ดินที่บ้านหลังหนึ่งในอินโดฯ ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย

2 มิ.ย. 2569 08:49 น.

บึ้มรุนแรง ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังใต้ดินที่บ้านหลังหนึ่งในอินโดฯ ดับ 5 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย

เกิดระเบิดรุนแรงใต้บ้านยกพื้นในหมู่บ้านชาวประมงแคว้นปาปัว ของอินโดนีเซีย คาดเป็นลูกระเบิดตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คร่าชีวิตชาวบ้านอย่างน้อย 5 ศพ บาดเจ็บเกือบ 20 ราย บ้านพังเสียหาย 9 หลัง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใต้บ้านยกพื้นหลังหนึ่งในหมู่บ้านชาวประมงของแคว้นปาปัว ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 20 คน และมีผู้สูญหายอีก 3 ราย 

คาห์โย ซูการ์นิโต โฆษกตำรวจปาปัว เปิดเผยว่า สาเหตุเบื้องต้นเชื่อว่าเกิดจากลูกระเบิดหรือกระสุนปืนครกที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งฝังอยู่ใต้ตัวบ้าน ก่อนเกิดการระเบิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยเชื่ออย่างมากว่าต้นตอของแรงระเบิดมาจากวัตถุระเบิดเก่าที่หลงเหลือจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น คอมปาส ทีวี เผยให้เห็นลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นกลางอากาศ ตามด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากแตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอดหลังได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วพื้นที่ โดยแรงระเบิดยังสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนในหมู่บ้านอย่างน้อย 9 หลัง

ตำรวจระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 19 ราย ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะเดียวกันยังมีผู้สูญหายอีก 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหา โฆษกตำรวจปาปัวเผยเพิ่มเติมว่า การพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตบางส่วนยังทำได้ยาก เนื่องจากพบชิ้นส่วนร่างกายในจุดเกิดเหตุหลายชิ้น และต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการสรุปความคืบหน้าอีกครั้งหลังการค้นหาผู้สูญหายและการสอบสวนแล้วเสร็จ.

บราซิลโล่งอก ผู้ต้องสงสัยป่วยอีโบลาทั้ง 2 คน มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ

บราซิลโล่งอก ผู้ต้องสงสัยป่วยอีโบลาทั้ง 2 คน มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ

2 มิ.ย. 2569 06:03 น.

บราซิลโล่งอก ผู้ต้องสงสัยป่วยอีโบลาทั้ง 2 คน มีผลตรวจเชื้อเป็นลบ

ทางการบราซิลเปิดเผยว่า ผู้ป่วย 2 คนที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาเนื่องจากเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงในแอฟริกา มีผลตรวจเชื้อในห้องทดลองออกมาเป็นลบ

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขเมืองเซาเปาโลของบราซิลแถลงว่า คนไข้ 2 รายที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลา เนื่องจากแสดงอาการป่วยหลังเดินทางมาจากประเทศที่กำลังมีการระบาดในแอฟริกา มีผลตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการออกมาเป็นลบ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพวกเขาไม่ติดเชื้อ

หน่วยงานสาธารณสุขเมืองเซาเปาโลระบุว่า ชายวัย 37 ปี ที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) ซึ่งกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนัก ได้รับการวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่าติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ส่วนผู้ป่วยอีกรายในเมืองรีโอเดจาเนโร ซึ่งเพิ่งเดินทางไปยังประเทศยูกันดา ก็มีผลตรวจอีโบลาเป็นลบเช่นกัน หลังจากที่เขาตรวจพบเชื้อมาเลเรียไปก่อนหน้านี้

ทางการท้องถิ่นระบุว่า ชายในเซาเปาโล “มีอาการไข้ขึ้น” ส่วนชายในรีโอเดจาเนโรซึ่งเป็นชาวเบลเยียม มี “อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไอ หนาวสั่น และท้องเสีย”

หากผลตรวจของผู้ป่วยเหล่านี้ออกมาเป็นบวก จะถือเป็นกรณีการติดเชื้อรายแรกนอกทวีปแอฟริกานับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดระลอกใหม่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน แต่ผลการตรวจยืนยันแล้วว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันดีอาร์คองโกมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลามากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้วถึง 246 ศพ โดยเคสส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดอิตูรี (Ituri), คีวูเหนือ (North Kivu) และคีวูใต้ (South Kivu)

ส่วนที่ยูกันดามีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว 9 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

การระบาดในครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์ที่พบได้ยากที่เรียกว่า สายพันธุ์บุลดีบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทางในการรักษา และมีอัตราการคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 3

ในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเพื่อรับมือกับสายพันธุ์บุลดีบูเกียวนี้ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาวัคซีนเอดส์ (IAVI), มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัทเวชภัณฑ์โมเดอร์นา (Moderna)

อนึ่ง ตามปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะติดเชื้อในสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ แต่การระบาดในมนุษย์มักจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้คนรับประทานหรือสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ และแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น เหงื่อ, น้ำลาย, เลือด, อสุจิ, อุจจาระ, ปัสสาวะ หรืออาเจียน

ที่มา : bbc

เลบานอนเผย ฮิซบอลเลาะห์ตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ

เลบานอนเผย ฮิซบอลเลาะห์ตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ

2 มิ.ย. 2569 05:39 น.

เลบานอนเผย ฮิซบอลเลาะห์ตกลงรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ

ทางการเลบานอนเผยว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอหยุดยิงอิสราเอลของสหรัฐฯ แล้ว โดยระบุว่า พวกเขาจะงดโจมตีอิสราเอลแลกกับการที่อิสราเอลหยุดโจมตีกรุงเบรุต

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 รัฐบาลเลบานอนได้รับการยืนยันว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ตกลงรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงกับอิสราเอลแล้ว ตามแถลงการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา

“ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว การโจมตีของอิสราเอลต่อพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุตจะต้องยุติลง เพื่อแลกกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะงดเว้นจากการก่อเหตุโจมตีต่ออิสราเอล” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า หลังจากนั้นกรอบความร่วมมือในการหยุดยิงจะขยายขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ส่วนที่เหลือทั้งหมดของเลบานอน

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่าเขาได้ต่อสายพูดคุยกับแกนนำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ “ผ่านทางผู้แทนระดับสูง” โดยระบุว่า “และพวกเขาก็ตกลงกันว่าการยิงตอบโต้ทั้งหมดจะยุติลง — ฝ่ายอิสราเอลจะไม่โจมตีพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่โจมตีอิสราเอล”

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศหลังคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า อิสราเอลจะโจมตีภาคใต้ของเลบานอน “ตามแผนที่วางไว้” และจะเปิดฉากโจมตีกรุงเบรุตหากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เนทันยาฮูลั่น จะเดินหน้าโจมตีตอนใต้ของเลบานอน “ตามแผนที่วางไว้”

เนทันยาฮูลั่น จะเดินหน้าโจมตีตอนใต้ของเลบานอน “ตามแผนที่วางไว้”

2 มิ.ย. 2569 04:24 น.

เนทันยาฮูลั่น จะเดินหน้าโจมตีตอนใต้ของเลบานอน “ตามแผนที่วางไว้”

เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ยืนยันจะโจมตีภาคใต้ของเลบานอนต่อไป แต่ชะลอการโจมตีกรุงเบรุต หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า อิสราเอลจะไม่เคลื่อนพลเข้าเมืองหลวงของเลบานอนแห่งนี้

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงเดินหน้าโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน “ตามแผนที่วางไว้” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ากองกำลังอิสราเอลจะไม่เคลื่อนพลไปยังกรุงเบรุต

ในแถลงการณ์สั้นๆ เนทันยาฮูกล่าวว่า “กองทัพอิสราเอล (IDF) จะยังคงปฏิบัติการในตอนใต้ของเลบานอนต่อไปตามแผนที่วางไว้” และเสริมว่า หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงโจมตีเมืองต่างๆ และพลเรือนของอิสราเอล อิสราเอลก็พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีกรุงเบรุต

ในขณะเดียวกัน นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในวันเดียวกันว่า “ยังไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ นายคัตซ์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า พวกเขาได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีกรุงเบรุต ทว่าในแถลงการณ์ช่วงเย็น ทั้งสองกลับยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของทรัมป์โดยนัย และระบุว่าอิสราเอลจะไม่โจมตีกรุงเบรุตในทันที

คัตซ์ให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว แชนแนล 14 (Channel 14) ซึ่งเป็นสื่อฝ่ายขวาของอิสราเอล โดยเน้นย้ำไปในทิศทางเดียวกับเนทันยาฮูว่า อิสราเอลจะยังคงโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

“เรากำลังดำเนินปฏิบัติการของเราต่อไป — เพื่อทำลายขีดความสามารถของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และถอนกำลังนักรบของฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมดออกจากตอนใต้ของเลบานอน” คัตซ์กล่าว “เราจะเดินหน้าดำเนินการต่อต้านทุกภัยคุกคามที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์สร้างขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยืนยัน การเจรจาสันติภาพยังดำเนินต่อ สวนทางรายงานสื่ออิหร่าน

ทรัมป์ยืนยัน การเจรจาสันติภาพยังดำเนินต่อ สวนทางรายงานสื่ออิหร่าน

2 มิ.ย. 2569 02:02 น.

ทรัมป์ยืนยัน การเจรจาสันติภาพยังดำเนินต่อ สวนทางรายงานสื่ออิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อ แม้ว่าก่อนหน้านี้สื่อของอิหร่านจะรายงานอ้างว่า รัฐมนตรีเตหะรานระงับการเจรจาแล้ว เพื่อประท้วงที่อิสราเอลโจมตีเลบานอน

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าสื่อของรัฐบาลอิหร่านจะออกมาอ้างก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า รัฐบาลเตหะรานได้ระงับการเจรจาเพื่อประท้วงกรณีที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนก็ตาม

“การเจรจากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และอย่างรวดเร็ว” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ทรัมป์กับรัฐบาลของเขาบอกมาตลอดว่า พวกเขามักได้รับข้อความที่ขัดแย้งกันเองจากทางอิหร่าน ระหว่างสิ่งที่อิหร่านแถลงต่อสาธารณะกับสิ่งที่สื่อสารเป็นการภายใน

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ฝ่ายอิหร่านยังไม่ได้แจ้งต่อสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเรื่องที่พวกเขาขอระงับการเจรจา และเขาเพิ่งโพสต์ข้อความว่า ได้พูดคุยกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และแกนนำของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะไม่โจมตีกัน ขณะที่อิสราเอลจะไม่ส่งทหารเข้ากรุงเบรุต

“ผมได้ต่อสายพูดคุยที่มีผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างมากกับนายกรัฐมนตรี บีบี เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล และจะไม่มีการส่งกองกำลังทหารไปยังกรุงเบรุต ส่วนกองกำลังใดๆ ที่กำลังเดินทางไป ก็ได้ถูกสั่งให้หันหลังกลับเรียบร้อยแล้ว” โพสต์ก่อนหน้านี้ของทรัมป์ระบุ

“เช่นเดียวกัน ผมได้พูดคุยอย่างราบรื่นมากกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ผ่านทางผู้แทนระดับสูง และพวกเขาก็ตกลงกันว่าการยิงตอบโต้ทั้งหมดจะยุติลง — ฝ่ายอิสราเอลจะไม่โจมตีพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่โจมตีอิสราเอล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง คุยเนทันยาฮู-ฮิซบอลเลาะห์แล้ว 2 ฝ่ายตกลงหยุดโจมตี

ทรัมป์อ้าง คุยเนทันยาฮู-ฮิซบอลเลาะห์แล้ว 2 ฝ่ายตกลงหยุดโจมตี

2 มิ.ย. 2569 01:03 น.

ทรัมป์อ้าง คุยเนทันยาฮู-ฮิซบอลเลาะห์แล้ว 2 ฝ่ายตกลงหยุดโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า ได้คุยกับผู้นำอิสราเอลและผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แล้ว โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะไม่โจมตีเข้าใส่กัน และฝ่ายอิสราเอลจะไม่ส่งทหารเข้าสู่กรุงเบรุต

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า เขาเสร็จสิ้นการคุยโทรศัพท์กับนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กับแกนนำของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนแล้ว และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดโจมตีซึ่งกันและกัน

“ผมได้ต่อสายพูดคุยที่มีผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างมากกับนายกรัฐมนตรี บีบี เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล และจะไม่มีการส่งกองกำลังทหารไปยังกรุงเบรุต ส่วนกองกำลังใดๆ ที่กำลังเดินทางไป ก็ได้ถูกสั่งให้หันหลังกลับเรียบร้อยแล้ว” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เช่นเดียวกัน ผมได้พูดคุยอย่างราบรื่นมากกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ผ่านทางผู้แทนระดับสูง และพวกเขาก็ตกลงกันว่าการยิงตอบโต้ทั้งหมดจะยุติลง — ฝ่ายอิสราเอลจะไม่โจมตีพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่โจมตีอิสราเอล”

ข้อความของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากในวันจันทร์ นายเนทันยาฮูสั่งให้กองทัพเปิดฉากโจมตีในเขตดาฮิเยห์ (Dahieh) ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่า รัฐบาลเตหะรานตัดสินใจระงับการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อประท้วงที่อิสราเอลขยายการโจมตีเลบานอนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเตรียมแผนปิดช่องแคบฮอร์มุซกับเปิดแนวรบอื่นๆ เพิ่มเพื่อเป็นการตอบโต้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เผย อิหร่านยังไม่ได้แจ้งระงับเจรจา ชี้รอได้ เพราะปิดล้อมไว้แล้ว

ทรัมป์เผย อิหร่านยังไม่ได้แจ้งระงับเจรจา ชี้รอได้ เพราะปิดล้อมไว้แล้ว

1 มิ.ย. 2569 23:55 น.

ทรัมป์เผย อิหร่านยังไม่ได้แจ้งระงับเจรจา ชี้รอได้ เพราะปิดล้อมไว้แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า อิหร่านยังไม่ได้แจ้งสหรัฐฯ เรื่องการระงับการเจรจา แต่ยืนยันว่าแม้จะระงับ เขาก็รอได้นานเท่านาน และจะปิดล้อมทางทะเลต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีข้อตกลงที่ดี

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า อิหร่านยังไม่ได้แจ้งให้สหรัฐฯ ทราบอย่างเป็นทางการว่า พวกเขาจะขอระงับการเจรจา หลังจากสื่ออิหร่านรายงานก่อนหน้านี้ว่า เตหะรานจะระงับการพูดคุยเพื่อประท้วงที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์ระบุเป็นนัยด้วยว่า เขาไม่มีปัญหาอะไรที่จะรอคอยจนกว่ารัฐบาลเตหะรานจะยอมตกลงในข้อตกลงที่ยอมรับได้

“ผมคิดว่าที่ผ่านมาพวกเราพูดกันมากเกินไปแล้ว ถ้าคุณอยากรู้ความจริงนะ ผมคิดว่าการเงียบไปเลยน่าจะดีมาก” ทรัมป์บอกกับสำนักข่าว NBC News ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และย้ำด้วยว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบอีกครั้ง

“มันไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าไปแล้วเริ่มทิ้งระเบิดใส่ทุกที่แถวนั้น” ทรัมป์บอกกับ NBC “เราก็แค่จะเงียบไปเหมือนกัน และเราจะเดินหน้าปิดล้อมต่อไป การปิดล้อมเนี่ยมันแข็งแกร่งเหมือนดั่งเหล็กกล้าเลยล่ะ” อ้างถึงการปิดล้อมทางทะเล ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐฯ สกัดเรือสินค้าต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ท่าเรือของอิหร่าน

ทรัมป์ ซึ่งยืนกรานมาตลอดว่าเขาไม่ได้รู้สึกกดดันที่จะต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้โดยเร็ว ยังคงรักษาท่าทีว่าตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบต่อรัฐบาลเตหะราน โดยระบุว่า “ผมคิดว่าผมรอได้นานเท่าที่พวกเขาต้องการนั่นแหละ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn