จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 11:43 น.

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร “จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์” (Jaguar Land Rover) ประกาศเตรียมเลิกจ้างพนักงาน 4,000 ตำแหน่งทั่วโลกภายใน 2 ปีข้างหน้า หวังลดต้นทุน 1.7 พันล้านปอนด์ ท่ามกลางแรงกดดันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกของจีน ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

“จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์” หรือ JLR ประกาศว่า บริษัทเตรียมลดจำนวนพนักงานประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

บริษัทตั้งเป้าประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้ 1,700 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 75,620 ล้านบาท ภายใน 2 ปี เพื่อนำเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ระบบดิจิทัล และการพัฒนาด้านอื่น ๆ โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า JLR มีแผนลงทุนรวมประมาณ 15,000-18,000 ล้านปอนด์ หรือราว 6.67-8 แสนล้านบาท

พีบี บาลาจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JLR ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การแข่งขันที่รุนแรง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้วยความเป็นธรรมและให้ความเคารพตลอดกระบวนการปรับลดกำลังคน

JLR ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์หรูอย่าง Range Rover และ Discovery ประสบปัญหายอดขายและผลกำไรลดลง ท่ามกลางการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีราคาถูกกว่า ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มาตรการภาษีดังกล่าวกำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในอังกฤษในอัตรา 10% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 27.5% สำหรับจำนวนรถยนต์ที่เกินโควตา 100,000 คันต่อปี

JLR ยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้บริษัทต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน ส่งผลกระทบต่อทั้งยอดขายและห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทซึ่งอยู่ภายใต้การถือครองของทาทา มอเตอร์ส จากอินเดีย มีพนักงานทั่วโลกราว 43,000 คน โดยประมาณ 34,000 คนทำงานอยู่ในสหราชอาณาจักร และคาดว่าการลดพนักงานครั้งนี้ส่วนใหญ่จะกระทบการดำเนินงานในอังกฤษ

JLR ระบุว่า จะพยายามดำเนินการลดจำนวนพนักงานผ่านโครงการ สมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนด โดยเปิดให้พนักงานยื่นความจำนงจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลดจำนวนพนักงานได้ตามเป้าหมาย บริษัทอาจดำเนินการเลิกจ้างโดยไม่สมัครใจ ซึ่งจะมีเงื่อนไขชดเชยที่น้อยกว่า

ข้อมูลผลประกอบการของ JLR สำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม ระบุว่า รายได้จากการขายลดลงอย่างมาก โดยบริษัทชี้ว่าภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายลดลงประมาณหนึ่งในห้า จากระดับราว 29,000 ล้านปอนด์ เหลือประมาณ 22,900 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ JLR ยังเผชิญการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งเดิมบริษัทมองจีนเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโต แต่ปัจจุบันผู้ผลิตจากจีนได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

เอียน โรเบิร์ตสัน อดีตผู้บริหารของ BMW วิจารณ์ว่า JLR ควรเริ่มผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ ให้เร็วกว่านี้ เช่นเดียวกับ BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งมีโรงงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้า

เขายังมองว่า JLR เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าช้ากว่าคู่แข่ง โดยบริษัทเปิดตัว I-PACE รถเอสยูวีไฟฟ้าเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2018 แต่หลังจากนั้นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดย Range Rover รุ่นไฟฟ้าที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่ I-PACE

การประกาศลดพนักงานเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลอังกฤษพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และช่วยเหลือภาคธุรกิจรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม โฆษกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า แม้รัฐบาลตระหนักถึงความกังวลของพนักงาน ครอบครัว และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลไม่มีแผนที่จะใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อเข้าอุ้มชู (Bailout) กิจการของ JLR แต่อย่างใด

ด้าน เลียม เบิร์น ประธานคณะกรรมาธิการธุรกิจและการค้าในรัฐสภาอังกฤษ เรียกการลดพนักงานครั้งนี้ว่าเป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อแรงงาน ครอบครัว และชุมชนในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์ส ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์อังกฤษ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ถูกเลิกจ้างให้สามารถหางานใหม่ได้โดยเร็ว ขณะที่ Unite หนึ่งในสหภาพแรงงานรายใหญ่ของอังกฤษ ระบุว่าจะขอคำชี้แจงอย่างเร่งด่วนจากบริษัท พร้อมเรียกร้องให้ JLR และรัฐบาลพิจารณาทุกแนวทางเพื่อลดผลกระทบต่อการจ้างงาน

การประกาศของ JLR เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังโฟล์กสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี เปิดแผนลดต้นทุนครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง ลดจำนวนรุ่นรถลงครึ่งหนึ่ง และยุติการผลิตรถยนต์ในโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากจีนและผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / Associated Press

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

8 ก.ย. 2569 11:06 น.

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

บริษัทต้นสังกัดประกาศเลิกจ้าง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์วัย 67 ปี จากรัฐแอริโซนา หลังถูกจับและตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายและประพฤติตัวไม่เหมาะสม หลังถูกกล่าวหาว่าเมาสุรา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายผู้โดยสารบนเที่ยวบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส จนลูกเรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสาร และใช้เคเบิลไทร์กับเทปกาวมัดตัวเขาไว้กับที่นั่ง ก่อนเครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่เมืองบัลติมอร์ 

อาร์เธอร์ เลย์น ลุนดีน วัย 67 ปี นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จากรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ถูกจับกุมและดำเนินคดี หลังถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุวุ่นวายและทำร้ายผู้โดยสารบนเครื่องบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส จนต้องใช้เทปกาวพันตัวเขาไว้กับที่นั่ง และเที่ยวบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ลุนดีนนั่งชั้นหนึ่งบนเที่ยวบินที่ 618 ซึ่งเดินทางจากเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ไปยังเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ นายฮวน เมฮา ผู้โดยสารที่อยู่บนเที่ยวบินดังกล่าว เล่าว่า นายลุนดีนดื่มสุราและเริ่มต่อว่าผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนสถานการณ์จะบานปลายอย่างรวดเร็ว

เมฮาระบุว่า จากเหตุการณ์ที่ตอนแรกยังเป็นปกติ จู่ ๆ ก็เกิดเสียงตะโกนและความโกลาหลขึ้น โดยเขาหันกลับไปเห็นลุนดีนใช้มือที่บริเวณลำคอของผู้โดยสารที่นั่งติดกัน และมีลักษณะคล้ายกำลังทำร้ายร่างกาย เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินพยายามเข้าระงับเหตุ ลุนดีนถูกกล่าวหาว่าใช้คำเหยียดเชื้อชาติและปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรือ

เมฮาและผู้โดยสารอีกคนชื่อ ริชาร์ด โอเลนิก จึงเข้าช่วยลูกเรือควบคุมตัวลุนดีน โดยเมฮาเล่าว่า ลุนดีนกัดมือของเขาจนทิ้งรอยฟัน แม้ผิวหนังจะไม่ฉีกขาด ขณะที่ตัวลุนดีนเองมีเลือดออกจากบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้และพยายามขัดขืนการควบคุมตัว ด้านพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายหนึ่งบอกกับเมฮาว่า ก่อนเกิดเหตุ ลุนดีนได้รับเครื่องดื่มจากลูกเรือเพียง หนึ่งแก้ว เท่านั้น

จากความวุ่นวายในบริเวณชั้นหนึ่ง กัปตันจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางและนำเครื่องบินไปลงจอดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติบัลติมอร์/วอชิงตัน เธอร์กูด มาร์แชลล์ ในรัฐแมริแลนด์ แทนที่จะเดินทางต่อไปยังสนามบินนวร์ก

ในช่วงประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเที่ยวบิน ลุนดีนถูกเจ้าหน้าที่และผู้โดยสารช่วยกันควบคุมตัว โดยใช้ เคเบิลไทร์มัดมือ และเทปกาวพันร่างกายติดกับที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลุดออกมาและก่อเหตุเพิ่มเติม

เมื่อเครื่องบินลงจอด เจ้าหน้าที่ตำรวจของสำนักงานขนส่งแมริแลนด์ เข้าควบคุมตัวลุนดีน และตั้งข้อหาก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาระดับลหุโทษตามข้อมูลในเอกสารศาล

ต่อมา สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เข้ามารับช่วงการสอบสวน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง และจะหารือกับสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตแมริแลนด์ เพื่อพิจารณาว่าจะมีการตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางเพิ่มเติมหรือไม่

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งถูกเทปกาวพันตั้งแต่บริเวณแขนและลำตัวติดกับที่นั่ง โดยใบหน้าและบางส่วนของภาพถูกเบลอ ขณะที่วิดีโออีกช่วงหนึ่งแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอยู่ใกล้ชายที่ถูกควบคุมตัว พร้อมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถือม้วนเทปกาวอยู่

หลังทราบเรื่อง บริษัท Long Realty บริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ลุนดีนทำงานด้วย ประกาศเลิกจ้างเขาทันที โดยนายเควิน แคปแลน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Long Companies ระบุว่า แม้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จะทำงานในฐานะผู้รับจ้างอิสระ แต่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความประพฤติที่เหมาะสมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ Long Realty และด้วยเหตุนี้ ลุนดีนจึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทอีกต่อไป

ข้อมูลจากกรมอสังหาริมทรัพย์รัฐแอริโซนาระบุว่า ลุนดีนได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในรัฐมาตั้งแต่ปี 2001 และประวัติการทำงานระบุว่าเขาร่วมงานกับ Long Realty ในสำนักงานเมืองทูซอนและ Tanque Verde มาตั้งแต่ปี 2013

ตามเอกสารศาล ลุนดีนขึ้นศาลครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน และสละสิทธิ์ในการมีทนายความในระหว่างการพิจารณาคดีครั้งแรก ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางเงินประกันตัว ขณะที่ศาลกำหนดวันพิจารณาคดีไว้ในวันที่ 19 ตุลาคม

ด้านอเมริกัน แอร์ไลน์สยืนยันว่าเที่ยวบิน 618 ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังบัลติมอร์เมื่อวันที่ 3 กันยายน เนื่องจากมีผู้โดยสารก่อเหตุรบกวนและเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย หลังเครื่องลงจอดเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ขึ้นเครื่องและนำตัวผู้โดยสารคนดังกล่าวออกจากเครื่อง ก่อนที่เที่ยวบินจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง

สายการบินระบุว่า ความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และสายการบินไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมขอบคุณพนักงานสำหรับความเป็นมืออาชีพ และขอบคุณผู้โดยสารที่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น.

อ่านข่าว: มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

ที่มา independent.co.uk / Arizona Republic

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

8 ก.ย. 2569 10:54 น.

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

ทรัมป์ขู่ระงับการจำหน่ายเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดาในตลาดสหรัฐฯ หากบริษัทไม่ยอมผลิตเครื่องบินในสหรัฐฯ พร้อมกล่าวหาว่าแคนาดาปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม ดึงสงครามการค้าตึงเครียดอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายนว่า อาจสั่งห้ามจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่จากแคนาดาในสหรัฐฯ หากบริษัทต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ก็ต้องเข้ามาสร้างเครื่องบินภายในประเทศ

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดว่า “ไม่มีการขาย Bombardier ในสหรัฐฯ อีกต่อไป!” อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า หากต้องการระงับการจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier จริง จะดำเนินการผ่านกลไกหรือหน่วยงานใด

นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า แคนาดามีมาตรการทางการค้าที่ ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าแคนาดาขัดขวางไม่ให้ธนาคารและบริษัทอเมริกันเข้าไปทำธุรกิจในประเทศ และย้ำว่ายุคสมัยนั้นจบลงแล้ว

ทรัมป์ยังระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ของ Bombardier ซึ่งหมายความว่าการถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

Bombardier โต้ สร้างงานในสหรัฐฯ หลายหมื่นตำแหน่ง

ด้าน Bombardier ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า บริษัทมีส่วนสร้างงานหลายหมื่นตำแหน่งทั่วสหรัฐฯ ผ่านการขยายธุรกิจและฐานการดำเนินงานในอเมริกา รวมถึงเครือข่ายซัพพลายเออร์ซึ่งประกอบด้วยบริษัทอเมริกันราว 2,800 แห่งใน 47 รัฐ

บริษัทระบุว่า อุตสาหกรรมการบินและอวกาศของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการค้าและการส่งออก พร้อมย้ำว่า Bombardier เป็นผู้มีส่วนสำคัญต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเครื่องบินของบริษัทใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบอากาศยาน และระบบสำคัญอื่น ๆ ซึ่งจัดหาโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน

นอกจากนี้ Bombardier ยังมีแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองฟอร์ตเวย์น รัฐอินเดียนา ภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานธุรกิจในสหรัฐฯ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่ดำเนินมาตรการกับ Bombardier โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ เคยขู่ว่าจะเพิกถอนการรับรองเครื่องบิน Bombardier ที่ใช้งานในสหรัฐฯ และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเครื่องบินจากแคนาดาสูงถึง 50%

สำหรับคำขู่ล่าสุดเกี่ยวกับ Bombardier ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร เนื่องจากหน่วยงานที่มีอำนาจรับรองหรือเพิกถอนการรับรองเครื่องบินในสหรัฐฯ คือสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ไม่ใช่ทำเนียบขาวโดยตรง

ปัจจุบันเครื่องบิน Bombardier ยังคงได้รับการรับรองให้ใช้งานในสหรัฐฯ และบริษัทยังได้รับการยกเว้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

คำขู่ของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดากำลังตึงเครียดอย่างหนัก โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาบางรายการในอัตราสูงถึง 50% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่าสุด แคนาดาประกาศเตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

ภาษีตอบโต้ของแคนาดาจะอยู่ที่ 15%, 25% และ 50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยครอบคลุมสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียม ตลอดจนสินค้าอาหารอย่างชีสและผลิตภัณฑ์จากนม.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

8 ก.ย. 2569 10:47 น.

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

อิหร่านปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้เกินโควตาเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งและค่าเงินอ่อนค่าหนัก หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

วันที่ 8 กันยายน 2569 สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านเริ่มใช้ราคาน้ำมันเบนซินอัตราใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใช้น้ำมันเกินโควตา ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับขึ้นราคาครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามที่ดำเนินมานานหลายเดือน 

โดยภายใต้ระบบราคาใหม่ ผู้ที่ซื้อน้ำมันเกินโควตา 110 ลิตรต่อเดือน จะต้องจ่ายในอัตรา 100,000 เรียลต่อลิตร หรือประมาณ 2.25 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากราคาที่ใช้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม ซึ่งรัฐบาลอิหร่านไม่ได้ระบุถึงสงครามกับสหรัฐฯ โดยตรงในประกาศ แต่ระบุถึงสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า รายได้เพิ่มเติมจากการขึ้นราคาน้ำมันจะถูกนำไปมอบให้แก่ครัวเรือน

แม้ราคาน้ำมันในอิหร่านยังคงอยู่ในกลุ่มที่ถูกที่สุดในโลก แต่การขึ้นราคาเพิ่มแรงกดดันต่อการดำรงชีวิตของประชาชนกว่า 90 ล้านคน ขณะที่ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และกำลังซื้อของประชาชนลดลง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2.22 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ ของทางการอิหร่าน รายงานว่า การใช้น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 145 ล้านลิตรต่อวันในเดือนสิงหาคม ขณะที่กำลังการผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 122 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้อิหร่านต้องนำเข้าน้ำมันส่วนที่ขาดอีกประมาณ 23 ล้านลิตรต่อวัน 

ทางด้านนายเคอรามัต เวย์ส คารามี ผู้บริหารบริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันของรัฐ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ราคาน้ำมันอัตราใหม่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคราว 15%  พร้อมเตือนว่า การขึ้นราคาน้ำมันอาจยิ่งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง โดยศูนย์สถิติของอิหร่าน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ประมาณ 67%.

ที่ผ่านมาการขึ้นราคาน้ำมันในอิหร่านมักนำไปสู่ความไม่พอใจและการประท้วงครั้งใหญ่ อย่างเมื่อปี 2562 การขึ้นราคาน้ำมันเคยจุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศ ก่อนรัฐบาลใช้กำลังปราบปราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย 

ที่มา AP

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

8 ก.ย. 2569 10:23 น.

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เริ่มซ้อมรบ “Freedom Edge” เป็นเวลา 5 วัน บริเวณน่านน้ำตะวันออกและใต้เกาะเชจู เดินหน้าตามกำหนดแม้สหรัฐฯ เพิ่งสั่งลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้

วันที่ 7 กันยายน 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เริ่มการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่ายเป็นเวลา 5 วัน โดยเดินหน้าตามกำหนด แม้การซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ เพิ่งถูกลดขนาดลงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ ระบุว่า การซ้อมรบไตรภาคี Freedom Edge เริ่มขึ้นในน่านน้ำสากลทางตะวันออกและทางใต้ของเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ โดยทั้ง 3 ประเทศจะใช้การฝึกครั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการและการตอบสนองร่วมกันในหลายมิติ ทั้งทางทะเล ทางอากาศ และไซเบอร์ พร้อมรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

การซ้อมรบครั้งนี้จะมีการนำกำลังทางเรือและอากาศที่สำคัญของกองทัพทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วม โดยมีศูนย์ควบคุมการฝึกร่วมทำหน้าที่กำกับการปฏิบัติการ เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างเป็นระบบและปลอดภัย

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ย้ำว่า Freedom Edge เป็นการซ้อมรบประจำปีที่มีลักษณะเชิงป้องกัน และดำเนินการตามกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการยับยั้งและตอบโต้ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การซ้อมรบ Freedom Edge ในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2567 โดยยังคงจัดตามกำหนด แม้เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield (UFS) ลงครึ่งหนึ่ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์มีคำสั่งให้ลดการฝึก ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามแสดงท่าทีประนีประนอมต่อเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap

“หอไอเฟล” ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

"หอไอเฟล" ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

8 ก.ย. 2569 09:27 น.

“หอไอเฟล” ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

หอไอเฟล ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ปิดให้บริการชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงถูกสั่งให้หลบออกจากพื้นที่ระหว่างคณะศาสนาฮินดูเข้าชม ด้านผู้บริหารยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น 

วันที่ 8 กันยายน 2569 หอไอเฟล สถานที่สำคัญในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ปิดให้บริการชั่วคราว หลังพนักงานรวมตัวประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงถูกสั่งให้หลีกออกจากพื้นที่ทำงานระหว่างการเยือนของคณะผู้แทนศาสนาฮินดูเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย และนำไปสู่การสอบสวนของทางการกรุงปารีส 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังคณะผู้แทนประมาณ 100 คนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม โบชาซันวาสี อักษร ปุรุษโศตตัม สวามีนารายัน สันสถา (Bochasanwasi Akshar Purushottam Swaminarayan Sanstha) หรือ BAPS เดินทางเข้าชมหอไอเฟลเป็นการส่วนตัว โดยกลุ่มนี้เป็นองค์กรศาสนาฮินดูที่มีเครือข่ายวัดอยู่ในหลายประเทศ

นางไดแอน ดาววน ตัวแทนสหภาพแรงงาน เปิดเผยว่า ระหว่างคณะผู้แทนเดินทางเข้าชม เจ้าหน้าที่หญิงได้รับคำสั่งให้ออกจากจุดทำงาน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ชายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยบางคนถูกขอให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ด้านหลัง และเจ้าหน้าที่หญิงได้รับคำสั่งไม่ให้เดินผ่านบางพื้นที่ขณะที่คณะผู้แทนอยู่ภายในอาคาร โดยเธอระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจและความรู้สึกอับอายให้แก่พนักงานหญิงอย่างมาก ขณะที่ฝ่ายบริหารได้กล่าวขอโทษพนักงานภายหลังเกิดเหตุ

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่พนักงานจะประชุมกันในวันจันทร์ เพื่อเปิดการเจรจากับฝ่ายบริหาร และเรียกร้องให้มีหลักประกันว่าจะไม่มีการปฏิบัติต่อผู้หญิงในลักษณะนี้อีก

ทางด้าน บริษัทบริหารจัดการหอไอเฟล ยอมรับว่า คณะผู้แทนได้ขอให้จัดการเยือนโดยจำกัดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิง พร้อมระบุว่าเงื่อนไขนี้ไม่ควรได้รับการยอมรับ เพราะไม่สอดคล้องกับค่านิยมของบริษัทและหลักความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย 

ขณะเดียวกันนายอาเรียล ไวล์ ประธานบริษัทบริหารจัดการหอไอเฟล กล่าวว่า การปฏิบัติเช่นนี้ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมยืนยันจุดยืนของหอไอเฟลในการยึดมั่นค่านิยมของสาธารณรัฐฝรั่งเศส รวมถึงหลักความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย

ขณะที่กลุ่มศาสนาฮินดู ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การเดินทางเยือนหอไอเฟลจัดขึ้นร่วมกับทีมงานของหอไอเฟลในช่วงเริ่มต้นเวลาทำการตามปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนหรือสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้มาเยือนคนอื่น พร้อมกล่าวขอโทษต่อความเจ็บปวดหรือความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และย้ำว่ากลุ่มยึดถือคุณค่าสากลเรื่องการเคารพซึ่งกันและกันและการให้บริการ.

ที่มา FreshNres 

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

8 ก.ย. 2569 09:14 น.

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

เอสโตเนียออกโรงเห็นต่างจากสหภาพยุโรป คัดค้านแนวคิดจำกัดหรือแบนเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ชี้ไม่ควรโยนภาระให้เด็ก แต่ควรบังคับแพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนระบบให้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อายุน้อยแทน 

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เอสโตเนีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของยุโรป ออกมาเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรือ EU ทบทวนแนวทางการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก โดยเสนอให้มุ่งจัดการที่แพลตฟอร์มมากกว่าการห้ามเด็กเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน จะประกาศแนวทางเกี่ยวกับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กในวันที่ 16 กันยายน โดยขณะนี้มีการหารือเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 หรือ 15 ปี

เอสโตเนียชี้ แพลตฟอร์มต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ห้ามเด็ก

ลิซา-ลาย ปากอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกิจการดิจิทัลของเอสโตเนียกล่าวว่า เด็กเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสารสนเทศอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่ควรปรับเปลี่ยนคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เธอระบุว่า การออกแบบแพลตฟอร์มควรคำนึงถึง สิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก และควรทำให้สภาพแวดล้อมออนไลน์ปลอดภัยขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน

ปากอสตาเสนอให้ EU ใช้กฎหมาย Digital Services Act หรือ DSA ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของยุโรปด้านการกำกับดูแลบริการดิจิทัล เป็นเครื่องมือกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีปรับปรุงแพลตฟอร์ม

โดยเฉพาะข้อแนะนำเกี่ยวกับการปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ ควรยกระดับจากเพียงคำแนะนำให้กลายเป็น ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

EU เดินหน้าตรวจสอบ Meta และ TikTok

ที่ผ่านมา EU ใช้กฎหมาย DSA ตรวจสอบแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Facebook และ Instagram ของ Meta รวมถึง TikTok โดยเฉพาะประเด็นการออกแบบระบบที่อาจทำให้ผู้ใช้งานเกิดพฤติกรรมเสพติด

แนวทางของเอสโตเนียจึงแตกต่างจากข้อเสนอที่กำลังถูกพูดถึงในระดับ EU ซึ่งมุ่งพิจารณาการกำหนด อายุขั้นต่ำสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย

ปากอสตาเห็นว่า แทนที่จะห้ามเด็กใช้แพลตฟอร์ม ควรทำให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบมากขึ้น และออกแบบระบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ เอสโตเนียถือเป็นเสียงที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวใน EU จากการคัดค้านแนวทางจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ขณะที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทเทคโนโลยี หลังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

8 ก.ย. 2569 08:45 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

ฝนตกหนักทำสถิติสูงสุดถล่มพื้นที่ตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและกระทบการเดินทางในกรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่มีหญิงวัย 60 ปีเสียชีวิต หลังรถจมน้ำบริเวณทางลอดในจังหวัดฟุกุชิมะ 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนดินถล่มระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว หลังฝนตกหนักทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสถานการณ์ฝนตกหนักในญี่ปุ่นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 7 กันยายน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงโตเกียว จังหวัดชิบะ ไซตามะ และพื้นที่โดยรอบ ทำให้เกิดน้ำท่วม การเดินทางทางรถไฟติดขัด และโรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราว

ที่เมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ถูกน้ำท่วมบริเวณทางลอด ก่อนช่วยนำหญิงวัยประมาณ 60 ปีออกจากรถ แต่เธออยู่ในอาการหมดสติและได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงคือ เกาะนีจิมะ ในหมู่เกาะอิซุ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว โดยมีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงสูงถึง 485 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลของพื้นที่ดังกล่าว

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA จึงประกาศคำเตือนภัยดินถล่มระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในระบบเตือนภัย พร้อมขอให้ประชาชนเร่งหาพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้หน้าผาและหุบเขา

นอกจากนี้ ยังมีการออกคำเตือนระดับ 5 ในพื้นที่โอชิมะและโทชิมะ ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะอิซุเช่นเดียวกัน ขณะที่บางพื้นที่ของจังหวัดชิบะและไซตามะ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงโตเกียว ถูกประกาศเตือนภัยดินถล่มระดับ 4

ฝนที่ตกหนักยังส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง โดยรถไฟบางเส้นทางในกรุงโตเกียวต้องลดเที่ยวเดินรถหรือระงับการให้บริการบางส่วน ขณะที่เส้นทางยามากาตะชินคันเซ็นมีการหยุดเดินรถบางช่วง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบในการเดินทาง

ทางการญี่ปุ่นยังเปิดเผยว่า โรงเรียนหลายร้อยแห่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคคันโตและโทโฮคุ ต้องปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า พื้นที่ริมมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่นอาจยังมีฝนตกหนักเพิ่มเติม เนื่องจากมวลอากาศอุ่นและชื้นกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวปะทะอากาศเหนือเกาะฮอนชู พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง น้ำท่วม ดินถล่ม และฝนตกหนักเป็นเวลานานอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : Kyodonews

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

8 ก.ย. 2569 05:39 น.

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย เครื่องบินของ Amazon ที่ไถลออกนอกรันเวย์สนามบินไมอามี ชนกับรถยนต์ 2 คัน และผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ศพ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในรถดังกล่าว ขณะที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้กล่องดำได้แล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 นางเจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ของสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้ากรณี เครื่องบินขนส่งสินค้าของบริษัท “แอมะซอน” (Amazon) ไถลหลุดรันเวย์สนามบินไมอามี ไปชนรถยนต์จนเกิดไฟลุกไหม้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โฮเมนดีระบุว่า เที่ยวบินที่ 7598 ของ Amazon Air มีลูกเรือบนเครื่อง 2 คน โดยเดินทางมาจากเปอร์โตริโกเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนที่เครื่องจะไถลออกนอกรันเวย์ของท่าอากาศยานนานาชาติไมอามีขณะพยายามลงจอด ก่อนไปชนเข้ากับรถตู้สีขาว ยี่ห้อฟอร์ด ของบริษัททำความสะอาดแห่งหนึ่ง ซึ่งภายในมีคนนั่งอยู่ 7 คน

จากนั้นเครื่องบินได้ทะลุรั้วกั้นขอบเขตสนามบินไปชนเข้ากับรถยนต์โตโยต้า โคโรลล่า ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนลำดับที่ 67 (67th Avenue) และไปแน่นิ่งอยู่ห่างจากรันเวย์ออกไปเกือบ 400 เมตร

โฮเมนดียืนยันว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายเป็นผู้ที่อยู่ในรถยนต์ นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย โดยที่ไม่มีการเปิดเผยว่า อาการของลูกเรือ 2 คนบนเครื่องบินเป็นอย่างไร

ประธาน NTSB บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 18:00 น.วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น และยังคงปักหลักทำงานอยู่ในพื้นที่

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้กล่องดำทั้ง 2 ตัว คือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินกับอุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องนักบินได้แล้ว อย่างไรก็ตาม NTSB ยืนยันว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการกู้ร่างของผู้เสียชีวิต

ในส่วนของการสืบสวน จะมุ่งเน้นไปที่ระบบ EMAS (ระบบชะลอความเร็วปลายรันเวย์เพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์) รวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง Amazon และ 21 Air ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาขนส่งสินค้าในเที่ยวบินนี้

โฮเมนดีกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง “สะเทือนใจอย่างยิ่ง” หลังถูกนักข่าวถามถึงสภาพที่เกิดเหตุ “มันเป็นภาพที่ยากจะมอง และฉันมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับทีมกู้ภัยชุดแรกที่เข้าไปถึงเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

8 ก.ย. 2569 05:06 น.

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียเปิดสนามบินแล้ว 6 จาก 8 แห่ง ที่ถูกปิดเพราะการปะทุของภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ซึ่งทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหลายพันเที่ยว และมีผู้โดยสารติดค้างกว่า 3 แสนคน

ในช่วงเช้าตรู่วันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียประกาศเปิดให้บริการสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา กับสนามบินอื่นๆ รวม 6 แห่ง หลังต้องสั่งปิดทำการชั่วคราวนานหลายวันจากวิกฤตเถ้าถ่านภูเขาไฟ ส่งผลให้ผู้โดยสารนับแสนคนต้องตกค้าง

ภูเขาไฟ “อานัก กรากาตัว” (Anak Krakatau) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างเกาะชวาและสุมาตรา เกิดปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ่นลาวาและเถ้าถ่านภูเขาไฟกระจายสู่อากาศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน

ก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียสั่งปิดสนามบินรวม 8 แห่ง ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินเกือบ 3,000 เที่ยว และมีผู้โดยสารตกค้างสะสมกว่า 340,000 คน โดยในวันจันทร์เพียงวันเดียว สนามบินหลักในจาการ์ตามีเที่ยวบินที่ต้องยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 240 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารราว 30,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าตรู่วันอังคาร กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียอนุญาตให้สนามบินที่ถูกปิด กลับมาเปิดทำการได้แล้ว 6 แห่ง รวมถึงสนามบินหลักซูการ์โน-ฮัตตา, สนามบินฮาลิม เปอร์ดานากูซูมา (จาการ์ตา) และสนามบินฮุสเซน ซัสตราเนการา (เมืองบันดุง) ส่วนอีก 2 แห่งยังคงปิดทำการ

สายการบินต่างๆ กำลังเร่งระบายผู้โดยสารที่ตกค้างเพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ในขณะที่รัฐบาลเตรียมสนามบินสำรองไว้ 6 แห่งเพื่อรองรับเที่ยวบินที่มีกำหนดลงจอดในจาการ์ตาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว เป็นหนึ่งในภูเขาไฟ 5 แห่งในอินโดนีเซีย ที่อยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอันดับ 2

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิในขณะนี้ ต่างจากเหตุการณ์ปี 2561 ที่ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ปะทุรุนแรงจนทำให้โครงสร้างด้านข้างของภูเขาไฟพังถล่มลงสู่ทะเล กลายเป็นคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 437 ศพ และบาดเจ็บนับพันคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna