ภาพดาวเทียมเผยธารน้ำแข็งกรีนแลนด์-แอนตาร์กติกาละลาย 12.5 ล้านล้านตัน จากโลกร้อน ดันน้ำทะเลหนุนสูง

ภาพดาวเทียมเผยธารน้ำแข็งกรีนแลนด์-แอนตาร์กติกาละลาย 12.5 ล้านล้านตัน จากโลกร้อน ดันน้ำทะเลหนุนสูง

17 ก.ย. 2569 08:36 น.

ภาพดาวเทียมเผยธารน้ำแข็งกรีนแลนด์-แอนตาร์กติกาละลาย 12.5 ล้านล้านตัน จากโลกร้อน ดันน้ำทะเลหนุนสูง

งานวิจัยล่าสุดเผย ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายไปแล้วราว 12.5 ล้านล้านตัน นับตั้งแต่ปี 1979 หรือเทียบเท่ากับน้ำแข็งที่สามารถปกคลุมพื้นที่สหรัฐฯ ทั้งหมดด้วยความหนาราว 1.5 เมตร

รายงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Data ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1979 ธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งไปราว 12.5 ล้านล้านตัน หรือ 11.3 ล้านล้านตันในหน่วยเมตริกตัน ปริมาณมหาศาลนี้เทียบเท่ากับน้ำแข็งที่สามารถนำไปปกคลุมพื้นที่สหรัฐฯ แผ่นดินใหญ่ทั้งหมดด้วยความหนาประมาณ 1.5 เมตร

นักวิจัยจากนานาชาติระบุว่า การละลายกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประมาณ 5 ใน 6 ของการสูญเสียน้ำแข็งไม่ได้เกิดจากอากาศที่ร้อนขึ้นโดยตรง แต่เกิดจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเข้ากัดเซาะแผ่นน้ำแข็งจากด้านล่างและด้านข้าง ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น

เอริก ริญโญ นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า แผ่นน้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกกำลังทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่ง

ผลการศึกษาจากภาพดาวเทียมระบุว่า น้ำแข็งที่ละลายไปทั้งหมดกลายเป็นน้ำเกือบ 3 พันล้านล้านแกลลอน หรือประมาณ 11.3 พันล้านล้านลิตร และมีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1 เซนติเมตรนับตั้งแต่ปี 1979 นอกเหนือจากปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อินเนส โอโตซากา นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย และหัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า แม้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 เซนติเมตรอาจดูไม่มาก แต่ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เซนติเมตร จะทำให้มีประชาชนอีก 2-3 ล้านคนเผชิญน้ำท่วมอย่างน้อยปีละครั้ง

ขณะเดียวกัน ธารน้ำแข็งยาคอบส์ฮาว์น (Jakobshavn) ในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กำลังร่นถอยด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 50 เมตรต่อวัน

การละลายเร่งตัวชัดเจนในช่วงทศวรรษ 2010

ทีมวิจัยระบุว่า ในช่วงทศวรรษ 1970, 1980 และเข้าสู่ทศวรรษ 1990 แผ่นน้ำแข็งทั้งสองแห่งยังค่อนข้างคงที่ ก่อนที่การละลายจะเริ่มเพิ่มขึ้น และเร่งตัวอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษ 2010

แม้ข้อมูลระหว่างปี 2020-2023 จะพบว่าการสูญเสียน้ำแข็งชะลอลงชั่วคราว แต่นักวิจัยระบุว่าเป็นผลจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มระยะยาวเปลี่ยนไป และจากการติดตามข้อมูลหลังปี 2023 พบว่าแนวโน้มการสูญเสียน้ำแข็งกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

นักวิจัยยังเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งอาจเกิดขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกหลายทศวรรษ นั่นหมายความว่า แม้มนุษย์จะสามารถหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ การสูญเสียน้ำแข็งและผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลก็อาจดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษ.

ที่มา : AP

ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก

ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก

17 ก.ย. 2569 06:03 น.

ทรัมป์โวย เฟดขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ ลั่นสหรัฐฯ เครดิตดีสุดในโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สวนทางกับความต้องการของเขาที่อยากให้ลดดอกเบี้ยมาตลอด

เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แสดงความไม่พอใจที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยควรลดลงมาเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะสหรัฐฯ คือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก

“อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาควรจะอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะเราคือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ดีที่สุดในโลก ดีแบบทิ้งห่าง” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“ประเทศของเรากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการลงทุนใหม่ๆ! หากเราหยุดทำการค้ากับทุกประเทศที่เราขาดดุลด้วย ซึ่งก็คือเกือบทั้งหมดของประเทศที่เราทำการค้าด้วย เราจะทำกำไรได้อย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี”

“คำว่า ‘ขาดดุล’ ก็เป็นแค่คำหรูๆ ที่ใช้เรียกคำว่า ‘ขาดทุน’ เท่านั้น เรากำลัง ‘แบก’ เกือบจะทุกประเทศในโลกใบนี้เอาไว้ และเรื่องนี้จะดำเนินต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ลดอัตราดอกเบี้ยให้สหรัฐอเมริกาได้แล้ว และต้องทำโดยด่วน! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ก่อนหน้านี้นาย เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงข่าวหลังมติคณะกรรมการ FOMC ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% – 4.00% โดยเน้นย้ำว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นผลจาก อัตราเงินเฟ้อที่ “อยู่ในระดับสูงเกินไปและนานเกินไปแล้ว” ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อช่วงฤดูร้อนไม่ได้ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เขายอมรับถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น วิกฤตราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ แต่ด้วยอัตราการว่างงานซึ่งทรงตัวที่ราว 4.1% เปิดโอกาสให้เฟดสามารถดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อคุมเงินเฟ้อได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานรุนแรงเกินไป

นายวอร์ชปฏิเสธที่จะตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาของนายทรัมป์ ที่มีต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ แต่เขายืนยันถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการตัดสินใจของเฟดขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจและภารกิจหลักในการดูแลการจ้างงานและเงินเฟ้อ ไม่ได้ถูกชักจูงหรือได้รับอิทธิพลจากฝ่ายการเมืองหรือตลาดการเงิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truth social

เนปาลเพิ่มยอดผู้สูญหายเหตุน้ำท่วมใหญ่อีกเกือบ 1,000 คนเป็น 6,150 ราย

เนปาลเพิ่มยอดผู้สูญหายเหตุน้ำท่วมใหญ่อีกเกือบ 1,000 คนเป็น 6,150 ราย

17 ก.ย. 2569 05:37 น.

เนปาลเพิ่มยอดผู้สูญหายเหตุน้ำท่วมใหญ่อีกเกือบ 1,000 คนเป็น 6,150 ราย

เนปาลปรับเพิ่มจำนวนผู้สูญหายจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันเมื่อปลายเดือนสิงหาคมอีกเกือบ 1,000 คน ทำให้จำนวนผู้สูญหายล่าสุดอยู่ที่ 6,150 ราย

เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลปรับเพิ่มยอดผู้สูญหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายเดือนสิงหาคมขึ้นอีกเกือบ 1,000 ราย ทำให้จำนวนล่าสุดอยู่ที่ 6,150 ราย หลังจากทำการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ประสบภัยแล้ว

“เราได้เก็บรวบรวมรายละเอียดของผู้สูญหายจากสำนักงานประจำอำเภอ และได้ปรับปรุงข้อมูลใหม่หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว” ชานติ มาฮัต โฆษกสำนักงานบรรเทาสาธารณภัย กล่าวกับสำนักข่าว AFP

ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นจาก 5,179 คนที่รายงานไว้เมื่อวันก่อนหน้านั้น ขณะที่สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่พบในขณะนี้อยู่ที่ 1,403 ศพ โดยในจำนวนนี้ระบุตัวตนได้แล้วเพียง 105 ศพ

ส่วนที่ฝั่งทิเบตของจีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันเมื่อ 26 ส.ค.อย่างหนักเช่นกัน ก็รายงานว่ามียอดผู้เสียชีวิต 43 ศพ และสูญหายอีก 519 คน

ในบรรดาผู้สูญหายดังกล่าว มีชาวต่างชาติหลายร้อยคน ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญรวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ เหตุน้ำท่วมฉับพลันดังกล่าว ซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งบนภูเขาพังทลายอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาล-จีน รุนแรงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยรัฐบาลเนปาลได้ชี้ว่านี่เป็นผลกระทบร้ายแรงจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเทือกเขาหิมาลัย

เนปาลประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการบูรณะฟื้นฟูหลังเหตุน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้จะสูงถึง 4.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีตประธานาธิบดีโคโซโวถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ข้อหาอาชญากรรมสงคราม

อดีตประธานาธิบดีโคโซโวถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ข้อหาอาชญากรรมสงคราม

17 ก.ย. 2569 03:48 น.

อดีตประธานาธิบดีโคโซโวถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ข้อหาอาชญากรรมสงคราม

ฮาชิม ธาชี อดีตประธานาธิบดีโคโซโว ถูกศาลพิเศษที่กรุงเฮกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 25 ปี ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม ระหว่างการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากการปกครองของเซอร์เบีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฮาชิม ธาชี อดีตประธานาธิบดีโคโซโว ถูกศาลในกรุงเฮก ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 25 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอาชญากรรมสงคราม จากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามเรียกร้องเอกราชของโคโซโวจากการปกครองของเซอร์เบียในช่วงทศวรรษ 90 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน

นายธาชีวัย 58 ปี ถูกตัดสินว่ามีความผิดหลังจากผ่านการพิจารณาคดีในศาลพิเศษโคโซโวนานถึง 3 ปี ในข้อหาต่างๆ รวมถึงการฆาตกรรม, การจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, การทรมาน และการทารุณกรรมอย่างโหดร้าย ขณะที่ข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งไม่พบหลักฐานยืนยันความผิด

ธาชีเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังปลดปล่อยโคโซโว (KLA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเอกราช และเขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษในโคโซโว อย่างไรก็ตาม เขาถูกกล่าวหาว่าสังหารประชาชนไปเกือบ 100 คน และก่อการทารุณกรรมอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการบังคับให้สูญหาย

ธาชีเข้ารับการพิจารณาคดีพร้อมกับอดีตผู้บังคับบัญชาของกลุ่ม KLA อีก 3 คน ซึ่งเผชิญข้อหาในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ กองกำลังปลดปล่อยโคโซโว (KLA) ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ในฐานะกลุ่มติดอาวุธของชาวเชื้อสายแอลเบเนีย ในพื้นที่ซึ่งขณะนั้นยังเป็นจังหวัดหนึ่งของเซอร์เบีย และในระหว่างสงคราม กลุ่มนี้ถูกกล่าวหาว่าได้เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อยชาวเซิร์บท้องถิ่น

ธาชีก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของโคโซโวเมื่อครั้งประกาศเอกราชในปี 2551 ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งในปี 2563 เพื่อเดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาที่กรุงเฮก

ประชาชนหลายพันคนได้มารวมตัวกันในโคโซโวเพื่อชมการถ่ายทอดสดคำตัดสินผ่านจอขนาดใหญ่ด้วย โดยในกรุงพริสตินา เมืองหลวงของโคโซโว ผู้คนต่างหลั่งน้ำตาหลังจากได้รับทราบคำตัดสินดังกล่าว

หลังจากนี้ คาดว่าทีมทนายความของนายธาชีจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ ซึ่งในระหว่างนั้น เขาจะถูกควบคุมตัวในสถานที่ควบคุมตัวของศาลพิเศษฯ โดยระยะเวลาที่เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ถูกจับกุมและส่งตัวมายังกรุงเฮกในช่วงปลายปี 2563 จะถูกนำมา หักลบออกจากโทษจำคุก 25 ปี ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู้เงินเฟ้อ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู้เงินเฟ้อ

17 ก.ย. 2569 02:37 น.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู้เงินเฟ้อ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงมานาน แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยก็ตาม

เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของประเทศจำนวน 0.25% เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงมานาน โดยคาดว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสร้างความไม่พอใจให้แก่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากเขาเรียกร้องให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอด

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3.75 – 4.00% โดยอ้างถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังคง “สูงขึ้น” พร้อมเสริมว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับคืนสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% ได้ “รวดเร็วยิ่งขึ้น”

ตามรายงานสรุปประมาณการทางเศรษฐกิจ (SEP) ของธนาคารกลางซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธเช่นกัน ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายของเฟดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ เฟดเคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดไปเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางยังคงรับมือกับภาวะเงินเฟ้อหลังยุคการระบาดของไวรัสโควิด-19

ในปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายมาเป็นเวลาหลายปี และราคาสินค้าได้พุ่งสูงขึ้นสืบเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน, นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ และกระแสความนิยมในเทคโนโลยี AI ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมมาตั้งแต่เดือนมกราคม โดยเลือกที่จะรอประเมินผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน และปล่อยให้ผลกระทบของภาษีศุลกากรที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ส่งผลผ่านระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงหนึ่งในสี่ของคณะกรรมการได้เห็นต่างจากมติคงอัตราดอกเบี้ยเดิม โดยเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในทันที

นับตั้งแต่นั้นมา ผู้กำหนดนโยบายรายอื่นๆ ซึ่งรวมถึงวอร์ช ได้ส่งสัญญาณว่าหากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เฟดอาจจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคมออกมาที่ 3.4% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2% อยู่มาก

ในรายงาน SEP เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีราคาจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ขึ้นอีก 0.1% เป็น 3.7% เมื่อถึงสิ้นปี

“อัตราเงินเฟ้อได้แพร่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจและเริ่มฝังรากลึกในพฤติกรรมของผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟดจะต้องขัดขวางให้ได้” ไดแอน สวองค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG กล่าวไว้ในบันทึกก่อนหน้าการประกาศตัดสินใจของเฟด

นอกจากนี้ เฟดยังปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในตอนสิ้นปีขึ้นอีก 0.1% ไปอยู่ที่ 2.3%

การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่นี้จะสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์อย่างแน่นอน หลังจากที่เขาได้เปิดฉากกดดันธนาคารกลางอย่างที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลทรัมป์เปิดฉากการสืบสวนคดีอาญานาย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนก่อน ซึ่งมักถูกทรัมป์ต่อว่าเป็นประจำ เนื่องจากไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยตามที่เขาต้องการ นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพยายามปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการเฟด ออกจากตำแหน่งอีกด้วย แต่ถูกศาลขัดขวางเอาไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 21 ศพ อาคารในกาซาพังถล่ม UN ชี้มีตึกเสี่ยงอีก 400 แห่ง

ดับแล้ว 21 ศพ อาคารในกาซาพังถล่ม UN ชี้มีตึกเสี่ยงอีก 400 แห่ง

17 ก.ย. 2569 01:27 น.

ดับแล้ว 21 ศพ อาคารในกาซาพังถล่ม UN ชี้มีตึกเสี่ยงอีก 400 แห่ง

เหตุอาคารสูง 6 ชั้นในฉนวนกาซาพังถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ โดยเป็นเด็กถึง 8 ราย ขณะที่หน่วยงานสหประชาชาติเตือนว่า ยังมีอาคารอีกกว่า 400 แห่งที่เสี่ยงพังลงมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุอาคารสูง 6 ชั้น ในเขตตัล อัล-ฮาวา (Tal al-Hawa) ของเมืองกาซาซิตี้ ถล่มเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 45 ราย

อาคารดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อปีที่แล้ว จนอยู่ในสภาพเอียงอย่างน่ากลัว แต่ครอบครัวผู้พลัดถิ่นจำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเข้าอยู่อาศัยเนื่องจากไม่มีที่ไป

ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอาคารถล่มครั้งนี้เผชิญกับ ความยากลำบากและข้อจำกัดอย่างรุนแรง ในระยะแรก เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันพลเรือนและอาสาสมัครต้อง ใช้มือเปล่าในการขุดและรื้อซากอิฐปูน เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากขาดแคลนเครื่องจักรและอุปกรณ์กู้ภัย

ต่อมา มีทีมช่วยเหลือจากสหประชาชาติ (UN) และทีมกู้ภัยจากอียิปต์เข้าร่วมภารกิจค้นหา และเริ่มมีการขอยืมหรือใช้อุปกรณ์เครื่องจักรหนักบางส่วนมาช่วยในการรื้อถอน อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดำเนินไปได้ช้ามาก เพราะเครื่องจักรที่เหลืออยู่ในพื้นที่ขาดแคลนทั้ง น้ำมันเครื่อง และอะไหล่ ในการเปิดใช้งาน

หลังจากดำเนินค้นหาอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงบ่ายวันพุธ เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าได้สิ้นสุดปฏิบัติการค้นหาแล้ว โดยพบผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

ทั้งนี้ สงครามในฉนวนกาซาดำเนินมานานเกือบครบ 3 ปีแล้ว โดยสหประชาชาติประเมินว่า อาคารและสิ่งปลูกสร้างราว 80% ในกาซาได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ส่งผลให้ประชากรกว่า 1.9 ล้านคน หรือ 90% ของประชากรทั้งหมด ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ด้านผู้แทนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เตือนว่ามีอาคารที่ได้รับความเสียหายจากสงครามอีกราว 400 แห่งทั่วกาซาที่เสี่ยงถล่มลงมาทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว

สหประชาชาติเรียกร้องให้อิสราเอลอนุมัติการส่งมอบเครื่องจักรหนักสำหรับการกู้ภัย รวมถึงเต็นท์และอุปกรณ์บรรเทาทุกข์ เพื่อช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลระบุว่าจำเป็นต้องจำกัดการขนส่งเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มติดอาวุธนำเครื่องจักรไปใช้ทางการทหาร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ร้านมิชลินในกรุงโซล โดนปรับรวม 25 ล้านวอน ฐานใช้ “มด” แต่งอาหาร

ร้านมิชลินในกรุงโซล โดนปรับรวม 25 ล้านวอน ฐานใช้ “มด” แต่งอาหาร

16 ก.ย. 2569 23:40 น.

ร้านมิชลินในกรุงโซล โดนปรับรวม 25 ล้านวอน ฐานใช้ “มด” แต่งอาหาร

เจ้าของร้านอาหารมิชลิน 2 ดาวในกรุงโซล รวมถึงบริษัทผู้ดำเนินกิจการ ถูกปรับเงินรวมกว่า 25 ล้านวอน โทษฐานนำมดมาใช้แต่งหน้าอาหาร ซึ่งผิดกฎหมายของเกาหลีใต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าของร้านอาหาร Evett ร้านอาหารระดับมิชลิน 2 ดาว ในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ ถูกปรับเป็นเงิน 15 ล้านวอน (ราว 360,000 บาท) ขณะที่บริษัทผู้ดำเนินกิจการร้านอาหารดังกล่าวถูกปรับเงิน 10 ล้านวอน (ราว 240,000 บาท) จากการใช้นำมดมาตกแต่งหน้าของหวาน

มดไม่ได้จัดอยู่ในแมลง 10 ชนิดที่ได้รับอนุญาตให้มนุษย์บริโภคได้ในประเทศเกาหลีใต้ ทำให้การกระทำของร้าน Evett เข้าข่ายผิดกฎหมายสุขาภิบาลอาหาร

ก่อนหน้านี้ อัยการเสนอให้ลงโทษจำคุกเจ้าของร้านเป็นเวลา 1 ปี พร้อมปรับเงิน 20 ล้านวอน แต่ผู้พิพากษาพิจารณาตักเตือนและลดโทษเหลือปรับเงิน 15 ล้านวอนดังกล่าว เนื่องจากเจ้าของร้านยอมรับสารภาพและไม่เคยมีประวัติการก่ออาชญากรรมมาก่อน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้พิพากษาระบุเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการฝ่าฝืนมาตรฐานอาหารแล้ว ผลการตรวจวิเคราะห์มดยังพบปริมาณโลหะหนักเกินมาตรฐาน ทำให้ “ความผิดดังกล่าวไม่อาจมองข้ามได้”

ด้านเจ้าของร้านอ้างว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าการนำมดมาใส่ในอาหารเป็นเรื่องต้องห้ามในเกาหลีใต้ เนื่องจากมีการใช้มดเป็นอาหารในพื้นที่อื่นของโลก

เรื่องการใช้มดแต่งหน้าของหวาน “ซอร์เบต์” ของร้าน Evett ถูกเปิดเผยออกมาหลังจากกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาตรวจพบรีวิวออนไลน์พร้อมรูปถ่าย โดยเจ้าของร้านโรยมด 3 ถึง 5 ตัวบนอาหารบางจานเพื่อให้มี “รสเปรี้ยว” เป็นระยะเวลานานเกือบ 4 ปี ซึ่งคิดเป็นจำนวนมดที่ถูกนำมาแต่งหน้าอาหารประมาณ 49,000 ตัว

กระทรวงฯ เผยอีกว่า มดส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่บางส่วนนำเข้ามาจากประเทศไทย

เจ้าของร้านโต้แย้งว่า มดถูกใช้เพียง “ส่วนเล็กน้อย” ในคอร์สอาหาร 15 จานของร้าน และแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบว่าสามารถเลือกท็อปปิ้งทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่มดได้

ทั้งนี้ มดจัดเป็นอาหารและบางครั้งได้รับการยกย่องเป็นอาหารจานโปรดในหลายวัฒนธรรม ทั้งในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยไข่มดแดงและมดแดงถูกนำมาใช้ในครัวไทยและกัมพูชา ขณะที่ในโคลอมเบีย มดนางพญาได้รับความนิยมและมีมูลค่าสูงเทียบเท่ากับไข่ปลาคาเวียร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียเตือน ไฟป่าอาจลากยาวไปจนถึงต้นพฤศจิกายน

อินโดนีเซียเตือน ไฟป่าอาจลากยาวไปจนถึงต้นพฤศจิกายน

16 ก.ย. 2569 22:45 น.

อินโดนีเซียเตือน ไฟป่าอาจลากยาวไปจนถึงต้นพฤศจิกายน

รัฐมนตรีของอินโดนีเซียเตือนว่า สถานการณ์ไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ อาจลากยาวไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนจะมาถึงช้ากว่าที่คาดการณ์เอาไว้

เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 นายราชา จูลี แอนโทนี รัฐมนตรีกระทรวงการป่าไม้ของอินโดนีเซียออกกับสื่อท้องถิ่นว่า สถานการณ์ไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ในหลายพื้นที่ของประเทศ อาจยืดเยื้อไปจนถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากคาดว่าฤดูฝนจะมาช้ากว่าปกติ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหยุดใช้วิธีเผาเพื่อแผ้วถางที่ดินในช่วงที่เผชิญภัยแล้งยาวนาน

อินโดนีเซียกำลังรับมือกับไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี หลังจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ส่งผลให้ป่าไม้และทุ่งหญ้าทั่วประเทศแห้งแล้งอย่างหนัก

ไฟป่าได้ลุกลามโหมกระหน่ำมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา ซึ่งนายราชา จูลี เตือนไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนแล้วว่า สภาพอากาศแห้งแล้งจะเลวร้ายถึงขีดสุดในเดือนนี้ ส่งผลให้การควบคุมการปะทุของไฟป่าตามฤดูกาลเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ล่าสุดในวันพุธ นายราชา จูลี คาดการณ์ว่า สภาพอากาศแห้งแล้งจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยเดือนครึ่ง เนื่องจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของประเทศได้ปรับการคาดการณ์จุดเริ่มต้นของฤดูฝนไปเป็นปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ราวหนึ่งเดือน

“ไฟป่าเหล่านี้จะยังคงอยู่กับเราไปจนถึงเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน” นายราชา จูลี กล่าว ตามรายงานของ Kompas.com เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น “ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้ประชาชน เกษตรกร และภาคบริษัทเอกชน งดเว้นการใช้ไฟในช่วงเวลาที่เอลนีโญทวีความรุนแรงมากเช่นนี้”

สถานการณ์ไฟป่านอกจากจะส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยและการเดินทางแล้ว ประชาชนจำนวนมากใน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ก็ล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ โดยจำนวนล่าสุดพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวแตะระดับ 113,336 ราย ในช่วงวันที่ 1 ถึง 9 ก.ย. หนักที่สุดอยู่ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก

ควันไฟป่ายังลอยข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ส่งผลให้ระดับคุณภาพอากาศลดต่ำลงไปอยู่ในระดับที่ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพ

สำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) ของรัฐบาลมาเลเซีย รายงานว่า อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะหยิบยกประเด็นเรื่องหมอกควันที่ลอยข้ามประเทศนี้ มาหารืออย่างเป็นทางการในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงจาการ์ตา ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. จนถึงวันที่ 20 ก.ย.

เขากล่าวว่า มาเลเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางการทูตระยะยาวและมาตรการป้องกันล่วงหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน “มาตรการทางการทูตต้องดำเนินควบคู่ไปกับความพยายามทางเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยเจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้านและรัฐต่างๆ ของมาเลเซีย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซาอุฯ โวย กบฏฮูตีพยายามโจมตีเมืองเมกกะ เตือนอย่าข้าม “เส้นแดง”

ซาอุฯ โวย กบฏฮูตีพยายามโจมตีเมืองเมกกะ เตือนอย่าข้าม “เส้นแดง”

16 ก.ย. 2569 22:07 น.

ซาอุฯ โวย กบฏฮูตีพยายามโจมตีเมืองเมกกะ เตือนอย่าข้าม “เส้นแดง”

กองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียกล่าวหากลุ่มกบฏฮูตีว่า พยายามส่งโดรนโจมตีเมืองเมกกะ ซึ่งเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม พร้อมเตือนว่า นี่เป็นเส้นแดงที่ไม่อาจข้ามได้

เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 กองกำลังพันธมิตรอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ออกมากล่าวหากลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ว่า เล็งเป้าโจมตีเมืองเมกกะ ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ส่งผลให้เกิดความโกรธแค้นไปทั่วโลกมุสลิม

แถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาสามารถยิงทำลายโดรนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองเมกกะได้สำเร็จ พร้อมประกาศกร้าวว่า กองกำลังพันธมิตรจะดำเนินการตอบโต้ เนื่องจาก “ความปลอดภัยของมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่งและผู้แสวงบุญถือเป็นเส้นแดง (red line) ที่ไม่อาจข้ามได้”

“กองกำลังพันธมิตรจะไม่ลังเลที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นและเด็ดขาดเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้ายฮูตี”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียมีการประกาศแจ้งเตือนการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในเมืองเมกกะและหลายพื้นที่ทางตอนใต้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวเมือง แต่ชีวิตประจำวันยังดำเนินไปตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตีออกมาตอบโต้ทันทีว่า แถลงการณ์ของกองกำลังซาอุฯ เป็นเรื่อง “โกหก” โดย ฮาเซม อัล-อัสซาด จากสำนักการเมืองของกลุ่มฮูตี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ข้อกล่าวหาเรื่องการเล็งเป้าโจมตีเมืองเมกกะเป็นเรื่องโกหกซ้ำซากที่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน และไม่สามารถหลอกใครได้อีกต่อไป”

อนึ่ง เมืองเมกกะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม เนื่องจากเป็นสถานที่ประสูติของพระศาสดามูฮัมหมัด และเป็นจุดเริ่มต้นที่อัลกุรอานได้รับการเปิดเผยครั้งแรกที่ถ้ำฮิรออ์ ในแต่ละปีจะมีผู้แสวงบุญจำนวนหลายล้านคนเดินทางมาจากเมืองแห่งนี้ เพื่อร่วมในการประกอบพิธีฮัจญ์

“ฉันจะไม่ปิดบังเลยว่าพวกเรากลัว” ชาวเมืองเมกกะซึ่งไม่ขอเปิดเผยนามบอกกับสำนักข่าว AFP “หรือจะเรียกว่าตกใจก็ได้ พวกเขาไม่ใช่คนมุสลิมหรือไง? พวกเขากำลังเล็งเป้ามาที่เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด มันมีอะไรข้างในให้ต้องตกเป็นเป้าหมายกัน?”

เมืองเมกกะเป็นที่ตั้งของกองกำลังความมั่นคงจำนวนมาก เพื่อควบคุมฝูงชนและคุ้มกันสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพิธีฮัจญ์ประจำปี โดยระหว่างการแสวงบุญในปีนี้ กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียเพิ่งเผยแพร่วิดีโอแสดงระบบป้องกันทางอากาศอันทันสมัยที่ติดตั้งอยู่บริเวณชานเมืองเมกกะ

องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีสมาชิกประกอบด้วยชาติมุสลิม 57 ประเทศ ออกมาประณามการโจมตีของกลุ่มฮูตี โดยระบุว่าเป็น “การโจมตีอันป่าเถื่อนต่อเมืองเมกกะและเมืองมะดีนะฮ์”

ทั้งนี้ การสู้รบครั้งใหม่ระหว่างกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย ปะทุขึ้นมาอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม และดึงเอาซาอุดีอาระเบียเข้ามาพัวพัน โดยกลุ่มฮูตีได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อเรือของซาอุฯ ในทะเลแดง เพื่อสกัดการขนส่งน้ำมัน

เมื่อสัปดาห์ก่อนกลุ่มฮูตียึดพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนและช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ (Bab al-Mandab) ได้ทั้งหมด ในขณะที่ยกระดับการโจมตีเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุฯ อย่างต่อเนื่อง

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ร้องขอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงช่วยเหลือด้านข่าวกรองและการวางแผนแก่กองทัพซาอุฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ “โรดริโก ดูเตอร์เต” ปรากฏตัวต่อ ICC ครั้งแรก ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ "โรดริโก ดูเตอร์เต" ปรากฏตัวต่อ ICC ครั้งแรก ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

16 ก.ย. 2569 16:38 น.

อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ “โรดริโก ดูเตอร์เต” ปรากฏตัวต่อ ICC ครั้งแรก ข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปรากฏตัวต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ที่กรุงเฮกด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ขณะเผชิญข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งอัยการกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 76 ราย ระหว่างปี 2013 ถึง 2018 สมัยดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศและนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 81 ปี ปรากฏตัวต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกวันนี้ (16 ก.ย.) ขณะที่เขากำลังเผชิญข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากการปราบปรามผู้ใช้และค้ายาเสพติดในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาและประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ดูเตอร์เต ซึ่งสวมสูทสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาว และไม่ผูกเนกไท นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีโดยวางคางบนมือ ขณะที่การพิจารณาเริ่มต้นขึ้น

ก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เตปรากฏตัวต่อศาลผ่านระบบวิดีโอลิงก์ในการปรากฏตัวครั้งแรก หลังถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม 2568 แต่ไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีในครั้งต่อมา โดยทีมทนายความฝ่ายจำเลยอ้างว่าเขามีอาการป่วยจนไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาได้

ผู้พิพากษาโจแอนนา คอร์เนอร์ ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ดูเตอร์เตมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยตนเอง และแจ้งว่าเขาสามารถออกจากห้องพิจารณาคดีได้ทุกเมื่อโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากคณะผู้พิพากษา

ดูเตอร์เตเผชิญข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 3 กระทง โดยอัยการกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอย่างน้อย 76 ราย ระหว่างปี 2013 ถึง 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาดำเนินนโยบายปราบปรามผู้ใช้และผู้ค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวด

เขาถือเป็นอดีตผู้นำประเทศในเอเชียคนแรกที่ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีต่อหน้า ICC ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีกับบุคคลในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงที่สุด เช่น อาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ผู้พิพากษาคอร์เนอร์กำหนดให้การพิจารณาคดีเริ่มต้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยคดีอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี ขณะที่การพิจารณาเมื่อวันพุธเป็นการประชุมเพื่อกำหนดสถานะของคดีและหารือรายละเอียดด้านกระบวนการและการจัดการต่าง ๆ

ด้านญาติของผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดหลายรายแสดงความโล่งใจที่เห็นดูเตอร์เตมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยตนเอง แรนดี เดลอส ซานโตส วัย 48 ปี ลุงของคีอัน เดลอส ซานโตส เด็กวัยรุ่นที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม 2017 ระหว่างที่ดูเตอร์เตดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กล่าวว่า ครอบครัวรู้สึกดีใจที่เห็นอดีตผู้นำฟิลิปปินส์สามารถเข้าร่วมการพิจารณาคดีด้วยตนเอง และหวังว่ากระบวนการดังกล่าวจะนำไปสู่ความยุติธรรมสำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน ทนายความของดูเตอร์เตยื่นเอกสารต่อศาลเมื่อวันอังคาร โดยระบุว่าเขามี “ความบกพร่องด้านความจำอย่างมีนัยสำคัญ” จนไม่สามารถจดจำข้อมูลใหม่ ๆ และเรียกคืนความทรงจำได้อย่างน่าเชื่อถือ คณะผู้พิพากษากำลังพิจารณาว่า ดูเตอร์เตมีความพร้อมทางสภาพจิตใจเพียงพอที่จะเข้าสู่การพิจารณาคดีหรือไม่ และได้สั่งให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ 3 คนประเมินอาการของเขา

แม้รายงานผลการประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ทีมทนายความของดูเตอร์เตได้อ้างถึงผลการตรวจในรายงาน โดยระบุว่า ผลการตรวจชี้ว่า ดูเตอร์เตเข้าใจว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงปี 2007 หรือ 2008 และเชื่อว่าตนเองมีอายุ 84 หรือ 85 ปี รวมทั้งไม่สามารถจำชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันได้

ในการพิจารณาคดีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ อัยการกล่าวหาว่า ดูเตอร์เตมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ค้ายาเสพติดและผู้ใช้ยา “หลายพันคน” ทั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา และต่อมาในฐานะประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

จูเลียน นิโคลส์ อัยการฝ่ายโจทก์ กล่าวสรุปต่อศาลว่า ดูเตอร์เตเคยจัดตั้งและควบคุม “หน่วยสังหาร” ในเมืองดาเวา พร้อมระบุว่า นโยบายของเขาคือการสังหารผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นจำนวนมาก

จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงจากปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์ยังเชื่อว่าอยู่ในระดับหลายพันคน ขณะที่ทนายความที่เป็นตัวแทนของครอบครัวผู้เสียชีวิตระบุว่า การพิจารณาคดีอย่างเต็มรูปแบบอาจทำให้ครอบครัวผู้เสียหายรายอื่น ๆ กล้าออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นิโกลาส คอฟมัน ทนายความของดูเตอร์เตในขณะนั้น ยืนยันต่อศาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ลูกความของเขายืนยันความบริสุทธิ์อย่างชัดเจน พร้อมโต้แย้งว่าหลักฐานของฝ่ายอัยการมีน้ำหนักไม่เพียงพอ และข้อกล่าวหาต่าง ๆ ถูกตั้งขึ้นอย่างไม่เหมาะสมและมีแรงจูงใจทางการเมือง ฝ่ายจำเลยยังยอมรับว่า ดูเตอร์เตเคยใช้ถ้อยคำรุนแรงและเกินจริงในการกล่าวสุนทรพจน์ แต่ยืนยันว่าเขามักสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการป้องกันตัว

แม้เผชิญคดีต่อหน้า ICC ดูเตอร์เตยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางส่วนในฟิลิปปินส์ ซึ่งเห็นด้วยกับแนวทางปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวดของเขาในช่วงดำรงตำแหน่ง.

ที่มา AFP