“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

"เนทันยาฮู" สั่งรื้อถอน "จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย" ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

7 ก.ย. 2569 12:12 น.

“เนทันยาฮู” สั่งรื้อถอน “จุดตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมาย” ในเวสต์แบงก์ หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ออกคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้อิสราเอลปราบปรามเหตุความรุนแรงและการโจมตีชาวปาเลสไตน์โดยกลุ่มชาวยิวสุดโต่ง

เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลบางแห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของอิสราเอล

สโมทริช ซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ทั้งหมด กล่าวว่า เท่าที่เขาทราบ เนทันยาฮูได้สั่งให้อพยพหรือรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง โดยระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว

แหล่งข่าว 2 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมจุดตั้งถิ่นฐานที่ชาวอิสราเอลเข้าไปสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล โดยทั่วไปจุดตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้ประกอบด้วยบ้านสำเร็จรูปหรือรถบ้านเพียงไม่กี่หลัง และมีผู้อยู่อาศัยจำนวนไม่มาก ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเคยรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง และในบางกรณีก็รับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถเข้าถึงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้

สื่ออิสราเอลหลายแห่งรายงานว่า คำสั่งดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเว็บไซต์ข่าว Ynet รายงานว่า มีเป้าหมายไปยังจุดตั้งถิ่นฐานราว 100 แห่งทั่วเขตเวสต์แบงก์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิบัติการรื้อถอนจะเริ่มขึ้นเมื่อใด

สโมทริชกล่าวว่า คำสั่งของเนทันยาฮูเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เรียกว่า เขต A และ B ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปาเลสไตน์เป็นหลัก ตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990 เวสต์แบงก์ถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ A, B และ C โดยพื้นที่ C อยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเป็นหลัก

แม้สโมทริชจะคัดค้านคำสั่งรื้อถอน แต่เขากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความคืบหน้าในการดำเนินการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขต C   โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าได้ผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ผ่านการสร้างและรับรองหมู่บ้าน ฟาร์ม ถนน และบ้านหลายพันหลังในพื้นที่ดังกล่าว

ข้อมูลจากกลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรอิสราเอลที่ต่อต้านการขยายถิ่นฐาน ระบุว่า ปัจจุบันมีจุดตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตประมาณ 340 แห่งในเวสต์แบงก์ นอกเหนือจากนิคมที่รัฐบาลอิสราเอลรับรองอย่างเป็นทางการอีก 146 แห่ง

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติและรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกถือว่านิคมอิสราเอลทั้งหมดในเวสต์แบงก์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือว่าเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครองทางทหารมาตั้งแต่ปี 1967 ขณะที่อิสราเอลโต้แย้งว่า ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาท ไม่ใช่ดินแดนที่ถูกยึดครอง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมต่าง ๆ ทั่วเวสต์แบงก์ ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เดินทางเยือนพื้นที่เวสต์แบงก์ เพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งตกเป็นเหยื่อการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ฮัคคาบีกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อาชญากรรมก็คืออาชญากรรม การก่อการร้ายก็คือการก่อการร้าย” พร้อมเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุคาดหวังว่าจะต้องเผชิญผลลัพธ์หรือบทลงโทษที่รุนแรง โดยไม่ได้ระบุชื่ออิสราเอลโดยตรง

ขณะเดียวกัน ศาลสูงสุดของอิสราเอลมีคำตัดสินในวันเดียวกันว่า หน่วยงานด้านกลาโหมของอิสราเอลต้องดำเนินการเพื่อให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ 3 ครอบครัวสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานขับไล่ออกจากบ้านในหมู่บ้านจาลุด ทางตะวันตกของเวสต์แบงก์

รัฐบาลอิสราเอลประณามความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานเป็นระยะ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่า ผู้ก่อเหตุจำนวนมากไม่ถูกจับกุม และยิ่งมีจำนวนน้อยลงที่ถูกดำเนินคดี ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การจัดการกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่ก่อเหตุรุนแรงเป็นผลประโยชน์ของอิสราเอลเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรสำคัญที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลเนทันยาฮู.

ที่มา Reuters / AFP

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์เปิดตัว "Cybercab" สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

7 ก.ย. 2569 11:32 น.

อีลอน มัสก์เปิดตัว “Cybercab” สีทองไร้พวงมาลัย วิ่งจริงบนถนนสหรัฐฯ หวังปฏิวัติรถไร้คนขับ

อีลอน มัสก์ เดินหน้าเดิมพันครั้งใหญ่ นำรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับรุ่นใหม่ล่าสุด “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) สีทอง ที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและไม่มีแป้นเหยียบ ออกวิ่งให้บริการบนถนนแบบจำกัดในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ

เทสลาเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ “ไซเบอร์แค็บ” (Cybercab) ในพื้นที่ของเมืองออสติน รัฐเท็กซัส แบบจำกัด โดยรถยนต์ไฟฟ้าสีทองรุ่นใหม่นี้เป็นรถสองที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและแป้นเหยียบ ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถเข้าควบคุมรถได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนเปิดตัว เทสลาเผยแพร่ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบ” พร้อมภาพ ไซเบอร์แค็บลอยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองออสติน ขณะที่อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทสลา โพสต์ข้อความว่า “พายุแห่งไซเบอร์แค็บ” แต่เขากลับไม่ได้ปรากฏตัวในงานเปิดตัว

เทสลาระบุว่า ขณะนี้ไซเบอร์แค็บให้บริการเฉพาะบางพื้นที่ของออสติน และยังไม่ได้ประกาศว่าจะเริ่มเก็บค่าโดยสารเมื่อใด โดยผู้บริหารระบุว่าในอนาคตมีแผนใช้ระบบกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น ซึ่งค่าโดยสารจะปรับสูงขึ้นตามความต้องการ พร้อมชูแนวคิดมอบ “ประสบการณ์ชั้นหนึ่งในราคาแบบชั้นประหยัด”

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแผนของมัสก์ที่ต้องการผลักดันเทสลาให้เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ โดยมัสก์ระบุว่าไซเบอร์แค็บถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุม และคาดหวังว่าในอนาคตจะกลายเป็นรถยนต์รุ่นหลักของเครือข่าย Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลา

อย่างไรก็ตาม เทสลายังตามหลัง “เวย์โม” (Waymo) อย่างมากในด้านจำนวนรถและการให้บริการ เวย์โมมีรถแท็กซี่ไร้คนขับมากกว่า 4,000 คันใน 14 เมือง ขณะที่ข้อมูลของรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ระบุว่าเทสลามีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียน 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นไซเบอร์แค็บ 45 คัน ส่วน เวย์โมมี 988 คันในรัฐเท็กซัส

ความท้าทายสำคัญของเทสลาคือระบบขับขี่อัตโนมัติของบริษัทใช้กล้องเป็นหลัก แตกต่างจากเวย์โม และ Zoox ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งใช้ทั้งกล้อง เรดาร์ และเทคโนโลยีตรวจจับด้วยแสงเลเซอร์ หรือไลดาร์ เพื่อช่วยให้รถรับรู้สภาพแวดล้อม

ด้านสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า กำลังติดต่อกับเทสลาและประเมินสถานการณ์ หลังมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปกำหนดให้รถยนต์ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมสำหรับมนุษย์ ขณะที่กฎของรัฐบาลกลางยังจำกัดจำนวนรถที่ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายได้ หากรถไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

นอกจากนี้ เทสลายังเผชิญการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ หลายกรณี ทั้งการชนในสภาพหมอก แสงแดดจ้า และทัศนวิสัยต่ำ รวมถึงอุบัติเหตุที่มีคนเดินถนนเสียชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ที่รถซึ่งใช้ระบบช่วยขับขี่ของเทสลาฝ่าไฟแดงหรือขับผิดช่องทางจนเกิดการชนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

แม้เทสลาจะเริ่มทดสอบแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองออสตินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และขยายไปยังเมืองอื่นในรัฐเท็กซัสและฟลอริดา แต่การให้บริการยังมีข้อจำกัด โดยการทดสอบของรอยเตอร์สก่อนหน้านี้พบว่าผู้โดยสารบางครั้งต้องรอรถเป็นเวลานาน และในเมืองดัลลัส รถไม่สามารถส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางบางแห่งภายในพื้นที่ให้บริการ ทำให้ต้องเดินต่อประมาณ 15 นาที

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ผลสำรวจของ Pew Research Center เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรู้สึก “ไม่ค่อยสบายใจ” หรือ “ไม่สบายใจเลย” ที่จะโดยสารรถไร้คนขับ มีเพียง 7% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจ “อย่างมาก” หรือ “มาก”

มัสก์ตั้งเป้าในระยะยาวที่จะส่งซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบไปยังรถเทสลาหลายแสนคันผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าของรถนำรถของตนเข้าสู่เครือข่ายแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลาในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีความปลอดภัยเพียงพอ และสามารถผ่านข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ แต่ปัจจุบันเทสลายังไม่มีใบอนุญาตให้ดำเนินบริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือทดสอบรถไร้คนขับโดยไม่มีคนขับนิรภัยนั่งอยู่ด้านหน้า

สำหรับเทสลาแล้ว ไซเบอร์แค็บจึงไม่ใช่เพียงรถรุ่นใหม่ แต่เป็นเดิมพันครั้งใหญ่ต่ออนาคตของบริษัท ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับอาจมีผลโดยตรงต่อมูลค่าและทิศทางของเทสลาในระยะยาว.

ที่มา Reuters / The Independent

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

7 ก.ย. 2569 11:16 น.

สิงคโปร์เร่งรับมือหมอกควัน-อากาศร้อน สภากาชาดแจกเครื่องฟอกอากาศ ช่วยกลุ่มเสี่ยง

สภากาชาดสิงคโปร์ยกระดับมาตรการช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบาง จากหมอกควันและอากาศร้อน เตรียมแจกเครื่องฟอกอากาศ ชุดยังชีพ และช่วยเหลือค่าไฟฟ้าแก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง นำร่องราว 700 คนทั่วประเทศ

สถานการณ์หมอกควันยังเป็นที่จับตา หลังค่าดัชนีมาตรฐานมลพิษในอากาศ หรือ PSI เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เคยพุ่งเข้าสู่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ใน 3 พื้นที่ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2023 ที่ค่าดัชนี PSI ทะลุระดับดังกล่าว

แม้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณภาพอากาศจะกลับมาอยู่ในระดับปานกลาง แต่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NEA ยังคงออกคำแนะนำเรื่องหมอกควันเป็นประจำทุกวัน พร้อมเผยการคาดการณ์ค่า PSI ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนกิจกรรมและการเดินทางได้อย่างเหมาะสม

ด้านสภากาชาดสิงคโปร์แสดงความกังวล สภาพอากาศร้อนขึ้น ประกอบกับคุณภาพอากาศที่แย่ลง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือครั้งใหม่ ด้วยการแจกเครื่องฟอกอากาศ ต่อยอดจากโครงการรับมืออากาศร้อนและหมอกควันที่สภากาชาดสิงคโปร์เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอาสาสมัครได้แจกชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยผ้าเย็น หน้ากาก แก้วน้ำ และพัดลมแบบพกพา พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ

คาดว่าในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 200 คน ซึ่งอาศัยอยู่ตามลำพัง และอยู่ในโครงการช่วยเหลือของสภากาชาด จะได้รับเครื่องฟอกอากาศและชุดช่วยเหลือสำหรับรับมืออากาศร้อนและหมอกควัน ขณะเดียวกันสภากาชาดจะช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเปิดเครื่องฟอกอากาศ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเปราะบางอีก 500 คน ที่จะได้รับชุดดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยน้ำมะพร้าว เครื่องดื่มเกลือแร่ อาหารพร้อมรับประทานที่เหมาะสม ของใช้ด้านสุขอนามัย และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

สภากาชาดระบุว่า สิ่งของที่แจกจ่ายมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ลดการทำกิจกรรมนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน อาสาสมัครที่ทำหน้าที่เยี่ยมบ้านและดูแลผู้ได้รับความช่วยเหลือ จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดจาก ความร้อนและหมอกควัน รวมถึงรู้วิธีให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ที่มีอาการน่าเป็นห่วง

ส่วนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของสภากาชาดที่ต้องลงพื้นที่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากคุณภาพอากาศ จะได้รับ หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันการสูดดมมลพิษระหว่างปฏิบัติงาน

เบนจามิน วิลเลียม เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภากาชาดสิงคโปร์ กล่าวว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและคุณภาพอากาศแย่ลง ผลกระทบต่อผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วอาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพ และช่วยตรวจสอบความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจต้องการความช่วยเหลือ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งให้ชุมชนสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงได้.

ที่มา : channelnewsasia

“คิม จองอึน” เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

"คิม จองอึน" เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

7 ก.ย. 2569 10:40 น.

“คิม จองอึน” เปิดตัวเรือพิฆาตลำที่ 2 ติดอาวุธนิวเคลียร์ ขู่เพิ่มศักยภาพกองทัพเรือ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดประจำการเรือพิฆาตลำที่ 2 ขนาด 5,000 ตัน ติดขีปนาวุธรองรับหัวรบนิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องสร้างศักยภาพยับยั้งนิวเคลียร์ที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้

วันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ทำพิธีปล่อยเรือพิฆาต “คัง กอน” (Kang Kon) เข้าประจำการในกองทัพเรือ พร้อมเรียีกร้องให้ประเทศเดินหน้าเสริมศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้มีความแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือมากขึ้น ท่ามกลางการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเกาหลีเหนือมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

โดยพิธีเปิดประจำการเรือพิฆาตคัง กอน จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่เมืองท่าวอนซาน ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ โดยมีคิม จองอึน และบุตรสาววัยรุ่นเข้าร่วมพิธี ซึ่งหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุว่าเธอมีแนวโน้มเป็นทายาททางการเมืองของคิม

เรือพิฆาตคัง กอน และเรือพิฆาตชเว ฮยอน (Choe Hyon) ซึ่งเข้าประจำการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเรือรบขนาด 5,000 ตันทั้งคู่ และติดตั้งขีปนาวุธที่สามารถรองรับหัวรบนิวเคลียร์ได้ ทำให้ถูกมองว่าเป็นเรือรบที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของเกาหลีเหนือในเวลานี้

ขณะที่ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธี คิม จองอึน ระบุว่า การเพิ่มเรือรบเข้าประจำการต่อเนื่องจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ฝ่ายศัตรู พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธนิวเคลียร์ให้แก่กองทัพเรือทำให้เกาหลีเหนือสามารถใช้ศักยภาพการยับยั้งนิวเคลียร์ได้หลากหลายและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวว่า ความกังวลของฝ่ายศัตรูจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือสร้างศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานระบบอาวุธนิวเคลียร์ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างกิจกรรมทางทหารเพื่อป้องกันทางทะเลและยับยั้งสงคราม.

 ที่มา Yonhap

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ “New Mexico” เป็น “New America” หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ "New Mexico" เป็น "New America" หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

7 ก.ย. 2569 10:19 น.

ฮือฮาอีก ทรัมป์โพสต์แผนที่ เปลี่ยนชื่อ “New Mexico” เป็น “New America” หลังเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ-อ่าว

ทรัมป์สร้างกระแสอีกครั้ง หลังโพสต์ภาพแผนที่ที่แสดงชื่อรัฐ New Mexico โดยขีดฆ่าคำว่า “Mexico” แล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า “America” กลายเป็น “New America” โดยไม่มีคำอธิบายประกอบ

ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี Truth Social ของทรัมป์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่ทำเนียบขาวจะนำภาพไปเผยแพร่ซ้ำผ่านบัญชี X โดยภาพแสดงโครงร่างของรัฐนิวเม็กซิโก พร้อมคำว่า “Mexico” ที่ถูกขีดทับด้วยสีแดง และแทนที่ด้วยคำว่า “America”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ประกาศแผนการเปลี่ยนชื่อรัฐนิวเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีคำชี้แจงว่าภาพดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจในการเปลี่ยนชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์บางประเภทที่อยู่ในระบบชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาลกลาง แต่การเปลี่ยนชื่อรัฐ ไม่สามารถทำได้ด้วยคำสั่งประธานาธิบดีเพียงฝ่ายเดียว และต้องผ่านกระบวนการภายในรัฐ โดยชื่อ “New Mexico” มีประวัติยาวนานกว่าการก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ โดยมีรากย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 16

การโพสต์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนชื่อ “Lake Ontario” เป็น “Lake America” ในระบบของรัฐบาลกลาง ขณะที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งเป็นวันแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ทรัมป์ก็ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อ “Gulf of Mexico” เป็น “Gulf of America”

หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ นางมิเชล ลูฮาน กริแชม ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโกจากพรรคเดโมแครต ออกมาตอบโต้ โดยกล่าวหาทรัมป์ว่าพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกัน พร้อมยืนยันว่า ชื่อ New Mexico ไม่ได้อยู่ในประเด็นให้ถกเถียง เธอยังระบุว่า ขณะที่ทำเนียบขาวกำลังเสียเวลาอยู่กับการระบายสีบนแผนที่ รัฐนิวเม็กซิโกกำลังเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

ด้านวุฒิสมาชิกมาร์ติน ไฮน์ริช จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐนิวเม็กซิโก ก็ออกมาแสดงจุดยืนเช่นกัน โดยระบุว่า มี 3 ชื่อที่เขาจะเรียกตามชื่อจริงเสมอ ได้แก่ Gulf of Mexico, Lake Ontario และ New Mexico

ทรัมป์แสดงความสนใจเรื่องการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจของประธานาธิบดี

นอกจากการเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็น “Gulf of America” และความพยายามเปลี่ยนชื่อ Lake Ontario แล้ว ทรัมป์ยังเคยพูดถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าภาพ “New America” เป็นเพียงการโพสต์เชิงสัญลักษณ์หรือเป็นการส่งสัญญาณถึงแนวคิดใดในอนาคต แต่ในทางกฎหมาย ชื่อรัฐนิวเม็กซิโกยังคงเป็น New Mexico และไม่ได้ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ.

ที่มา : CNN

ดอกไม้ไฟงานฉลองนักบุญในเม็กซิโกระเบิด ทำกำแพงถล่มดับอย่างน้อย 10 ศพ เจ็บ 64 ราย

ดอกไม้ไฟงานฉลองนักบุญในเม็กซิโกระเบิด ทำกำแพงถล่มดับอย่างน้อย 10 ศพ เจ็บ 64 ราย

7 ก.ย. 2569 09:48 น.

ดอกไม้ไฟงานฉลองนักบุญในเม็กซิโกระเบิด ทำกำแพงถล่มดับอย่างน้อย 10 ศพ เจ็บ 64 ราย

เกิดเหตุพลุและดอกไม้ไฟระเบิดระหว่างงานเทศกาลฉลองนักบุญในเม็กซิโก แรงระเบิดทำกำแพงพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บ 64 ราย ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ

วันที่ 7 กันยายน 2569 เกิดเหตุระเบิดจากพลุและดอกไม้ไฟระหว่างงานเทศกาลทางศาสนาในเมืองซานตา มาเรีย คานเชสดา เทศบาลเตมาสกัลซิงโก รัฐเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก โดยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 160 กิโลเมตร แรงระเบิดส่งผลให้กำแพงแห่งหนึ่งพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ และบาดเจ็บอีก 64 ราย  

รายงานข่าวระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณด้านข้างโบสถ์นูเอสตรา เซญอรา เด ลา ลุซ ขณะที่ประชาชนหลายร้อยคนกำลังเตรียมชมการแสดงดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลทางศาสนาเพื่อเฉลิมฉลองนักบุญประจำท้องถิ่น ก่อนเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด ขณะที่สำนักงานอัยการรัฐเม็กซิโกเปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและตรวจสอบต้นตอระเบิด

เหตุระเบิดที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้ไฟเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในเม็กซิโก เนื่องจากดอกไม้ไฟถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองตามท้องถนนและเทศกาลทางศาสนาในหลายพื้นที่ ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เคยเกิดเหตุพลุระเบิดครั้งใหญ่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเทศบาลอูเอฮุตลาในรัฐฮิดัลโก ทางตอนกลางของเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 17 รายมาแล้ว.

ที่มา Aljazeera

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา

7 ก.ย. 2569 09:43 น.

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 ของราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระราชนัดดาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะแห่งญี่ปุ่น และรัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษาวานนี้ 

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุครบ 20 พรรษาแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นสมาชิกพระองค์ล่าสุดของราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ทรงบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงเป็นพระโอรสในมกุฎราชกุมารอากิชิโนะ พระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และทรงเป็นสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นพระองค์เล็กที่สุด จากสมาชิกทั้งหมด 16 พระองค์ในปัจจุบัน โดยมีสมาชิกฝ่ายชายเพียง 5 พระองค์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เจ้าชายฮิซาฮิโตะเสด็จเยือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้านแผนที่และการสำรวจ ในจังหวัดอิบารากิ ทรงทอดพระเนตรอุปกรณ์สำรวจแผนที่ และทรงรับฟังคำอธิบายเกี่ยวกับแผนที่สามมิติของญี่ปุ่น รวมถึงทรงทดลองใช้แว่นตาสามมิติและทรงซักถามเจ้าหน้าที่อย่างสนพระทัย

ปัจจุบัน เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงอยู่ในลำดับที่ 2 ของการสืบราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศ หรือราชบัลลังก์ญี่ปุ่น รองจากพระบิดา คือ มกุฎราชกุมารอากิชิโนะ ขณะที่ลำดับถัดไปคือเจ้าชายมาซาฮิโตะแห่งฮิตาชิ พระปิตุลาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ซึ่งมีพระชนมายุ 90 พรรษา

ตามกฎหมายราชวงศ์ญี่ปุ่นปัจจุบัน กำหนดให้เฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ชายที่สืบเชื้อสายทางฝ่ายชายเท่านั้นที่สามารถขึ้นครองราชบัลลังก์ได้ ทำให้เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ แม้จะทรงได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาชนชาวญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ เนื่องจากทรงเป็นสตรี

ระบบดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับยุคสมัย และอาจทำให้จำนวนสมาชิกชายของราชวงศ์ญี่ปุ่นลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้วิจารณ์บางส่วนมองว่า กฎการสืบราชบัลลังก์ที่จำกัดเฉพาะเพศชายยังสร้างแรงกดดันและข้อจำกัดต่อสมาชิกราชวงศ์ด้วย.

ที่มา : AP

อิหร่านเตรียมประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ จ่อขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือฝ่าฝืน

อิหร่านเตรียมประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ จ่อขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือฝ่าฝืน

7 ก.ย. 2569 09:14 น.

อิหร่านเตรียมประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ จ่อขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือฝ่าฝืน

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดอิหร่าน เผยเตรียมประกาศเขตจำกัดนอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเส้นทางเดินเรือใหม่ที่ตกลงร่วมกับโอมานในอีกไม่กี่วัน ย้ำเรือที่ฝ่าฝืนอาจถูกคว่ำบาตร

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านเตรียมประกาศ “เขตจำกัดการเดินเรือบริเวณนอกช่องแคบฮอร์มุซ” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่านพื้นที่โดยไม่ได้ประสานงานกับทางการอิหร่าน

โดยนายเรซาอีให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ไออาร์ไอบี ของทางการอิหร่าน ซึ่งออกอากาศเมื่อคืนวันอาทิตย์ ที่ผ่านมาโดยระบุว่า เขตจำกัดจะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่แนวที่การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ เริ่มต้น ไปจนถึงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และพื้นที่ด้านในอ่าวเปอร์เซียอีกฝั่งของช่องแคบ ซึ่งเรือที่เข้าสู่พื้นที่โดยไม่ได้ประสานงานกับอิหร่านจะถูกใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการประกันภัยของเรือ รวมถึงสิทธิในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต

นายเรซาอีระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านต่อสงครามและการทูต โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอย่างสมบูรณ์ และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันยังสามารถแล่นผ่านช่องแคบได้  

สำหรับสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เรซาอีย้ำว่า อิหร่านจะยังคงปิดช่องแคบต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจเพื่อสันติภาพ ที่อิหร่านและสหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน เขาเปิดเผยว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อิหร่านและโอมานจะประกาศ ระเบียงเดินเรือระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ สำหรับเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าเส้นทางนี้จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอิหร่าน.

ที่มา Aljazeera

เซเลนสกีคาดสงครามลากยาวถึงฤดูหนาว หลังเสร็จสิ้นการหารือกับทูตสหรัฐฯ

เซเลนสกีคาดสงครามลากยาวถึงฤดูหนาว หลังเสร็จสิ้นการหารือกับทูตสหรัฐฯ

7 ก.ย. 2569 06:09 น.

เซเลนสกีคาดสงครามลากยาวถึงฤดูหนาว หลังเสร็จสิ้นการหารือกับทูตสหรัฐฯ

เซเลนสกีคาดว่า สงครามจะยืดเยื้อเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่เขาหารือกับทูตพิเศษจากสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดียูเครนเรียกร้องให้มีการจัดการประชุม 3 ฝ่ายร่วมกับรัสเซียด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2569 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนคาดการณ์ว่า สงครามกับรัสเซียจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงฤดูหนาว หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจากับคณะทูตระดับสูงของโดนัลด์ ทรัมป์ ในกรุงเคียฟ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

การพูดคุยสิ้นสุดลงโดยไร้การประกาศจุดเปลี่ยนสำคัญใดๆ หลังจากที่สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเรด คุชเนอร์ เดินทางเยือนยูเครนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตีเต็มรูปแบบ โดยก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ทั้งคู่เพิ่งเข้าพบวลาดิเมียร์ ปูติน ในกรุงมอสโก

วิตคอฟฟ์กล่าวว่าเขารู้สึก “มีกำลังใจ” จากการหารือในกรุงเคียฟ ซึ่งเขานิยามว่าเป็นไปอย่าง “มีเนื้อหาสาระสำคัญ” และมีความหมายยิ่ง ส่วนเซเลนสกีเน้นย้ำว่า เขาต้องการสันติภาพที่ยุติธรรม และต้องไม่มีโอกาสให้รัสเซียกลับมารุกรานได้อีก

ภายหลังการเจรจาหลายรอบในวันอาทิตย์ ซึ่งดำเนินไปนานหลายชั่วโมงและเป็นการลับ เซเลนสกีบอกกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขาตกลงกันว่าเจ้าหน้าที่จากยูเครน ยุโรป และอเมริกาจะพบกันในเร็วๆ นี้เพื่อหารือกันต่อ นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้มีการประชุมสามฝ่ายร่วมกับรัสเซียและสหรัฐฯ ด้วย

เซเลนสกีเน้นย้ำว่า หากสงครามยังคงยืดเยื้อไปจนถึงฤดูหนาว ซึ่ง “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นในตอนนี้” ยูเครนจะต้องได้รับการสนับสนุนด้านระบบป้องกันทางอากาศและพลังงาน

ทั้งนี้ ยูเครนต้องพึ่งพาระบบสกัดกั้นแพทริออต (Patriot) ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซีย แต่สหรัฐฯ ได้นำคลังยุทโธปกรณ์ดังกล่าวไปใช้เป็นจำนวนมากในระหว่างสงครามกับอิหร่าน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัสเซียมักพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนจำเป็นต้องพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธของตนเองขึ้นมา แต่เสริมว่าทางสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตในปีหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครน “กำลังตั้งความหวังไว้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินขนสินค้า Amazon ไถลหลุดรันเวย์ชนรถไฟลุกไหม้ ดับแล้ว 5 ศพเจ็บอีก 5

เครื่องบินขนสินค้า Amazon ไถลหลุดรันเวย์ชนรถไฟลุกไหม้ ดับแล้ว 5 ศพเจ็บอีก 5

7 ก.ย. 2569 04:54 น.

เครื่องบินขนสินค้า Amazon ไถลหลุดรันเวย์ชนรถไฟลุกไหม้ ดับแล้ว 5 ศพเจ็บอีก 5

เกิดเหตุเครื่องบินขนส่งสินค้าของบริษัท Amazon ไถลหลุดรันเวย์ของสนามบินไมอามีไปชนรถยนต์บริเวณใกล้เคียงหลายคัน ทำให้เกิดไฟไหม้ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขนส่งสินค้าของบริษัท “แอมะซอน” (Amazon) ไถลออกนอกรันเวย์ ขณะลงจอดที่สนามบินในเมืองไมอามี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2569 ส่งผลให้พุ่งชนรถยนต์หลายคันและเกิดเพลิงลุกไหม้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย

คลิปวิดีโอเผยให้เห็นกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งออกจากเครื่องบินโบอิ้ง 767 สีฟ้าขาว ซึ่งเดินทางมาจากเปอร์โตริโกและลงจอดเมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในขณะที่รถดับเพลิงหลายคันกำลังรีบเร่งไปยังจุดเกิดเหตุ

นางดานิเอลลา เลอวีน คาวา นายกเทศมนตรีเมืองไมอามีกล่าวในงานแถลงข่าวว่า “เราสามารถยืนยันได้ว่า เราพบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และมีอีกหลายคนที่ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่นแห่งต่างๆ ด้วยอาการบาดเจ็บที่เรายังไม่ทราบแน่ชัด” ก่อนที่ในเวลาต่อมา นางคาวาจะยืนยันว่า มีผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย

ขณะที่ทางสนามบินนานาชาติไมอามีระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดรันเวย์และทางขับ (Taxiway) ทั้งหมดเป็นการชั่วคราว

ด้านสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตไมอามี-เดด เปิดเผยผ่าน X ว่า เครื่องบินดังกล่าว ซึ่งกำลังปฏิบัติการในฐานะเที่ยวบิน ไพรม์ แอร์ (Prime Air) เที่ยวบินที่ 7598 เกิดเพลิงลุกไหม้หลังไถลชนรถยนต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งควบคุมเพลิงและทำการประเมินอาการของผู้ป่วย

สำนักงานฯ ระบุเพิ่มเติมว่า เครื่องบินไถลเลยรันเวย์และพุ่งชนรถยนต์หลายคันบริเวณใกล้เคียงสนามบิน โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 60 นายถูกส่งไปยังจุดเกิดเหตุแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna