คิวบาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ค่อนเกาะ เผชิญแรงกดดันสหรัฐฯ ตัดช่องทางน้ำมัน

คิวบาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ค่อนเกาะ เผชิญแรงกดดันสหรัฐฯ ตัดช่องทางน้ำมัน

5 มี.ค. 2569 12:34 น.

คิวบาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ค่อนเกาะ เผชิญแรงกดดันสหรัฐฯ ตัดช่องทางน้ำมัน

ชาวคิวบากว่าค่อนประเทศรวมถึงกรุงฮาวานา ต้องตกอยู่ในความมืดมิด หลังระบบสายส่งไฟฟ้าแห่งชาติล่มกะทันหันเนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหลักชำรุด ขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบาเผชิญศึกหนักรอบด้าน หลังสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับการกดดัน ตัดเส้นทางส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก ส่งผลให้วิกฤตพลังงานพุ่งสู่ระดับเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

“ยูเนียน อิเล็กตริกา” (Union Electrica) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของคิวบา รายงานว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับวงกว้างเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) หลังจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน “อันโตนิโอ กีเตรัส” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮาวานาไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เกิดขัดข้องอย่างไม่คาดคิด

ความล้มเหลวครั้งนี้ส่งผลให้ไฟฟ้าดับครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดปินาร์ เดล ริโอ ทางตะวันตก ไปจนถึงจังหวัดคามากูเอย์ในภาคกลางตอนบน ขณะที่จังหวัดลัส ตูนัส ทางตะวันออกก็ได้รับผลกระทบจากสถานีไฟฟ้าขัดข้องเช่นกัน เหลือเพียงไม่กี่จังหวัดในภาคตะวันออกสุดของเกาะที่ยังมีไฟฟ้าใช้

โรมัน เปเรซ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของโรงไฟฟ้ากีเตรัส เปิดเผยว่า ทีมวิศวกรกำลังเร่งแก้ไขปัญหาหม้อต้มไอน้ำ และรอยรั่วต่างๆ ในระบบ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ถึง 4 วัน ในการกู้ระบบกลับคืนมา ซึ่งเหตุการณ์นี้รุนแรงจนทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของคิวบาต้องระงับการออกอากาศไปชั่วครู่ และเริ่มรายการข่าวล่าช้ากว่ากำหนดเดิมกว่าครึ่งชั่วโมง

วิกฤตไฟฟ้าดับครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาพลังงานเรื้อรังของคิวบา ซึ่งต้องเผชิญการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พยายามจำกัดการส่งออกน้ำมันไปยังคิวบา และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยภายนอกที่รุนแรงหลังจากสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและถอดถอนประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อต้นเดือนมกราคม ทำให้แหล่งส่งน้ำมันดิบหลักของคิวบาถูกตัดขาดทันที 

ขณะที่เม็กซิโกซึ่งเคยเป็นซัพพลายเออร์ทางเลือก ประกาศระงับการส่งน้ำมันให้คิวบาเช่นกัน หลังจากถูกสหรัฐฯ ขู่จะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีศุลกากร รัฐบาลคิวบาระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ ทำให้ประเทศขาดงบประมาณในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าจนเสื่อมโทรม

แม้ชาวกรุงฮาวานาจะคุ้นเคยกับการตัดไฟตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐ แต่เหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น สัญญาณไฟจราจร ธุรกิจ และการสื่อสาร ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐต้องเลื่อนการออกอากาศข่าวช่วงบ่าย เนื่องจากไฟฟ้าดับ

วิกฤตพลังงานยังทำให้รัฐบาลต้องจำกัดบริการสาธารณะบางส่วน เช่น การเก็บขยะและระบบขนส่ง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือใช้เครื่องปั่นไฟ เพื่อรับมือกับการขาดแคลนพลังงานและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น.


ที่มา Reuters

คิม จองอึน พอใจการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ สั่งเร่งพัฒนา หวังติดอาวุธนิวเคลียร์เพิ่ม

คิม จองอึน พอใจการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ สั่งเร่งพัฒนา หวังติดอาวุธนิวเคลียร์เพิ่ม

5 มี.ค. 2569 12:32 น.

คิม จองอึน พอใจการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ สั่งเร่งพัฒนา หวังติดอาวุธนิวเคลียร์เพิ่ม

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือสั่งเร่งขยายขีดความสามารถกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์ หลังการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ ครั้งใหม่ได้ผลน่าพอใจ ผู้เชี่ยวชาญคาดเกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมประกาศแนวเขตแดนทางทะเล

วันนี้ (5 มี.ค.) นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมเรือ โชฮยอน เรือพิฆาตระวาง 5,000 ตัน ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมสังเกตการณ์ การทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือลำดังกล่าว เป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน ในวันอังคาร (3 มี.ค.) และวันพุธ (4 มี.ค.) ที่ผ่านมา ก่อนการส่งมอบเข้าประจำการ ก่อน นายคิม จองอึน จะประกาศคำมั่นสัญญาว่าจะเร่งยกระดับการติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กองทัพเรือเกาหลีเหนือ 

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่า ระหว่างการเดินทางเยือนอู่ต่อเรือทางตะวันตกของเมืองนัมโพเมื่อวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ยังได้ตรวจเยี่ยมการก่อสร้างเรือพิฆาตลำที่ 3 ซึ่งเป็นเรือระวางเดียวกับเรือรบ โซ ฮยอนอีกด้วย

รายงานข่าวระบุว่า ผลการทดสอบเรือโช ฮยอนเป็นไปได้ด้วยดี โดย นาย คิม จองอึน ได้ยกย่องการพัฒนาของเรือลำนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญต่อเป้าหมายของกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ในการขยายพื้นที่ปฏิบัติการและการขยายขีดความสามารถในการโจมตี

โดยเรือรบลำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบอาวุธที่หลากหลาย รวมถึงอาวุธต่อต้านอากาศยานและต่อต้านเรือรบ ตลอดจนขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic) และขีปนาวุธร่อน (Cruise) ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารและผู้เชี่ยวชาญของเกาหลีใต้มองว่า เรือรบโช ฮยอน น่าจะสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากรัสเซีย จากความสัมพันธ์ทางการทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของทั้งสองประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงตั้งข้อสงสัยถึงความพร้อมในการออกปฏิบัติการของเรือลำนี้

เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้เปิดตัวเรือพิฆาตระวาง 5,000 ตัน ลำที่ 2 ที่มีชื่อว่า คัง กอน (Kang Kon) แต่เรือลำนี้กลับได้รับความเสียหายระหว่างพิธีเปิดตัวที่ท่าเรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองชองจิน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อนายคิม โดยเขาเรียกความล้มเหลวในครั้งนั้นว่าเป็น อาชญากรรม

เกาหลีเหนือดำเนินการซ่อมแซมเรือรบคังกอนก่อนเปิดตัวอีกครั้งในเดือนมิถุนายน เป็นเวลา 1 เดือนหลังจากเกิดเหตุ ท่ามกลางข้อสงสัยจากผู้เชี่ยวชาญว่าเรือลำดังกล่าวจะสามารถใช้งานจริงได้หรือไม่

หลังจากสังเกตการณ์การทดลองเดินเรือของเรือรบโช ฮยอน ในวันอังคาร นายคิม จองอึน กล่าว่าเรือลำนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดสำหรับการปฏิบัติงาน พร้อมระบุว่า เรือรบลำนี้ เป็นสัญลักษณ์ของขีดความสามารถทางเรือของเกาหลีเหนือที่กำลังขยายตัว พร้อมออกคำสั่งให้มีการต่อเรือรบในระวางเดียวกัน หรือสูงกว่าเรือรบโช ฮยอน ให้ได้ ปีละ 2 ลำ ในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า

สื่อได้เผยแพร่ภาพถ่ายขณะที่นาย คิม จองอึน เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธร่อน (Cruise) จากเรือโช ฮยอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยนายคิม จองอึน ระบุว่าอาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธ “เชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกอาวุธที่สามารถติดตั้งนิวเคลียร์ได้

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าคาดว่าเรือพิฆาตลำที่ 3 จะเสร็จสิ้นทันวันครบรอบ 81 ปีการก่อตั้งพรรคแรงงานในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

ในการประชุมสภาพรรคแรงงานเมื่อเดือนที่ผ่านมา นาย คิม จองอึน ได้เผยถึงการกำหนดเป้าหมายทางทหารใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมไปถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงจากใต้น้ำได้ ทำให้การเพิ่มขีดความสามารถทางทัพเรือกลายมาเป็นประเด็นสำคัญ โดยมีการพัฒนาเรือรบ ไปจนถึงการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ หลังจากที่เกาหลีเหนือทุ่มเทให้กับการพัฒนาขีปนาวุธวิถีโค้งบนบกมานานหลายปี 

นายคิม จองอึน ระบุว่า ความพยายามในการติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือมีความก้าวหน้าอย่าง น่าพอใจ โดยเขากล่าวว่าความก้าวหน้าเหล่านี้จะ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือทำไม่ได้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่า เกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมประกาศแนวเขตแดนทางทะเลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจล่วงล้ำเข้าไปในน่านน้ำที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเกาหลีใต้.

ที่มา: AP

อ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ประท้วงเดือดในรัฐสภาสหรัฐฯ ชายตะโกนค้านสงครามอิหร่าน ถูกตำรวจลากออกจากห้องประชุม (คลิป)

ประท้วงเดือดในรัฐสภาสหรัฐฯ ชายตะโกนค้านสงครามอิหร่าน ถูกตำรวจลากออกจากห้องประชุม (คลิป)

5 มี.ค. 2569 12:15 น.

ประท้วงเดือดในรัฐสภาสหรัฐฯ ชายตะโกนค้านสงครามอิหร่าน ถูกตำรวจลากออกจากห้องประชุม (คลิป)

เกิดเหตุวุ่นวายในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ หลังชายคนหนึ่งลุกขึ้นขัดจังหวะการประชุม เพื่อประท้วงการทำสงครามในอิหร่าน ก่อนถูกตำรวจควบคุมตัวและลากออกจากห้องพิจารณาคดีอย่างรุนแรง จนถึงขั้นแขนหัก

วุฒิสมาชิกทิม ชีฮี จากรัฐ มอนแทนา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน เปิดเผยว่า เขาได้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการนำตัวผู้ประท้วงที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ออกจากการไต่สวนของคณะกรรมาธิการด้านกองทัพ 

ชายผู้ก่อเหตุถูกระบุชื่อว่านาย ไบรอัน แม็กกินนิส ซึ่งระบุตนเองว่าเป็นทหารผ่านศึกนาวิกโยธินสหรัฐฯ และกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกรีน ในศึกชิงที่นั่งวุฒิสภารัฐ นอร์ทแคโรไลนา

ในคลิปวิดีโออีกชิ้นที่เผยแพร่ออนไลน์ แม็กกินนิสตะโกนว่า “ชาวอเมริกันไม่ต้องการส่งลูกหลานของตนไปทำสงครามเพื่ออิสราเอล”

และหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ก็พยายามนำตัวเขาออกจากห้องประชุม โดยแม็กกินนิสดูเหมือนจะขัดขืนบริเวณทางออก ก่อนที่วุฒิสมาชิกชีฮีจะเข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามลากตัวเขาออกจากห้อง มือซ้ายของแม็กกินนิสติดค้างอยู่ระหว่างบานประตูกับกรอบประตู และมีเสียงดังคล้ายกระดูกแตกดังขึ้นในคลิป ขณะที่ภาพบ่งชี้ว่าแขนของเขาอาจหักจากเหตุชุลมุนดังกล่าว โดยภายหลังจากเกิดเหตุ กลุ่มนักเคลื่อนไหว Code Pink ยืนยันว่า แขนของแม็กกินนิสหักจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้จริง.

เนปาลเปิดคูหาเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ชี้ชะตา “ขั้วอำนาจเก่า” ปะทะ “พลังคนรุ่นใหม่”

เนปาลเปิดคูหาเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ชี้ชะตา "ขั้วอำนาจเก่า" ปะทะ "พลังคนรุ่นใหม่"

5 มี.ค. 2569 11:59 น.

เนปาลเปิดคูหาเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ชี้ชะตา “ขั้วอำนาจเก่า” ปะทะ “พลังคนรุ่นใหม่”

ชาวเนปาลเกือบ 19 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด หลังเกิดเหตุประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่จนรัฐบาลเดิมล่มสลายเมื่อ 6 เดือนก่อน จับตาการห้ำหั่นระหว่างนักการเมืองรุ่นเก่าผู้ครองอำนาจมานาน กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ “Gen Z” ที่หวังนำนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศ

ชาวเนปาลเริ่มเข้าแถวรอลงคะแนนตั้งแต่เช้ามืดวันนี้ (5 มี.ค.) ทั้งในกรุงกาฐมาณฑุและพื้นที่ห่างไกล โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการเลือกตั้งเพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนรัฐบาลรักษาการ หลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของประชาชนเมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย และอาคารรัฐบาลหลายแห่งถูกเผาทำลาย

นางสุศีลา การ์กี นายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้ออกมาใช้สิทธิพร้อมขอบคุณประชาชน และเรียกร้องให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างสงบ โดยระบุว่า “คะแนนเสียงของทุกคนจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของชาติ” ท่ามกลางกองกำลังทหารและตำรวจที่ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่น

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการพบกันของ 3 ขั้วอำนาจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่นาย เคพี ชาร์มา โอลิ อดีตนายกรัฐมนตรีฝ่ายซ้าย ที่ถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และพยายามจะกลับมาทวงอำนาจคืน

นายบาเลนดรา ชาห์ วัย 35 ปี อดีตแรปเปอร์และนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ จากพรรค Rastriya Swatantra (RSP) ผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังคนรุ่นใหม่ และนายกากัน ทาปา วัย 49 ปี ผู้นำคนใหม่ของพรรค Nepali Congress พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ที่ประกาศจะยุติยุคสมัยของ “สโมสรนักการเมืองรุ่นดึก”

ไฮไลต์สำคัญคือเขตเลือกตั้งที่ 5 ในเมืองจาปา ซึ่งเป็นสนามประลองโดยตรงระหว่าง เคพี ชาร์มา โอลิ และ บาเลนดรา ชาห์ โดยคนในพื้นที่สะท้อนความเห็นว่า เลือดของคนรุ่นใหม่ที่เสียสละในช่วงการประท้วงจะต้องนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและการบริหารงานที่โปร่งใส ไร้การทุจริต

ทั้งนี้ เนปาลต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ขนส่งอุปกรณ์เลือกตั้งไปยังพื้นที่ภูเขาสูงชัน รวมถึงบริเวณใกล้เคียงยอดเขาเอเวอเรสต์

ผู้สมัครกว่า 3,400 คน แข่งขันชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 165 ที่นั่ง (ระบบเขต) และอีก 110 ที่นั่ง (ระบบบัญชีรายชื่อ) จากทั้งหมด 275 ที่นั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะทราบผลเบื้องต้นภายใน 24 ชั่วโมง แต่ผลคะแนนแบบบัญชีรายชื่ออาจใช้เวลานานกว่านั้น ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อาจไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อาจกินเวลานานหลายวันหลังจากนี้.

ที่มา AFP

ศาลสั่งคืนภาษี 1.3 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ธุรกิจหลายพันราย หลังศาลสูงสั่งยกเลิกกำแพงภาษีทรัมป์

ศาลสั่งคืนภาษี 1.3 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ธุรกิจหลายพันราย หลังศาลสูงสั่งยกเลิกกำแพงภาษีทรัมป์

5 มี.ค. 2569 11:50 น.

ศาลสั่งคืนภาษี 1.3 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ธุรกิจหลายพันราย หลังศาลสูงสั่งยกเลิกกำแพงภาษีทรัมป์

ศาลการค้าสหรัฐฯ เปิดทางธุรกิจหลายพันรายที่ได้รับกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีรัฐบาลทรัมป์ สามารถขอคืนภาษีได้รวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ หลังศาลสูงวินิจฉัยยกเลิกมาตรการเก็บภาษีที่ใช้อำนาจฉุกเฉิน

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้รัฐบาลคืนเงินภาษีนำเข้าที่จัดเก็บจากบริษัทต่างๆ ตามมาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลสูงมีคำพิพากษายกเลิกมาตรการนี้แล้ว

ผู้พิพากษาริชาร์ด อีตัน กล่าวว่า ผู้นำเข้าสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA มีสิทธิได้รับเงินคืนจากคำตัดสินของศาลสูง

คำตัดสินครั้งนี้เกิดขึ้นจากคดีที่บริษัทกรองอากาศ Atmus Filtration ในรัฐเทนเนสซีเป็นผู้ยื่นฟ้อง แต่ผู้พิพากษาระบุว่าจะเป็นผู้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการคืนเงินภาษีทั้งหมดเพียงรายเดียว แม้กระบวนการคืนเงินยังไม่ชัดเจน แต่คำสั่งของศาลถือเป็น แรงกระแทกทางนโยบายต่อรัฐบาลทรัมป์ ที่ก่อนหน้านี้ออกมาตรการภาษี และแสดงความไม่พอใจต่อความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินให้บริษัทต่าง ๆ

ด้าน นายสก็อต เบสเซ็ท  รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลมีแนวโน้มจะประกาศ ภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 15% ในสัปดาห์นี้ เพิ่มจาก 10% เพื่อใช้แทนภาษีที่ศาลสูงเพิ่งยกเลิก ข้อมูลระบุว่า มาตรการภาษีที่รัฐบาลทรัมป์บังคับใช้ผ่านอำนาจฉุกเฉิน IEEPA สามารถจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐได้ราว 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.7 ล้านล้านบาท

โดยบริษัทจำนวนมากได้ยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน รวมถึงบริษัทขนส่งและไปรษณีย์ระดับโลกอย่าง FedEx ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก We Pay the Tariffs ระบุว่า คำตัดสินของศาลถือเป็น “ชัยชนะของธุรกิจขนาดเล็ก” และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการคืนเงินอย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี “Liberation Day tariffs” ต่อสินค้าจากหลายประเทศ โดยอัตราเริ่มต้นที่ 10% และบางรายการสูงถึง 50% ซึ่งนำไปสู่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสหรัฐมีคำพิพากษาเมื่อเดือนที่ผ่านมาให้ ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว รวมถึงภาษีบางส่วนที่ใช้กับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน เนื่องจากเห็นว่าใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด.

ที่มา CNN

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา

5 มี.ค. 2569 11:30 น.

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา

ตลาดหุ้นทั่วโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย พลิกกระดานกลับมาเขียวอีกครั้งท่ามกลางความขัดเเย้งในตะวันออกกลาง หลังจากมีข่าวลืออิหร่านติดต่อสหรัฐขอเจรจา

แม้เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่านยังไม่สงบลง แต่หลังจากสำนักข่าว New York Times รายงานว่า อิหร่านได้ติดต่อสหรัฐอเมริกาหวังเจรจายุติข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันชะลอความร้อนเเรงลง ทำให้ตลาดหุ้นโลกกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ด้านนักลงทุนยังคงมีความหวังว่าตลาดพลังงานโลกจะไม่ผันผวนมากนัก และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะจบลงโดยเร็ว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) แถลงว่า กองทัพเรือของสหรัฐได้เตรียมเส้นทางที่ปลอดภัย สำหรับการขนส่งน้ำมัน ผ่านช่องเเคบฮอร์มุซในยามจำเป็นไว้เเล้ว จึงทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเเละตลาดหุ้นกลับมาเขียวอีกครั้ง

ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียสั่นสะเทือนเเละผันผวนอย่างมาก เพราะเกาหลีใต้เเละญี่ปุ่นพึ่งพาเเละนำเข้าพลังงานมาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ทำให้เมื่อเกิดความไม่มั่นคงของตลาดพลังงาน ตลาดเอเชียจึงดิ่งลงอย่างรวดเร็ว 

ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกก็ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปอย่างมากเช่นกัน เเต่กลับมาฟื้นตัวได้หลังราคาน้ำมันโลกปรับลดและคงที่อีกครั้ง 

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 81.40 ดอลล่าร์ต่อบาเรล สูงที่สุดนับตั้งเเต่เดือนมกราคมปี 2025 ที่ผ่านมา และคาดว่าในอนาคตจะปรับลดลงอีก 4.3% เช่นเดียวกันกับตลาดพลังงานชนิดอื่นๆที่มีเเนวโน้มจะกลับลดลงในอนาคต 

ตลาดการลงทุนด้านอื่นๆก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ราคาผลตอบเเทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ปรับเพิ่มสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ 

ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอ่อนตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อดึงไม่ให้ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนลงกว่าเดิม

นักลงทุนยังคงเฝ้ารอสัญญาณการสิ้นสุดลงของสงครามเเละหวังว่าความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดเเคลนพลังงานจะคลี่คลายโดยเร็ว.

อ่านเพิ่มเติม : ข่าวต่างประเทศ

ที่มา : CNN

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

5 มี.ค. 2569 10:51 น.

จีนตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี

รัฐบาลจีนประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีล่าสุดที่ 4.5 – 5% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 ท่ามกลางมรสุมรุมเร้าทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ประชากรลดลง และแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่นายกฯ หลี่ เฉียง กางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ฉบับที่ 15 มุ่งเน้นนวัตกรรม พลังงานสะอาด และการกระตุ้นการบริโภคในครัวเรือน

ในการประชุมครั้งสำคัญทางเมืองของจีน หรือ “การประชุมสองสภา” ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) รัฐบาลจีนได้เปิดเผยรายงานการทำงานของรัฐบาลความยาว 46 หน้า โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ระบุถึงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่ระดับ 4.5% – 5% ซึ่งเป็นการปรับลดเพดานลงจากเป้าหมาย “ประมาณ 5%” ในปี 2023 และถือเป็นตัวเลขเป้าหมายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 ไม่นับปี 2020 ที่ไม่มีการตั้งเป้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

รัฐบาลจีนได้เผยรายละเอียดบางส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 โดยมุ่งเน้นไปที่การเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงอุตสาหกรรมการผลิตให้ทันสมัยเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว รวมถึงเตรียมดำเนินโครงการสำคัญกว่า 100 โครงการในด้านวิทยาศาสตร์ การขนส่ง และพลังงาน และมุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอนและก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่เป้าหมายเศรษฐกิจที่ลดลงสะท้อนถึงความเป็นจริงที่จีนกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ได้แก่วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เคยครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจจีนยังคงซบเซา ส่งผลกระทบต่อรายได้รัฐบาลท้องถิ่นและการจ้างงาน ปัญหาสังคมสูงวัย หลังอัตราการเกิดที่ลดลงและประชากรวัยทำงานที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตพลังงานและสงคราม โดยได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้จีนสูญเสียแหล่งน้ำมันราคาถูก รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันจากเวเนซุเอลาหลังการเข้าแทรกแซงของสหรัฐฯ และสงครามการค้า เนื ่องจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อภาคการส่งออก โดยทรัมป์มีกำหนดการเดินทางเยือนจีนเพื่อพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในเดือนเมษายนนี้

โจว เจิ้ง นักวิเคราะห์นโยบายจาก China Macro Group มองว่าเป้าหมายนี้ “สะท้อนความจริง” เนื่องจากจีนต้องแก้ปัญหาซับซ้อนหลายด้านพร้อมกัน ขณะที่ หนิง เล้ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ให้ความเห็นว่าต้องจับตาดูตัวเลขจริงอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลอื่นๆ บ่งชี้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจอาจอ่อนแอกว่าที่รายงาน โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังคงเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยย้ำว่าปัจจุบันจีนพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลงมากจากการปรับตัวสู่พลังงานหมุนเวียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น! ปลอมเป็น “ตำรวจ” หลอกเหยื่อผู้สูงอายุข้ามชาติ

อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น! ปลอมเป็น “ตำรวจ” หลอกเหยื่อผู้สูงอายุข้ามชาติ

5 มี.ค. 2569 09:02 น.

อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น! ปลอมเป็น “ตำรวจ” หลอกเหยื่อผู้สูงอายุข้ามชาติ

ตำรวจอินโดนีเซียเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จับชายชาวญี่ปุ่น 13 คน หลังปลอมตัวเป็นตำรวจ หลอกลวงเหยื่อในญี่ปุ่นผ่านวิดีโอคอลและระบบออนไลน์ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

นายยูลดี ยูสมาน  รักษาการอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีอายุระหว่าง 40–45 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่เซนตุล ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยและธุรกิจบนเนินเขาในเขตโบกอร์ จังหวัดชวาตะวันตก ใกล้กับกรุง จาการ์ตา

คดีนี้เริ่มต้นจากการร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสังเกตเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่จึงขยายผลด้วยการสืบสวน ลงพื้นที่สำรวจ และเฝ้าติดตามแบบอำพราง จนยืนยันได้ว่ามีกิจกรรมผิดกฎหมายเกิดขึ้นภายในบ้านพักดังกล่าว โดยเป็นกลุ่มชาวญี่ปุ่น 

ผลการสอบสวนเบื้องต้นชี้ว่า กลุ่มผู้ต้องหาเป็นสมาชิกเครือข่ายหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ มุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น โดยใช้วิธีโทรผ่านอินเทอร์เน็ตและวิดีโอคอล พร้อมสวมเครื่องแบบตำรวจและติดตราตำรวจปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้เหยื่อโอนเงิน ซึ่งของกลางที่ตรวจยึดได้ ได้แก่ เครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่น, ตราตำรวจปลอม, โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตจำนวนมาก, เราเตอร์อินเทอร์เน็ต, หนังสือเดินทางของผู้ต้องหา

แม้จะพบว่ามีเหยื่อหลายร้อยราย ในญี่ปุ่น แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ เนื่องจากผู้ต้องหาปฏิเสธให้การ หากไม่มีนักการทูตหรือทนายความจากญี่ปุ่นเข้าร่วม

นายยูสมานระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียจับกุมชาวญี่ปุ่นในคดีฉ้อโกงลักษณะนี้ และเป็นคดีแรกที่ผู้กระทำผิดและเหยื่อเป็นชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง โดยพบว่าผู้ต้องหาส่วนใหญ่เดินทางเข้าอินโดนีเซียด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ส่วนที่เหลือใช้วีซ่าธุรกิจ

ขณะนี้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียกำลังประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงจาการ์ตา เพื่อตรวจสอบเอกสารต้นฉบับ และหารือกับรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับกระบวนการส่งตัวผู้ต้องหา

กลุ่มผู้ต้องหาอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายหลายฉบับของอินโดนีเซีย ทั้งประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายข้อมูลและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง.

ที่มา : NHK

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

จมเรือรบอิหร่าน ใกล้เกาะศรีลังกา โดรนถล่มดูไบ กงสุลมะกันยับ ยิวกาหัวสังหาร ล่าผู้นําคนใหม่

จมเรือรบอิหร่าน ใกล้เกาะศรีลังกา โดรนถล่มดูไบ กงสุลมะกันยับ ยิวกาหัวสังหาร ล่าผู้นําคนใหม่

จมเรือรบอิหร่าน ใกล้เกาะศรีลังกา โดรนถล่มดูไบ กงสุลมะกันยับ ยิวกาหัวสังหาร ล่าผู้นําคนใหม่

5 มี.ค. 2569 09:02 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอลปฏิบัติการเดือดโจมตีอิหร่านอย่างหนัก จมเรือฟริเกตของอิหร่านที่ศรีลังกาลูกเรือสูญหายนับร้อย และถล่มเรือรบจม 17 ลำ “ทรัมป์” โวตุนอาวุธไว้เหลือเฟือกดดันบริษัทผลิตอาวุธเสริมทัพ ผู้นำอิหร่านคนใหม่อาจเลวร้าย ส่วนกองทัพอิหร่านสวนกลับถล่มกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบซัดเรดาร์เตือนภัย

สว.สหรัฐฯ ปัดตกมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามในอิหร่าน

สว.สหรัฐฯ ปัดตกมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามในอิหร่าน

5 มี.ค. 2569 06:09 น.

สว.สหรัฐฯ ปัดตกมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามในอิหร่าน

สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายรีพับลิกันแสดงการสนับสนุนการทำสงครามในอิหร่าน โดยลงมติปัดตกความพยายามในการจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว

เมื่อ 4 มี.ค. 2569 สมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรครีพับลิกันแสดงการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการต่อต้านอิหร่าน โดยลงมติขัดขวางข้อมติที่เสนอร่วมกันโดยพรรครีพับลิกันกับเดโมแครต เพื่อหวังจะยุติสงคราม และกำหนดให้การโจมตีอิหร่านต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน

2 พรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ เสนอร่างมติอาศัยอำนาจตาม “กฎหมายมติอำนาจสงคราม” (War Powers Resolution) เพื่อจำกัดและควบคุมการปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีทรัมป์ในอิหร่าน ท่ามกลางข้อครหาว่า ทรัมป์เริ่มปฏิบัติการดังกล่าวโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาก่อน

อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกลงมติคัดค้าน 52 เสียงต่อเห็นชอบ 47 เสียง ปัดตกข้อมติดังกล่าว ซึ่งเป็นการลงคะแนนตามแนวทางของพรรคเป็นหลัก โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทุกคนลงมติคัดค้าน และสมาชิกพรรคเดโมแครตเกือบทุกคนลงมติสนับสนุน

การยื่นข้อมติดังกล่าวต่อสภาคองเกรส ถือเป็นความพยายามล่าสุดของพรรคเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน เพื่อควบคุมการส่งกำลังทหารไปต่างแดนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทรัมป์ โดยผู้สนับสนุนระบุว่านี่คือความพยายามที่จะดึงอำนาจหน้าที่ของสภาคองเกรสในการประกาศสงครามกลับคืนมา

ส่วนฝ่ายที่คัดค้านมองว่า การกระทำของทรัมป์นั้นชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในขอบเขตอำนาจของเขาในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อปกป้องสหรัฐฯ ด้วยการสั่งการให้โจมตีในขอบเขตที่จำกัด

อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า การยื่นข้อมติครั้งนี้จะประสบความล้มเหลว เนื่องจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์ครองเสียงข้างมากในทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และพวกเขาเคยขัดขวางข้อมติที่พยายามจำกัดอำนาจในการทำสงครามของเขามาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna