แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

28 ก.ค. 2569 02:45 น.

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

เกิดบุคคลไม่ทราบฝ่ายยิงปืนหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองโทรอนโตของแคนาดาอีกครั้งในวันจันทร์ ตำรวจพยายามขับรถไล่ล่ามือปืน แต่ตัดสินใจยกเลิกการไล่ตามเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในเมืองโทรอนโตกำลังเร่งสืบสวน หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเมืองเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้แล้ว ที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้

เมื่อเวลาประมาณ 04:45 น.ของวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสถานกงสุลได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด และสังเกตเห็นรถยนต์สีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนขับหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

ตำรวจได้ขับรถไล่ล่าด้วยความเร็วสูงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยกเลิกการไล่ล่าเนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงปืนครั้งนี้กี่คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าพบปลอกกระสุนหนึ่งปลอกในที่เกิดเหตุ และพบร่องรอยความเสียหายที่บริเวณด้านหน้าของตัวอาคารสถานกงสุล

เหตุยิงปืนในวันจันทร์เกิดขึ้นหลังจากที่ตำรวจโทรอนโตเพิ่งจับกุมผู้ต้องหา 3 คนจากเหตุการณ์ที่คล้ายกันเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งพนักงานสอบสวนเชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายมือปืนรับจ้างขนาดใหญ่

ตำรวจโทรอนโตระบุว่า กำลังสอบสวนเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแคนาดา (RCMP) และพันธมิตรผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ

พันตำรวจโท โจนาธาน โค จาก RCMP เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่ากังวล” ขณะที่ โอลิเวีย ชาว นายกเทศมนตรีเมืองโทรอนโต กล่าวว่าเหตุโจมตีครั้งนี้ “อุกอาจอย่างยิ่ง”

แฟรงก์ บาร์เรโด รองผู้บังคับการตำรวจโทรอนโต เปิดเผยว่า มีบุคคลอยู่อย่างน้อยสองคนภายในสถานกงสุลขณะเกิดเหตุ แต่เขายืนยันว่า ตัวอาคาร “มีการป้องกันที่แน่นหนามาก” และคนที่อยู่ข้างในน่าจะไม่ได้ยินเสียงปืนด้วยซ้ำ

นายบาร์เรโดระบุเสริมว่า การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และได้ขอให้ตำรวจทั่วทั้งเมืองเฝ้าระวังผู้ต้องสงสัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว พร้อมให้คำมั่นว่า “เราจะนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้”

ด้านสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำโทรอนโต โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับการเข้าตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตำรวจแคนาดามาประจำการอยู่ด้านนอกสถานกงสุลแห่งนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นนอกอาคาร ซึ่งตำรวจในขณะนั้นระบุว่าเป็น “เหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ” โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีครั้งนั้นเช่นกัน

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง คือ สิบตำรวจเอก มาร์ค พินิซซอตโต วัย 43 ปี เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติการ

ในเวลาต่อมา ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 19 ปี ในข้อหาก่อเหตุยิงปืนติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่ด้านนอกสถานกงสุล โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมือปืนรับจ้างขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร้านเบเกอรี่ของชาวยิว 2 แห่งในเมืองก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน โดยมีอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ถูกยิงเข้าใส่ อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่าง 2 เหตุการณ์นี้ แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

27 ก.ค. 2569 23:52 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า มีทหารสหรัฐฯ บาดเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการแก้ข้อมูลทหารที่เสียชีวิต

ตามรายงานอัปเดตล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เมื่อ 25 ก.ค. 2569 ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 624 นาย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งจุดฉนวนให้เกิดสงครามกับอิหร่านซึ่งดำเนินมาจนถึงตอนนี้

ในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด มี 417 นายที่ได้รับบาดเจ็บในปฏิบัติการ “อีปิค ฟิวรี” (Epic Fury) ขณะที่อีก 207 นายบาดเจ็บใน “ปฏิบัติการในต่างประเทศ” ซึ่งเป็นหมวดที่เพิ่งปรากฏบนเว็บไซต์ของเพนตากอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นการนับสถิติตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.เป็นต้นไป

สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน และลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายน แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมายังคงเกิดการโจมตีจากทั้งสองฝ่ายประปรายจนกระทั่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืนติดต่อกัน ก่อนจะหยุดลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ก่อน เพนตากอนได้ปรับแก้ตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในสงคราม โดยนำรายชื่อของผู้เสียชีวิต 4 นายในปฏิบัติการ “อีปิค ฟิวรี” ย้ายไปอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตในหมวดปฏิบัติการในต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการดังกล่าวเหลือ 14 ศพ

การเปลี่ยนแปลงสถิติผู้สูญเสียโดยไม่มีการชี้แจงและทำอย่างเงียบ ๆ ทั้งในส่วนของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลดทอนความโปร่งใส

“คณะทำงานชุดนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาอย่างมากในการพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขผู้สูญเสียเท่านั้น แต่รวมถึงภาพรวมของสงครามทั้งหมดด้วย” พลโท เบน ฮอดเจส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปช่วงที่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรกกล่าว

ด้าน โทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้เดินหน้าวิจารณ์นายทรัมป์บ่อยครั้ง โพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยเรียกการแบ่งแยกประเภทความขัดแย้งนี้ว่าเป็น “กลอุบายที่ไร้สาระ”

อย่างไรก็ตาม ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุผ่าน X ว่า ตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้เป็น “ความขัดข้องชั่วคราวของข้อมูล” และ “ความผิดปกติของเว็บไซต์เหล่านี้กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไข โดยประสานงานร่วมกับเหล่าทัพต่าง ๆ”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะสะท้อนถึงทหารสหรัฐฯ 4 นายที่เสียชีวิตในเดือนกรกฎาคม หลังจากข้อตกลงชั่วคราวที่ทรัมป์ลงนามเมื่อเดือนที่แล้วเริ่มร้าวฉาน และหลังจากที่ประธานาธิบดีได้ประกาศว่าการหยุดยิงกับอิหร่านนั้น “สิ้นสุดลงแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

27 ก.ค. 2569 23:01 น.

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

ทางการอิหร่านยืนยันว่า พวกเขายังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และว่าพวกเขาไม่ได้พยายามที่จะฟื้นฟูการเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากทั้งสองฝ่ายหยุดการโจมตีตอบโต้กันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านออกมายืนยันว่า พวกเขายังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ได้พยายามที่จะฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับโจมตีทางอากาศที่ดำเนินมานานสองสัปดาห์

สื่อมวลชนหลายแห่งของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ อิหร่านได้สั่งให้เรือที่ “กระทำความผิด” จำนวน 6 ลำ หันหลังกลับ หลังจากเรือเหล่านั้นพยายามจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต และว่าหนึ่งในเรือเหล่านั้นประสบ “อุบัติเหตุ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านเคยขู่ไว้ว่า เป็นสิ่งที่เรือที่กระทำผิดอาจต้องเผชิญ

หลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงติดต่อกันถึง 13 คืนจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติตะวันออกกลาง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็สั่งระงับการโจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะหยุดโจมตีเช่นกัน ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ไม่กลับมาโจมตีอีก

การยุติการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนัก ด้วยความหวังว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกที่เคยชะงักงันจะสามารถกลับมาราบรื่นได้อีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเคยพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ เมื่อสัปดาห์ก่อนและเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ร่วงลงมากกว่า 8% ในช่วงสายของวันจันทร์ ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 89 ดอลลาร์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณในวันจันทร์ว่าเตหะรานอาจกำลังเริ่มหยั่งเชิงการหยุดยิงครั้งใหม่นี้แล้ว โดยทางการจอร์แดนรายงานว่า กองทัพของพวกเขายิงโดรนของอิหร่านตก 2 ลำ ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงของอิรักเปิดเผยว่า มีโดรนเข้าโจมตีฐานทัพของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่าน ทางตอนเหนือของประเทศ

ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อลงโทษอิหร่าน ที่โจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยเส้นทางใกล้ชายฝั่งโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางที่สหรัฐฯ แนะนำให้เรือต่างๆ ใช้งาน

แต่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า เรือต่าง ๆ สามารถสัญจรผ่านได้เฉพาะในช่องทางที่แล่นเข้าใกล้ชายฝั่งของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อิหร่านควบคุมและตั้งใจจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง

การตัดสินใจระงับการโจมตีของนายทรัมป์เป็นไปตามคำแนะนำของฝ่ายการทหาร ที่ระบุว่าการทิ้งระเบิดได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้จนหมดสิ้นแล้ว ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม แสดงความกังวลเกี่ยวกับปริมาณกระสุนและยุทโธปกรณ์ป้องกันทางอากาศที่ลดลงอย่างมาก

นายไมค์ วอลท์ซ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า นายทรัมป์สั่งระงับการโจมตีเพื่อเปิดช่องให้กับการเจรจา โดยทั้งนายทรัมป์, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนอื่น ๆ ต่างกล่าวอ้างว่า อิหร่านกำลัง “อ้อนวอนขอทำข้อตกลง”

อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงข่าวผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านไม่ได้ร้องขอให้ฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด แม้จะยังคงมีการส่งผ่านข้อความระหว่างทั้งสองฝ่ายผ่านคนกลาง

นายบากาอีย้ำว่า อิหร่านไม่ได้ทอดทิ้งวิธีทางการทูต แต่ “รายงานที่ว่าอิหร่านร้องขอการเจรจากับสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา” พร้อมเสริมว่า “การทำเช่นนั้นไม่อยู่ใน DNA ของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

27 ก.ค. 2569 21:47 น.

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

(ภาพจาก AFP PHOTO / CHINA’S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY)

เฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมบงการเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถูกจีนสั่งฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก 10 ปี ไปจนถึงขั้นประหารชีวิต

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 นิตยสารธุรกิจ “ไฉซิน” (Caixin) ของจีนรายงานว่า นาย เฉิน จื้อ วัย 38 ปี ผู้ต้องหาว่าเป็นผู้บงการเครือข่ายสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา อาจต้องโทษถึงประหารชีวิต หลังจากอัยการจีนได้เพิ่มข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนาเข้าไปในรายการความผิดที่สั่งฟ้องเขา

ตามรายงานของ ไฉซิน อัยการได้ถอนข้อหาเดิมเรื่องการปกปิดและปิดบังทรัพย์สินอันได้จากการกระทำความผิดของนายเฉินออกไป แต่ได้เพิ่มข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และทำร้ายร่างกายโดยเจตนาเข้าไปแทน

ภายใต้กฎหมายอาญาของจีน การตั้งใจทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายด้วยวิธีการที่โหดร้ายเป็นพิเศษ มีบทลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปี และอาจนำไปสู่การประหารชีวิตได้

ทั้งนี้ เฉิน จื้อ เป็นผู้ก่อตั้ง ปริ้นซ์ กรุ๊ป (Prince Group) กลุ่มบริษัทในเครือข่ายใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งทางการระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ขนาดใหญ่ โดยเขาถูกส่งตัวข้ามแดนจากกัมพูชาไปยังประเทศจีนเมื่อ 6 เดือนก่อน และถูกจับกุมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายเฉินยังเป็นที่ต้องการตัวของอัยการสหรัฐอเมริกา ในข้อหาดำเนินงานหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จัดให้ ปริ้นซ์ กรุ๊ป เป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แล้ว

นอกจากนายเฉิน ผู้บริหารระดับสูงของเขา 2 คนได้แก่ หลิว เหริน ผู้ก่อตั้งบริษัท จินเป่ย กรุ๊ป (Jinbei Group) และ หลี่ สง อดีตประธานกรรมการของ ฮุยวัน กรุ๊ป (Huione Group) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ถูกส่งตัวกลับประเทศจีนและถูกตั้งข้อหาหลายประการ ตั้งแต่การกักขังหน่วงเหนี่ยวไปจนถึงการทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

นายหลิวถูกส่งตัวข้ามแดนจากกัมพูชาเมื่อเดือนมิถุนายน โดยถูกกล่าวหาว่าบริหารแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์หลายแห่งภายใต้แบรนด์จินเป่ย และล่อลวงพลเมืองจีนให้เข้ามาเล่นการพนัน ส่วนนายหลี่ ถูกส่งตัวข้ามแดนมาเมื่อเดือนเมษายน

ด้านสำนักข่าว “เกียวโด” (Kyodo) ของญี่ปุ่น รายงานว่า นาย หู ซื่อ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้มีอำนาจลำดับ 2 ในปริ้นซ์ กรุ๊ป ถูกจับกุมในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายน ในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ใช้นามแฝงหลายชื่อ รวมถึง เฉิน เสี่ยวเอ๋อร์ และ หู เสี่ยวเว่ย ถูกระบุว่าเป็นสัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน วัย 44 ปี

นายหู ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรเมื่อเดือนมิถุนายน โดยสหรัฐฯ ระบุว่านาย หู เป็นที่รู้จักในฐานะ “พี่ใหญ่” ของนายเฉิน และปัจจุบันเขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในญี่ปุ่น

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่านาย หู ได้จัดตั้งบริษัทในเครือปริ้นซ์ กรุ๊ป นอกกัมพูชาครอบคลุมมากกว่า 30 ประเทศ และมีบทบาทในกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติของปริ้นซ์ กรุ๊ป ไปจนถึงบริการทางการเงิน

เมื่อเดือนพฤษภาคม ศาลฮ่องกงได้สั่งอายัดอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์มูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ที่ถือครองโดยบริษัทของนายหู กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขา

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ทางการกัมพูชาก็บุกค้นอาคาร 2 แห่งในโครงการ ปริ้นซ์ เซ็นทรัล พลาซา ในกรุงพนมเปญ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนายเฉิน และควบคุมตัวบุคคลไว้ 104 คน โดยในจำนวนนี้เป็นพลเมืองชาวจีน 82 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

27 ก.ค. 2569 16:30 น.

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

อินเดียสั่งพักงานตำรวจรัฐพิหาร หลังคลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้อาวุธปืน AK-47 ยิงขึ้นฟ้าระหว่างสลายการชุมนุมของนักศึกษา ท่ามกลางกระแสประท้วงของคนรุ่นใหม่ที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์จากกรณีข้อสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์รั่วไหลและปัญหาว่างงาน

กองบังคับการตำรวจรัฐพิหาร มีคำสั่งสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง หลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์ ซึ่งบันทึกภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนขณะถือปืนไรเฟิล AK-47 วิ่งเข้าหากลุ่มนักศึกษา เล็งปืนใส่ และลั่นไกยิงขึ้นฟ้าอย่างน้อย 3 นัด ระหว่างการประท้วงปิดเมือง “Bihar Bandh” ในเมืองซีวาน รัฐพิหาร เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายนิเลช กุมาร รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐพิหาร แถลงยอมรับว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวสังกัดหน่วยข่าวกรองซึ่งปกติใช้ปฏิบัติการกับอาชญากรร้ายแรง แต่กลับนำปืน AK-47 มาใช้กับกลุ่มนักศึกษา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อขั้นตอนปฏิบัติอย่างร้ายแรงและไม่สามารถยอมรับได้ ทางกองทัพจึงสั่งพักงานทันทีและกำลังตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างเข้มงวด

แม้ทางตำรวจจะอ้างว่าไม่มีผู้บาดเจ็บจากการยิงปืน AK-47 ขึ้นฟ้า แต่รายงานท้องถิ่นยืนยันว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 รายจากเหตุความวุ่นวายและการปะทะในวันดังกล่าว โดยกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองปัฏนา หนึ่งในนั้นคือ มูฮัมหมัด อาริฟ เยาวชนวัยเพียง 15 ปี ซึ่งถูกกระสุนยิงเข้าที่บริเวณคอขณะกำลังเดินทางกลับบ้านหลังปิดร้านค้า ครอบครัวระบุว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง อย่างไรก็ดี แพทย์ได้ผ่าตัดนำกระสุนออกเรียบร้อยแล้วและอาการปลอดภัยแล้ว

กระแสการประท้วงของชาวอินเดียยืดเยื้อมานานกว่า 5 สัปดาห์ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการรั่วไหลของข้อสอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์ระดับชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งกระทบนักศึกษากว่า 2 ล้านคนจนต้องสั่งสอบใหม่ ประกอบกับความแค้นเคืองต่อปัญหาการว่างงานของเยาวชน และความกังวลเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาแทนที่แรงงานในอุตสาหกรรมไอที

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนแมลงสาบ และกลุ่มนักศึกษาหลายหมื่นคนที่เดินขบวนมุ่งหน้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในกรุงนิวเดลี ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้กระบองสลายการชุมนุม แก๊สน้ำตา และปืนลูกซอง

เหตุการณ์ใช้ปืน AK-47 กับนักศึกษาได้กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียทันที นายมัลลิการ์ชุน คาร์เก หัวหน้าพรรคคองเกรสซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก กล่าวในสภาว่า “นี่คือการโจมตีประชาธิปไตยที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีครั้งไหนที่นักศึกษาจะถูกตี ถูกลาก และถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากรเพียงเพราะพวกเขาออกมาเรียกร้องสิทธิ์”

ขณะที่ นายราหุล คานธี  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาล่าง และ นายเตจัสวี ยาดัฟ  ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐพิหาร ต่างออกมาประณามและจี้ให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ส่วนพรรคอามอาดมี (AAP) ออกมาชี้ว่า รัฐบาลพรรคบีเจพี (BJP) ได้เปลี่ยนประเทศประชาธิปไตยให้กลายเป็น “สนามยิงปืน” ไปแล้ว

นอกจากนี้ ผู้พิพากษาศาลฎีกา อุจจาล ภูญาน ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์เตือนสติว่า “พื้นที่สาธารณะสำหรับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างในอินเดียกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน” ซึ่งนับเป็นถ้อยคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดของประเทศ.

ที่มา Reuters / NDTV

“ฮิงาชิโนะ เคโงะ” เจ้าพ่อนิยายสืบสวนญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี

"ฮิงาชิโนะ เคโงะ" เจ้าพ่อนิยายสืบสวนญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี

27 ก.ค. 2569 15:17 น.

“ฮิงาชิโนะ เคโงะ” เจ้าพ่อนิยายสืบสวนญี่ปุ่น เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี

ฮิงาชิโนะ เคโงะ นักเขียนนวนิยายสืบสวนชื่อดังของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานอย่าง The Devotion of Suspect X (กลลวงซ่อนตาย) และ Byakuyakō (พระอาทิตย์เที่ยงคืน) และ “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในวัย 68 ปี ทิ้งผลงานกว่า 100 เรื่อง ที่มียอดพิมพ์สะสมในญี่ปุ่นกว่า 109 ล้านเล่ม และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในปรมาจารย์แห่งวรรณกรรมสืบสวนของญี่ปุ่นตลอดกาล

สำนักพิมพ์โคดันฉะ  ประกาศวันนี้ (27 ก.ค.) ว่า ฮิงาชิโนะ เคโงะ นักเขียนนวนิยายสืบสวนชื่อดังของญี่ปุ่น ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะอายุ 68 ปี โดยพิธีศพจัดขึ้นเป็นการภายในเฉพาะครอบครัว สำนักพิมพ์ระบุว่า ครอบครัวขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนงดติดต่อสัมภาษณ์ รวมถึงงดการส่งพวงหรีด เงินช่วยงานศพ และโทรเลขแสดงความอาลัย ส่วนการจัดงานรำลึกจะประกาศรายละเอียดในภายหลัง

ฮิงาชิโนะเกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1958 ที่นครโอซากา สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยจังหวัดโอซากา ก่อนทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชนควบคู่กับการเขียนหนังสือ กระทั่งเปิดตัวในฐานะนักเขียนเมื่อปี 1985 หลังคว้ารางวัล เอโดะงาวะ รัมโปะ (Edogawa Rampo) จากนวนิยายเรื่อง “หลังเลิกเรียน” (Hōkago) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักเขียนอาชีพ

ต่อมาในปี 1999 เขาได้รับรางวัล สมาคมนักเขียนนิยายสืบสวนญี่ปุ่น จากนวนิยายเรื่อง “ความลับ” (Secret) ก่อนจะสร้างชื่อในระดับนานาชาติจากผลงาน “The Devotion of Suspect X” (กลลวงซ่อนตาย) ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ซึ่งได้รับทั้ง รางวัลนาโอกิ (Naoki Prize) และ รางวัล Honkaku Mystery Award กลายเป็นหนึ่งในนวนิยายสืบสวนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของญี่ปุ่น

นวนิยายเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์นักสืบ “กาลิเลโอ (Galileo)” ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นละครและภาพยนตร์ โดยมีนักแสดงชื่อดัง มาซาฮารุ ฟุกุยามะ รับบทนำ และประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ฮิงาชิโนะยังสร้างผลงานยอดนิยมอีกหลายเรื่อง อาทิ “Byakuyakō” (แสงส่องรัก), “The Miracles of the Namiya General Store” (ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ), ซีรีส์ สารวัตรคางะ เคียวอิจิโร, ซีรีส์ชุด Masquerade และ Newcomer ซึ่งล้วนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และละครเวทีทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

ตลอดเส้นทางอาชีพ ฮิงาชิโนะได้รับรางวัลวรรณกรรมสำคัญมากมาย ได้แก่ รางวัล Chuo Koron Literary Prize จาก ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ ในปี 2012, รางวัล Shibata Renzaburo Award จาก Mugenbana (ปริศนาดอกไม้มายา) ในปี 2013 และรางวัล Yoshikawa Eiji Prize for Literature จาก When the Curtain Falls (ม่านภาวนา)  ในปี 2014

ในปี 2023 ผลงานของเขามียอดพิมพ์สะสมในประเทศญี่ปุ่นทะลุ 100 ล้านเล่ม ก่อนเพิ่มเป็นประมาณ 109 ล้านเล่ม ในปัจจุบัน มีหนังสือรวมทั้งสิ้น 106 เล่ม (ไม่นับรวมงานเขียนร่วม) และได้รับการตีพิมพ์ใน 41 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

ผลงานของฮิงาชิโนะยังสร้างประวัติศาสตร์ในระดับนานาชาติ โดย The Devotion of Suspect X ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Edgar Award ของสมาคมนักเขียนนิยายลึกลับแห่งสหรัฐอเมริกาในปี 2012 ขณะที่ Newcomer ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง International Dagger Award ของสมาคมนักเขียนนิยายอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักรในปี 2562 ทำให้เขาเป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลระดับโลกทั้งสองรายการ

นอกจากงานเขียน ฮิงาชิโนะยังดำรงตำแหน่งประธานสมาคมนักเขียนนิยายสืบสวนแห่งญี่ปุ่น ระหว่างปี 2009-2013 และเป็นกรรมการตัดสินรางวัลนาโอกิ ระหว่างปี 2014-2022 อีกทั้งได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ริบบิ้นสีม่วง (Medal with Purple Ribbon) ในปี 2023 รวมถึง รางวัลคิคุจิ คัง (Kikuchi Kan Prize) และ รางวัล Japan Mystery Literature Award ในเวลาต่อมา

ก่อนเสียชีวิต ฮิงาชิโนะยังคงทำงานเขียนอย่างต่อเนื่อง โดยนวนิยายเรื่องล่าสุดในซีรีส์ Galileo ชื่อ “Eternal Memory” (永遠の記憶) มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 5 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะกลายเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของนักเขียนผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์แห่งวรรณกรรมสืบสวนของญี่ปุ่นตลอดกาล.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน “ยุน ซอก ยอล” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน "ยุน ซอก ยอล" ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

27 ก.ค. 2569 14:40 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุก 18 เดือน “ยุน ซอก ยอล” ผิดกฎหมายเลือกตั้ง รอลงอาญา 3 ปี

ศาลกรุงโซลมีคำพิพากษาให้ ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 พร้อมลงโทษจำคุก 18 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี หากคำพิพากษาถึงที่สุด พรรคพลังประชาชน (PPP) อาจต้องคืนเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการหาเสียง 39,700 ล้านวอน หรือราว 906 ล้านบาท ขณะที่นายยุนยังอยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอีกคดีหนึ่งจากความผิดฐานก่อกบฏ

ศาลแขวงกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้นายยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง จากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 โดยศาลพิพากษาจำคุก 18 เดือน แต่ให้ รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี

คำตัดสินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อ พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของยุนในขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากหากคำพิพากษาได้รับการยืนยันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา พรรคจะต้องคืนเงิน 39,700 ล้านวอน หรือราว 906 ล้านบาท ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเกาหลีใต้ชดเชยเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง หลังยุนชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2022

ภายใต้กฎหมายของเกาหลีใต้ ผู้สมัครที่ได้รับโทษจำคุกหรือถูกปรับตั้งแต่ 1 ล้านวอน ขึ้นไปจากความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะถูกเพิกถอนผลการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนการหาเสียงจากรัฐจะต้องคืนเงินดังกล่าวทั้งหมด หากคำพิพากษามีผลบังคับใช้

คดีนี้มีต้นตอมาจากการฟ้องร้องของคณะอัยการพิเศษ นำโดย มิน จุง-กี ซึ่งกล่าวหาว่า ยุนให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะการปฏิเสธว่าไม่เคยแนะนำทนายความให้กับอดีตเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรรายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีรับสินบน

นอกจากนี้ ยุนยังถูกกล่าวหาว่าให้สัมภาษณ์เป็นเท็จในเดือนมกราคม 2022 โดยอ้างว่า เขาไม่ได้รู้จักหรือพบกับ ชอน ซอง-แบ หมอผีที่มีบทบาทในแวดวงการเมือง ผ่านการแนะนำของ คิม กอน ฮี ภรรยาของเขา และกล่าวว่ามีเพียงเจ้าหน้าที่พรรคเป็นผู้แนะนำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายอัยการมีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ยุนได้แนะนำทนายความให้เจ้าหน้าที่สรรพากรจริง และเคยพบกับหมอผีรายดังกล่าวผ่านการแนะนำของภรรยา จึงถือว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณชนในช่วงการเลือกตั้ง

ศาลระบุในคำพิพากษาว่า “ลักษณะของความผิดมีความร้ายแรง เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อความสามารถของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง” ด้านทีมทนายความของยุน ซอก ยอล แถลงว่าจะยื่นอุทธรณ์ทันที โดยระบุว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดหลายประการทั้งในด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

คำพิพากษาครั้งนี้นับเป็นอีกคดีสำคัญของอดีตผู้นำวัย 65 ปี ซึ่งกำลังถูกดำเนินคดีหลายคดีภายหลังความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่ล้มเหลว หลังสั่งให้กองทัพเข้าควบคุมอาคารรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกสภาจะลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง และนำไปสู่การถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยุนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อกบฏจากเหตุประกาศกฎอัยการศึก และขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

หากคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งมีผลถึงที่สุด นอกจากจะสร้างความเสียหายทางการเมืองต่อยุน ซอก ยอล แล้ว ยังอาจส่งผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรงต่อพรรคพลังประชาชน เนื่องจากเงินชดเชยค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเกือบ 39,700 ล้านวอน คิดเป็นประมาณ หนึ่งในสามของทรัพย์สินทั้งหมดของพรรค ตามข้อมูลที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ.

ที่มา Yonhap / Associated Press

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน “ปธน.มาร์กอส จูเนียร์” แถลงนโยบายประจำปี

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน "ปธน.มาร์กอส จูเนียร์" แถลงนโยบายประจำปี

27 ก.ค. 2569 12:59 น.

เกิดระเบิด-ระเบิดต้องสงสัย ก่อน “ปธน.มาร์กอส จูเนียร์” แถลงนโยบายประจำปี

เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรมในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ และพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดแสวงเครื่องอีกจุดใกล้อาคารวุฒิสภา เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวแถลงนโยบายประจำปี ขณะที่ตำรวจเชื่อทั้งสองเหตุการณ์อาจมีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ระหว่างเร่งสืบสวน

เกิดเหตุระเบิดจากระเบิดแสวงเครื่องบริเวณทางเข้ากระทรวงยุติธรรมในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงหลังเที่ยงคืนของวันจันทร์ (27 ก.ค.) โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดอีกจุดหนึ่งใกล้อาคารวุฒิสภา ก่อนที่ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จะกล่าวแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา หรือ SONA

พล.ต.อ.โฮเซ เมเลนซิโอ นาร์ตาเตซ จูเนียร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า มี “ความเป็นไปได้สูง” ที่เหตุการณ์ทั้งสองจะมีความเชื่อมโยงกัน พร้อมยอมรับว่า แม้เจ้าหน้าที่จะเตรียมมาตรการรับมือภัยคุกคามจากระเบิดไว้แล้ว แต่ยังคงเกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรมได้

ตำรวจกรุงมะนิลาระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินขนาดหรืออานุภาพของแรงระเบิดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน ขณะที่ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นกระจกรถยนต์ที่แตกร้าวจากแรงระเบิด และเศษซากความเสียหายกระจายอยู่ในพื้นที่

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. หน่วยรักษาความปลอดภัยของวุฒิสภาระหว่างการตรวจตราตามปกติ ได้รับแจ้งจากพนักงานรถลากที่พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณถนนดิออกโน บูเลอวาร์ด ซึ่งอยู่ติดกับอาคารวุฒิสภา โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจเมืองปาไซเข้าตรวจสอบและทำลายวัตถุดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์หลายชิ้นที่เชื่อว่าเป็นส่วนประกอบของระเบิดแสวงเครื่อง ได้แก่ แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ ชนวนระเบิด นาฬิกา และภาชนะพลาสติกที่บรรจุผงสีน้ำตาล ซึ่งสงสัยว่าเป็นสารระเบิด โดยทั้งหมดถูกส่งไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมเร่งสืบสวนหาผู้ที่นำวัตถุดังกล่าวมาวางไว้

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่บรรยากาศการเมืองฟิลิปปินส์กำลังตึงเครียด โดยประธานาธิบดีมาร์กอสเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการพิจารณาถอดถอน ซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมและปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า การแถลงนโยบายในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประธานาธิบดีมาร์กอส ซึ่งเหลือวาระการดำรงตำแหน่งอีกเพียง 2 ปี โดยการแถลงนโยบายประจำปีในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 5 ของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของเทอม โดยนักวิเคราะห์มองว่า มาร์กอส จูเนียร์ กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นของ Pulse Asia ระบุว่า สิ่งที่ประชาชนฟิลิปปินส์ต้องการเห็นมากที่สุดในขณะนี้คือ ความจริงจังในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และมาตรการรับมือกับปัญหาราคาสินค้าและแพง ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์ทางการเมืองระบุเพิ่มเติมว่า ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ จำเป็นต้องใช้วาระนี้ในการสร้างความกู้คืนความเชื่อมั่นของรัฐบาลกลับคืนมา โดยเฉพาะการลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรของตนเองหรือฝ่ายรองประธานาธิบดี รวมถึงการนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การส่งเสริมพลังงานเร่งด่วนและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาปัญหาระบบเศรษฐกิจของประเทศ

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งสอง ขณะที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงของฟิลิปปินส์ยังคงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญทั่วกรุงมะนิลา และเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา ABS-CBN / AFP 

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

27 ก.ค. 2569 12:11 น.

องค์กรเฝ้าระวังเตือนกองทัพเมียนมาปรับโครงสร้าง ยกระดับทิ้งระเบิด-สังหารหมู่พลเรือน

องค์กรเฝ้าระวังความขัดแย้ง ACLED ระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับความรุนแรงและการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือนอย่างหนัก หลังจากการปรับโครงสร้างอำนาจใหม่และการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แล้วกว่า 450 ราย

องค์กร Armed Conflict Location & Event Data Project (ACLED) ซึ่งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก เปิดเผยรายงานระบุว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างชัดเจน นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และแต่งตั้ง พล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองและผู้ใกล้ชิดของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่มิน อ่อง หล่าย จะก้าวจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดขึ้นเป็นประธานาธิบดี ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากมีการห้ามพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้รัฐบาลทหารสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้

ACLED ระบุว่า ยุทธวิธีของกองทัพเปลี่ยนไปจากเดิม โดยมีการส่งเครื่องบินขับไล่เป็นชุดละ 2-5 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายเดียวซ้ำหลายระลอก ทำให้แม้จำนวนครั้งของการโจมตีทางอากาศที่บันทึกได้จะลดลง แต่ความรุนแรงและจำนวนผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน

นอกจากการโจมตีทางอากาศแล้ว รายงานยังระบุว่า กองทัพกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีพลเรือนโดยตรงเพิ่มขึ้น ทั้งการจับกุม การลักพาตัว การวางเพลิงเผาหมู่บ้าน และการกวาดล้างในพื้นที่ที่เป็นฐานสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะในภูมิภาคตอนกลางของประเทศ หรือพื้นที่ “อันยาร์ (Anyar)” ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของเขตสะกาย มัณฑะเลย์ และมะกเว

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ACLED บันทึกเหตุสังหารหมู่ที่กองทัพเป็นผู้ก่อเหตุมากกว่าสิบครั้ง ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 450 คน โดยเกือบ 40% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในภูมิภาคอันยาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมต่อหลายสมรภูมิ และเป็นเส้นทางโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อกำลังทหารรัฐบาลหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการในเมืองมิตเช ใกล้เมืองพุกาม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ แม้สำนักข่าวรอยเตอร์จะไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างอิสระ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของ ACLED และมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นหลายแห่ง

รายงานยังระบุว่า กองทัพเมียนมามุ่งโจมตีพื้นที่ที่มีการสู้รบสำคัญในรัฐชิน กะเหรี่ยง รัฐยะไข่ รวมถึงบางส่วนของเขตพะโค มะกเว และสะกาย โดยใช้ทั้งการโจมตีทางอากาศ โดรน และปืนใหญ่ พร้อมระบุว่าเป้าหมายจำนวนมากเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ วัด และสถานที่ชุมนุมของประชาชน รวมถึงศูนย์พักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

นอกจากนี้ กองทัพยังขยายการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังประชาชนผ่านระบบ Person Scrutinization and Monitoring System (PSMS) ควบคู่กับกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนกับข้อมูลชีวมิติ เพื่อระบุตัวและติดตามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลทหาร ขณะเดียวกัน เครือข่ายที่สนับสนุนกองทัพยังเฝ้าติดตามผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ข้อมูลของรัฐบาลทหารระบุว่า ระหว่างปี 2024 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ถูกควบคุมตัวจากการเผยแพร่เนื้อหาบนโลกออนไลน์ โดยการจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง

ACLED ประเมินว่า แม้การโจมตีทางอากาศอาจลดลงชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุม แต่มีแนวโน้มจะกลับมารุนแรงอีกครั้งหลังเดือนตุลาคม เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเตือนว่าพลเรือนในพื้นที่สู้รบจะยังคงเผชิญการอพยพ ความขาดแคลนอาหาร การรักษาพยาบาล และวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่รัฐบาลเมียนมาเร่งดำเนินความพยายามทางการทูตเพื่อสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยมิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนอินเดียและจีนในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งอาเซียนเริ่มกลับมาเปิดช่องทางการติดต่อกับรัฐบาลเมียนมามากขึ้น หลังจากเคยระงับการเชิญผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมการประชุมสุดยอดภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มการยอมรับรัฐบาลเมียนมาบนเวทีภูมิภาค.

ที่มา Reuters / ACLED

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน “ยอดเขาเอลบรุส” ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน "ยอดเขาเอลบรุส" ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

27 ก.ค. 2569 11:39 น.

พบศพนักปีนเขา 5 รายบน “ยอดเขาเอลบรุส” ยอดเขาสูงสุดรัสเซีย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน

เจ้าหน้าที่รัสเซียพบศพนักปีนเขาชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 5 ราย บนภูเขาเอลบรุส ยอดเขาสูงที่สุดของรัสเซียและยุโรป หลังคณะนักปีนเขา 7 คนหลงเส้นทางจากสภาพอากาศเลวร้ายอย่างฉับพลัน ขณะที่ผู้รอดชีวิต 2 คนได้รับการช่วยเหลือ และทางการบอสเนียประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ

เจ้าหน้าที่รัสเซียยืนยันการพบศพนักปีนเขาชาวบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 5 ราย บนภูเขาเอลบรุส ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดของรัสเซียและทวีปยุโรป หลังประสบเหตุระหว่างการปีนเขาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

สำนักงานอัยการท้องถิ่นในสาธารณรัฐคาบาร์ดีโน-บัลคาเรีย ระบุว่า คณะนักปีนเขาชาวต่างชาติ 7 คน เริ่มต้นการพิชิตยอดเขาเอลบรุสเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่ในช่วงเย็นของวันถัดมา สภาพอากาศเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คณะนักปีนเขาหลงออกนอกเส้นทาง

นักปีนเขาหนึ่งคนสามารถเดินลงจากภูเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า สมาชิกในคณะ 2 คนล้มป่วยที่ระดับความสูงประมาณ 5,100 เมตร ก่อนเสียชีวิต ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้อีก 1 คน และพบศพของนักปีนเขาอีก 3 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย และรอดชีวิต 2 ราย

สโมสรนักปีนเขา Vedro ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นสมาชิก ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ พร้อมระบุว่าทั้งหมดเสียชีวิตระหว่างการทำในสิ่งที่พวกเขารักที่สุดคือการปีนเขา

นายเอลเมดิน โคนาโควิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่” ขณะที่นายเนอร์มิน นิกซิช นายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมประกาศให้วันจันทร์เป็นวันไว้อาลัยแห่งชาติ และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ

สื่อบอสเนียรายงานว่า สมาชิกทั้ง 7 คนเป็นชาวเมืองเซนิตซา ทางตอนกลางของประเทศ โดยในคณะมีคู่สามีภรรยาและแพทย์หญิงจากโรงพยาบาลท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย ขณะที่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า การเดินทางครั้งนี้อาจไม่มีไกด์มืออาชีพร่วมคณะ

ด้านหน่วยกู้ภัยรัสเซียระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างผู้เสียชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากกระแสลมแรงจัด ความเร็วลมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นราว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นระดับอันตรายสำหรับการขึ้นสู่ยอดเขา อีกทั้งยังมีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ ยอดเขาเอลบรุสมีความสูง 5,642 เมตร ตั้งอยู่ในเทือกเขาคอเคซัส ใกล้พรมแดนจอร์เจีย และเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักปีนเขาทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและเป็นหนึ่งในเส้นทางปีนเขาที่ท้าทายที่สุดของรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ก็เพิ่งเกิดอุบัติเหตุพ่อและลูกชายพลัดตกจากหน้าผาระหว่างการปีนเขา ส่งผลให้ลูกชายเสียชีวิต ส่วนผู้เป็นพ่อได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย.

ที่มา Reuters / RTVI