รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง “คำพูดเกลียดชัง” บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง "คำพูดเกลียดชัง" บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

27 ก.ค. 2569 11:07 น.

รร.โรฮิงญาในมาเลเซียทยอยปิด หลัง “คำพูดเกลียดชัง” บนโซเชียลพุ่ง เด็กกลัวจนไม่กล้าไปเรียน

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในมาเลเซียอย่างน้อย 9 แห่ง ต้องปิดการเรียนการสอนหรือถูกสั่งปิด หลังเผชิญกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนบนสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่กล้าออกจากบ้าน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนสถานการณ์อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจในระยะยาวและทำให้ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น

โรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศมาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤต หลังมีการปิดโรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เด็กผู้ลี้ภัยจำนวนมากตกเป็นเป้าของการคุกคามและการเลือกปฏิบัติ

หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบคือ “นูร์” เด็กหญิงชาวโรฮิงญาวัย 12 ปี ซึ่งหยุดไปโรงเรียนตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังถูกชายสองคนข่มขู่ระหว่างเดินทางไปเรียน โดยถามว่า “จะไปโรงเรียนทำไม อยากมายึดประเทศของเราหรือ” ครอบครัวของเธอขอสงวนนามสกุล เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย

นักเคลื่อนไหวในชุมชนโรฮิงญาระบุว่า เด็กจำนวนมากหวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน พร้อมเตือนว่าการคุกคามเช่นนี้ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวเพียงชั่วคราว แต่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว

การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า โรงเรียนอย่างน้อย 9 แห่งต้องหยุดการเรียนการสอนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หรือถูกทางการสั่งปิด หลังตกเป็นเป้าโจมตีบนโลกออนไลน์ โดยหลายโรงเรียนถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต

มาเลเซียไม่ได้ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวโรฮิงญาอย่างเป็นทางการ แต่จัดให้เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีชาวโรฮิงญาราว 120,000 คนที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ก็ตาม อีกทั้งผู้ลี้ภัยไม่มีสิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมาย และบุตรหลานก็ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบการศึกษาของรัฐ ทำให้ต้องพึ่งพาโรงเรียนที่ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนหรือศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

กระแสต่อต้านโรฮิงญาระลอกล่าสุดเริ่มรุนแรงขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขอนามัยในการเชือดวัวตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามของชุมชนโรฮิงญา ก่อนที่ข้อความและคลิปวิดีโอโจมตีจะถูกเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์มของเมตา และ TikTok

นอกจากนี้ ยังมีคำร้องออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่ผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อเกือบ 500,000 คน ก่อนถูกถอดออกในเดือนมิถุนายนตามคำร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชน ขณะที่บางโพสต์ถึงขั้นยุยงให้ใช้ความรุนแรง และมีอินฟลูเอนเซอร์บางรายเรียกร้องให้ผู้ติดตามถ่ายภาพชุมชนโรฮิงญาและแจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่

องค์กรสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น “Article 19” ระบุว่า กระแสเกลียดชังบนโลกออนไลน์ส่งผลให้ชุมชนโรฮิงญาถูกตรวจสอบ เข้าตรวจค้น และโรงเรียนหลายแห่งถูกสั่งปิด แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการเชิงลงโทษมากกว่าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาแทนที่จะช่วยลดความตึงเครียด

ด้าน UNHCR แสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ข้อมูลบิดเบือน และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยโรฮิงญา พร้อมระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อทั้งผู้ลี้ภัยและชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะที่ครูในโรงเรียนที่ยังเปิดสอนอยู่ต้องใช้มาตรการป้องกันหลายรูปแบบ เช่น ห้ามนักเรียนสวมเครื่องแบบ ยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง และลดการเปิดเผยข้อมูลของโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าบนโลกออนไลน์

นักเคลื่อนไหวเตือนว่า หากโรงเรียนสำหรับเด็กโรฮิงญายังคงทยอยปิดตัวต่อไป เด็กจำนวนมากจะสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น เช่น การแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย การเร่ร่อน และการขอทานบนท้องถนน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวงจรความยากจนและการถูกกีดกันในสังคม.

ที่มา Reuters

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

27 ก.ค. 2569 10:27 น.

ระทึก เหตุกราดยิงในงานเทศกาลอาหารซีแอตเทิล ดับ 2 ศพ เด็ก 2 ขวบบาดเจ็บ

เกิดเหตุกราดยิงภายในงานเทศกาลอาหารประจำปีของซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เด็กวัยเพียง 2 ขวบบาดเจ็บ เร่งติดตามผู้ก่อเหตุ

หน่วยดับเพลิงเมืองซีแอตเทิล เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุยิงกันภายในงาน Bite of Seattle Festival เทศกาลอาหารประจำปีของเมืองซีแอตเทิล บริเวณซีแอตเทิล เซ็นเตอร์ (Seattle Center) ซึ่งอยู่ห่างจาก Space Needle แลนด์มาร์กชื่อดังของเมืองเพียง 1 ช่วงตึก เมื่อเวลาหลัง 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 2 รายในที่เกิดเหตุ และนำผู้บาดเจ็บ 4 คน ส่งโรงพยาบาล โดยหนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 2 ปี ขณะที่ศูนย์การแพทย์ Harborview Medical Center ระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1 คนอยู่ในอาการวิกฤต ส่วนผู้บาดเจ็บอีกรายได้รับการรักษาอาการเล็กน้อยและปฏิเสธการนำตัวส่งโรงพยาบาล

จนถึงขณะนี้ ตำรวจยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของผู้ต้องสงสัย และยังไม่ทราบแรงจูงใจของเหตุกราดยิงดังกล่าว โดยไม่มีการยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมแล้วหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ได้เข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการสอบสวน

ทั้งนี้ ในช่วงเกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวกำลังจัดงาน Bite of Seattle Festival ซึ่งเป็นเทศกาลอาหารประจำปีที่รวบรวมร้านอาหารท้องถิ่นหลายร้อยร้าน พร้อมการแสดงดนตรีสด และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นผู้คนกำลังเดินเลือกซื้ออาหารตามซุ้มต่าง ๆ ก่อนจะเกิดเสียงปืนดังขึ้น ทำให้ผู้ร่วมงานแตกตื่นและวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างโกลาหล

พยาน 2 คนที่อยู่ในงานให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ KOMO ซึ่งเป็นพันธมิตรของ CNN ว่า ได้ยินเสียงปืนประมาณ 7-8 นัด และเห็นผู้คนวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง

ภายหลังเหตุยิงกัน รถไฟ Seattle Center Monorail ประกาศระงับการให้บริการตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน เพื่อความปลอดภัย และจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา :CNN

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

27 ก.ค. 2569 09:15 น.

สนามบินแกตวิกของลอนดอนวุ่น น้ำประปาขัดข้อง กระทบห้องน้ำ-ร้านอาหาร แต่เที่ยวบินยังให้บริการได้

สนามบินแกตวิก ของสหราชอาณาจักร ประสบปัญหาระบบน้ำประปาขัดข้องเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้ห้องน้ำบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ ร้านอาหารหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสารจำนวนมาก

สนามบินแกตวิก ซึ่งมีผู้โดยสารหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร ประสบปัญหาระบบน้ำประปาขัดข้องเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวภาคฤดูร้อนที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก 

โดยเหตุขัดข้องดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออาคารผู้โดยสารทั้ง 2 แห่งของสนามบิน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน และเป็นศูนย์กลางการให้บริการของสายการบินต้นทุนต่ำหลายแห่ง รวมถึง EasyJet

แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขึ้น-ลงของเที่ยวบิน แต่ผู้โดยสารจำนวนมากโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่าไม่สามารถกดชักโครกได้ ไม่สามารถล้างมือ เติมน้ำดื่ม หรือซื้อเครื่องดื่มร้อนภายในสนามบินได้

ด้านสนามบินแกตวิกโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ปัญหาระบบน้ำในพื้นที่ฮอร์ลีย์ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการที่สนามบินในช่วงเช้าวันนี้ โดยระบบจ่ายน้ำได้รับผลกระทบทั้งอาคารผู้โดยสารฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ”

พร้อมระบุว่า ทางสนามบินได้แจกน้ำดื่มบรรจุขวดให้แก่ผู้โดยสารและพนักงาน รวมถึงดำเนินมาตรการฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของผู้โดยสารระหว่างรอการแก้ไขปัญหา

ด้าน SES Water ผู้ให้บริการน้ำประปาในพื้นที่เปิดเผยว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจากไฟฟ้าดับที่โรงงานผลิตน้ำประปาแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้ระบบจ่ายน้ำเกิดความขัดข้อง ทำให้ลูกค้าบางส่วนประสบปัญหาแรงดันน้ำต่ำ หรือมีน้ำประปาไหลไม่ต่อเนื่องชั่วคราว

บริษัทระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสนามบินแกตวิก เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบน้ำประปาให้กลับมาให้บริการได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

คิม โย จอง ซัดอาเซียน “โง่เขลา” หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

คิม โย จอง ซัดอาเซียน "โง่เขลา" หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

27 ก.ค. 2569 08:57 น.

คิม โย จอง ซัดอาเซียน “โง่เขลา” หลังเรียกร้องเกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

คิม โย จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์โจมตีอาเซียนอย่างรุนแรง ชี้ข้อเรียกร้องให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่อง “โง่เขลาและไร้เหตุผล”

คิม โย จอง น้องสาวของ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ว่า เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งต่อท่าทีของอาเซียน หลังอาเซียนได้แสดงความกังวลอย่างยิ่ง ต่อการเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการเจรจา เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โดยเธอมองว่าท่าทีดังกล่าวของอาเซียน เป็นการแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผย ด้วยการคล้อยตามสหรัฐฯ ที่ยังคงโหมกระแสเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ และเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า สถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว

เธอยังกล่าวว่า การเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และสะท้อนถึงการไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและสถานะของประเทศ พร้อมวิจารณ์ว่าแนวคิดดังกล่าวเป็น “เรื่องโง่เขลาและไร้เหตุผล” 

ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยืนยันมาโดยตลอดว่าตนมีสิทธิครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธ ซึ่งแม้จะขัดต่อมาตรการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่รัฐบาลเปียงยางได้บัญญัติสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์ไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2566 และเกาหลีเหนือย้ำมาโดยตลอดว่าจะไม่ยอมละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ โดยระบุว่าเป็นมาตรการสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ และพันธมิตร.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

27 ก.ค. 2569 06:01 น.

น้ำมันโลกดิ่ง 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดโจมตีตอบโต้กัน

ราคาน้ำมันโลกลดลงมากกว่า 5% หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านชะลอการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดนาน 13 คืนต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ร่วงลงประมาณ 5.7% ไปปิดตลาดที่ราว 91.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวลดลงราว 5.4% มาอยู่ที่ 84.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การสู้รบที่ระอุขึ้นอีกครั้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันที่เคยปรับตัวลดลงจนต่ำกว่าช่วงก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะปะทุ (เมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์) กลับมาเพิ่มขึ้นจนทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีอิหร่าน โดยเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติอ้างว่า เป็นเพราะประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้เพิ่มที่สำหรับการเจรจากับอิหร่านซึ่งยังคงดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม สื่อในสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เตือนประธานาธิบดีทรัมป์ว่า การทิ้งระเบิดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ล่วงหน้าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า การกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่กับอิหร่านอีกครั้ง มีความเสี่ยงเนื่องจากส่งผลกระทบเชิงลบต่อคลังกระสุน ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธสกัดกั้นที่ป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

27 ก.ค. 2569 05:34 น.

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

สถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์ยังคงรุนแรง ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลปะทะกับชาวปาเลสไตน์จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานยังก่อเหตุจุดไฟเผามัสยิด, รถยนต์ และพื้นที่การเกษตรด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในเขตเวสต์แบงก์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลสายสุดโต่งได้ก่อเหตุบุกเผามัสยิด 2 แห่ง รถยนต์ รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรในหมู่บ้านหลายแห่งของชาวปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ 2 วัน เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงที่หมู่บ้านทัล (Tal) จนส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 4 ราย และชาวอิสราเอลเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้ยั่วยุก่อน

ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลได้เข้าโจมตีหมู่บ้านหลายแห่งในช่วงข้ามคืนเพื่อเป็นการตอบโต้ มีการพ่นสีข้อความว่า “แก้แค้น” (Revenge) ไว้ที่ผนังมัสยิด เผาทำลายบ้านเรือน ขณะที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เข้ามาควบคุมสถานการณ์และมีการพ่นแก๊สน้ำตาเข้าใส่ชาวปาเลสไตน์ที่นำเครื่องกีดขวางมาตั้งเพื่อปกป้องหมู่บ้าน

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด รวมถึงแผนการรื้อถอนบ้านเรือนของผู้ต้องสงสัยชาวปาเลสไตน์ 2 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง และส่งเสริมให้เร่งจัดตั้ง/รับรองฐานที่มั่นของชาวอิสราเอลเพิ่มเติมในเขตเวสต์แบงก์

ชาวบ้านในหมู่บ้าน ซาร์รา (Sarra) ระบุว่ามีอาคารอย่างน้อย 6 หลังถูกเผา และอีกหลายหลังถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจทิ้งบ้านเรือนเพื่อปกป้องชีวิตของคนในครอบครัว

ชายชาวปาเลสไตน์-อเมริกันรายหนึ่งที่อยู่ระหว่างเยี่ยมครอบครัวเล่าว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่ปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธรุมทำร้ายจนบาดเจ็บในที่สาธารณะ โดยเขาต้องเย็บแผลที่ศีรษะถึง 12 เข็ม

กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าได้ส่งกำลังเข้าปราบปรามการก่อการร้าย จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 130 คน และพยายามระงับ “อาชญากรรมทางชาตินิยม” แต่ถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลขวาจัดของอิสราเอลกลับสนับสนุนการขยายตัวของผู้ตั้งถิ่นฐาน

ทั้งนี้ เหตุความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 โดยจนถึงตอนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบในเวสต์แบงก์แล้วอย่างน้อย 1,114 ศพ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการปฏิบัติการของ IDF และอย่างน้อย 35 เป็นฝีมือของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ขณะที่มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 41 ศพ จากการโจมตีหรือระหว่างปฏิบัติการทางทหาร

อนึ่ง ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลราว 700,000 คน อาศัยอยู่ในชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ 3.3 ล้านคน ซึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าการตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ผิดกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่น จะหยุดโจมตีตราบเท่าที่ สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน

อิหร่านลั่น จะหยุดโจมตีตราบเท่าที่ สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน

27 ก.ค. 2569 04:27 น.

อิหร่านลั่น จะหยุดโจมตีตราบเท่าที่ สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านระบุว่า พวกเขาจะหยุดการโจมตีตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงทำแบบเดียวกัน หลังจากกองทัพอเมริกันชะลอการโจมตีในตะวันออกกลางท่ามกลางรายงานเรื่องคลังกระสุนร่อยหรอ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า อิหร่านจะหยุดการโจมตีของตัวเองตราบใดที่สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานว่า ที่ปรึกษาของ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังวลเรื่องการขาดเป้าหมายในการโจมตี และกระสุนร่อยหรอ

หลังจากสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายต่างๆ ในอิหร่าน บริเวณชายฝั่งติดช่องแคบฮอร์มุซ ต่อเนื่องนานถึง 13 คืน กระทรวงกลาโหมก็ตัดสินใจระงับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อกลางวันศุกร์ (24 ก.ค.) และจากนั้นก็ไม่รายงานการโจมตีจากฝ่ายสหรัฐฯ อีกทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์

ด้านอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาโต้ตอบการโจมตีของสหรัฐฯ ในแต่ละคืนด้วยการยิงถล่มใส่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ก็ได้ชะลอการยิงมาเป็นเวลาสองวันแล้วเช่นกัน

เจ้าหน้าที่อิหร่านซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า จุดยืนของเตหะราน “ยังคงเป็น “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” หากการโจมตียุติลง อิหร่านก็ว่าจะยุติการปฏิบัติการด้วยเช่นกัน ข้อความนี้ถูกส่งต่อไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว”

ก่อนหน้านี้ นายไมค์ วอลตซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวในรายการ “Fox News Sunday” และสื่ออื่น ๆ ของสหรัฐฯ ว่า ทรัมป์ตัดสินใจระงับการโจมตีชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้กับการทูตมากขึ้น

“เขาเปิดพื้นที่ว่างให้กับการเจรจา เขากำลังให้เวลาและช่องว่างเล็กน้อย” วอลตซ์กล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ส่วนสาเหตุที่สหรัฐฯ หยุดโจมตี เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยนามบอกกับสื่ออเมริกันว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เตือนว่าการทิ้งระเบิดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งอิหร่านจากการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ล่วงหน้าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

เจ้าหน้าที่คนเดิมเสริมว่า การกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกครั้งยังคงเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า เรื่องนี้มีความเสี่ยงเนื่องจากส่งผลกระทบเชิงลบต่อคลังกระสุน ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธสกัดกั้นที่ป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย

สำนักงานของเคนและกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเรื่องรายงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนายวอลตซ์จะยอมรับเรื่องดังกล่าว โดยเขาพูดในรายการ “Meet the Press” ทางช่อง NBC ว่า กองทัพสหรัฐฯ “มีทุกอย่างที่จำเป็น” แต่ก็ระบุด้วยว่าเมื่อกระทรวงกลาโหมได้รับสืบทอดภาวะคลังอาวุธที่ร่อยหรอมาจากรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดี โจ ไบเดน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ฝรั่งเศส-สเปน รับมือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุด อพยพแล้ว 330,000 คน

ฝรั่งเศส-สเปน รับมือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุด อพยพแล้ว 330,000 คน

27 ก.ค. 2569 03:02 น.

ฝรั่งเศส-สเปน รับมือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุด อพยพแล้ว 330,000 คน

ฝรั่งเศสกับสเปนกำลังรับมือกับเหตุไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่พวกเขาเคยเผชิญ โดยต้องอพยพประชาชนรวมกันแล้วกว่า 330,000 คน เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิกหรือล่าช้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.ค. 2569 ว่า ประเทศฝรั่งเศสกับสเปน กำลังพยายามรับมือกับเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่กำลังลุกลามอย่างหนัก จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้ต้องสั่งอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 330,000 คน

สถานการณ์ในฝรั่งเศส ที่แคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ต้องอพยพประชาชนเฉพาะช่วงข้ามคืนวันเสาร์-อาทิตย์กว่า 55,000 คน และถ้ารวมทั้งภูมิภาคอพยพไปแล้วกว่า 220,000 คน มีพื้นที่ป่าถูกเผาไหม้ไปแล้วราว 42,000 เฮกตาร์ แต่หากรวมทั่วประเทศนับตั้งแต่ต้นปี จะมีพื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญไปแล้วสูงถึง 98,000 เฮกตาร์

สถิติดังกล่าวทำให้นี่เป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดที่ฝรั่งเศสเผชิญนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในตอนนี้กระแสลมแรงและสภาพอากาศแห้งแล้งทำให้ไฟหมุนเวียนและลุกลามอย่างคาดเดาไม่ได้ และกำลังมุ่งหน้าเข้าหาเมืองบอร์โด

ฝรั่งเศสกำลังใช้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,500 นาย รวมทีมช่วยเหลือจากสวิตเซอร์แลนด์ ทหาร 1,500 นาย และตำรวจเกือบ 1,200 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์ โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่เสียหายอย่างเต็มที่

ด้านผลกระทบอื่นๆ เมืองชายทะเลอย่าง เลอ ปอร์จ (Le Porge) บ้านเรือนเสียหายไปแล้วกว่า 150 หลัง ขณะที่ทางการต้องสั่งปิดการจราจรบนทางหลวงสาย A63 ที่มุ่งหน้าไปสเปนเป็นระยะทาง 60 กม.

ส่วนสนามบินบอร์โดต้องจำกัดการจราจรทางอากาศเพื่อเปิดทางให้แก่เครื่องบินดับเพลิง ส่งผลให้เที่ยวบินพาณิชย์ล่าช้าและถูกยกเลิกจำนวนมาก การแข่งขันจักรยาน “ตูร์ เดอ ฟรองซ์” (Tour de France) สนามสุดท้ายในปารีส ก็ต้องปรับลดระยะทางลงเพื่อระดมกำลังเจ้าหน้าที่ไปช่วยดับไฟด้วย

เจ้าหน้าที่กำลังดับไฟป่าใกล้กับกรุงมาดริดของสเปน
เจ้าหน้าที่กำลังดับไฟป่าใกล้กับกรุงมาดริดของสเปน

ขณะเดียวกัน ที่สเปนมีการอพยพประชาชนไปแล้วกว่า 90,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่รอบกรุงมาดริดและแคว้นอาบิลา (Ávila) มีพื้นที่เสียหายรวมกว่า 77,000 เฮกตาร์ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสเปน

นอกจากนั้นยังเกิดกลุ่มไฟป่าใหม่ใกล้เมืองบาเลนเซีย โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าไฟป่าลุกลามเกินกว่าความสามารถในการดับได้แล้วเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงและความชื้นต่ำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันเหตุไฟป่าทำให้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิต 2 นายในฝรั่งเศส และพลเรือนเสียชีวิต 1 รายในสเปน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจเยอรมนี วิสามัญฯ คนร้ายคดีขับรถพุ่งชน “ไพรด์ พาเหรด” แล้ว

ตำรวจเยอรมนี วิสามัญฯ คนร้ายคดีขับรถพุ่งชน “ไพรด์ พาเหรด” แล้ว

27 ก.ค. 2569 02:27 น.

ตำรวจเยอรมนี วิสามัญฯ คนร้ายคดีขับรถพุ่งชน “ไพรด์ พาเหรด” แล้ว

ตำรวจเยอรมนีวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุการณ์ คนร้ายขับรถพุ่งชนขบวน “ไพรด์ พาเหรด” เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว โดยอ้างว่า ผู้ต้องสงสัยพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยมีด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ค. 2569 ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมนายอับดุล บอลเอาท์ (Abdul Ballout) ผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุการณ์คนร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนในขบวนพาเหรดของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ “ไพรด์ พาเหรด” ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า พบตัวผู้ต้องสงสัยที่บริเวณพื้นที่สวนจัดสรร ในย่านสปันเดา (Spandau) ทางตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน เมื่อเวลา 18:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น

ในการแถลงความคืบหน้า ตำรวจระบุว่า พวกเขาเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้ “พุ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่กู้ภัยของเราพร้อมอาวุธของมีคม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (SEK) เบอร์ลิน จึงได้ใช้อาวุธปืนตอบโต้”

“แม้จะมีการกู้ชีพทันทีโดยหน่วยดับเพลิงกรุงเบอร์ลิน แต่ผู้ต้องสงสัยก็เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ” โฆษกตำรวจกล่าว “เราจำเป็นต้องหยุดเขา เราทำเช่นนั้นด้วยการยิง และเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว”

ในการตอบคำถามเพิ่มเติมจากนักข่าว เจ้าหน้าที่เสริมว่า ตำรวจพบผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวในจุดเกิดเหตุที่สปันเดา และ “ขณะนี้ไม่ได้กำลังค้นหาผู้ต้องสงสัยคนอื่นเพิ่มเติม” และตอนนี้คดีนี้ก็ถูกส่งมอบให้กับสำนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมของเยอรมนีแล้ว

ทั้งนี้ เหตุขับรถพุ่งชนคนเกิดขึ้นในช่วงก่อนเวลา 22:00 น. ของวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) รถตู้สีขาวได้พุ่งชนผู้คนบริเวณทิศใต้ของสวนสาธารณะ “เทียร์การ์เทิน” (Tiergarten) ในกรุงเบอร์ลิน ก่อนจะเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้ จากนั้นผู้ก่อเหตุหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นได้ลงจากรถแล้วหลบหนี โดยผู้สงสัยหลักใช้มีดมาเชเต (Machete) ไล่ทำร้ายผู้คนเพิ่มเติม

พื้นที่เกิดเหตุห่างจากจุดสิ้นสุดขบวนพาเหรดและเวทีใหญ่บริเวณประตูแบรนเดนบูร์ก (Brandenburg Gate) เพียงไม่กี่ร้อยเมตร โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สั่งยุติการจัดงานและเร่งอพยพผู้คนทันที

ผู้ต้องสงสัยหลักคือนายอับดุล บอลเอาท์ อายุ 21 ปี เป็นชาวเยอรมนีเชื้อสายเลบานอน เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) และมีประวัติอาชญากรรมหลายคดี เคยถูกตัดสินจำคุกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้อหาเตรียมการก่อเหตุรุนแรงหลังพยายามเดินทางไปร่วมกับกลุ่มไอซิสในตะวันออกกลาง แต่โทษจำคุกได้รับการรอลงอาญาไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีอ้าง รัสเซียดึงทหารเกาหลีเหนือ ร่วมสงครามอีก 30,000 นาย

เซเลนสกีอ้าง รัสเซียดึงทหารเกาหลีเหนือ ร่วมสงครามอีก 30,000 นาย

27 ก.ค. 2569 00:00 น.

เซเลนสกีอ้าง รัสเซียดึงทหารเกาหลีเหนือ ร่วมสงครามอีก 30,000 นาย

ผู้นำยูเครนอ้างว่า รัสเซียร้องขอทหารจากเกาหลีเหนือเพิ่มอีก 30,000 นาย กับเครื่องยิงขีปนาวุธอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาเข้าร่วมในการทำสงครามกับยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 ว่า นาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียได้ร้องขอกำลังพลเพิ่มเติมอีก 30,000 นาย และเครื่องยิงขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้กับประเทศของเขา

เซเลนสกีระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อกลางดึกวันเสาร์ว่า ขณะนี้กำลังมีการเตรียมการรองรับกำลังพลเพิ่มเติมดังกล่าวในแคว้น โวโรเนซ (Voronezh) ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนยูเครน

เกาหลีเหนือเคยส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรัสเซียต่อต้านการโจมตีตอบโต้ของยูเครนในแคว้นคูร์สค์ (Kursk) เมื่อปี 2567 นอกจากนี้ยังสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่รัสเซียในการรุกรานยูเครนมาตั้งแต่ปี 2565

ข้อมูลจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้แล้วประมาณ 2,000 นาย

“รัสเซียต้องการรับกำลังพลจากเกาหลีเหนือเพิ่มอีก 30,000 นาย โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ได้มีการเตรียมการในภูมิภาคโวโรเนซของรัสเซียเพื่อรองรับทหารเหล่านี้” เซเลนสกีโพสต์บน X

“เกาหลีเหนือยังเตรียมที่จะส่งมอบแท่นปล่อยขีปนาวุธทิ้งตัวเพิ่มเติมให้แก่รัสเซียด้วย นี่ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามต่อยูเครนเท่านั้น แต่รัสเซียกำลังช่วยให้เกาหลีเหนือเรียนรู้วิธีการทำสงคราม ปรับปรุงประสิทธิภาพของอาวุธ และได้รับประสบการณ์การสู้รบจริงจากการใช้งานอาวุธเหล่านั้น”

“ทั้งหมดนี้เป็นภัยคุกคามต่อทุกประเทศในเอเชียที่อยู่ในระยะยิงของขีปนาวุธเกาหลีเหนือ” เซเลนสกีกล่าวย้ำ

ทั้งนี้ รัสเซียกับเกาหลีเหนือลงนามในสนธิสัญญาความช่วยเหลือทางการทหารเมื่อปี 2567 และเกาหลีเหนือได้ยืนยันการสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซียในยูเครนอีกครั้ง ระหว่างที่นาย โช ซอนฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือเดินทางเยือนกรุงมอสโกในสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือรายงานหลังการหารือว่า รัฐบาลเปียงยางได้แสดงการสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลงต่อนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศของสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อขจัดสาเหตุรากเหง้าของข้อขัดแย้งในยูเครน รวมถึงเพื่อปกป้องอธิปไตยแห่งชาติ, บูรณภาพแห่งดินแดน และความยุติธรรมระหว่างประเทศ

ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้แสดง “ความซาบซึ้ง” ต่อการสนับสนุนของเกาหลีเหนือในวิดีโอที่เผยแพร่ก่อนการเยือนของนายโช

เพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือทางการทหาร เกาหลีเหนือได้รับเงินสด เทคโนโลยีทางการทหาร รวมถึงสินค้าประเภทอาหารและพลังงาน เพื่อช่วยก้าวข้ามมาตรการคว่ำบาตรที่นานาชาติบังคับใช้เพื่อขัดขวางโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna