ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

26 ก.ค. 2569 01:44 น.

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามคำเรียกร้องของผู้ชุมนุมเยาวชน ที่ร่วมประท้วงนานหลายสัปดาห์เพื่อกดดันให้รัฐบาลปฏิรูประบบการสอบที่เกิดการทุจริตบ่อยครั้ง

กลุ่มผู้ชุมนุมเยาวชนในอินเดียประกาศยุติการประท้วงที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ และร่วมฉลองชัยชนะบนท้องถนนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ก.ค.) หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศลาออกจากตำแหน่ง และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขระบบการสอบแข่งขันที่มีปัญหาการทุจริตบ่อยครั้ง

นี่ถือเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ของนายโมดี หลังจากเกิดเหตุปะทะเมื่อผู้ชุมนุมนับพันบุกไปยังอาคารรัฐสภาจนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน หลังเกิดเหตุข้อสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์ระดับชาติรั่วไหลในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ต้องยกเลิกผลสอบและจัดสอบใหม่ กระทบต่อนักเรียนกว่า 2 ล้านคน และจุดกระแสความไม่พอใจเกี่ยวกับอนาคตและการหางานของคนรุ่นใหม่

เยาวชนผู้ประท้วงก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า “พรรคแมลงสาบจันตา” (Cockroach Janta Party – CJP) ขึ้นมาเป็นแกนนำหลักในการประท้วงครั้งนี้

หลังการประท้วงดำเนินมาหลายสัปดาห์ นายธรรมทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม โดยเจ้าตัวระบุว่า ลาออกเพื่อป้องกันไม่ให้ “กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติ” นำสถานการณ์ไปฉวยโอกาส พร้อมระบุว่าเขาเคารพในเจตนารมณ์ของเยาวชน

การลาออกครั้งนี้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากนายโมดีขึ้นชื่อเรื่องการไม่ยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันใดๆ

หลังการลาออก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและตัวแทนรัฐบาลได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับโฆษกกลุ่ม CJP โดยยืนยันว่ารัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมด ได้แก่ การปฏิรูประบบการสอบแข่งขัน, การถอนฟ้องคดีอาญากับกลุ่มผู้ชุมนุม และการเยียวยาครอบครัวของนักเรียนที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองจากวิกฤตข้อสอบรั่ว

ด้านนายอภิชิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งกลุ่ม CJP และทีมงาน ประกาศชัยชนะบริเวณอาคาร “จันทาร์ มันทาร์” ในกรุงเดลี พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านอย่างสงบและปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศการร้องเพลงชาติ และการแจกขนมเฉลิมฉลอง

เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทางการอินเดียก็ดำเนินการเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือรอบพื้นที่ชุมนุมอีกครั้ง หลังจากสั่งระงับมาเกือบสัปดาห์ รวมถึงเปิดให้บริการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเดลีที่เคยปิดทำการก่อนหน้านี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

25 ก.ค. 2569 23:42 น.

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

ฝรั่งเศสกับสเปนกำลังเผชิญไฟป่ารุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ โดยต้องอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 267,000 คน และต้องระดมทั้งนักดับเพลิงและทหารเพื่อรับมือไฟป่าที่ตอนนี้ยังควบคุมไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 ว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และบริเวณใกล้เคียงกับกรุงมาดริด ประเทศสเปน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 267,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมกดดันให้รัฐบาลกรุงปารีสต้องส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ

รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสได้เร่งอพยพประชาชนจำนวน 197,000 คนออกจากพื้นที่โดยรอบเมืองบอร์โด (Bordeaux) รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในช่วงเวลานี้ของปี ซึ่งนับเป็น “ปฏิบัติการอพยพยามสงบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา” ของฝรั่งเศส

ส่วนในประเทศสเปน ประชาชนราว 70,000 คนต้องอพยพออกจากหมู่บ้านต่างๆ ทางตะวันตกของกรุงมาดริด โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ กล่าวยืนยันขณะลงพื้นที่ประสบภัยว่า ภารกิจสำคัญอันดับแรกคือ “การปกป้องชีวิตผู้คน”

ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีไฟป่ามาอยู่ที่ศูนย์หลบภัยชั่วคราวในเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส
ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีไฟป่ามาอยู่ที่ศูนย์หลบภัยชั่วคราวในเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่า ท้องฟ้าเหนือกรุงมาดริดถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีน้ำตาลเทา ขณะที่เถ้าถ่านสีดำหนาแน่นตกค้างอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารในศูนย์กลางทางตอนเหนือของเมือง ส่งผลให้ประชาชนต้องปิดหน้าต่างอย่างมิดชิดเนื่องจากกลิ่นควันระคายเคืองคอ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทั้งในสเปนและฝรั่งเศสซึ่งต้องรับศึกหนักและปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันหลายวัน ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงที่โหมกระหน่ำได้ทั้งหมด แม้ทางการของทั้งสองประเทศจะระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าบางจุดเริ่มลดระดับลงบ้างแล้วก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในหมู่ประชาชนทั่วไป ทว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงชาวฝรั่งเศส 2 นายเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ใกล้กับเมืองบอร์โด

นายโลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส กล่าวว่า เหตุไฟป่าในภูมิภาคฌีรองด์ (Gironde) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบอร์โดเมื่อคืนที่ผ่านมา “มีความรุนแรงน้อยกว่าที่เรากังวล” และไม่ได้เป็นไฟป่าประเภทที่สร้างพลังงานหมุนเวียนเลี้ยงตัวเองผ่านกระแสลมพัดขึ้นอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนรัฐบาลในกรุงมาดริดได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์เช่นกันว่า สภาพอากาศในคืนที่ผ่านมา “เอื้อต่อการต่อสู้กับไฟป่าเป็นอย่างมาก ทำให้ไฟป่าขยายตัวเพียงเล็กน้อยและมีความรุนแรงลดลง”

อย่างไรก็ตาม ศึกครั้งนี้ยังอีกยาวไกลกว่าจะได้รับชัยชนะ นายกรัฐมนตรีซานเชซแห่งสเปนเตือนว่า “เรากำลังจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ซับซ้อนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เพราะแม้ว่าอุณหภูมิจะลดลงแล้ว แต่เรายังไม่รู้อีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกระแสลม และลมจะพัดแรงแค่ไหน”

ไฟป่าคืบคลานเข้าใกล้กรุงมาดริดของสเปน
ไฟป่าคืบคลานเข้าใกล้กรุงมาดริดของสเปน

ทั้งนี้ ไฟป่าในสเปนและฝรั่งเศสลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและพร้อมติดไฟทุกเมื่อ ซึ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากคลื่นความร้อนที่พัดถล่มทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

ไฟป่าในฝรั่งเศสเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วเกือบ 98,000 เฮกตาร์ (ราว 612,500 ไร่) ซึ่งถือเป็น “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียว เปลวเพลิงได้เผาผลาญพื้นที่ไปมากกว่า 32,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็น 3 เท่าของขนาดพื้นที่ทั้งหมดของกรุงปารีส และได้ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วอย่างน้อย 100 แห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยของสเปนรายงานว่า เหตุไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริดได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วมากถึง 25,000 เฮกตาร์ (ราว 156,250 ไร่) โดยไฟป่า 2 ใน 3 จุด ลุกลามมารวมกันเป็นจุดเดียว และกำลังเสี่ยงที่จะประสานรวมกับอีกจุดจนกลายเป็นทะเลเพลิงขนาดมหึมา ห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

ทั้งสองประเทศต่างได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) ในรูปแบบของเครื่องบินดับเพลิงที่ส่งมาจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ในยุโรป

ฝรั่งเศสได้ตรึงกำลังทหารจำนวน 1,000 นายเข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใกล้เมืองบอร์โด (Bordeaux) และในวันเสาร์ รัฐบาลได้สั่งการให้นำเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่น A400M ที่ได้รับการดัดแปลงให้สามารถปล่อยสารยับยั้งการลุกลามของไฟได้มากถึง 20 ตัน เข้าร่วมกับฝูงบินขนาดเล็กที่กำลังเร่งโปรยน้ำดับเพลิงอยู่ในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกอร์นู ของฝรั่งเศส ได้เรียกประชุมด่วนฉุกเฉินระดับรัฐบาลเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าอีกครั้งในวันเสาร์ เพียงวันเดียวหลังจากที่เขาเพิ่งเป็นประธานในการประชุมนัดก่อนหน้า

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงกรุงปารีสเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า มีการส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจำนวน 100 นายจากเมืองหลวงลงพื้นที่ช่วยเหลือทางตะวันตกเฉียงใต้ เพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ 45 นายและรถดับเพลิง 6 คันที่ถูกส่งไปก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน มีศูนย์พักพิงฉุกเฉินหลายแห่งถูกจัดตั้งขึ้นตามโรงเรียนและโรงยิมเนเซียมทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เพื่อรองรับเหล่านักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่ต้องอพยพหนีไฟป่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนอพยพ 20,000 คน หนีไต้ฝุ่น “โนอึล” จ่อขึ้นฝั่ง-ทำฝนตกหนัก

จีนอพยพ 20,000 คน หนีไต้ฝุ่น “โนอึล” จ่อขึ้นฝั่ง-ทำฝนตกหนัก

25 ก.ค. 2569 22:46 น.

จีนอพยพ 20,000 คน หนีไต้ฝุ่น “โนอึล” จ่อขึ้นฝั่ง-ทำฝนตกหนัก

จีนดำเนินการอพยพประชาชนในภาคใต้ของประเทศแล้วกว่า 20,000 คน ในขณะที่ไต้ฝุ่น “โนอึล” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย และเริ่มส่งผลกระทบทำให้เที่ยวบินต่างๆ ถูกยกเลิกหรือล่าช้า

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คน และสั่งระงับการให้บริการรถไฟทางตอนใต้ของจีน เนื่องจากไต้ฝุ่น “โนอึล” (Noul) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ เสี่ยงจะก่อให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงระดับพายุหมุน

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนเปิดเผยว่า พายุไต้ฝุ่นลูกนี้คาดว่าจะพัดขึ้นฝั่งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งตั้งแต่ฮ่องกงไปจนถึงมณฑลกวางตุ้ง ในช่วงระหว่างเย็นวันเสาร์ (25 ก.ค.) ถึงเช้าวันอาทิตย์

ทางการยังคงประกาศเตือนภัยไต้ฝุ่นระดับสีส้มในวันเสาร์ ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงสูงสุดอันดับสองในระบบเตือนภัยสี่ระดับ หลังจากเตือนว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของมณฑลกวางตุ้งและมณฑลฝูเจี้ยน ที่อยู่ติดกัน จะเผชิญกับลมกระโชกแรงและฝนตกหนักอย่างหนัก

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานในข่าวค่ำวันศุกร์ว่า มีประชาชนมากกว่า 20,000 คนในมณฑลกวางตุ้งได้รับการอพยพแล้ว นอกจากนี้ยังระบุเสริมว่า เรือประมงที่ปฏิบัติงานในทะเลของมณฑลดังกล่าวได้เดินทางกลับเข้าเทียบท่าเพื่อ “หลบพายุ” แล้ว

CCTV ระบุอีกว่า มณฑลกวางตุ้งจะระงับการให้บริการรถไฟบางสายในเช้าวันเสาร์ และจะระงับการให้บริการรถไฟทุกสายในมณฑลในวันอาทิตย์ ขณะที่รายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่า โรงเรียนในเมืองแต้จิ๋ว (เฉาโจว) ของมณฑลกวางตุ้ง ได้รับคำสั่งให้ระงับกิจกรรมภายในสถานศึกษาทั้งหมด

ทางด้านท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงเปิดเผยในเย็นวันเสาร์ว่า ไต้ฝุ่นเริ่มส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการเที่ยวบินแล้ว โดยท่าอากาศยานระบุว่า ณ เวลา 16.50 น. มีเที่ยวบินขาออก 29 เที่ยวบินและเที่ยวบินขาเข้า 20 เที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะที่เที่ยวบินขาออก 126 เที่ยวบินและเที่ยวบินขาเข้า 112 เที่ยวบินต้องล่าช้ากว่ากำหนด

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีเที่ยวบิน “จำนวนมาก” ได้รับผลกระทบในวันอาทิตย์ โดยสำนักงานท่าอากาศยานฮ่องกงแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบประกาศล่าสุดเกี่ยวกับข้อมูลเที่ยวบินจากสายการบินที่ตนเองใช้บริการ

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของจีนเผชิญความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรงไปแล้ว โดยมีผู้เสียชีวิต 39 ศพ จากการที่ไต้ฝุ่น “ไมซัก” (Maysak) ก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง จนมีผู้เสียชีวิต 11 ศพ และบาดเจ็บ 331 ราย ในมณฑลหูเป่ย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์-โดรนใส่เมืองซาอุฯ ตอบโต้ริยาดทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

กบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์-โดรนใส่เมืองซาอุฯ ตอบโต้ริยาดทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

25 ก.ค. 2569 22:09 น.

กบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์-โดรนใส่เมืองซาอุฯ ตอบโต้ริยาดทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนอ้างว่า พวกเขายิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีเข้าใส่เมืองชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย อ้างเพื่อตอบโต้ที่ซาอุฯ โจมตีท่าเรือของเยเมนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดเผยว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีสิ่งปลูกสร้างของซาอุดีอาระเบียบริเวณชายฝั่งทะเลแดง หลังจากที่รัฐบาลริยาดส่งฝูงบินทิ้งบอมบ์ใส่กลุ่มฮูตีเพียงหนึ่งวันก่อนหน้า กลายเป็นแนวรบใหม่ในความขัดแย้งแถบตะวันออกกลางที่เสี่ยงจะบานปลายยิ่งขึ้น

แถลงการณ์จากกองกำลังติดอาวุธฮูตีระบุว่า พวกเขาได้ “ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเชิงคุณภาพ 2 ครั้ง”

“ปฏิบัติการแรกเป้าหมายคือโรงงานและสิ่งปลูกสร้างสุ่มเสี่ยงในเครือบริษัท อารัมโค (Aramco) ในเมืองจีซาน (Jizan) โดยใช้ขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนหลายสิบลำ ส่วนปฏิบัติการที่สองมุ่งเป้าไปที่สิ่งปลูกสร้างในเครืออารัมโคในเมืองยันบู (Yanbu) ด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน และโดรนจำนวนหนึ่ง” แถลงการณ์ของฮูตีระบุ

คลิปวิดีโอที่ได้รับการยืนยันพิกัดโดยสำนักข่าว CNN เผยให้เห็นกลุ่มเพลิงขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ในพื้นที่อุตสาหกรรมของเมืองจีซาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่

ทางฝั่งซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการอ้างความรับผิดชอบของกลุ่มฮูตี แต่มีการออกแจ้งเตือนภัยด้านความมั่นคงแก่ประชาชนในเมืองยันบูและเมืองจีซานตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันเสาร์

นอกจากนี้ กลุ่มฮูตีได้กล่าวถึงการที่ซาอุดีอาระเบียเปิดการโจมตีทางอากาศใส่ท่าเรือโฮเดดาห์ (Hodeidah) ของเยเมนเมื่อวันศุกร์ว่า เป็นการยืนยันถึง “ความมุ่งมั่นของศัตรูอย่างซาอุดีอาระเบียที่จะปิดล้อมประชาชนของเราต่อไป รวมถึงเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศเรา”

“ศัตรูผู้ก่ออาชญากรรมนี้จะไม่ได้รับสิ่งใดจากเรา นอกจากการต่อต้านและการเผชิญหน้าจากจุดยืนอันชอบธรรมของเรา” แถลงการณ์ของฮูตีระบุเสริม พร้อมย้ำว่ามาตรการปิดล้อมเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือของซาอุดีอาระเบียที่ประกาศไว้เมื่อต้นสัปดาห์นั้น “ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่”

“เราไม่ลังเลที่จะขยายขอบเขตปฏิบัติการและยกระดับความเคลื่อนไหวของเรา โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงและไม่กี่วันข้างหน้า” แถลงการณ์ทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เล่นมุกใส่สื่อ แต่ถูกวิจารณ์ยับ หลังลั่นกลางงานทำเนียบขาว “ที่นี่รวมคนเกลียดทรัมป์มากที่สุด”

ทรัมป์เล่นมุกใส่สื่อ แต่ถูกวิจารณ์ยับ หลังลั่นกลางงานทำเนียบขาว "ที่นี่รวมคนเกลียดทรัมป์มากที่สุด"

25 ก.ค. 2569 12:41 น.

ทรัมป์เล่นมุกใส่สื่อ แต่ถูกวิจารณ์ยับ หลังลั่นกลางงานทำเนียบขาว “ที่นี่รวมคนเกลียดทรัมป์มากที่สุด”

โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกวิจารณ์ยับ หลังขึ้นเวทีเล่นมุกแซวสื่อกลางงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ลั่นที่นี่รวมคน “เป็นโรคเกลียดทรัมป์” มากที่สุด

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นร้อน หลังขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว (WHCA) เมื่อคืนวันศุกร์ (24 ก.ค.) โดยตั้งใจใช้เวทีนี้หยอกล้อและเหน็บแนมสื่อมวลชน แต่กลับถูกวิจารณ์ว่า “มุกแป้ก” “ไม่ตลก” และ “น่าเบื่อ” จนกลายเป็นกระแสในสื่อและโลกออนไลน์

แม้งานดังกล่าวจะมีธรรมเนียมให้ผู้นำสหรัฐฯ และสื่อมวลชนล้อเลียนกันอย่างมีอารมณ์ขัน แต่หลายฝ่ายมองว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมง เต็มไปด้วยการโจมตีสื่อและคู่แข่งทางการเมือง มากกว่าการสร้างเสียงหัวเราะ

โดยหนึ่งในประโยคที่กลายเป็นไวรัลคือ “ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ที่รวมคนเป็น ‘Trump Derangement Syndrome’ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ซึ่งคำว่า Trump Derangement Syndrome เป็นคำที่ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์ใช้เรียกผู้ที่ต่อต้านหรือวิจารณ์เขาอย่างรุนแรง โดยเปรียบเปรยว่าคนเหล่านั้นหมกมุ่นกับการเกลียดทรัมป์จนสูญเสียการใช้เหตุผล

ทรัมป์ยังพูดติดตลกว่า “บางครั้งผมก็คิดจริง ๆ ว่าพวกคุณบางคนไม่ชอบผม” และแซวว่า “เมื่อผมเลิกเล่นการเมือง พวกคุณคงจนกันหมด” พร้อมเรียกสื่อบางแห่งว่า “Fake News” 

แม้ทรัมป์ตั้งใจเล่นมุก แต่สื่ออเมริกันหลายสำนัก รวมถึงผู้ที่อยู่ในงาน มองว่าการแสดงครั้งนี้ แทบไม่มีจังหวะที่เรียกเสียงหัวเราะได้ หลายช่วงห้องจัดงานเงียบกว่าที่คาดไว้ และหลังจบงาน นักข่าว ผู้ดำเนินรายการ และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากต่างวิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ฝืด ที่สุดของงาน WHCA

สำนัก CNN ถึงกับวิเคราะห์ว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่ามุกตลก คือการที่สื่อสามารถวิจารณ์ประธานาธิบดีได้อย่างเปิดเผยผ่านทั้งรายการโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนหลัก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวยกย่องเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี ที่ช่วยหยุดมือปืนในเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน พร้อมประณามความรุนแรงทางการเมือง 

แต่หลังจากนั้น เขาก็กลับมาเล่นมุกอีกครั้ง โดยแซวแขกในงานว่า หลายคนไม่ยอมใส่เสื้อเกราะกันกระสุน เพราะ ยอมตายดีกว่าดูอ้วนขึ้นอีก 20 ปอนด์ ซึ่งเป็นอีกประโยคที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากงานจัดขึ้นหลังเกิดเหตุคนร้ายพยายามบุกยิงในงานเดียวกันเมื่อ 3 เดือนก่อน.

ที่มา : CNN

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

25 ก.ค. 2569 12:12 น.

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในมณฑลเอสเซกซ์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ หลังเปลวเพลิงลุกลามไปยังพื้นที่เก็บปุ๋ย ส่งผลให้ต้องประกาศเหตุฉุกเฉินและอพยพครั้งใหญ่ 

สำนักงานดับเพลิงและกู้ภัยมณฑลเอสเซกซ์ ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณถนน Southend Road ใกล้หมู่บ้าน Rettendon ทางตอนใต้ของเมืองเชล์มสฟอร์ด ก่อนระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 100 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์

ระหว่างการปฏิบัติงาน เปลวเพลิงได้ลุกลามไปยังอาคารที่เก็บปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงระเบิดทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของเอสเซกซ์ได้ยินเสียงและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

เดฟ บอนด์ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานดับเพลิงฯ กล่าวว่าขณะเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน ปุ๋ยที่อยู่ภายในอาคารแห่งหนึ่งเกิดระเบิด ทำให้ประชาชนทั่วทั้งมณฑลรายงานว่าได้ยินเสียงและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

เขายืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ต้องประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งใหญ่ แต่ในขณะนี้ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อประชาชนในวงกว้าง และเจ้าหน้าที่ทุกคนในพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่ประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับการอพยพออกจากพื้นที่แล้ว

คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นวินาทีที่เกิดลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งขึ้นจากโรงงาน ท่ามกลางประชาชนที่รีบวิ่งหนีออกจากพื้นที่ ขณะที่พยานหลายคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า เสียงระเบิดดังเหมือนระเบิดลูกใหญ่และคล้ายเสียงโซนิกบูมที่สามารถได้ยินจากระยะไกล

ไฟไหม้ยังสร้างความเสียหายให้กับอาคารหลายหลังและยานพาหนะที่อยู่ภายในพื้นที่การเกษตรใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าไฟอาจยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องไปจนถึงวันเสาร์

ทางการยังขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกลุ่มควันจำนวนมากที่ลอยปกคลุมพื้นที่

ด้านหน่วยรถพยาบาล East of England Ambulance Service เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมรับมือเหตุอันตราย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติการในพื้นที่ด้วย

จนถึงช่วงค่ำวันศุกร์ ยังไม่มีการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า แม้จะยังมีควันจำนวนมาก แต่สามารถจำกัดวงเพลิงไว้ได้แล้ว และจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป.

ที่มา : BBC

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

25 ก.ค. 2569 10:29 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” เพื่อให้รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศได้ หากกรุงโตเกียวได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ โดยร่างกฎหมายผ่านด้วยคะแนนเฉียดฉิว 123 ต่อ 121 เสียง

วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบและประกาศใช้ร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” (Secondary Capital) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่กรุงโตเกียวไม่สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศได้จากภัยพิบัติครั้งใหญ่

โดยร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 123 ต่อ 121 เสียง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้รัฐบาลคัดเลือกจังหวัดที่มีความเหมาะสมให้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานของรัฐบาลในยามฉุกเฉิน โดยจะพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และความพร้อมในการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษในลักษณะเดียวกับ 23 เขตของกรุงโตเกียว

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการพิเศษของวุฒิสภายังผ่านมติเพิ่มเติมกำหนดให้รัฐบาลเตรียมมาตรการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งท้องถิ่นซ้อนทับกับการทำประชามติ หากมีการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษตามกฎหมายฉบับนี้ในอนาคต.

ที่มา NHK

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

25 ก.ค. 2569 09:16 น.

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

เรือของหน่วยตำรวจน้ำอังกฤษพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ส่งผลให้ตำรวจ 5 นายได้รับบาดเจ็บ และหลายคนกระเด็นตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ ท่ามกลางความตกใจของนักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมาก

ตำรวจนครบาลลอนดอนเปิดเผยว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือของหน่วยตำรวจน้ำ หรือ Marine Policing Unit พุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งอยู่ใกล้อาคารรัฐสภาอังกฤษและหอนาฬิกาบิ๊กเบน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่หลายนายตกลงไปในแม่น้ำ ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเรือที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างปลอดภัย 

เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งให้การรักษาผู้บาดเจ็บบนเรือยาง ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ตำรวจบินวนเหนือพื้นที่เกิดเหตุ และมีรถพยาบาล รถดับเพลิง รวมถึงหน่วยกู้ภัยหลายหน่วยเข้าปฏิบัติการ ส่งผลให้สะพานเวสต์มินสเตอร์ต้องปิดการจราจรชั่วคราว และมีประชาชนจำนวนมากมามุงดูเหตุการณ์ ก่อนที่ตำรวจจะกันพื้นที่ออกจากจุดเกิดเหตุ 

ต่อมาตำรวจนครบาลลอนดอนระบุว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 4 นายยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส แต่คาดว่าจะรอดชีวิต ส่วนอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง ขณะที่ไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 

เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันสาเหตุของอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม พยานหลายคนให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นเรือตำรวจ 2 ลำแล่นด้วยความเร็วสูง และได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่เรือลำหนึ่งจะพุ่งชนฐานสะพาน โดยพยานบางรายเชื่อว่าเรือลำหลังอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นที่เรือลำหน้าแล่นผ่าน จนเสียการควบคุมและชนเข้ากับสะพาน แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ 

สื่อหลายสำนักรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุเรือตำรวจกำลังเดินทางไปในภารกิจกู้ภัย หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ ก่อนประสบอุบัติเหตุเสียเอง 

ด้านสำนักงานท่าเรือลอนดอน ระบุว่า ได้เข้าช่วยบริหารจัดการการสัญจรทางน้ำร่วมกับตำรวจนครบาลและหน่วยยามฝั่ง พร้อมยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่ ขณะที่ตำรวจนครบาลยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบและทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง.

ที่มา : AP

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

25 ก.ค. 2569 08:56 น.

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

SpaceX ทดสอบจรวด Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ โดยสามารถปล่อยดาวเทียม Starlink V3 รุ่นใหม่จำนวน 20 ดวงขึ้นสู่อวกาศตามแผน เตรียมให้ Starship เข้าสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

จรวด Starship ซึ่งมีความสูงราว 122 เมตร หรือประมาณตึก 40 ชั้น ถูกปล่อยขึ้นจากฐานปล่อยจรวดในรัฐเท็กซัส เมื่อเวลาประมาณ 18.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภารกิจครั้งนี้มีการนำดาวเทียม Starlink V3 จำนวน 20 ดวงขึ้นไปทดสอบ โดยดาวเทียมรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นเดิม ทั้งด้านแบนด์วิดท์และความเร็วอินเทอร์เน็ต หลังจากเชื่อมต่อกับเครือข่าย Starlink ได้สำเร็จ ดาวเทียมทั้งหมดก็เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกตามวิถีที่กำหนดและเผาไหม้จนหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทดสอบ

ระหว่างการบิน กล้องที่ติดตั้งบนตัวจรวดสามารถบันทึกภาพโลกจากระดับความสูงราว 190 กิโลเมตร พร้อมภาพพายุฝนฟ้าคะนองและสายฟ้าที่ปรากฏอยู่เบื้องล่าง ขณะที่วิศวกรของ SpaceX ที่ศูนย์ปฏิบัติการในเมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย ต่างส่งเสียงเชียร์ทุกช่วงสำคัญของภารกิจ และมีการตะโกนว่า “สหรัฐอเมริกา” เพื่อแสดงความยินดี

เที่ยวบินครั้งนี้ยังเป็นการทดสอบ Starship รุ่นใหม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อแผนระยะยาวของ SpaceX ไม่ว่าจะเป็นการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Starlink การส่งนักบินอวกาศขององค์การนาซาไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2028 รวมถึงการนำส่งดาวเทียมประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวนหลายพันดวงขึ้นสู่วงโคจรในอนาคต

หลังใช้เวลาปฏิบัติภารกิจประมาณ 1 ชั่วโมง Starship ได้กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยแผ่นป้องกันความร้อน ได้รับความเสียหายน้อยกว่าการทดสอบครั้งก่อน ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญสู่เป้าหมายของ อีลอน มัสก์ ที่ต้องการให้จรวดสามารถบินและกลับมาลงจอดได้เป็นประจำเช่นเดียวกับเครื่องบิน

ตัวจรวดส่วนบนได้จุดเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อปรับทิศทางก่อนลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นการจำลองการลงจอดในภารกิจจริงที่ตั้งเป้าจะให้ลงจอดบนพื้นดินในรัฐเท็กซัสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การทดสอบไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด โดยจรวดบูสเตอร์ Super Heavy ซึ่งเป็นจรวดขั้นแรก ไม่สามารถกลับลงสู่โลกได้ตามแผน หลังจากเครื่องยนต์ 5 เครื่องไม่สามารถจุดติดอีกครั้งเพื่อชะลอความเร็ว ทำให้พุ่งกระแทกอ่าวเม็กซิโกด้วยความเร็วสูงกว่าที่คาดไว้

แดน ฮูโอต์ โฆษกของ SpaceX กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าให้บูสเตอร์ลงสู่ผิวน้ำอย่างนุ่มนวล แต่ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่ายังคงมีความเร็วเหลืออยู่มากในช่วงก่อนสัมผัสน้ำ

ก่อนหน้านี้ในการทดสอบเมื่อเดือนพฤษภาคม เครื่องยนต์ของบูสเตอร์ก็เคยจุดติดไม่ครบเช่นกัน ส่งผลให้ตกกระแทกอ่าวเม็กซิโกในลักษณะใกล้เคียงกัน

SpaceX ตั้งเป้าว่า ภายในสิ้นปี 2026 จะเริ่มใช้จรวด Starship ในการส่งดาวเทียม Starlink V3 จำนวนมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายให้เพียงพอสำหรับการให้บริการ Direct-to-Cell หรือการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือทั่วไปเข้ากับดาวเทียมได้โดยตรง แม้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์มือถือบนพื้นดิน.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

25 ก.ค. 2569 07:10 น.

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวที่กลับมาจัดใหม่ หลังเลื่อนเพราะเหตุกราดยิงเมื่อเดือนเมษายน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน  

วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว (White House Correspondents’ Dinner) ที่เลื่อนมาจากเดือนเมษายน เนื่องจากเหตุกราดยิง ได้กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งในคืนวันศุกร์ ที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนสถานที่และช่วงเวลาจัดงาน พร้อมลดจำนวนผู้เข้าร่วมและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยประธานาธิบดีได้เข้าร่วมงานและมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังตึงเครียด หลังรัฐบาลของเขาเดินหน้าใช้มาตรการหลายอย่างที่ถูกมองว่าเพิ่มแรงกดดันต่อสื่ออิสระ

นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า สุนทรพจน์ของทรัมป์จะมีทั้งเนื้อหาที่สร้างความเป็นเอกภาพและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด ควบคู่กับอารมณ์ขัน พร้อมยืนยันว่าจะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าติดตาม

ด้านสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ระบุว่า ตัวแทนสื่อจะขึ้นกล่าวย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ โดยมีทรัมป์นั่งรับฟังอยู่ภายในงาน ขณะที่นักอ่านใจและนักมายากลชื่อดัง ออซ เพิร์ลแมน รับหน้าที่เป็นผู้แสดงหลักของค่ำคืนนี้

อย่างไรก็ตาม บุคคลสำคัญหลายคนไม่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้แก่ นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าติดภารกิจด้านกำหนดการ

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม นายพีต เฮกเซธ รักษาการอัยการสูงสุด นายทอดด์ บลานช์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และนายแคช พาเทล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอีกหลายคน เข้าร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเป็นธรรมเนียมสำคัญของกรุงวอชิงตันมาหลายทศวรรษ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าเป็นเวทีที่ผู้บริหารสื่อ บรรณาธิการ ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาพบปะกัน แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีท่าทีมองสื่อเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม