หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

2 มี.ค. 2569 11:32 น.

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในช่วงบ่ายวันนี้ (2 มี.ค.) เพื่อประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง ว่า  สถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน รวมถึงหอการค้าไทย เข้าหารือเพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวม และกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน

สำหรับความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซนั้น ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ไม่ว่าจะในลักษณะปิดช่องแคบหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ทำให้บริษัทพลังงานและเรือบรรทุกน้ำมันชะลอการขนส่ง จะก่อให้เกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ

ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันหลักจากเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันผ่านฮอร์มุซในสัดส่วนสูง หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายพจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า จากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันทีและมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งจะสะท้อนผ่านต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง

2. การขนส่งสินค้าไปยังอ่าวเปอร์เซียเผชิญ War Risk Premium ผู้ส่งออกที่มีปลายทางในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเผชิญกับการเรียกเก็บ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” (War Risk Premium) เพิ่มเติมจากสายเรือและบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นทราบมาว่า สูงขึ้นประมาณ 50% 

3. การส่งออกไปตะวันออกกลางอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว ในระยะสั้น สายเรือบางส่วนอาจชะลอการรับจองตู้สินค้าไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือปรับตารางเดินเรือใหม่ หากจำเป็นต้องขนส่งจริง ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการบริหารสต็อกสินค้าและกระแสเงินสด

4. การส่งออกไปยุโรปยังเผชิญต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางไปยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ได้ปรับอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนหน้าแล้วจากความตึงเครียดในทะเลแดง แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทางและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และสินค้าหากจะต้องปรับอ้อม เพื่อการขนส่งไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่จะกระทบต่อระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งรวมไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน โดยกระทบต่อการวางแผนตู้ขนส่งสินค้าไปกลับอีกด้วย

หากเกิดสถานการณ์ที่ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นพร้อมกับค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และต้นทุนพลังงาน พร้อมเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น

ผลกระทบต่อการเดินทางและความเชื่อมั่น

โดยสายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่แค่พื้นที่ตะวันออกกลาง แต่ยังกระทบไปยังยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออกด้วย ส่งผลให้เวลาเดินทางยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจที่มีการติดต่อกับภูมิภาคดังกล่าวควรติดตามประกาศด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของฝั่งยุโรปด้วย จะทำให้กระทบต่อการเดินทางของทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

สำหรับแนวทางของภาครัฐ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้ง รองนายกฯเอกนิติ และคุณศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในมิติพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง  และในวันนี้ ภาคเอกชนคงจะเสนอ ขอให้ภาครัฐ เร่งมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่น มาตรการเสริมสภาพคล่อง SME ของออมสินผ่านธนาคารพาณิชย์ Reinvent Thailand รวมถึงการทำงานเป็นทีมของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายทางการเงินและการคลัง รวมถึงความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเศรษฐกิจ ทั้ง คลัง เกษตร, พาณิชย์ เป็นต้น เสริมกับกระทรวงต่างประเทศที่เน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจตามที่ได้หารือกับภาคเอกชนก่อนหน้านี้

นายพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนระดับสูง ภาคธุรกิจควรเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ พร้อมจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ (Scenario Planning) และรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ แม้สถานการณ์จะสร้างความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในบางภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น

“หอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน” ดร.พจน์กล่าว

หอการค้าไทยขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และร่วมกันรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง

อิสราเอลถล่มเลบานอน ตอบโต้ “ฮิซบอลเลาะห์” ยิงขีปนาวุธแก้แค้นแทนผู้นำสูงสุดอิหร่าน

อิสราเอลถล่มเลบานอน ตอบโต้ "ฮิซบอลเลาะห์" ยิงขีปนาวุธแก้แค้นแทนผู้นำสูงสุดอิหร่าน

2 มี.ค. 2569 10:49 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอน ตอบโต้ “ฮิซบอลเลาะห์” ยิงขีปนาวุธแก้แค้นแทนผู้นำสูงสุดอิหร่าน

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเลบานอน รวมถึงกรุงเบรุต หลังเฮซบอลเลาะห์ยิงจรวดและโดรนใส่อิสราเอล อ้างตอบโต้การสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน ด้านนายกรัฐมนตรีเลบานอนประณามการกระทำ “ไร้ความรับผิดชอบ” หวั่นประเทศถูกลากเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ในช่วงเช้ามืดวันนี้ (2 มี.ค.) กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์เริ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทั่วเลบานอน รวมถึงในกรุงเบรุต โดยผู้สื่อข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหลายครั้งทั่วเมือง ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดและโดรนเข้าใส่พื้นที่ของอิสราเอล ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อพฤศจิกายน 2024 เป็นครั้งแรก

อิสราเอลระบุว่าได้ใช้การโจมตีที่แม่นยำต่อเป้าหมายที่เป็นสมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทั้งในเขตเบรุตและทางตอนใต้ของเลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาประกาศความรับผิดชอบต่อการโจมตีอิสราเอลในครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการล้างแค้นให้แก่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่เสียชีวิตในกรุงเตหะรานจากการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮิซบอลเลาะห์เคยระบุว่า หากมีการโจมตีอิหร่านในวงจำกัดทางกลุ่มอาจจะไม่แทรกแซง แต่การสังหารผู้นำสูงสุดถือเป็น “เส้นตาย” ที่ยอมไม่ได้ นอกจากนี้ทางกลุ่มยังอ้างว่าการโจมตีครั้งนี้ทำไปเพื่อปกป้องชาวเลบานอนจากการรุกรานซ้ำซากของอิสราเอลด้วย

โฆษกกองทัพอิสราเอลได้ออกประกาศผ่าน X เตือนให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองและหมู่บ้านกว่า 50 แห่งทางตอนใต้และตะวันออกของเลบานอนซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์อพยพออกจากบ้านเรือนทันที โดยให้ไปอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งห่างจากหมู่บ้านอย่างน้อย 1,000 เมตร เพื่อความปลอดภัย

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่าเกิดเหตุการณ์ “อพยพครั้งใหญ่” ในเขตชานเมืองทางใต้ของเบรุตและพื้นที่ภาคใต้ โดยภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักเนื่องจากประชาชนจำนวนมากพยายามขับรถหนีออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

ด้านนายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลาม แห่งเลบานอน ได้ออกมาตำหนิการกระทำของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ว่า “ไร้ความรับผิดชอบ” พร้อมระบุว่าการยิงจรวดใส่อิสราเอลเป็นการสร้างเงื่อนไขให้อิสราเอลมีข้ออ้างในการโจมตีเลบานอนต่อไป และเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

นายกฯ ซาลาม ให้คำมั่นว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำผิดและปกป้องประชาชนชาวเลบานอน พร้อมทั้งเรียกประชุมฉุกเฉินในวันนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเลบานอนพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ดึงประเทศเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาค

ส่วนสถานการณ์ล่าสุด อิสราเอลยืนยันว่าขีปนาวุธส่วนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ตกในพื้นที่เปิด และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตฝั่งอิสราเอลในขณะนี้ กองทัพอิสราเอลย้ำว่าฮิซบอลเลาะห์ต้องรับผิดชอบต่อการยกระดับความรุนแรงในครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ ความขัดแย้งครั้งนี้ลุกลามมาจากการที่สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านเข้าใส่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่.

ที่มา AFP

อิหร่านเริ่มไว้ทุกข์ 40 วัน ให้กับ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

อิหร่านเริ่มไว้ทุกข์ 40 วัน ให้กับ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี"

2 มี.ค. 2569 10:28 น.

อิหร่านเริ่มไว้ทุกข์ 40 วัน ให้กับ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”

รัฐบาลอิหร่านประกาศหยุดราชการ 7 วัน ควบคู่ไว้ทุกข์ 40 วัน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนประณามเป็น การก่ออาชญากรรมครั้งใหญ่ 

วันที่ 2 มีนาคม 2569 รัฐบาลอิหร่านประกาศเริ่มช่วงไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน ภายหลังการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด จากการโจมตีของสหรัฐฯ และ อืเราเอล โดยรายงานระบุว่า การโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงหลายราย รวมถึงบุตรสาว บุตรเขย และหลานของคาเมเนอี นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดต่อโครงสร้างผู้นำอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 2522 

ด้านประธานาธิบดีอิหร่าน ออกแถลงการณ์ผ่านสำนักงาน ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อาชญากรรมครั้งใหญ่” พร้อมประกาศหยุดราชการ 7 วัน ควบคู่กับช่วงไว้ทุกข์ 40 วันทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงเตหะรานว่า ประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลออกสู่ท้องถนนหลังทราบข่าวการเสียชีวิตของคาเมเนอี โดยคาดว่าจะมีพิธีไว้อาลัยจัดขึ้นในหลายพื้นที่ แม้ยังคงมีการทิ้งระเบิดต่อเนื่องในบางเมือง ขณะที่รายงานการชุมนุมประณามการสังหารผู้นำสูงสุดในเมืองชีราซ ยาซูจ และลอเรสถาน ขณะที่ภาพจากสื่อทางการเผยให้เห็นผู้สนับสนุนจำนวนมากร่วมไว้อาลัยที่มัสยิดอิหม่ามเรซา เมืองมัชฮัด บางรายร้องไห้และเป็นลมด้วยความโศกเศร้า

แรงสะเทือนจากเหตุการณ์ยังลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรัก ซึ่งประกาศไว้ทุกข์ 3 วัน โดยในกรุงแบกแดด ผู้ประท้วงรวมตัวในเขตกรีนโซน พื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐบาลและสถานทูตต่างประเทศ และมีรายงานเผชิญหน้ากับกองกำลังความมั่นคง บางส่วนพยายามเคลื่อนขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐฯ พร้อมปิดกั้นการจราจรบริเวณวงเวียนใกล้ทางเข้าเขตกรีนโซน

สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดอย่างหนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในตะวันออกกลาง.

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

2 มี.ค. 2569 10:11 น.

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการจัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศไว้แล้ว โดยจะมีการประสานสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ประเมินระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือภายใต้ 3 กรอบภารกิจคือ ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมถึงระบบการแพทย์ทางไกล, ดูแลผู้เดินทางกลับประเทศในมิติทางกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ จัดให้มีโรงพยาบาลรับส่งต่อ ทั้งทางกายและสุขภาพจิต

ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จะใช้แนวทางที่เคยดำเนินการเมื่อปี 2566 คือ 1.คัดกรองสุขภาพทางกาย โดยกรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมือง และ บน.6 ดอนเมือง (กองทัพอากาศ) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองดูแลสนามบินอู่ตะเภา 2.คัดกรองโรค โดยกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ดูแล 3 สนามบิน และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลสนามบินอู่ตะเภา 3.คัดกรองสุขภาพจิต โดยกรมสุขภาพจิตดูแลใน 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลสนามบินอู่ตะเภา 4.โรงพยาบาลรับส่งต่อโดยสถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต และ 5.การดูแลสุขภาพต่อเนื่อง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการดูแลคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จะผ่านจุดตรวจสุขภาพ/คัดกรองโรคก่อน กรณีบาดเจ็บจะส่งตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์ กรณีอาการผิดปกติโรคติดเชื้อ จะเก็บตัวอย่างส่งตรวจ โดยมีสถาบันบำราศนราดูร เตรียมห้องพักรองรับ กรณีไม่มีอาการผิดปกติ จะเข้าสู่การประเมินสุขภาพจิตและเยียวยาจิตใจ ก่อนประสานกรมการจัดหางานดูแลสิทธิประโยชน์/สิทธิแรงงานไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความช่วยเหลือด้านสังคมและเดินทางกลับภูมิลำเนา.

สลด กราดยิงในบาร์เท็กซัส-โอไฮโอ ดับ 3 ศพ เจ็บ 20 ราย ตร.เร่งสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย

สลด กราดยิงในบาร์เท็กซัส-โอไฮโอ ดับ 3 ศพ เจ็บ 20 ราย ตร.เร่งสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย

2 มี.ค. 2569 09:45 น.

สลด กราดยิงในบาร์เท็กซัส-โอไฮโอ ดับ 3 ศพ เจ็บ 20 ราย ตร.เร่งสอบความเชื่อมโยงก่อการร้าย

เกิดเหตุกราดยิงในบาร์ 2 แห่งที่สหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส มือปืนสวมเสื้อมีข้อความพาดพิงศาสนา ตร.เร่งสอบเป็นก่อการร้าย อีกแห่งที่รัฐโอไฮโอ ยังไม่แน่ใจเอี่ยวความโกรธแค้นสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านหรือไม่  

วันที่ 2 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงบริเวณหน้า “บัฟฟอร์ดส์”  ร้านเบียร์การ์เดน ย่านบันเทิงในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ รวมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ และยังมีผู้บาดเจ็บ 14 ราย ในจำนวนนี้ 3 รายอาการสาหัส

ตำรวจเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจในย่านอีสต์ซิกซ์สตรีท ได้รับแจ้งเหตุชายใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนบริเวณเวสต์ซิกซ์สตรีท เมื่อไปถึงพบชายต้องสงสัยใช้อาวุธปืน ก่อนเผชิญหน้าและยิงตอบโต้ ทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยคนร้ายขับรถเอสยูวีคันใหญ่ เปิดไฟฉุกเฉิน ลดกระจกลงแล้วใช้ปืนพกยิงใส่ผู้คนที่นั่งอยู่บริเวณลานหน้าร้าน จากนั้นจอดรถหยิบปืนไรเฟิลลงมาเดินย้อนกลับไปยังร้าน ก่อนถูกตำรวจ 3 คนเข้าสกัดและยิงวิสามัญ

เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถไม่พบวัตถุระเบิด แต่เอฟบีไอ ระบุว่า พบคนร้ายสวมเสื้อที่มีข้อความ “Property of Allah” หรือทรัพย์สินของอัลเลาะห์ และข้อบ่งชี้บางประการที่อาจเชื่อมโยงกับ การก่อการร้าย แม้การสอบสวนยังอยู่ในระยะต้น และยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

วันเดียวกัน ยังเกิดเหตุกราดยิงอีกกรณีที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ บริเวณถนนเคลล็อกก์ อเวนิว เจ้าหน้าที่ตำรวจและดับเพลิงเข้าระงับเหตุหลังรับแจ้งเหตุผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เบื้องต้นมีรายงานผู้ถูกยิง 13 คน ก่อนยืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีผู้บาดเจ็บ 9 คน ทั้งหมดอาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ตำรวจซินซินเนติอยู่ระหว่างตรวจสอบที่เกิดเหตุและสืบสวนหาสาเหตุ โดยปิดการจราจรบริเวณดังกล่าวทุกทิศทางระหว่างดำเนินการสอบสวน.

ปิดแล้วหรือยังไม่ปิด? จับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

ปิดแล้วหรือยังไม่ปิด? จับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

2 มี.ค. 2569 09:43 น.

ปิดแล้วหรือยังไม่ปิด? จับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก

ทั่วโลกต่างจับตาช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานของโลก หวั่นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จะส่งผลให้มีการปิดช่องแคบอีกครั้ง แม้อิหร่านจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการก็ตาม

หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เตหะรานได้ประกาศผ่านวิทยุสื่อสารถึงเรือในพื้นที่ว่า ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ปิดเส้นทางการเดินเรือดังกล่าวแล้ว ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว อัลจาซีราว่า ในขณะนี้ประเทศของเขาไม่มีความประสงค์ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และไม่มีแผนการที่จะกระทำการใดๆ ที่จะเป็นการขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าวในระยะนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ แต่มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดเพลิงไหม้บนเรือดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้แต่ละประเทศต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ หรือหยุดเดินเรือบางส่วน ทำให้สถานการณ์ใกล้เคียงกับการปิดช่องแคบไปโดยปริยาย

ทำไม “ช่องแคบฮอร์มุซ” จึงสำคัญต่อโลก?

ช่องแคบฮอร์มุซ คือทางออกแคบ ๆ ของอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลเปิด แม้เส้นทางเดินเรือจะกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ แต่เป็นคอขวดพลังงานโลก เพราะเรือที่ผ่านจุดนี้ขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก

นอกจากน้ำมันแล้ว ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปุ๋ยคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการค้าปุ๋ยโลกก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวในพื้นที่ส่งแรงสะเทือนไปยังตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกทันที

ปิดจริงหรือแค่ “ปิดโดยพฤตินัย”?

แม้การปิดทางกายภาพ จะทำได้ยาก เพราะมีฐานทัพเรือสหรัฐประจำการจำนวนมากในภูมิภาค แต่วิธีที่อิหร่านสามารถทำได้จริงคือการวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ ซึ่งถือเป็นการยกระดับรุนแรงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องประกาศปิดอย่างเป็นทางการ หากระดับความเสี่ยงสูงขึ้น บริษัทเดินเรือก็อาจหยุดวิ่งเอง ขณะนี้บริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น Hapag-Lloyd และ CMA CGM ได้ระงับการผ่านช่องแคบและสั่งให้เรือหลบภัยแล้ว

โดยข้อมูลติดตามเรือแสดงให้เห็นว่า การจราจรทางทะเลในพื้นที่ลดลง เรือจำนวนมากทอดสมอรออยู่หรือเปลี่ยนเส้นทาง ขณะที่ศูนย์ UKMTO ของสหราชอาณาจักรเตือนถึงความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดหรือการระบุเป้าผิด

ผลกระทบพลังงาน–เศรษฐกิจโลก

ประเทศปลายทางหลักของน้ำมันและก๊าซจากฮอร์มุซ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอินเดียที่นำเข้าน้ำมันดิบราวครึ่งหนึ่งผ่านเส้นทางนี้ ได้เริ่มแผนฉุกเฉินด้านพลังงานแล้ว

แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีท่อส่งน้ำมันที่หลีกเลี่ยงฮอร์มุซได้ แต่กำลังสำรองรวมกันเพียงราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณปกติ

นักวิเคราะห์คาดว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดยืดเยื้อ ขณะที่ โอเปก พยายามเพิ่มกำลังผลิตเล็กน้อยเพื่อพยุงตลาด แต่ตัวเลือกมีจำกัด ผลกระทบจึงสะท้อนถึงผู้บริโภคโดยตรง ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในวงกว้าง

ความเสี่ยงการยกระดับขั้นรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า หากเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกจม จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมร้ายแรงและอาจทำให้การเดินเรือหยุดชะงักเป็นเวลานาน

ที่ผ่านมาการปิดฮอร์มุซถูกมองว่าไม่น่าเกิดขึ้น เพราะจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเอง แต่เมื่อเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอลถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบ ต้นทุนทางเศรษฐกิจอาจถูกนำมาคำนวณใหม่โดยผู้นำในเตหะราน.

ที่มา : The Independent

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

2 มี.ค. 2569 08:59 น.

ทรัมป์ชี้ สู้รบอิหร่านอาจยืดเยื้อถึง 1 เดือน ลั่นจะล้างแค้นให้ทหารสหรัฐที่เสียชีวิต

ทรัมป์ระบุ การสู้รบกับอิหร่านอาจยืดเยื้อราว 4 สัปดาห์ พร้อมประกาศจะล้างแค้นให้ทหารอเมริกัน 3 นายที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารล่าสุด โดยยอมรับว่าอาจสูญเสียเพิ่มก่อนสถานการณ์จะยุติ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าการสู้รบกับอิหร่านอาจยืดเยื้อราว 4 สัปดาห์ หรือเกือบ 1 เดือน พร้อมประกาศจะล้างแค้นให้ทหารอเมริกัน 3 นายที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งแรกของสหรัฐในความขัดแย้งรอบนี้  โดยเขายอมรับว่า น่าเศร้าที่อาจมีความสูญเสียเพิ่มเติมก่อนสถานการณ์จะยุติ แต่ยืนยันว่าอเมริกาจะตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุด

ท่าทีดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ มีขึ้นหลังวอชิงตันประกาศทำลายกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ขณะที่ อิสราเอล ระบุว่าปฏิบัติการร่วมได้สร้างความเสียหายรุนแรง ต่อโครงสร้างบัญชาการของเตหะราน ภายหลังการสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

กองทัพสหรัฐระบุว่า เครื่องบินและเรือรบอเมริกันได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 จุด นับตั้งแต่ทรัมป์สั่งเปิดฉากปฏิบัติการเต็มรูปแบบ โดยรวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 ที่ทิ้งระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ใส่ฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินที่เสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

ทรัมป์ยังอ้างว่า ผู้นำอิหร่าน 48 คนถูกสังหาร และกองทัพสหรัฐเริ่มจมกองทัพเรืออิหร่าน ทำลายเรือรบแล้ว 9 ลำ และกำลังจัดการที่เหลือ

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐ เปิดเผยว่า ทหารอเมริกัน 3 นายเสียชีวิต และอีก 5 นายบาดเจ็บสาหัสจากปฏิบัติการในอิหร่าน โดยเหตุเกิดที่ฐานทัพในคูเวต

สถานการณ์ลุกลามเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแม้จะไม่มีการประกาศปิดอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีจากอิหร่านที่พร้อมโจมตีเรือน้ำมันที่แล่นเข้ามาก็เหมือนการปิดเส้นทางไปโดยปริยาย ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก เมืองหลักในอ่าว เช่น ดูไบ, อาบูดาบี และ โดฮา เผชิญการโจมตีทางอากาศ ขณะที่สายการบินทั่วโลกต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบินครั้งใหญ่

ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ชี้ว่า มีชาวอเมริกันเพียงราว 1 ใน 4 ที่สนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง หากฮอร์มุซปิดต่อเนื่องหลายวัน

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ระบุว่า ได้ตั้งคณะผู้นำชั่วคราวทำหน้าที่แทนผู้นำสูงสุดแล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี ส่งสัญญาณผ่านโซเชียลมีเดียว่า อิหร่านพร้อมสู้ต่อ แม้มีรายงานจากโอมานว่าเตหะรานเปิดทางลดความตึงเครียด

นักวิเคราะห์ชี้ว่า กลยุทธ์ของวอชิงตันและเทลอาวีฟอาจมุ่งไม่เพียงลดศักยภาพทางทหารอิหร่าน แต่รวมถึงการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกทั้งจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตเห็นต่างกันว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบ ด้วยการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

"เคียร์ สตาร์เมอร์" นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

2 มี.ค. 2569 07:47 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ลั่นไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน แต่เปิดฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้ทำลายขีปนาวุธ

“เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกฯ ของอังกฤษ ยืนยันลั่นไม่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เชื่อทางออกคือการเจรจา แต่อนุญาตสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษโจมตีเป้าหมายขีปนาวุธ พร้อมส่งเครื่องบินสกัดการโจมตี

วันที่ 2 มีนาคม 2569 นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แถลงว่า อังกฤษจะไม่เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน โดยอังกฤษไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่านในระยะแรก และจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีในเวลานี้  ย้ำว่า อังกฤษไม่ได้เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน แต่จะเดินหน้าปฏิบัติการเชิงป้องกันต่อไปในภูมิภาค  โดยเครื่องบินรบของกองทัพอากาศอังกฤษ ได้เข้าร่วมสกัดกั้นการโจมตีของอิหร่านในฐานะส่วนหนึ่งของปฏิบัติการป้องกัน พร้อมกล่าวว่า ทุกคนจำบทเรียนจากอิรักได้ และอังกฤษได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น  

อย่างไรก็ตาม อังกฤษได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษสำหรับโจมตีขีปนาวุธและแท่นยิงของอิหร่านได้ แม้ก่อนหน้านี้ อังกฤษเคยปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในดินแดนอังกฤษเพื่อโจมตีอิหร่าน แต่นายสตาร์เมอร์เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากการโจมตีของอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค 

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า อิหร่านกำลังดำเนินยุทธศาสตร์แบบเผาทุกสิ่งจนราบ โจมตีผลประโยชน์ของอังกฤษและพันธมิตรในภูมิภาค ดังนั้นวิธีเดียวที่จะยุติภัยคุกคาม คือการทำลายขีปนาวุธตั้งแต่ต้นทาง พร้อมย้ำว่าอังกฤษมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนของตนและพันธมิตร

คำแถลงของนายสตาร์เมอร์ มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าโจมตีเป้าหมายทั่วอิหร่านต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 3  โดยมุ่งทำลายฐานยิงขีปนาวุธและเรือรบของอิหร่าน ภายหลังการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี. 

ที่มา AP

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

2 มี.ค. 2569 04:25 น.

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

สื่อของอิหร่านเผยว่า มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้เคยเป็นประธานาธิบดีอิหร่าน 2 สมัย เสียชีวิตแล้วในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลกับสหรัฐฯ

สำนักข่าว ILNA ของอิหร่าน รายงานในวันที่ 1 มี.ค. 2569 ว่า นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่านระหว่างปี 2548-2556 ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ILNA ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่บ้านพักของอาห์มาดิเนจาดในย่านนาร์นัค (Narnak) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเตหะราน ส่งผลให้เขาและองครักษ์หลายคนเสียชีวิต

ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ เหตุโจมตีในย่านนาร์นัคมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในช่วงดึกของวันเสาร์

ทั้งนี้ ก่อนจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาดเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาบิล (Ardabil) และนายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน

ต่อมาหลังจากเขาเป็นผู้นำประเทศครบ 2 สมัยแล้ว อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (ในตอนนั้น) ก็แต่งตั้งอาห์มาดิเนจาดให้ดำรงตำแหน่งใน สภาวินิจฉัยความเหมาะสม ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาที่มีสมาชิกจำนวน 48 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่สำนักงานผู้นำสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : jpost

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

2 มี.ค. 2569 03:38 น.

ทรัมป์โว จมเรือรบอิหร่านแล้ว 9 ลำ ทำลายฐานกองทัพเรือเกือบหมด

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย กองทัพสหรัฐฯ ทำลายเรือรบของอิหร่านไปแล้ว 9 ลำ และทำลายฐานทัพเรือไปหลายแห่งแล้ว ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ฐานบัญชาการของ IRGC ถูกทำลายแล้ว

เมื่อ 1 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐอเมริกาได้จมเรือรบของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้ว 9 ลำ และได้ “ทำลาย” กองบัญชาการทหารเรือของอิหร่านไปเกือบทั้งหมด

“ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าเราได้ทำลายและจมเรือรบอิหร่านไป 9 ลำ บางลำมีขนาดใหญ่และสำคัญพอสมควร เรากำลังจัดการกับส่วนที่เหลือ – พวกมันจะไปลอยอยู่ก้นทะเลในไม่ช้าเช่นกัน!”

“ในการโจมตีอีกจุดหนึ่ง เราได้ทำลายกองบัญชาการทหารเรือของพวกเขาไปเกือบทั้งหมด” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และเสริมเชิงประชดประชันว่า “นอกเหนือจากนั้นแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาก็ยังคงสบายดีมากๆ!”

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศว่าได้ทำลายกองบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ไปแล้ว

“อเมริกาเป็นเจ้าของกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ IRGC ไม่มีกองบัญชาการอีกต่อไปแล้ว” CENTCOM ระบุ “IRGC สังหารชาวอเมริกันไปมากกว่า 1,000 คนในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ การโจมตีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้จัดการกับ ‘หัวงู’ เรียบร้อยแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , aljazeera