ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก บ.สื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่ ชดใช้ 11.9 ล้านบาทคดีหมิ่นประมาทรัฐมนตรี 2 คน

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก บ.สื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่ ชดใช้ 11.9 ล้านบาทคดีหมิ่นประมาทรัฐมนตรี 2 คน

15 ก.ค. 2569 09:53 น.

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก บ.สื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่ ชดใช้ 11.9 ล้านบาทคดีหมิ่นประมาทรัฐมนตรี 2 คน

ศาลสิงคโปร์สั่งบลูมเบิร์ก และผู้สื่อข่าวร่วมกันชดใช้กว่า 460,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังบทความเกี่ยวกับการซื้อขายคฤหาสน์ถูกตีความว่าเชื่อมโยงรัฐมนตรี 2 คนกับการฟอกเงินและการปกปิดธุรกรรม

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษาให้ “บลูมเบิร์ก” (Bloomberg) บริษัทสื่อธุรกิจการเงินรายใหญ่และนายโลว์ เต๋อเหว่ย ผู้สื่อข่าว ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 460,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ  11.9 ล้านบาท ให้แก่นาย เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ และนายตัน ซี เล้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในคดีหมิ่นประมาทจากบทความเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรู

คดีดังกล่าวมีที่มาจากบทความที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ในหัวข้อ “Singapore Mansion Deals Are Increasingly Shrouded in Secrecy” ซึ่งนำเสนอแนวโน้มการซื้อขายคฤหาสน์หรูในสิงคโปร์ที่มีการใช้ทรัสต์ บริษัทนอมินี หรือรูปแบบการทำธุรกรรมที่ทำให้ติดตามผู้ซื้อได้ยาก

บทความระบุว่า นายชานมูกัม ขายคฤหาสน์ในราคา 88 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ผ่านทรัสต์ให้ผู้ซื้อที่ไม่เปิดเผยชื่อ และระบุว่านายตันซื้อคฤหาสน์หรูมูลค่าราว 27 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ผ่านการซื้อขายแบบ Non-Caveated Deal ซึ่งไม่จำเป็นต้องยื่นหนังสือแสดงสิทธิ์ต่อสาธารณะทันที ทำให้ติดตามรายละเอียดธุรกรรมได้ยากกว่า

แม้ทางบลูมเบิร์กยืนยันว่า บทความไม่ได้กล่าวหาว่ารัฐมนตรีทั้งสองกระทำผิดกฎหมาย และเพียงยกกรณีขึ้นมาเป็นตัวอย่างของแนวโน้มในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ศาลเห็นว่าเมื่ออ่านเนื้อหาทั้งหมดร่วมกัน ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นการปกปิดข้อมูลและการฟอกเงิน ผู้อ่านทั่วไปอาจเข้าใจได้ว่ารัฐมนตรีทั้งสองใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรง

ภายหลังคำพิพากษา ทางบลูมเบิร์กได้ถอดบทความชิ้นนี้ออกจากเว็บไซต์ตามคำสั่งศาล โดยนายจอห์น มิคเคิลธเวต บรรณาธิการบริหาร ออกมาแสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน แต่ระบุว่าจะปฏิบัติตาม พร้อมยืนยันว่าการรายงานข่าวมีความถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ทางการสิงคโปร์ยังเคยสั่งให้บลูมเบิร์กติดประกาศแก้ไขข้อมูลในบทความดังกล่าวภายใต้กฎหมาย POFMA หรือกฎหมายต่อต้านข่าวปลอมของสิงคโปร์ ซึ่งบลูมเบิร์กได้ปฏิบัติตาม แต่ยืนยันว่าบริษัทยังคงเชื่อมั่นในความถูกต้องของรายงานข่าวที่ออกมา.

คิวบาไฟดับทั่วประเทศรอบที่ 3 ในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประชาชนกว่า 9 ล้านคนยังเผชิญวิกฤตพลังงาน

คิวบาไฟดับทั่วประเทศรอบที่ 3 ในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประชาชนกว่า 9 ล้านคนยังเผชิญวิกฤตพลังงาน

15 ก.ค. 2569 09:49 น.

คิวบาไฟดับทั่วประเทศรอบที่ 3 ในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประชาชนกว่า 9 ล้านคนยังเผชิญวิกฤตพลังงาน

คิวบาไฟฟ้าดับทั่วประเทศอีกครั้งเมื่อวันอังคาร นับเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ สะท้อนวิกฤตโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงและวิกฤตเศรษฐกิจยืดเยื้อ

กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของคิวบายืนยันว่า ระบบพลังงานแห่งชาติเกิดเหตุขัดข้องจนส่งผลให้ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของเหตุการณ์ เพียงระบุว่าได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อกู้คืนระบบไฟฟ้าแล้ว

เหตุไฟดับครั้งล่าสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องจากไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ 2 ครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 9 ล้านคนทั่วประเทศ โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่คิวบาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มกำลัง

รัฐบาลคิวบาระบุว่า การคว่ำบาตรด้านน้ำมันของสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างยากลำบาก

หลังมีการประกาศข่าวไฟดับ ประชาชนจำนวนมากรีบเดินทางกลับบ้าน ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะแทบหยุดให้บริการ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนน้ำมัน หลายคนต้องอาศัยการโบกรถเพื่อเดินทาง

วิกฤตไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างหนัก ทั้งการคมนาคมติดขัด ชั่วโมงการทำงานลดลง ธุรกิจจำนวนมากต้องปรับตัว และบางเที่ยวบินถูกยกเลิก

แม้สถานการณ์จะยังไม่คลี่คลาย แต่หน่วยงานและภาคธุรกิจต่างพยายามปรับตัว เช่น สถานกงสุลสเปนในกรุงฮาวานา ที่ต้องย้ายโต๊ะทำงานออกมาริมระเบียง ใช้การจดบันทึกด้วยมือแทนระบบคอมพิวเตอร์ ท่ามกลางอากาศร้อนจัดกว่า 36 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนของคิวบา

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าปัญหาวิกฤตพลังงานของคิวบาจะได้รับการแก้ไขในระยะสั้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือบางพื้นที่ยาวนานหลายวัน.

ที่มา :AP

สหรัฐฯ ประมูล “ฟอสซิลทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ราคาสูงสุดทุบสถิติโลก 1,600 ล้านบาท

สหรัฐฯ ประมูล "ฟอสซิลทีเร็กซ์" อายุ 67 ล้านปี ราคาสูงสุดทุบสถิติโลก 1,600 ล้านบาท

15 ก.ค. 2569 08:50 น.

สหรัฐฯ ประมูล “ฟอสซิลทีเร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ราคาสูงสุดทุบสถิติโลก 1,600 ล้านบาท

ฟอสซิล “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” อายุ 67 ล้านปี ถูกประมูลที่นิวยอร์กในราคา 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.63 พันล้านบาท ทำสถิติเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดในโลก

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 สำนักประมูลซอเธอบีส์ (Sotheby’s) ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ฟอสซิล “ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์” (Tyrannosaurus rex) หรือ ทีเร็กซ์ อายุราว 67 ล้านปี ชื่อ “กัส” (Gus) ถูกประมูลไปในราคา 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,633 ล้านบาท สร้างสถิติเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประมูล

ซอเธอบีส์ระบุว่า “กัส” มีความสูงกว่า 4 เมตร ถูกค้นพบเมื่อปี 2564 ในฟาร์มปศุสัตว์ห่างไกลแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์ดาโคตา สหรัฐฯ โดยใช้เวลาขุดค้นตลอด 3 ฤดูร้อน ระหว่างปี 2564-2566 ก่อนนำไปประกอบและบูรณะในห้องปฏิบัติการอีก 3 ปี โดยนับเป็นหนึ่งในฟอสซิลทีเร็กซ์ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ผู้เชี่ยวชาญสามารถกู้คืนกระดูกได้มากกว่า 60% ของโครงร่างทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยตัวผู้ชนะการประมูล

นอกจากนี้ นักวิจัยพบว่า กะโหลกของกัสมีร่องรอยถูกกัด รวมถึงซี่โครงที่เคยหักและสมานตัวแล้ว สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการต่อสู้กับไดโนเสาร์ตัวอื่น หรือได้รับบาดเจ็บระหว่างออกหาอาหาร

รายงานข่าวระบุว่า ราคาประมูลครั้งนี้ทำลายสถิติเดิมของฟอสซิล “สเตโกซอรัส” ที่ถูกขายเมื่อปี 2567 และนับเป็นครั้งแรกที่ฟอสซิลไดโนเสาร์มีมูลค่าการประมูลทะลุ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การประมูลครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการสะสมฟอสซิลโดยมหาเศรษฐี อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตฟอสซิล “กัส” อาจถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เช่นเดียวกับ “เอเพ็กซ์” ฟอสซิลสเตโกซอรัสเจ้าของสถิติเดิม ซึ่งถูกเจ้าของมหาเศรษฐีนำไปให้พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันยืมจัดแสดงเป็นเวลา 4 ปี.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ ป่วยพุ่ง! ติดเชื้อปรสิต “ไซโคลสปอรา” ทะลุสถิติ รัฐเดียวกว่า 3,300 ราย เจอในผักสลัด

สหรัฐฯ ป่วยพุ่ง! ติดเชื้อปรสิต "ไซโคลสปอรา" ทะลุสถิติ รัฐเดียวกว่า 3,300 ราย เจอในผักสลัด

15 ก.ค. 2569 08:45 น.

สหรัฐฯ ป่วยพุ่ง! ติดเชื้อปรสิต “ไซโคลสปอรา” ทะลุสถิติ รัฐเดียวกว่า 3,300 ราย เจอในผักสลัด

สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญการระบาดของเชื้อปรสิต ไซโคลสปอรา ที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในปี 2569 เพิ่มสูงกว่าปี 2562 ซึ่งเคยทำสถิติสูงสุดไว้ คาดผักสลัดแหล่งแพร่เชื้อ

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีการพบผู้ติดเชื้อแล้วในมากกว่า 30 รัฐทั่วประเทศ โดยรัฐมิชิแกนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 3,300 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังไม่สามารถยืนยันต้นตอของการระบาดได้อย่างแน่ชัด แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า ผักกาดหอมและผักสลัด อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่เป็นไปได้

ด้าน ทาโก้ เบลล์ ร้านอาหารชื่อดัง ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทได้ถอดวัตถุดิบบางรายการออกจากร้านสาขาที่ได้รับผลกระทบเป็นการชั่วคราวโดยสมัครใจ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันว่าการสอบสวนมุ่งเป้าไปที่ร้านอาหาร เครือข่ายร้านค้า หรือผู้จัดจำหน่ายรายใดเป็นพิเศษ และยังไม่ยืนยันความเชื่อมโยงกับทาโก้ เบลล์

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) อธิบายว่า ไซโคลสปอรา เป็นปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในลำไส้ และทำให้เกิดโรค ไซโคลสปอเรียซิส ผู้ป่วยมักมีอาการท้องเสียเป็นน้ำอย่างรุนแรง ถ่ายบ่อย บางรายอาจมีอาการถ่ายพุ่ง ปวดท้อง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด โดยโรคนี้มักไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การระบาดของเชื้อมักเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เนื่องจากปรสิตชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน โดยแพร่กระจายผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ และในอดีตเคยพบการติดเชื้อจากการรับประทานผักหรือผลไม้ที่สัมผัสกับน้ำชลประทานที่ปนเปื้อน

แม้โรคไซโคลสปอเรียซิสจะพบได้น้อยกว่าโรคอาหารเป็นพิษจากเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซัลโมเนลลา และ อีโคไลแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเร่งสืบสวนแหล่งที่มาของการระบาด เพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกในช่วงฤดูร้อนนี้.

ที่มา : AP

เรือท่องเที่ยวอับปางใกล้เกาะอัลคาทราซ ดับ 1 สูญหาย 2 กู้ภัยเร่งค้นหา

เรือท่องเที่ยวอับปางใกล้เกาะอัลคาทราซ ดับ 1 สูญหาย 2 กู้ภัยเร่งค้นหา

15 ก.ค. 2569 08:20 น.

เรือท่องเที่ยวอับปางใกล้เกาะอัลคาทราซ ดับ 1 สูญหาย 2 กู้ภัยเร่งค้นหา

เกิดเหตุเรือท่องเที่ยวท้องแบน 3 ชั้น อับปางและจมลงในอ่าวซานฟรานซิสโก ใกล้เกาะอัลคาทราซ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน สูญหายอีก 2 คน เจ้าหน้าที่ระดมกำลังค้นหาต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครซานฟรานซิสโกระบุว่า เรือท่องเที่ยวลำดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 19 คน โดยได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะเรืออยู่ห่างจากเกาะอัลคาทราซราว 550 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบเรือพลิกคว่ำและจมเกือบทั้งลำ 

ปฏิบัติการช่วยเหลือสามารถช่วยผู้ประสบเหตุขึ้นจากน้ำได้ 16 คน ในจำนวนนี้ 13 คนปลอดภัย ส่วนอีก 3 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ผู้เสียชีวิตได้รับการปั๊มหัวใจ ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา และยังมีผู้สูญหายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงใช้เรือกู้ภัย เฮลิคอปเตอร์ และนักประดาน้ำออกค้นหา 

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุว่าอาจเกิดเพลิงไหม้บนเรือ แต่ภายหลังหัวหน้าหน่วยดับเพลิงนครซานฟรานซิสโกเปิดเผยว่า ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าเกิดไฟไหม้บนเรือหรือไม่ โดยสาเหตุที่ทำให้เรือพลิกคว่ำและจมลง ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา : The Guardian

ทรัมป์ไม่พัก ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า-สะพานอิหร่านสัปดาห์หน้า หากไม่ยอมเจรจา

ทรัมป์ไม่พัก ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า-สะพานอิหร่านสัปดาห์หน้า หากไม่ยอมเจรจา

15 ก.ค. 2569 08:19 น.

ทรัมป์ไม่พัก ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า-สะพานอิหร่านสัปดาห์หน้า หากไม่ยอมเจรจา

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขู่ขยายปฏิบัติการโจมตีอิหร่านไปยังโรงไฟฟ้าและสะพาน หากอิหร่านไม่ยอมเปิดโต๊ะเจรจา ขณะกองทัพสหรัฐฯ โจมตีต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 และยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ ขู่ว่าจะขยายปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในสัปดาห์หน้า โดยจะมุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าและสะพานทั่วประเทศ หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงจากข้อพิพาทเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ยังระบุว่า สัปดาห์หน้าจะเลวร้ายสำหรับอิหร่าน เพราะสหรัฐจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทั้งหมด หากอิหร่านไม่ยอมมาเจรจา

คำขู่ของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน และกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

ด้านสื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดใกล้เมืองท่าบันดาร์อับบาส เกาะเกชม และพื้นที่อื่น ๆ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สำนักข่าว IRNA ระบุว่า กองกำลังอิหร่านได้ส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยกเลิกแผนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จากสินค้าที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้เหตุผลว่าเป็นผลจากการหารือเชิงบวกกับผู้นำประเทศในตะวันออกกลาง และหันไปผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนและการค้าแทน แต่ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะยังคงใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านต่อไป

อย่างไรก็ตาม การขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภคของอิหร่านถูกมองว่าอาจขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม หากมีการลงมือปฏิบัติจริง

ทั้งนี้ แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าข้อตกลงดังกล่าวแทบไม่เหลือผลในทางปฏิบัติแล้ว โดยการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และมีศูนย์กลางอยู่ที่การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก.

ที่มา BBC

กองทัพอิหร่านอ้าง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังถูกปิดล้อมท่าเรือ

กองทัพอิหร่านอ้าง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังถูกปิดล้อมท่าเรือ

15 ก.ค. 2569 06:19 น.

กองทัพอิหร่านอ้าง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังถูกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านอ้างว่า กองทัพเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดนแล้ว หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมทางทะเลรอบใหม่ และโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของอิหร่านเพิ่มเติม

เมื่อวันพุธที่ 15 ก.ค. 2569 สำนักข่าว IRNA ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า กองทัพอิหร่านดำเนินการโจมตีทรัพย์สินของกองทัพสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศ “อัล-อัซรัก” (Al-Azraq) ในประเทศจอร์แดน ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านรอบใหม่แล้ว

รายงานระบุว่า โดรนจู่โจมของอิหร่านพุ่งเป้าถล่มพื้นที่ซึ่งเป็นจุดจอดเครื่องบินขับไล่ F-18 อาคารที่พักอาศัย และโรงเก็บอุปกรณ์ขนาดใหญ่ในฐานทัพ อัล-อัซรัก โดยกองทัพอิหร่านระบุว่าปฏิบัติการนี้ “จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด”

ก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยโจมตีฐานทัพอากาศอัล-อัซรัก มาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งในครั้งนั้นอิหร่านอ้างว่าสามารถทำลายโรงเก็บเครื่องบินขับไล่ F-35 ได้สำเร็จ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่าน เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือต่างๆ เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน และกำลังดำเนินการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตำรวจเผย แอน วิดเดอคอมบ์ ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย”

ตำรวจเผย แอน วิดเดอคอมบ์ ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย”

15 ก.ค. 2569 05:58 น.

ตำรวจเผย แอน วิดเดอคอมบ์ ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย”

ตำรวจอังกฤษเผยว่า แอน วิดเดอคอมบ์ อดีตรัฐมนตรีซึ่งถูกพบเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน ถูกฆาตกรรมแบบ “เจาะจงเป้าหมาย” โดยยังไม่ฟันธงว่าเป็นการก่อการร้ายหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มใดหรือไม่

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ตำรวจอังกฤษเปิดเผยว่า แอน วิดเดอคอมบ์ อดีตรัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยมและโฆษกพรรครีฟอร์มยูเค (Reform UK) วัย 78 ปี เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมในลักษณะ “โจมตีโดยเจาะจงเป้าหมาย” ภายในบ้านพักของเธอที่เมืองเดวอน

“เป็นที่แน่ชัดว่านี่คือการโจมตีโดยเจาะจงเป้าหมาย ขณะนี้เรายังคงทำงานเพื่อทำความเข้าใจถึงขอบเขตของการวางแผนหรือการเตรียมการ รวมถึงแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว” ลอเรนซ์ เทย์เลอร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจและหัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย แถลงต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ร่างของวิดเดอคอมบ์ถูกพบเมื่อ 9 ก.ค. 2569 โดยเธอมีบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกทำร้าย ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเหตุเกิดขึ้นในวันก่อนหน้านั้น ต่อมาในวันเสาร์ (11 ก.ค.) ตำรวจจับกุมชายชาวอังกฤษผิวขาววัย 28 ปีที่เมืองรอเทอร์แฮม และจับกุมเขาซ้ำในวันจันทร์ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมการหรือก่อการร้าย โดยตำรวจมีอำนาจคุมตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้นานสูงสุด 7 วัน

ปัจจุบันหน่วยตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายได้เข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในคดีนี้แทนตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากมีข้อมูลใหม่เข้ามา อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจระบุว่าคดีนี้ “ยังไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นเหตุการณ์ก่อการร้ายอย่างเป็นทางการในขณะนี้” แต่เป็นการสืบสวนคู่ขนานกันไป และยังไม่ตัดประเด็นความเป็นไปได้ที่นักการเมืองคนอื่นในพรรค Reform UK อาจตกเป็นเป้าหมายด้วย

ตำรวจกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจ โดยมุ่งประเด็นไปที่การปรากฏตัวของเธอในรายการ Talk TV รวมถึงการให้สัมภาษณ์วิทยุกับสถานี TWR-UK ผ่านระบบวิดีโอลิงก์ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 20 นาที ก่อนเวลาที่ตำรวจคาดว่าเธอจะถูกทำร้าย โดยในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น เธอได้แสดงจุดยืนสนับสนุน ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK

นาง ชาบานา มะห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อสภาสามัญชน (สภาผู้แทนราษฎร) ว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของโครงการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาล ขณะที่ตำรวจขอร้องให้สาธารณชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาเรื่องแรงจูงใจหรือลัทธิความเชื่อของผู้ก่อเหตุในตอนนี้ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์และการสืบสวนเชิงลึกต่อไป

ทั้งนี้ วิดเดอคอมบ์ในวัย 78 ปี เคยเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคฝ่ายขวา Reform UK ของไนเจล ฟาราจ โดยทำหน้าที่เป็นโฆษกด้านการตรวจคนเข้าเมืองและกระบวนการยุติธรรมของพรรคจนกระทั่งเธอเสียชีวิต

ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองของเธอ ระหว่างปี 2530-2553 เธอเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยมประจำเขตเมดสโตน (Maidstone) และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีเงาว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 2542 ก่อนจะผันตัวมาเป็นบุคลากรในวงการโทรทัศน์

วิดเดอคอมบ์เป็นที่รู้จักจากจุดยืนในการต่อต้านการทำแท้ง และการคัดค้านการปรับอายุที่ยินยอมให้มีเพศสัมพันธ์ได้ (Age of Consent) ให้เท่ากันระหว่างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันและคนรักต่างเพศ

คดีของวิดเดอคอมบ์ได้สร้างความกังวลใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักการเมืองในสหราชอาณาจักร โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่ยังอยู่ในตำแหน่งถูกฆาตกรรมไปแล้วถึงสองราย

เมื่อปี 2559 โจ ค็อกส์ สส.พรรคแรงงาน ถูกยิงและแทงเสียชีวิตโดยผู้ก่อเหตุที่คลั่งไคล้ลัทธินาซีในระหว่างการรณรงค์เรื่องเบร็กซิต (Brexit) และในปี 2564 เดวิด อะเมสส์ สส.พรรคอนุรักษนิยม ก็ถูกแทงเสียชีวิตโดยชายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

15 ก.ค. 2569 04:00 น.

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านแล้ว เปิดฉากโจมตีเพิ่มเติม

กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดเรือไม่ให้เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านอีกครั้งแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือต่างๆ เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านแล้ว ในเวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET)

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมดังกล่าวเพียงหนึ่งวันหลังจาก ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะนำมาตรการนี้มาใช้อีกครั้ง และสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น “เทวดาผู้พิทักษ์” แห่งช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านโพสต์บน X เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ พร้อมระบุเสริมว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม โดยมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารบริเวณรอบช่องแคบฮอร์มุซ

“การโจมตีเปิดฉากขึ้นในขณะที่กองกำลังอเมริกันกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านอีกครั้ง” ข้อความจากโพสต์ของ CENTCOM ระบุ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้า เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายให้แก่สหรัฐฯ สำหรับการ “มอบความปลอดภัยและความมั่นคง” ในช่องแคบแห่งนี้

ทว่าในวันอังคาร ทรัมป์กลับลำเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าชาติอาหรับร้องขอ และว่าประเทศเหล่านี้จะเข้ามาทำ “ข้อตกลงทางการค้าและการลงทุน… ในสหรัฐอเมริกา” แทน

อีกด้านหนึ่งสำนักข่าวแห่งชาติอิหร่าน (IRNA) รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในเมืองบันดาร์อับบาส และอีกหลายครั้งใกล้กับเมืองซิริก (Sirik) ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ติดชายฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ

รายงานไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของการระเบิดดังกล่าว ทว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯ แถลงว่า ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่ออิหร่าน ก่อนที่จะกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

15 ก.ค. 2569 02:39 น.

ทรัมป์จ่ายแล้ว ค่าเสียหาย 5.6 ล้านดอลลาร์ คดีล่วงละเมิดนักเขียนหญิง

โดนัลด์ ทรัมป์ จ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์ให้แก่ อี. จีน แคร์โรล นักเขียนหญิงชาวอเมริกันแล้ว จากคดีล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ เอลิซาเบธ จีน แคร์โรล นักเขียนหญิง หลังจากคณะลูกขุนในคดีแพ่งพบว่าเขามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

“เมื่อสามปีที่แล้ว คณะลูกขุนจำนวน 9 คนมีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แคร์โรล” โรเบอร์ตา คาแพลน ทนายความของแคร์โรล ระบุในแถลงการณ์

“ในวันนี้ เรารู้สึกยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า เธอได้รับเงินค่าเสียหายที่คณะลูกขุนตัดสินให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากคำตัดสินในครั้งนั้น” เธอกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำอุทธรณ์ของทรัมป์ ที่ต้องการให้ศาลพิจารณาคำพิพากษาเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นอันสิ้นสุด

แคร์โรล อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปี กล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ล่วงละเมิดเธอในห้องลองเสื้อของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์กเมื่อปี 2539

เมื่อข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหนังสือของแคร์โรลในปี 2562 โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเรียกเธอว่าเป็นพวก “สติไม่ดี” และอ้างว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นสิ่งที่เธอกุขึ้นมาเอง ส่งผลให้แคร์โรลเพิ่มข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นประมาทเข้าไปด้วย

อนึ่ง คดีหมิ่นประมาทอีกคดีหนึ่งในนิวยอร์ก ทรัมป์ถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินจำนวน 83.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่แคร์โรล ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวได้รับการยืนยันตามชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่การบังคับคดียังคงถูกระงับไว้ชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna