อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งน้ำมันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งน้ำมันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

15 ก.ค. 2569 21:56 น.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งน้ำมันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ โจมตีระลอกใหม่

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ ยังไม่หยุดการโจมตี โดยกองทัพอเมริกันเพิ่งเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ในวันพุธ

เมื่อวันพุธที่ 15 ก.ค. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติ “การกระทำอันก้าวร้าว” นอกจากนี้ยังขู่ว่าจะปิดช่องทางการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

“สหรัฐฯ ควรเตรียมรับมือกับการปิดเส้นทางส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอื่น ๆ ที่เอื้อผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ และพันธมิตร” แถลงการณ์ของ IRGC ระบุ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า พวกเขาหมายถึงเส้นทางใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม อิหร่านเคยออกมาขู่ว่า พวกเขาจะปิดช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab al-Mandab) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า ทางกองทัพได้ดำเนินการโจมตีอิหร่านด้วยโดรน ทางอากาศ และทางเรือเมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา หลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีอีกจุดหนึ่งที่กินเวลานานถึง 7 ชั่วโมงในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมายิงอาวุธตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโดยอ้างว่าทำเพื่อทำลายขีดความสามารถในการโจมตีเรือของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับอย่างเช่น จอร์แดน, คูเวต และบาห์เรน ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. เพื่อสกัดไม่ให้เรือสินค้าเดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้การปิดล้อมดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามร่วมกันในเดือนมิถุนายน เพื่อปูทางไปสู่การเจรจาหาทางทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามระหว่างกัน แต่การปะทะกันที่กำลังเกิดขึ้นส่งผลให้ความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงเลือนรางลงเรื่อยๆ

ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดขัดแย้งหลักระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยทั้งสองฝ่ายต่างประกาศจะเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่สัญจรผ่านเส้นทางเดินเรือสายนี้ แต่ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศล้มเลิกแผนดังกล่าวในเวลาต่อมา หลังเผชิญเสียงต่อต้านอย่างหนัก และตัวเขาเองก็เคยลั่นวาจาว่า การผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นต้องเป็นไปอย่าง “เสรี”

ส่วนฝ่ายอิหร่านยังคงยืนกรานที่จะเก็บ “ค่าธรรมเนียม” บริการต่างๆ ที่พวกเขามอบให้แก่เรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และจะดำเนินการร่วมกับประเทศโอมาน โดยย้ำว่า การเดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้จะไม่กลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามปะทุเมื่อ 28 ก.พ.อีกต่อไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

15 ก.ค. 2569 17:15 น.

หมีญี่ปุ่นบุกบ้านลักเปิดตู้เย็นหาของกิน คาดตัวเดิมตระเวนก่อเหตุ 14 ครั้งในสองสัปดาห์

ชาวเมืองชิซูกุอิชิ จังหวัดอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น ผวาหนัก หลังหมีป่าบุกเข้าบ้านผู้สูงอายุ เปิดตู้เย็นค้นหาอาหารก่อนหลบหนี ตำรวจเชื่ออาจเป็นหมีตัวเดียวกับที่ก่อเหตุบุกรุกบ้านและร้านค้ากว่า 14 ครั้ง ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งกับดักและรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองชิซุกุอิชิ จังหวัดอิวาเตะ โดยนายมิตสึโอะ มัตสึบาระ วัย 87 ปี เล่าว่า เขาได้ยินเสียงดังแปลกๆ มาจากในห้องครัวช่วงกลางดึก จึงเดินเข้าไปดูและต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบกับ “หมีป่า” ตัวใหญ่กำลังยืนอยู่หน้าตู้เย็นที่เปิดอ้าอยู่ โดยมีเศษอาหารและวัตถุดิบต่างๆ ถูกรื้อออกมาซากกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง ภรรยาของเขาจึงได้รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ก่อนที่หมีตัวดังกล่าวจะล่าถอยออกไปทางประตูหลังบ้าน

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมีรายงานเหตุการณ์หมีบุกรุกในลักษณะเดียวกันถึง 14 ครั้ง จากพื้นที่ 5 แห่งในเมืองเดียวกัน ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมของหมี “ตัวเดิม” ที่ตระเวนก่อเหตุซ้ำซาก

โดยพฤติกรรมของหมีตัวนี้ชื่นชอบของหวานเป็นพิเศษ มันเคยบุกเข้าบ้านหลังหนึ่งถึง 5 ครั้งเพื่อกินคุกกี้ น้ำตาล และ “คารินโตะ” หรือขนมทอดเคลือบน้ำตาลโบราณของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามันบุกเข้าไปในร้านขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นเพื่อขโมยโดนัทออกจากตู้เย็น รวมถึงบุกบ้านอีกหลังเพื่อกินอาหารแมวและผักดอง

อีกหนึ่งเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อชายชาวเมืองรายหนึ่งกลับมาจากซื้อของและพบหมีอยู่ภายในบ้าน ใกล้กับห้องที่บิดาผู้สูงอายุกำลังนอนหลับอยู่ แม้ว่ามันจะยอมวิ่งหนีออกไปหลังจากที่เขาเคาะประตูเสียงดัง แต่มันกลับพยายามจะดันประตูพังกลับเข้ามาอีกรอบ ทำให้เขาต้องใช้พละกำลังทั้งหมดขัดขืนและยื้อประตูกระจกบานเลื่อนไว้เป็นเวลานานกว่า 30 วินาที ในขณะที่หมีตัวดังกล่าวยืนสองขาและพยายามใช้แรงดันเข้ามา โดยเขาประเมินว่าหมีตัวนี้มีความสูงถึงประมาณ 1.65 เมตร

ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่อีกรายเปิดเผยว่า ฟาร์มของเขาถูกหมีบุกรุกถึง 4 ครั้งเพื่อมากินนมผงสำหรับเลี้ยงลูกโค และกล้องวงจรปิดยังจับภาพตอนที่มันพยายามเปิดประตูบ้านกลางดึกไว้ได้ ก่อนจะเตลิดหนีไปเพราะเจ้าของฟาร์มส่องไฟฉายใส่และตะโกนขับไล่ ปัจจุบันเกษตรกรรายนี้ต้องนำผงมัสตาร์ดญี่ปุ่น มาโรยไว้รอบๆ ทางเข้าเพื่อส่งกลิ่นฉุนคอยไล่หมี

ชิโฮ จิดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านหมีจากแผนกธรรมชาติวิทยาจังหวัดอิวาเตะ ระบุว่า “เป็นเรื่องที่ผิดปกติมากที่หมีจะบุกรุกสถานที่เดิมซ้ำๆ หลายครั้ง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นสัตว์ตัวเดียวกัน ซึ่งเราต้องการจะจับตัวมันให้ได้โดยเร็วที่สุด” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งกรงดักสัตว์ ล้อมรั้วไฟฟ้าในจุดเสี่ยง และส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกแจ้งเตือนประชาชนแล้ว

ไม่เพียงแต่ในจังหวัดอิวาเตะเท่านั้น ในพื้นที่อื่นๆ ของญี่ปุ่นก็มีรายงานพบหมีบุกรุกถี่ขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง โดยที่เกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศ พลเมืองเพิ่งเผชิญหน้ากับ “หมีสีน้ำตาล”  จนต้องสั่งปิดเส้นทางเดินเขาบนภูเขาราอุสุ เป็นการชั่วคราว หลังจากเพิ่งเปิดฤดูปีนเขาได้ไม่กี่วัน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สถิติการโจมตีของหมีและการเสียชีวิตของมนุษย์ในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักเกิดจากการลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่ป่ารุกคืบเข้ามาใกล้เมืองมากขึ้น หมีจึงเกิดความคุ้นชิน เดินเข้าสู่เขตชุมชนได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือพวกมันเริ่ม “สูญเสียความกลัวต่อมนุษย์” ไปแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทางการญี่ปุ่นกำลังเร่งหาแนวทางรับมืออย่างเร่งด่วน.

ที่มา KYODO NEWS / Guardian

พนักงาน “เมตา” แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

พนักงาน "เมตา" แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

15 ก.ค. 2569 16:40 น.

พนักงาน “เมตา” แฉ บริษัทใช้ AI เลือกคนลาคลอด-คนป่วย-คนพิการ เลิกจ้างระลอกใหญ่

พนักงาน 26 คนของ “เมตา” ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลการทำงานและจัดอันดับพนักงานเพื่อคัดเลือกผู้ถูกเลิกจ้าง ส่งผลให้ผู้พิการ ผู้ลาป่วย ผู้ลาคลอด และผู้ที่ลาหยุดเพื่อดูแลครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันการตัดสินใจทั้งหมดดำเนินการโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI

กลุ่มพนักงานของบริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ WhatsApp ว่าแอบใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประเมินและคัดเลือกพนักงานเพื่อเลิกจ้างระลอกใหญ่ ซึ่งระบบดังกล่าวมีอคติและมุ่งเป้าเลิกจ้างโดยมิชอบ ต่อกลุ่มผู้พิการ พนักงานที่ลาคลอด และพนักงานที่ลาป่วย  ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ท้าทายการใช้ AI ปลดคนงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

คำฟ้องความยาว 71 หน้าที่ยื่นต่อศาลแขวงในโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า พนักงานจำนวน 26 ราย ที่ยื่นฟ้องโดยไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากกังวลเรื่องการลบล้างความผิด ได้ร่วมกันกล่าวหาว่า เมตา ไม่ได้ใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการหรือหัวหน้างานที่มีความเข้าใจในตัวงานจริง ๆ ในการจัดทำรายชื่อผู้ถูกเลิกจ้าง แต่กลับพึ่งพา “เครือข่ายระบบปัญญาประดิษฐ์ภายในอาณาจักรเมตา” ในการให้คะแนน จัดอันดับ และเลือกพนักงานที่จะถูกตัดสิทธิ์

ระบบ AI ดังกล่าวรวมถึงผู้ช่วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ชื่อว่า “Metamate” รวมถึงระบบ “สมองที่สอง” (Second Brain) ที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อติดตามการสื่อสาร เอกสาร ตลอดจนคะแนนผลิตภาพ ที่ได้จากการสอดแนมพฤติกรรมของพนักงานผ่านอุปกรณ์ของบริษัท เช่น การตรวจจับความถี่ในการกดแป้นพิมพ์, กิจกรรมการเลื่อนเมาส์, เนื้อหาบนหน้าจอ, อีเมล และประวัติการเข้าใช้งานเว็บเบราว์เซอร์

ระบบนี้ถูกระบุว่าปล่อยออกมาอย่างเงียบ ๆ ในช่วงต้นปี เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมการทำงานของพนักงานที่ฉลาดที่สุดในองค์กรตามแนวคิดของนายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา แต่ระบบดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจนพนักงานกว่า 1,600 คนร่วมลงชื่อประท้วงเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว จนทำให้นายซักเกอร์เบิร์กต้องประกาศระงับโครงการสอดแนมนี้ไปชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

กลุ่มผู้ฟ้องร้องระบุว่า เนื่องจากระบบ AI จะคำนวณคะแนนจากประสิทธิภาพและการใช้งานโทเคน (Token) ของระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พนักงานที่ใช้สิทธิ์ลาป่วยตามกฎหมาย ลาดูแลครอบครัว หรือขอสิทธิ์ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานเนื่องจากความทุพพลภาพ มีคะแนนลดลงหรือขาดหายไปในช่วงที่ลาพักผ่อน ส่งผลให้ AI ตีความว่าพนักงานเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ และลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ในคำฟ้องได้ยกตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ เช่นนักวิทยาศาสตร์หญิงรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างการลาเพื่อเตรียมคลอดบุตรที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่กลับได้รับจดหมายแจ้งเลิกจ้างล่วงหน้าเพียงแค่ 2 วันก่อนที่เธอจะคลอดลูก ส่วนวิศวกรรายหนึ่ง ถูกระบบลดคะแนนประเมินลงอย่างมาก เนื่องจากเขาต้องใช้เวลาในการลาพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่ผู้จัดการรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างลาป่วย ถูกบริษัทแจ้งให้ออกจากงานหลังจากลาพักไปได้เพียง 16 วัน

การเลิกจ้างในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ 10% ของเมตา หรือราว 8,000 ตำแหน่งทั่วโลกเมื่อช่วงต้นปี เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรไปมุ่งเน้นการลงทุนด้าน AI เต็มตัว โดยพนักงานกลุ่มนี้ได้รับแจ้งว่าตำแหน่งจะถูกตัดตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมนี้

ด้านโฆษกของเมตาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูลความจริงและไม่ได้อยู่บนข้อเท็จจริง การบริหารจัดการบุคลากรและการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรล้วนกระทำโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI”

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ฟ้องร้องซึ่งกระจายตัวอยู่ใน 6 รัฐ รวมถึงแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และดิสทริกต์ออฟโคลัมเบีย ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการเลิกจ้างที่จะมีผลในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ไว้ก่อน ในระหว่างที่รอการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการภาคเอกชน และขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจสอบอิสระเข้าไปตรวจสอบระบบ AI ของเมตา

ทนายความฝ่ายโจทก์เน้นย้ำว่า หากปล่อยให้การเลิกจ้างมีผลสมบูรณ์ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพนักงานจะ “ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้” ทั้งการสูญเสียสิทธิ์ประกันสุขภาพที่บริษัทช่วยอุดหนุนในระหว่างตั้งครรภ์ การพักฟื้นหลังคลอด และการรักษาพยาบาลที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริบหุ้นของบริษัทที่ยังไม่ครบกำหนด และผลกระทบต่อสถานะการตรวจคนเข้าเมืองของพนักงานต่างชาติด้วย.

ที่มา Reuters / Guardian

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ “กางเกงขาสั้น” ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ "กางเกงขาสั้น" ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

15 ก.ค. 2569 15:16 น.

ข้าราชการกรุงโตเกียวสลัดสูททิ้ง หันมาใส่ “กางเกงขาสั้น” ทำงาน สู้คลื่นความร้อน

ศาลาว่าการกรุงโตเกียวผ่อนปรนกฎระเบียบการแต่งกาย โดยสนับสนุนให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สามารถสวม “กางเกงขาสั้น เสื้อยืด และรองเท้าผ้าใบ” มาทำงานได้ ภายใต้โครงการ “Tokyo Cool Biz” เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางอุณหภูมิในเมืองหลวงที่พุ่งทะลุ 35 องศาเซลเซียส

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูงในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วัฒนธรรมการแต่งกายด้วยชุดสูทสากลและเสื้อเชิ้ตสีขาวอันเข้มงวดของเหล่า “มนุษย์เงินเดือน” กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยสำนักงานส่วนท้องถิ่นกรุงโตเกียวได้ดำเนินนโยบายยกระดับแคมเปญ “โตเกียว คูลบิซ” (Tokyo Cool Biz) ซึ่งเป็นโครงการประหยัดพลังงานที่ริเริ่มโดย นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ตั้งแต่สมัยที่เธอขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมในปี 2005

แต่ในปีนี้ แคมเปญดังกล่าวได้รับการอัปเกรดให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สวมเสื้อโปโล เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ และกางเกงขาสั้นได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) ซึ่งอุณหภูมิในกรุงโตเกียวพุ่งแตะ 34-35 องศาเซลเซียส และความชื้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 72% ข้าราชการชายหลายคนเริ่มสวมกางเกงขาสั้นมาทำงาน

นายโนโบรุ วาตานาเบะ วัย 50 ปี หัวหน้าทีมมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกรุงโตเกียว ยอมรับว่าในตอนแรกเขารู้สึกเขินอายที่จะต้องโชว์เรียวขาในออฟฟิศ แต่เมื่อได้ลองใส่กางเกงขาสั้นแล้วก็พบว่ามันสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เขายังคงเตรียมเสื้อเชิ้ตทางการไว้เปลี่ยนหากต้องเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ เช่นเดียวกับ โทรุ ซูดะ ข้าราชการวัย 34 ปี ที่เริ่มแต่งกายด้วยเสื้อโปโล กางเกงขาสั้นยาวระดับเข่า และรองเท้าผ้าใบ เขากล่าวว่า แม้ช่วงแรกจะรู้สึกแปลก แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานแต่งตัวลำลองมากขึ้น ความรู้สึกอึดอัดก็ค่อย ๆ หายไป

แม้ว่านโยบายนี้จะสร้างความอิจฉาให้กับพนักงานบริษัทเอกชนหลายแห่งที่ยังคงต้องสวมสูทท่ามกลางแดดจ้า แต่ในโลกออนไลน์ของญี่ปุ่นกลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม โดยนางซาจิเอะ โคอิเกะ ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์วัย 52 ปี แสดงความเห็นว่า เธอรับได้หากผู้ชายจะไม่ผูกเนกไทหรือถอดเสื้อนอกในฤดูร้อน แต่การใส่กางเกงขาสั้นมาทำงานดูจะเกินขอบเขตไปหน่อย เพราะภาพจำของกางเกงขาสั้นคือชุดในวันหยุด และการเห็นขาที่มีขนดกในสถานที่ทำงานดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจและผู้ผลิตเครื่องแต่งกายรายใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น เครือห้างสรรพสินค้า Aeon รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Fast Retailing และ Aoki ต่างขานรับกระแสนี้ด้วยการเร่งขยายไลน์สินค้าเสื้อผ้าประเภท “บิสซิเนส-แคชชวล” (Business-Casual) ที่เน้นเนื้อผ้าบางเบา ยืดหยุ่น และแห้งไว เพื่อตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการความสบายแต่ยังคงภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมืออาชีพ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ซึ่งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1898 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 2.36 องศาเซลเซียส และมีประชาชนต้องเข้าโรงพยาบาลจากโรคลมแดด มากกว่า 100,000 คน

ความรุนแรงของสภาพอากาศที่พุ่งสูงแตะ 40 องศาเซลเซียสบ่อยครั้ง ทำให้สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น ต้องบัญญัติศัพท์ใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อเรียกวันที่มีอากาศร้อนจัดสุดขีดนี้ว่า “วันร้อนโหด” หรือ โคคุโช (Kokusho)

ล่าสุด ทางสำนักอุตุนิยมวิทยาและกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นได้ร่วมกันออกประกาศเตือนภัยระวังโรคฮีทสโตรกในพื้นที่เมืองหลวง พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต.

ที่มา AFP / Reuters

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

15 ก.ค. 2569 14:24 น.

รอยเตอร์แฉ เศรษฐีกัมพูชาปล่อยเช่าตึกให้ชาวจีน ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์

สำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยผลการสืบสวนพบว่า กลุ่มธุรกิจของมหาเศรษฐีกัมพูชาผู้มีอิทธิพล ปล่อยเช่าอาคารภายในพื้นที่เดียวกับกาสิโน “รอยัลฮิลล์” ในเมืองโอร์เสม็ด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ชาวจีนในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ก่อนถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติและเครือข่ายค้ามนุษย์ขนาดใหญ่ แม้ยังไม่พบหลักฐานว่าบริษัทมีส่วนร่วมโดยตรงกับอาชญากรรมดังกล่าว

หลักฐานชิ้นสำคัญที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบคือ สัญญาเช่าสินทรัพย์ฉบับเดือนมีนาคม 2024 ระหว่างบริษัทในเครือ ลิม เฮง กรุ๊ป (Lim Heng Group) กับชายสัญชาติจีนรายหนึ่ง โดยเป็นการปล่อยเช่าอาคาร 3 หลังภายในพื้นที่เดียวกับคาสิโน “รอยัล ฮิลล์” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโอร์เสม็ด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ติดกับชายแดนประเทศไทย

สัญญาดังกล่าวระบุค่าเช่าสูงลิ่วถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (หรือประมาณ 6.8 ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับเมืองชายแดนอันเงียบสงบ เมื่อเทียบกับอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญในตลาดที่มีราคาเช่าเพียง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเท่านั้น

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของรอยเตอร์หลังจากพื้นที่ดังกล่าวถูกกองทัพไทยโจมตีในเหตุปะทะชายแดนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าภายในอาคารที่ล้อมด้วยรั้วลวดหนามสูงชัน มีการตกแต่งห้องพักให้ดูเหมือน “สถานีตำรวจ” และ “สำนักงานธนาคาร” ของหลายประเทศ เพื่อใช้เป็นฉากหลังในการวิดีโอคอลหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก โดยสอดคล้องกับคำให้การของ พล.ต.ท. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่าพื้นที่นี้ถูกกลุ่มมาเฟียจีนใช้เป็นฐานต้มตุ๋นทางไซเบอร์

“ดร. ลิม เฮง” เจ้าของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่มีฐานะทางสังคมและสายสัมพันธ์ทางการเมืองระดับสูง เขามีบรรดาศักดิ์ทางราชวงศ์เทียบเท่า “ออกญา” มักปรากฏตัวในงานสังคมร่วมกับนายพลระดับสูง และบริจาคเงินจำนวนมากให้กับกองทัพกัมพูชา

แม้ว่าทางรัฐบาลกัมพูชาจะเคยประกาศเจตนารมณ์ในการปราบปรามศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง และมีการส่งตัวนาย “เฉิน จื้อ” เจ้าของคาสิโนและผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ให้ทางการจีนไปก่อนหน้านี้ ทว่าในกรณีของ รอยัล ฮิลล์ รัฐบาลกัมพูชากลับยืนยันมาโดยตลอดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียง “โรงแรม” เท่านั้น ทั้งที่มีภาพหลักฐานของสถานีตำรวจปลอมเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในพนมเปญระบุว่า ภายใต้กฎหมายกัมพูชา เจ้าของที่ดินหรือผู้ปล่อยเช่าสามารถถูกดำเนินคดีร่วมได้ หากการสืบสวนพบว่าพวกเขารับรู้ว่าทรัพย์สินของตนถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมแต่ยังปล่อยให้ดำเนินต่อไป โดยพบหลักฐานว่า ลิม เฮง กรุ๊ป เคยได้รับเตือนเรื่องการค้ามนุษย์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่พวกเขาพยายามยื่นฟ้องปิดปากสำนักข่าวท้องถิ่นที่รายงานว่ามีชาวต่างชาติถูกกักขังในคาสิโนแห่งนี้

ตามข้อมูลจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชาซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และนายพิเสธ ดุช ทนายความในกรุงพนมเปญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระบุว่า อัยการสามารถดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าสถานที่ซึ่งใช้ในการฉ้อโกงได้ หากการสืบสวนพบว่าพวกเขารู้เห็นเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินของตนในทางที่ผิดและปล่อยให้การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อไป

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ขบวนการต้มตุ๋นไซเบอร์ในกัมพูชายังคงแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีกลุ่มชนชั้นนำและผู้ทรงอิทธิพลได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ รอยัล ฮิลล์ ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่ามีแรงงานถูกกักขังอยู่ราว 3,000 คนบนพื้นที่รวมกว่า 500 ไร่

นางสาวพรเพ็ญ (นามสมมติ) เหยื่อชาวไทยที่ได้รับการช่วยเหลือ เปิดเผยว่า เธอถูกหลอกผ่านโฆษณาบนเฟซบุ๊กที่รับสมัคร “แอดมินดูแลเว็บไซต์” เมื่อปี 2022 แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกกักขังและบังคับให้ทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อโดยอ้างตัวเป็นตำรวจไทย ภายในคอมพาวด์มีผู้คุมถือกระบองตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง และหากใครทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกลงโทษอย่างทารุณ

ชัย สินฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสผู้รับผิดชอบการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลกำลังสอบสวนการดำเนินงานของเครือข่ายหลอกลวงในพื้นที่รอบรอยัล ฮิลล์ และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม เขาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งมอบพื้นที่ที่ยึดไว้คืนแก่กัมพูชา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการสอบสวนได้

ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะที่นายฉาย สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามฉ้อโกงออนไลน์ ระบุว่ากัมพูชากำลังเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงรอบพื้นที่ รอยัล ฮิลล์ และเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อความสะดวกในการขยายผลทางคดีต่อไป.

ที่มา Reuters

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ “ผู้ลี้ภัยภูฏาน”

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ "ผู้ลี้ภัยภูฏาน"

15 ก.ค. 2569 12:58 น.

เนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย คดีปลอมสัญชาติส่งคนไปสหรัฐฯ ในคราบ “ผู้ลี้ภัยภูฏาน”

ศาลกรุงกาฐมาณฑุของเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกอดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องอีก 14 คน หลังมีความผิดในคดีปลอมแปลงเอกสารและหลอกลวงชาวเนปาลว่าสามารถส่งตัวไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ โดยแอบอ้างเป็นผู้อพยพชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล เพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก ขณะที่จำเลยยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์

ศาลแขวงกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกนายท็อป บาฮาดูร์ รายามาจี (Top Bahadur Rayamajhi) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นเวลา 4 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากระทำความผิดต่อรัฐ ฉ้อโกง และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม จากคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้ชาวเนปาลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน และมีสิทธิอพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาจำคุกนายบัล กฤษณะ ขัณฑ์ (Bal Krishna Khand) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 2 ปี ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด พร้อมปรับเป็นเงิน 20,000 รูปีเนปาล ส่วนรายามาจีถูกสั่งปรับ 40,000 รูปีเนปาล หรือราว 260 ดอลลาร์สหรัฐ

คำพิพากษามีขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา โดยนายรายามาจีอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัว ส่วนนายขัณฑ์ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งสองเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว ด้านนายธรรม ราช เรกมี ทนายความของรายามาจี ระบุว่า ลูกความของตนไม่เคยมีบทบาทในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และเตรียมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ทนายความของข่านด์ยืนยันว่าจะดำเนินการอุทธรณ์เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ศาลยังตัดสินจำคุกผู้ร่วมขบวนการอีก 14 คน ซึ่งรวมถึงอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้นำชุมชนผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน โดยได้รับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ขณะที่จำเลยอีก 7 คน ได้รับการยกฟ้อง

คดีนี้ถูกเปิดโปงในปี 2023 หลังมีชาวเนปาลจำนวนมากร้องเรียนว่า ถูกหลอกให้จ่ายเงินจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถจัดทำเอกสารให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน เพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แม้โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2018 จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีชาวเนปาลคนใดสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยสถานะผู้ลี้ภัยปลอมได้จริงหรือไม่

ปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นจากช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล หรือ ลอตชัมปา (Lhotshampa) กว่า 120,000 คน หลบหนีออกจากภูฏานมายังเนปาล หลังรัฐบาลภูฏานบังคับใช้นโยบาย “หนึ่งชาติ หนึ่งประชาชน” ซึ่งเพิกถอนสิทธิความเป็นพลเมืองของชนกลุ่มน้อยที่ใช้ภาษาเนปาล พร้อมกำหนดให้ประชาชนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ และจำกัดการใช้ภาษาเนปาล

หลังการเจรจาระหว่างเนปาลและภูฏานเพื่อส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ ได้มีการดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามระหว่างปี 2007-2018 ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาลเกือบ 113,000 คน ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศตะวันตก

ในจำนวนนี้ สหรัฐอเมริการับผู้ลี้ภัยจากเนปาลประมาณ 100,000 คน ขณะที่อีกหลายพันคนได้ย้ายไปยังแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป ส่วนผู้ลี้ภัยอีกหลายพันคนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายพักในภาคตะวันออกของเนปาล และยังคงเรียกร้องสิทธิในการเดินทางกลับภูฏาน

คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ของเนปาล และเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกระแสเรียกร้องการปราบปรามคอร์รัปชัน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เนปาลเผชิญการชุมนุมต่อต้านการทุจริตที่นำโดยคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 76 คน และนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลชุดก่อน

ต่อมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่น “เจน ซี” ภายใต้การนำของนายบาเลนทรา ชาห์ อดีตแร็ปเปอร์วัย 36 ปี ได้เข้าบริหารประเทศ พร้อมประกาศเดินหน้าปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนอย่างจริงจัง.

ที่มา Reuters / Kathmandu Post

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นกระทบราคาพลังงาน

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด "ช่องแคบฮอร์มุซ" หวั่นกระทบราคาพลังงาน

15 ก.ค. 2569 12:17 น.

หอการค้าไทย บี้ผู้ประกอบการเกาะติด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หวั่นกระทบราคาพลังงาน

หอการค้าฯ แนะติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซพร้อมประสานทุกภาคส่วน ช่วยบรรเทาผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นการค้า การขนส่ง และความมั่นคงพลังงานของประเทศ 

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ที่อาจมีแนวโน้มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเป็นเวลาไม่นานหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิง (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งทางเรือผ่านเส้นทางตะวันออกกลาง ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและค่าประกันภัย รวมทั้ง ราคาพลังงานที่อาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจน ความเพียงพอของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภาคการผลิต

ด้านผู้ประกอบการตัวแทนสายการเดินเรือ ให้ข้อมูลว่า สายการเดินเรือมีการเตรียมความพร้อมจากสถานการณ์ความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา โดยปัจจุบันสายการเดินเรือ มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือโดยไปเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE และ ท่าเรือ Salalah/ Sohar ของประเทศโอมาน แทนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น สายเดินเรือมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง จึงทำให้ยังมีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนน้อยมาก

ดร.พจน์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรตระหนกจนเกินไปแต่ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมเผย ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย 

1.ติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง 

2.ประเมิน Stock วัตถุดิบและสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้ง เตรียมแผนสำรองเพื่อจัดหาวัตถุดิบและสินค้ากรณีเกิดการขาดแคลนในอนาคต  

3.ประสานสายการเดินเรือและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เพื่อหาแนวทางและเส้นทางในการขนส่งสินค้าผ่านตะวันออกกลาง โดยมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เหมาะสมที่สุด

ดร.พจน์ฯ ย้ำว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นสื่อกลางรับฟังข้อเสนอแนะจากเครือข่ายสมาชิกหอการค้าฯที่ได้รับผลกระทบ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระลอกนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นที่เคยร่วมกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาตะวันออกกลาง ผ่านกลไกของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ที่ผ่านมา

สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกำหนด “เวลาออมแสง” ถาวร ยกเลิกการปรับนาฬิกาปีละ 2 ครั้ง

สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกำหนด "เวลาออมแสง" ถาวร  ยกเลิกการปรับนาฬิกาปีละ 2 ครั้ง

15 ก.ค. 2569 12:00 น.

สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายกำหนด “เวลาออมแสง” ถาวร ยกเลิกการปรับนาฬิกาปีละ 2 ครั้ง

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย “Sunshine Protection Act” เพื่อกำหนดให้ใช้เวลาออมแสง (Daylight Saving Time) เป็นเวลามาตรฐานถาวรตลอดทั้งปี ซึ่งจะถือเป็นการยุติธรรมเนียมปฏิบัติที่ชาวอเมริกันต้องปรับนาฬิกาเพิ่มและลด 1 ชั่วโมงปีละ 2 ครั้ง ที่ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960

ในการลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 308 ต่อ 117 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายนี้ถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ชาวอเมริกันจะไม่ต้องปรับนาฬิกาถอยหลังกลับสู่เวลามาตรฐานในเดือนพฤศจิกายนอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐที่ไม่เคยใช้ระบบเวลาออมแสงมาก่อน เช่น ฮาวาย และแอริโซนา รวมถึงดินแดนของสหรัฐฯ อย่างเปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จิน สามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมระบบนี้ได้

นายเวิร์น บูแชนัน สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐฟลอริดา ผู้เสนอร่างกฎหมายนี้เมื่อเดือนมกราคม 2025 ระบุว่า การปรับเปลี่ยนนาฬิกาส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนระบุว่า การยกเลิกปรับนาฬิกาจะช่วยลดปัญหาการนอนหลับแปรปรวน ลดอุบัติเหตุในที่ทำงานและบนท้องถนน อีกทั้งการมีแสงแดดในช่วงเย็นที่ยาวนานขึ้นจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งให้การสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่และเคยโพสต์สนับสนุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยขจัดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการปรับนาฬิกาปีละสองครั้ง ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินให้ชาวอเมริกันได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี

แม้ร่างกฎหมายจะผ่านสภาล่างได้ แต่ยังคงเผชิญกับเสียงคัดค้านจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน นำโดยนายทอม คอตตัน สว. พรรครีพับลิกันจากรัฐอาร์คันซอ ที่แย้งว่าการใช้เวลาออมแสงถาวรจะทำให้พระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมงในฤดูหนาว โดยบางพื้นที่อาจมืดจนถึงเกือบ 09:00 น. ซึ่งจะบีบบังคับให้เด็กนักเรียน ผู้ใช้แรงงานก่อสร้าง และเกษตรกร ต้องเดินทางไปเรียนหรือทำงานท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

นอกจากนี้ กลุ่ม “Airlines for America” ซึ่งเป็นตัวแทนสายการบินหลักของสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงเวลาดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการบิน ทั้งในเรื่องความโกลาหลของผู้โดยสาร การจัดตารางบินของลูกเรือและเครื่องบิน รวมถึงปัญหาการเชื่อมต่อเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับความซับซ้อนในระดับโลกนี้

สหรัฐฯ เริ่มนำระบบเวลาออมแสง (DST) มาใช้ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อขยายเวลาแสงแดดในช่วงบ่ายและประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง ก่อนจะนำกลับมาใช้อีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการออกกฎหมายกำหนดเวลามาตรฐานทั่วประเทศในปี 1966

ในอดีต สหรัฐฯ เคยทดลองใช้เวลาออมแสงถาวรตลอดทั้งปีมาแล้วในปี 1974 เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์พลังงาน แต่ในครั้งนั้นกระแสสังคมตีกลับอย่างรุนแรงเนื่องจากประชาชนไม่พอใจ จนทำให้รัฐสภาต้องยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นายแฟรงก์ พัลโลน สส. พรรคเดโมแครต ชี้ว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมการเดินทางและการทำงานของผู้คนได้เปลี่ยนไปจากอดีตมาก และมีเด็กนักเรียนที่เดินเท้าไปโรงเรียนน้อยลงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ จึงถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรการปรับนาฬิกาเดินหน้าและถอยหลังเสียที

ปัจจุบันในยุโรปมีเพียงอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน เบลารุส จอร์เจีย ไอซ์แลนด์ รัสเซีย และตุรกีเท่านั้นที่ไม่ใช้เวลาออมแสง ส่วนในแอฟริกา อียิปต์เป็นประเทศเดียวที่ใช้เวลาออมแสง.

ที่มา Reuters / BBC

เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

15 ก.ค. 2569 11:05 น.

เศรษฐกิจจีนโตช้าสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ส่งออกพุ่ง-ค้าปลีกเริ่มฟื้น

จีดีพี จีนไตรมาส 2 ขยายตัว 4.3% ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี แม้ยอดส่งออกครึ่งปีแรกทำสถิติสูงสุด และค้าปลีกเดือนมิถุนายนพลิกบวกครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี จากแรงหนุน AI และรถยนต์ไฟฟ้า

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน-มิถุนายน) ขยายตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 4.5% และเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลจีนที่ 4.5-5.0% สะท้อนแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่องและการใช้จ่ายภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ 

ในขณะที่เศรษฐกิจจีนยังได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก โดยสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า การส่งออกช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนมีมูลค่าทะลุ 10 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 51.5 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยในเดือนมิถุนายน การส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ขณะที่อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น 53.1%

ด้านการบริโภคภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดย ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน พลิกกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 หลังเดือนพฤษภาคมหดตัว 0.6% ขณะที่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.6% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ในช่วงครึ่งปีแรกยังลดลง 5.7% สะท้อนว่าการลงทุนภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ แต่ยังเผชิญปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่สมดุลระหว่างกำลังการผลิตที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง แม้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีได้ หากภาคการส่งออกยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

จีนควบคุมตัวนักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกัน ศึกษาการทดสอบนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

จีนควบคุมตัวนักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกัน ศึกษาการทดสอบนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

15 ก.ค. 2569 10:39 น.

จีนควบคุมตัวนักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกัน ศึกษาการทดสอบนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

ดร. โหย่วหลิน เฉิน นักแผ่นดินไหววิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ซึ่งเคยตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับการตรวจจับการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยเขาถูกทางการจีนควบคุมตัวมานานเกือบ 2 ปี และกำลังเผชิญกับการถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาจารกรรม

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศยกระดับสถานะของ ดร. เฉิน วัย 54 ปี ให้เป็น “ผู้ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ”  ซึ่งส่งผลให้การช่วยเหลือเขาให้ได้รับอิสรภาพกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ

นางอวี่ฟาง หรง ภรรยาของ ดร. เฉิน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชะลอการประกาศเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เพื่อเปิดทางให้กับการทูตระดับสูงในการเจรจาอย่างลับๆ โดยในระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือโดยตรงกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งนายสีรับปากว่าจะนำเรื่องไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันรัฐบาลจีนยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน นายหลิน เจี้ยน ได้แถลงตอบโต้ว่า หน่วยงานตุลาการของจีนดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และ “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการควบคุมตัวโดยมิชอบ” แต่อย่างใด

นางหรงเปิดเผยว่า สามีของเธอถูกเจ้าหน้าที่จีนสอบปากคำมากกว่า 100 ครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงานวิจัยของเขาเกี่ยวกับ “การตรวจจับสัญญาณคลื่นไหวสะเทือนจากการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ” และกล่าวว่า เธอวิตกกังวลอย่างมากว่าทางการจีนอาจตัดสินใจล่วงหน้าแล้วว่าจะเอาผิดสามีของเธอในข้อหาจารกรรม ซึ่งในจีนมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือแม้แต่ประหารชีวิตในคดีที่ถือว่าร้ายแรงเป็นพิเศษ

นายเอริก เล็บสัน อดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ และที่ปรึกษาของครอบครัวจากองค์กรช่วยเหลือตัวประกัน Global Reach ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ทางการจีนต้องการใช้ความเชี่ยวชาญของ ดร. เฉิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของจีนในการปกปิดการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดิน ผ่านเทคนิคที่เรียกว่า “Decoupling” หรือการจุดระเบิดในโพรงใต้ดินขนาดใหญ่เพื่อลดความรุนแรงของคลื่นกระแทก ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่าจีนพยายามพรางการทดสอบนิวเคลียร์ขนาดเล็กเมื่อปี 2020

ทั้งนี้ นายเล็บสันยืนยันว่า ดร. เฉิน เป็นเพียงพนักงานของบริษัทคู่สัญญารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยเข้าถึงชั้นความลับขั้นสูง และผลงานวิจัยของเขาได้รับทุนสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากกระทรวงการต่างประเทศและห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยเป็นการทำงานร่วมกับนักวิชาการจีน และใช้ข้อมูลสาธารณะที่สามารถหาได้ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้กฎหมายความลับแห่งชาติของจีน ทางการจีนมีอำนาจอย่างกว้างขวางในการยกระดับข้อมูลสาธารณะให้กลายเป็น “ความลับด้านความมั่นคงแห่งชาติ” ย้อนหลังได้ ซึ่งส่งผลให้ใครก็ตามที่ครอบครองหรือแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวมีความผิด

ดร. เฉิน ซึ่งโอนสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันตั้งแต่ปี 2011 และอาศัยอยู่ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของจีนเข้าจับกุมตัวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ขณะกำลังเตรียมเดินทางกลับสหรัฐฯ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวและบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยสองแห่งในจีน

ในช่วงเริ่มต้นของการคุมขัง ดร. เฉิน ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งแข็งๆ ตลอดทั้งวันโดยห้ามลุกขึ้นยืน อ่านหนังสือ หรือออกกำลังกาย รวมถึงไม่ได้รับยารักษาโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ปัจจุบันเขาน้ำหนักลดลงไปถึง 13.6 – 18.1 กิโลกรัม เนื่องจากได้รับอาหารไม่เพียงพอและขาดสารอาหาร

ดร. เฉิน ถูกตั้งข้อหาจารกรรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2025 แต่ยังไม่มีกำหนดการขึ้นศาล ซึ่งคาดว่าคดีความลับหลังห้องพิจารณาคดีที่ปิดเป็นความลับนี้ จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหารืออีกครั้งในโอกาสที่นายสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกันยายนนี้.

ที่มา Reuters