ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

26 ก.พ. 2569 08:52 น.

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

เกิดเหตุสุดช็อกที่รัฐเนบราสกา สหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนน กลืนรถยนต์ 2 คันที่กำลังจอดติดสัญญาณไฟแดงต่อหน้าต่อตาผู้ใช้ถนน สร้างความแตกตื่นไปทั่วบริเวณ

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริเวณสี่แยกในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาของสหรัฐฯ  เมื่อเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนน กลืนรถยนต์ 2 คันที่กำลังจอดติดสัญญาณไฟแดงอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า คนขับรถทั้งสองรายสามารถปีนออกจากตัวรถและออกจากหลุมยุบได้ด้วยตนเอง ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึงที่เกิดเหตุ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถลากนำรถทั้งสองคันขึ้นจากหลุม พร้อมเริ่มรื้อแผ่นคอนกรีตบริเวณปากหลุมเพื่อตรวจสอบความเสียหายและประเมินความมั่นคงของโครงสร้างถนน ขณะเดียวกันทางการเตือนว่าถนนช่วงดังกล่าวอาจต้องปิดการจราจรเป็นเวลาหลายวันเพื่อประเมินความเสี่ยง พร้อมเตือนผู้ขับขี่ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่หลุมยุบจะขยายตัวเพิ่ม หากโครงสร้างใต้ดินยังไม่มั่นคง โดยจะประเมินความปลอดภัยก่อนเปิดถนนอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาอธิบายว่า หลุมยุบ มักเกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินที่ชะล้างชั้นดินหรือหินปูนด้านล่าง จนเกิดโพรงขนาดใหญ่ เมื่อพื้นผิวด้านบนรับน้ำหนักไม่ไหวจึงทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักหรือท่อสาธารณูปโภคใต้ดินแตกรั่ว ก็อาจเร่งให้เกิดการยุบตัวได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองของสหรัฐฯ ที่มีระบบท่อเก่าและเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะให้เมืองต่าง ๆ เร่งตรวจสอบโครงสร้างใต้ดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรงในอนาคต.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

26 ก.พ. 2569 05:46 น.

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

คิวบาอ้างว่า หน่วยยามฝั่งของพวกเขายิงปะทะกับคนบนเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ และแล่นเข้ามาในน่านน้ำของคิวบา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลคิวบาเปิดเผยว่า หน่วยยามฝั่งของพวกเขายิงปืนเข้าใส่เรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่ง ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ และแล่นเข้ามาในน่านน้ำของคิวบา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X กระทรวงมหาดไทยของคิวบาระบุว่า เรือที่จดทะเบียนในรัฐฟลอริดา หมายเลขทะเบียน FL7726SH ถูกตรวจพบใกล้กับเกาะ กาโย ฟัลโกเนส ของจังหวัดบียากลารา ตอนกลางของประเทศ เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา

เมื่อเรือของคิวบาที่มีเจ้าหน้าที่ยามฝั่ง 5 นายพยายามเข้าประชิดเรือลำดังกล่าวเพื่อตรวจสอบ คนบนเรือสปีดโบ๊ทกลับเปิดฉากยิง จนทำให้ผู้บัญชาการของฝ่ายคิวบาได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เจ้าหน้าที่คิวบาจึงเปิดฉากยิงตอบโต้ จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 6 รายดังกล่าว

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายและส่งตัวไปรับความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้ว โดยที่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้โดยสารบนเรือสปีดโบ๊ทเป็นใคร รวมถึงจุดประสงค์ที่เรือลำนี้เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดยรัฐบาลคิวบาระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเพื่อไขข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ด้าน นายคาร์ลอส กิเมเนซ สมาชิกสภาคองเกรสจากรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองไมอามี กล่าวว่าเขาจะเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์นี้ ซึ่งเขากล่าวหาว่าเป็นการ “สังหารหมู่” และย้ำว่า ทางการสหรัฐฯ “ต้องระบุให้ได้ว่ามีเหยื่อรายใดที่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้ที่พำนักในสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบา โดยในขณะนี้ คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเชื้อเพลิงที่รุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ขัดขวางการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของคิวบามาอย่างยาวนาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

26 ก.พ. 2569 04:37 น.

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

(สมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลส แห่งสเปน แถลงการณ์ประณามความพยายามก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ในวันที่ 23 ก.พ. 2524 (AFP PHOTO / CASA REAL / HANDOUT))

สเปนปลดความลับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อปี 2524 โดยหวังว่ามันจะช่วยสยบทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 24 ก.พ. 2569 รัฐบาลสเปนได้เปิดเผยเอกสารจำนวน 153 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยหวังว่ามันจะสามารถสยบทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น

การรัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 23 ก.พ. 2524 เมื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่ติดอาวุธนำโดยนาย อันโตนิโอ เตเฆโร โมลินา บุกเข้าไปในห้องโถงหลักของรัฐสภาแห่งชาติและข่มขู่เหล่านักการเมืองในขณะที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อนำพาประเทศกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้ง ทว่าความพยายามล้มเหลว เพราะสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลส ทรงปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา ได้มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงข้อสงสัยที่ว่ากษัตริย์อาจทรงทราบเรื่องการก่อรัฐประหารล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งข้อหาที่ว่าพระองค์อาจมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในเหตุการณ์นั้นด้วย

การเปิดเผยเอกสารชุดนี้ยังมีขึ้นในวันเดียวกับการเสียชีวิตของ เตเฆโร ผู้นำกลุ่มก่อรัฐประหาร ซึ่งเสียชีวิตลงในวัย 93 ปี

ทั้งนี้ การเปิดเผยเอกสารลับชุดนี้ สร้างความคาดหวังอย่างมหาศาล จนถึงขั้นที่หน้าเว็บไซต์ของรัฐบาลซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่เอกสารล่มชั่วคราว

เอกสารเหล่านี้ประกอบไปด้วยรายงานของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม บันทึกการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ รวมถึงปฏิกิริยาของรัฐบาลต่างประเทศที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตัวเอกสารเองดูเหมือนจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจหรือเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้

สำหรับชาวสเปนจำนวนมาก ความพยายามก่อรัฐประหารในครั้งนั้นได้ช่วยตอกย้ำสถานะของกษัตริย์ฆวน การ์โลส ในฐานะ “ผู้กอบกู้” ระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเกิดใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการที่ประเทศปฏิเสธค่านิยมแบบฟรังโก อดีตจอมเผด็จการผู้เสียชีวิตในปี 2518 ซึ่งเปิดทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อบทบาทที่ดูเหมือนจะเป็นวีรบุรุษของพระองค์ โดยทฤษฎีอื่นๆ อ้างว่าการลุกฮือครั้งนี้อาจเป็นการ “จัดฉาก” โดยกลุ่มอำนาจทางการเมือง เพื่อสร้างสถานการณ์ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

รัฐบาลปัจจุบันของนายเปโดร ซานเชซ ซึ่งนำโดยพรรคสังคมนิยม ระบุว่าการเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไว้เป็นความลับถือเป็น “ความผิดปกติทางประวัติศาสตร์” ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข และการเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ใด

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังกล่าวอีกว่า การยกเลิกชั้นความลับของเอกสารเหล่านี้จะช่วยลดความน่าเชื่อถือของผู้ที่พยายามเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดที่เป็นเท็จเกี่ยวกับการรัฐประหารในครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

26 ก.พ. 2569 03:44 น.

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ศาลฎีกาของบราซิลตัดสินจำคุกนักการเมืองสองพี่น้อง ฐานเป็นผู้สั่งการฆาตกรรม นักเคลื่อนไหวข้ามเพศคนดังเมื่อ 8 ปีก่อน เนื่องจากเธอนับเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า ศาลฎีกาของประเทศบราซิลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นักการเมือง 2 คนเป็นเวลาคนละมากกว่า 76 ปี จากความผิดฐานสั่งฆ่า มาเรียลล์ ฟรังโก นักเคลื่อนไหวและสมาชิกสภาเมืองริโอเดจาเนโรผู้มีชื่อเสียงเมื่อปี 2561

สองพี่น้อง โดมิงโกส อินาซิโอ บราเซา กับ ชูเอา ฟรานซิสโก อินาซิโอ บราเซา ถูกตัดสินจำคุกในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ คนร้ายขับรถประกบยิงรถของฟรังโก จนทำให้เธอกับคนขับรถหญิงชื่อ แอนเดอร์สัน โกเมส เสียชีวิตทั้งคู่

ฟรังโก ซึ่งเป็นผู้หญิงผิวดำและเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ถือเป็นบุคคลที่กำลังมีบทบาทโดดเด่นในพรรคสังคมนิยมของบราซิล โดยการเสียชีวิตของเธอในวัย 38 ปี ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศ

ผู้พิพากษาทั้ง 4 ท่านมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า พี่น้องตระกูลบราเซาพุ่งเป้าสังหารฟรังโก เนื่องจากเธอนับเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของพวกเขา

ทั้งนี้ ฟรังโกทำงานร่วมกับสภาเมืองริโอเดจาเนโรเพื่อคัดค้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในย่านชุมชนยากจน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มอิทธิพลมืด

คดีนี้ได้เปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและองค์กรอาชญากรรม โดยผู้พิพากษา อเล็กซานเดร เดอ โมราเอส กล่าวว่า สองพี่น้องคู่นี้ “ไม่ใช่แค่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอิทธิพลมืด แต่พวกเขาคือกลุ่มอิทธิพลมืดเสียเอง”

ขณะที่ คาร์เมน ลูเซีย ผู้พิพากษาหญิงเพียงหนึ่งเดียวในคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ระบุว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้สร้าง “ความบอบช้ำทางจิตใจและจิตวิญญาณอย่างมาก” พร้อมกับตั้งคำถามว่า บราซิลจะปล่อยให้มี “มาเรียลล์อีกกี่คนที่ต้องถูกสังหาร?”

ด้านอานิเอเล ฟรังโก น้องสาวของมาเรียลล์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมเพื่อยกย่องระบบยุติธรรมของบราซิล โดยระบุว่านี่คือการ “ให้เกียรติแก่ความทรงจำของมาเรียลล์และแอนเดอร์สัน”

เธอกล่าวเสริมด้วยว่า “เราต่อสู้มาตลอด 8 ปี เพื่อค้นหาว่าใครเป็นคนสั่งฆ่ามาเรียลล์และทำไปเพื่ออะไร เป็น 8 ปีแห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่สมบูรณ์”

ทั้งนี้ ในปี 2567 อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายถูกจำคุกในคดีฆาตกรรมมาเรียลล์ โดย รอนนี เลสซา สารภาพว่าเป็นผู้ลั่นไกสังหารและถูกตัดสินจำคุก 78 ปี 9 เดือน ขณะที่ เอลซิโอ เดอ เควรอซ ถูกตัดสินจำคุก 59 ปี 8 เดือน ในฐานะคนขับรถ

ส่วนสองพี่น้องตระกูลบราเซาถูกจับกุมในปี 2567 เช่นกัน หลังจากที่นายเลสซาทำข้อตกลงรับสารภาพกับพนักงานอัยการ และให้การซัดทอดว่า พี่น้องบราเซาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บิล เกตส์ ยอมรับ มีสัมพันธ์นอกสมรส 2 ครั้ง ขอโทษเรื่องเอปสตีน

บิล เกตส์ ยอมรับ มีสัมพันธ์นอกสมรส 2 ครั้ง ขอโทษเรื่องเอปสตีน

26 ก.พ. 2569 01:42 น.

บิล เกตส์ ยอมรับ มีสัมพันธ์นอกสมรส 2 ครั้ง ขอโทษเรื่องเอปสตีน

สื่อสหรัฐฯ เผย บิล เกตส์ ยอมรับต่อหน้าพนักงานมูลนิธิเกตส์ ว่า เขาติดต่อกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังจากนักการเงินรายนี้รับโทษคดีทางเพศไปแล้ว และยอมรับว่า เขาเคยมีความสัมพันธ์กับหญิงรัสเซีย 2 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า มูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) ระบุในแถลงการณ์ว่า บิล เกตส์ ได้ “แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน” เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ ในระหว่างการประชุมทาวน์ฮอลล์ร่วมกับพนักงานของมูลนิธิ

ทางมูลนิธิเผยว่า เกตส์ได้ตอบคำถามในประเด็นต่าง ๆ ในการประชุมที่จัดขึ้นปีละสองครั้งเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งรวมถึงเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดีของเอปสตีนด้วย นอกจากนี้มูลนิธิยังระบุเสริมว่า “ในการประชุมทาวน์ฮอลล์ บิลได้พูดอย่างเปิดเผย โดยตอบคำถามหลายข้ออย่างละเอียด และได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง”

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) ที่ระบุว่า เกตส์ได้กล่าวขอโทษต่อพนักงานในงานดังกล่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอปสตีน

เอกสารที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยก่อนหน้านี้ระบุว่า เกตส์และเอปสตีนได้พบปะกันหลายครั้งเพื่อหารือเรื่องการขยายขอบเขตงานด้านการกุศลของเกตส์ โดยการพบปะดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เอปสตีนพ้นโทษจำคุก 13 เดือนในปี 2552 ในข้อหาจัดหาผู้เยาว์เพื่อการค้าประเวณี

ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล ซึ่งอ้างข้อมูลจากบันทึกเสียงคำพูดของเกตส์ในระหว่างการประชุมทาวน์ฮอลล์ระบุว่า เกตส์บอกกับพนักงานว่ามันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เขาไปใช้เวลาร่วมกับเอปสตีน และยังดึงเอาผู้บริหารของมูลนิธิเกตส์เข้าไปร่วมประชุมกับอาชญากรทางเพศผู้นี้ด้วย

“ผมขอโทษคนอื่นๆ ที่ต้องถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เพราะความผิดพลาดที่ผมได้ทำลงไป” เกตส์กล่าวตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล

วอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุเพิ่มเติมว่า เกตส์ยังยอมรับว่า เขาแอบมีความสัมพันธ์นอกสมรสกับหญิงชาวรัสเซีย 2 ราย ซึ่งเอปสตีนได้ล่วงรู้เรื่องนี้ในเวลาต่อมา แต่เกตส์ยืนยันว่าสตรีทั้งสองไม่ใช่เหยื่อของเอปสตีน

“ผมไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และผมก็ไม่เห็นสิ่งผิดกฎหมายใดๆ” เกตส์บอกกับพนักงาน

ทั้งนี้ เอกสารคดีเอปสตีนที่ถูกเผยแพร่ออกมา ปรากฏภาพถ่ายที่เกตส์โพสต์ท่าร่วมกับผู้หญิงหลายคนที่ถูกเซนเซอร์ใบหน้าไว้ โดยก่อนหน้านี้เกตส์ระบุว่าความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีนจำกัดอยู่เพียงแค่การหารือด้านการกุศลเท่านั้น และยอมรับว่าการไปพบกับเอปสตีนถือเป็นความผิดพลาด

ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล เกตส์บอกกับพนักงานของมูลนิธิว่า รูปภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่เอปสตีนขอให้เขาถ่ายร่วมกับกลุ่มผู้ช่วยของเอปสตีนหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม และยืนยันว่า “เพื่อความชัดเจน ผมไม่เคยใช้เวลาร่วมกับเหยื่อหรือผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเขาเลย”

เอกสารอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า เอปสตีนเคยพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างเกตส์กับที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ โบริส นิโคลิก ในปี 2556 นอกจากนี้ เอปสตีนยังเขียนอีเมลถึงตัวเองโดยระบุว่า เกตส์และคณะผู้ช่วยปฏิบัติกับเขาไม่ดี ทั้งที่มีความสนิทสนมกันมากถึงขั้นที่เกตส์เคยมาขอยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ติดมาจาก “สาวรัสเซีย”

ด้าน เมลินดา เฟรนช์ อดีตภรรยาของเกตส์ซึ่งหย่ากันในปี 2564 เคยออกมาพูดถึงข้อครหาที่อดีตสามีของเธอกำลังเผชิญเมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า “ไม่ว่าคำถามอะไรก็ตามที่ยังเหลืออยู่เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันมารู้ และฉันไม่อาจล่วงรู้ได้ทั้งหมด คำถามเหล่านั้นต้องไปถามคนกลุ่มนั้น หรือแม้แต่อดีตสามีของฉันเอง พวกเขาต้องเป็นคนตอบคำถามเหล่านั้น ไม่ใช่ฉัน”

มูลนิธิเกตส์ระบุเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่า ทางมูลนิธิไม่เคยมีการจ่ายเงินใดๆ ให้แก่เอปสตีน และไม่เคยว่าจ้างเขาไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ก่อน บิล เกตส์ ยกเลิกแผนการเข้าร่วมการประชุมสุดยอด AI Impact Summit ในประเทศอินเดีย เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำหนดการกล่าวสุนทรพจน์หลัก เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากข้อครหาของเขาเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีนรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : usatoday

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

26 ก.พ. 2569 00:43 น.

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านออกมาตอบโต้คำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเป็นคำโกหก หลังนายทรัมป์บอกว่า อิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่ยิงถึงอเมริกา และกลับมารื้อฟื้นโครงการอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 25 ก.พ. 2569 อิหร่านออกมาประณามคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีว่าเป็นการ “โกหกคำโต” หลังผู้นำสหรัฐฯ บอกว่า เตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงได้ไกลถึงดินแดนอเมริกา และพยายามรื้อโครงการอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

“พวกเขาได้พัฒนาขีปนาวุธที่สามารถคุกคามยุโรปและฐานทัพในต่างแดนของเราไปแล้ว และตอนนี้พวกเขากำลังเร่งสร้างขีปนาวุธที่จะสามารถยิงมาถึงสหรัฐอเมริกาได้ในเร็ว ๆ นี้” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาได้รับการเตือนแล้วว่าห้ามพยายามรื้อฟื้นโครงการอาวุธขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ แต่พวกเขาก็ยังคงทำต่อไป พวกเขากำลังเริ่มกระบวนการทั้งหมดใหม่อีกครั้ง”

ภาพถ่ายดาวเทียมที่สำนักข่าว AP วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า อิหร่านเริ่มทำการฟื้นฟูฐานผลิตขีปนาวุธและดำเนินการบางอย่างในพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน

อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาตอบโต้คำพูดของนายทรัมป์ โดยเปรียบเทียบคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ กับคำพูดของ โจเซฟ กอบเบิลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยเขากล่าวหาทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ว่ากำลัง “ดำเนินแคมเปญบิดเบือนข้อมูลและให้ข้อมูลเท็จ” เกี่ยวกับอิหร่าน

“สิ่งที่พวกเขาอ้างเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขีปนาวุธนำวิถี และจำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนมกราคม เป็นเพียงการฉายซ้ำของการ “โกหกคำโต” เท่านั้น” นายบากาอีเขียนข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

อนึ่ง ทรัมป์กล่าวระหว่างแถลงนโยบายว่า ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32,000 ศพ ในการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศอิหร่านเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวประเมินเอาไว้มาก โดยหน่วยงานสำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (HRANA) ที่มีฐานในสหรัฐฯ ระบุยอดผู้เสียชีวิตที่นับได้ในขณะนี้อยู่ราว 7,000 ศพ และเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก

ขณะที่รัฐบาลอิหร่านซึ่งมักจะรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริงในเหตุความไม่สงบครั้งก่อนๆ ออกมาให้ข้อมูลเพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ว่ามีผู้เสียชีวิต 3,117 ศพ

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกเพียงสองทาง คือจะเลือกใช้วิธีทางการทูต หรือจะเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวของอิหร่าน

“หากคุณเลือกโต๊ะเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นการทูตที่เคารพในศักดิ์ศรีของชาติอิหร่านและผลประโยชน์ร่วมกัน เราก็จะไปนั่งที่โต๊ะนั้นด้วยเช่นกัน” กอลิบาฟกล่าว ตามรายงานของสำนักข่าว Student News Network ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการที่เชื่อกันว่ามีความใกล้ชิดกับกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ (Basij) ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน

“แต่หากคุณตัดสินใจที่จะซ้ำรอยอดีตด้วยการหลอกลวง, โกหก, การคำนวณที่ผิดพลาด และข้อมูลเท็จ รวมถึงเปิดฉากโจมตีในระหว่างการเจรจา คุณจะได้ลิ้มรสการตอบโต้อย่างหนักหน่วงจากประชาชนชาวอิหร่านและกองกำลังป้องกันประเทศอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ อิหร่านและสหรัฐฯ มีกำหนดจะเจรจากันรอบที่ 3 ในวันพฤหัสบดีนี้ (26 ก.พ.) ที่นครเจนีวา โดยมีโอมานเป็นคนกลาง ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันอิหร่านให้ทำข้อตกลงนิวเคลียร์ ด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปยังตะวันออกกลาง และขู่จะใช้กำลังทหารหากการเจรจาล้มเหลวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ

25 ก.พ. 2569 22:38 น.

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ

สื่อเกาหลีใต้อ้างว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ให้ลูกสาวทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยการทั่วไปด้านขีปนาวุธ” เพื่อให้เธอสามารถคุมกองทัพได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ท่ามกลางกระแสว่าเธอคือว่าที่ผู้นำคนถัดไป

เว็บไซต์ข่าว Chosun Daily ของเกาหลีใต้รายงานว่า รัฐบาลได้รับข้อมูลข่าวกรองระบุว่า บุตรสาวของนาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ “คิม จูแอ” นั้น แท้จริงแล้วอาจมีชื่อว่า “คิม จูแฮ” ตามแหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาล

หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลด้วยว่า บุตรสาวของ คิม จองอึน กำลังปฏิบัติหน้าที่ในบทบาท “ผู้อำนวยการทั่วไปด้านขีปนาวุธ” ภายในเกาหลีเหนือ และกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการพูดถึงเรื่องนี้ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ซึ่งเริ่มขึ้นในกรุงเปียงยางตั้งแต่วันที่ 19 ที่ผ่านมาหรือไม่

ทั้งนี้ คิม จองอึน พาบุตรสาวซึ่งคาดกันว่ามีอายุประมาณ 13-14 ปี ไปยังสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีการคาดการณ์ว่าเขาได้มอบหมายบทบาท “ผู้อำนวยการทั่วไปด้านขีปนาวุธ” ให้แก่บุตรสาวเพื่อให้เธอสามารถเข้าควบคุมกองทัพได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

นอกจากนั้นยังมีรายงานด้วยว่า แม้ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ นายจาง ชางฮา จะยังคงเป็นผู้อำนวยการทั่วไปด้านขีปนาวุธ แต่ คิม จูแอ หรือ คิม จูแฮ กลับเป็นผู้รับการบรรยายสรุปจากบรรดานายพลและเป็นผู้ออกคำสั่งต่างๆ

โดยในเรื่องนี้ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) ได้รายงานต่อคณะกรรมการข่าวกรองของรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมาว่า เธออยู่ใน “ขั้นตอนการวางตัวเป็นทายาททางการเมือง” และ “ตรวจพบเบาะแสว่าเธอเริ่มมีการแสดงความคิดเห็นในบางนโยบายแล้ว”

อนึ่ง สื่อของเกาหลีเหนือยืนยันการมีตัวตนของลูกสาวของ คิม จองอึน เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 โดยเรียกเธอว่า “บุตรสาวที่รัก” ขณะที่เธอร่วมเดินทางกับ คิม จองอึน ไปยังสถานที่ทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “ฮวาซอง-17”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมาสื่อเกาหลีเหนือไม่เคยรายงานชื่อจริงของเธอเลย เช่นเดียวกับชื่อของ คิม จองอึน ที่ไม่เคยถูกรายงานอย่างเป็นทางการจนกระทั่งเขาได้รับตำแหน่ง “พลเอกแห่งกองทัพประชาชน” ในฐานะทายาทผู้นำสูงสุดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2553

ส่วนชื่อ “จูแอ” เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี 2556 หลัง เดนนิส ร็อดแมน อดีตนักบาสเกตบอล NBA ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ หลังจากที่เขาได้รับคำเชิญให้ไปเยือนเกาหลีเหนือ โดยเขาระบุว่า “ได้อุ้ม จูแอ (Ju-ae) ลูกสาวของคิม จองอึน”

นอกจากนี้ นายรยู ฮยอนอู อดีตอุปทูตเกาหลีเหนือประจำคูเวตที่แปรพักตร์ในปี 2562 ยังเป็นพยานยืนยันว่า คิม จองอึนเคยบอกกับพ่อตาของตน (นายจอน อิลชุน อดีตผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ 39 ที่ดูแลเงินสำรองของตระกูลคิม) ว่าเขาตั้งชื่อลูกสาวว่า “จูแอ” ซึ่งมีความหมายว่า “ลูกสาวผู้น่ารักและเป็นที่รักของคนจำนวนมาก”

อย่างไรก็ตาม มีข้อสันนิษฐานอื่นๆ ว่าชื่อของเธออาจจะเป็น จูเย หรือ จูฮเย และมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการเปลี่ยนชื่อหลังจากได้รับเลือกเป็นทายาท เช่นเดียวกับกรณีของ คิม จองอึน ซึ่งเดิมทีเคยเป็นที่รู้จักในชื่อ “คิม จองอุน” ตามคำบอกเล่าของ เคนจิ ฟูจิโมโตะ พ่อครัวส่วนตัวของ คิม จองอิล ผู้นำสูงสุดคนก่อนของเกาหลีเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews , chosun

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

25 ก.พ. 2569 21:55 น.

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ชาวญี่ปุ่น 15 คน ถูกจับกุมตัวในกัมพูชา ในฐานะผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ในขณะที่ทางการกัมพูชากำลังปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์อย่างหนัก หลังถูกกดดันจากนานาชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศกัมพูชาเผยว่า มีชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นควบคุมตัวในกรุงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง

สถานทูตญี่ปุ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าพบผู้ถูกกุมตัวทั้ง 15 คนแล้ว และยืนยันได้ว่าทั้งหมดเป็นชาวญี่ปุ่นจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ชาวต่างชาติรวมถึงชาวญี่ปุ่นมักถูกควบคุมตัวในกัมพูชาบ่อยครั้งในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกง โดยรัฐบาลกัมพูชาระบุว่า กำลังเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกวาดล้างกลุ่มมิจฉาชีพให้หมดไปภายในเดือนเมษายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

จับตา "ขิ่น ยี" อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

25 ก.พ. 2569 17:20 น.

จับตา “ขิ่น ยี” อดีตนายพลเมียนมา จ่อคุมเก้าอี้ประธานสภาฯ

แหล่งข่าวภายในพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) เปิดเผยว่า “ขิ่น ยี” อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลจากพรรคการเมืองที่กองทัพหนุนหลัง ซึ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมียนมาครั้งล่าสุด เตรียมจะเข้ารับตำแหน่งสำคัญอย่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการช่วยให้กองทัพเมียนมายังคงอำนาจในการบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

ภายหลังการรัฐประหารในปี 2021 รัฐบาลทหารเมียนมามีกำหนดจะถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการหลังจากสภาชุดใหม่เปิดประชุมในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าบรรดานายพลระดับสูงจะยังคงมีบทบาทนำในทางการเมืองต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพรรค USDP ซึ่งกองทัพก่อตั้งขึ้นในปี 2010 สามารถกวาดที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้อย่างล้นหลาาม

แหล่งข่าวจากพรรค USDP 3 รายให้ข้อมูลกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นายขิ่น ยี (Khin Yi) ประธานพรรค USDP ซึ่งเป็นอดีตพลจัตวาและอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือตัวเต็งที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยบทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากต้องทำหน้าที่ควบคุมการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ การผ่านกฎหมาย การอนุมัติงบประมาณ รวมถึงการเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลสำคัญในตำแหน่งระดับรัฐ

หนึ่งในแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่าอดีตนายพลที่มีความใกล้ชิดกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร มีแนวโน้มสูงที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และคนที่ 2 แหล่งข่าวระบุว่า “เนื่องจากในพรรคมีอดีตนายทหารระดับสูงจำนวนมาก เมื่อพิจารณาจากบทบาทและประสบการณ์ ตำแหน่งสูงสุดที่เหมาะสมสำหรับขิ่น ยี จึงน่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร” 

ทั้งนี้ ระบบการแบ่งปันอำนาจของเมียนมาตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้กองทัพครองที่นั่งในสภาโดยอัตโนมัติ 25% และยังควบคุมกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงกิจการชายแดน และกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ผลการเลือกตั้งล่าสุดซึ่งมีผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยท่ามกลางภาวะสงครามกลางเมือง ปรากฏว่าพรรค USDP กวาดที่นั่งไปได้ถึง 81% ทั้งในสภาสูงและสภาล่าง ทำให้รัฐสภาตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโดยปริยาย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ ซึ่งเป็นคณะกรรมการ 5 รายชุดใหม่เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งการบริหารราชการพลเรือนและทหาร นักวิเคราะห์มองว่ากลไกนี้จะช่วยให้ มิน อ่อง หล่าย สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้โดยที่ไม่ต้องคลายอำนาจในการควบคุมกองทัพ

ถิ่น จอ เอ  นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ให้ความเห็นว่าตำแหน่งประธานสภาฯ มีอิทธิพลมากกว่าตำแหน่งรองประธานาธิบดีซึ่งมักเป็นตำแหน่งเชิงพิธีการ “นี่คือตำแหน่งที่มีขีดความสามารถสูงในการส่งผลต่อการตัดสินใจและการดำเนินการ หากใครไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ตำแหน่งประธานสภาคือตำแหน่งที่จะได้ใช้อำนาจมากที่สุด”

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายซึ่งเป็น สส.ใหม่จากพรรค USDP ระบุว่า ข้อมูลเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดในกลุ่มผู้นำระดับแกนนำเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพรรคครั้งล่าสุด มีรายงานว่า ขิ่น ยี ได้รับการทาบทามอย่างไม่เป็นทางการว่าจะรับตำแหน่งรองประธานาธิบดีหรือไม่ ซึ่งเขาได้ตอบกลับว่าเขาต้องการบทบาทในสภามากกว่า.

ที่มา Reuters

สภาเม็กซิโกไฟเขียวร่าง กม. ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชม./สัปดาห์ คาดบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030

สภาเม็กซิโกไฟเขียวร่าง กม. ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชม./สัปดาห์ คาดบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030

25 ก.พ. 2569 16:54 น.

สภาเม็กซิโกไฟเขียวร่าง กม. ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชม./สัปดาห์ คาดบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030

สภาผู้แทนราษฎรเม็กซิโกผ่านร่างกฎหมายลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเน้นการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป จนบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2030 ยืนยันไม่กระทบเงินเดือนและสวัสดิการ ด้านฝ่ายค้านเตรียมเสนอมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย

สภาผู้แทนราษฎรเม็กซิโกอนุมัติเค้าโครงทั่วไปของร่างกฎหมายเมื่อช่วงดึกของวันอังคาร (24 ก.พ.) โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภา 469 คน โดยไม่มีผู้ใดลงคะแนนเสียงคัดค้าน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปฏิรูปสิทธิแรงงานครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวเตรียมเข้าสู่การอภิปรายในที่ประชุมใหญ่ของสภาฯ ในเร็วๆ นี้

การปฏิรูปดังกล่าวยังได้รับการอนุมัติในวุฒิสภาเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งพรรคโมเรนาซึ่งเป็นพรรครัฐบาลครองเสียงข้างมาก และก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการร่วมด้านรัฐธรรมนูญและแรงงานของสภาผู้แทนราษฎรเม็กซิโก มีมติเอกฉันท์ 61 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน 

สาระสำคัญของการปฏิรูปร่างกฎหมายนี้ซึ่งผลักดันโดยประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบอม ประกอบด้วยการแก้ไขมาตรา 123 ของรัฐธรรมนูญ และกำหนดชั่วโมงการทำงานสูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยจะเริ่มใช้ทีละขั้นตอนระหว่างปี 2027 ถึง 2030 โดยมีรายละเอียดสำคัญ เช่น การปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ภาคธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวได้ทัน โดยมีกรอบเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2030 ขณะที่การลดชั่วโมงทำงานจะไม่ส่งผลต่อการปรับลดเงินเดือนหรือสวัสดิการของลูกจ้าง รวมถึงการกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาไว้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสั่งห้ามบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลาโดยเด็ดขาด และยังคงมาตรฐานการทำงานสูงสุดไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน

นายมาราธ โบลาญอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การลดชั่วโมงทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับโครงสร้างกำลังคนได้โดยไม่ได้รับผลกระทบอย่างกะทันหัน ซึ่งเทียบเคียงได้กับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

แม้ทุกพรรคการเมืองจะเห็นชอบในหลักการ แต่สมาชิกสภาจากพรรคฝ่ายค้านอย่าง Movimiento Ciudadano, PRI และ PAN ได้ประกาศจะเสนอความเห็นแย้งเพิ่มเติมในที่ประชุมใหญ่ โดยมีข้อเสนอหลักๆ  ได้แก่ กำหนดให้มีวันหยุดบังคับ 2 วันต่อการทำงาน 5 วันอย่างชัดเจน, การจัดทำมาตรการจูงใจทางภาษีชั่วคราวสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, การออกแบบโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานที่เหมาะสมกับแต่ละภาคส่วน และการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดสรรวันหยุดวันที่สองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ฝั่งรัฐบาลและผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้มองว่า นี่คือ “หนี้ทางประวัติศาสตร์” ที่ต้องชดใช้ให้กับชนชั้นแรงงานเม็กซิโก และเชื่อมั่นว่าการลดเวลาทำงานจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว หากผ่านการอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ เม็กซิโกจะเข้าสู่ยุคใหม่ของกฎหมายแรงงานที่ทันสมัยและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

เม็กซิโกครองอันดับหนึ่งในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในเรื่องชั่วโมงทำงานที่ยาวนานที่สุด โดยเฉลี่ย 2,226 ชั่วโมงต่อคนต่อปี นอกจากนี้ยังมีผลิตภาพแรงงานและค่าจ้างต่ำที่สุดในบรรดา 38 ประเทศสมาชิก.

อ่านข่าว Reuters