สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

16 ก.ค. 2569 12:37 น.

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธมูลค่าราว 1.96 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่าประมาณ 1.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 7.1 หมื่นล้านบาทให้แก่ซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า การขายอาวุธครั้งนี้จะสนับสนุนเป้าหมายนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ด้วยการยกระดับศักยภาพด้านความมั่นคงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต และมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับอาวุธที่ซาอุดีอาระเบียต้องการจัดซื้อ ประกอบด้วย ระบบอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง Advanced Precision Kill Weapon System (APKWS) พร้อมหัวรบ จำนวนสูงสุด 20,000 ชุด โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า ระบบดังกล่าวเป็นอาวุธที่มีต้นทุนไม่สูงนัก แต่สามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ พร้อมลดความเสียหายต่อพื้นที่โดยรอบระหว่างการสู้รบระยะประชิด โดยบริษัท BAE Systems ซึ่งมีสำนักงานในเมืองแนชัว รัฐนิวแฮมป์เชียร์ จะเป็นผู้รับเหมาหลักในโครงการนี้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การขายอาวุธดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของซาอุดีอาระเบียในการรับมือกับภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต เสริมการป้องกันประเทศ และเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงกองกำลังของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคและชาติสมาชิกนาโต

การอนุมัติครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กำลังตึงเครียดอีกครั้ง หลังกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินเมืองอับฮา ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลเยเมนโจมตีสนามบินซานา เพื่อสกัดเที่ยวบินที่กำลังเดินทางกลับจากพิธีศพของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งมีคณะผู้แทนของกลุ่มฮูตีโดยสารมาด้วย โดยกลุ่มฮูตีได้กล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว

นอกจากนี้ การอนุมัติขายอาวุธยังเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ เพิ่มระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าทางทหาร

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า การขายอาวุธดังกล่าวจะ ไม่ส่งผลกระทบต่อความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ แต่อย่างใด.

ที่มา : channelnewsasia

ยูเอ็นหวั่น วิกฤตเรือผู้อพยพล่ม 2 ลำนอกชายฝั่งเมียนมา คาดมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 500 ราย

ยูเอ็นหวั่น วิกฤตเรือผู้อพยพล่ม 2 ลำนอกชายฝั่งเมียนมา คาดมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 500 ราย

16 ก.ค. 2569 11:43 น.

ยูเอ็นหวั่น วิกฤตเรือผู้อพยพล่ม 2 ลำนอกชายฝั่งเมียนมา คาดมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 500 ราย

องค์การสหประชาชาติแสดงความวิตก หลังได้รับรายงานว่าเกิดเหตุเรือผู้อพยพ 2 ลำอับปางนอกชายฝั่งเมียนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน คาดมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 500 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญาที่หลบหนีความขัดแย้งและเดินทางทางทะเลเพื่อแสวงหาความปลอดภัยและชีวิตที่ดีกว่า

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ระบุว่า มีเรือ 2 ลำซึ่งบรรทุกผู้โดยสารรวมกันกว่า 500 คน ประสบอุบัติเหตุอับปางลงนอกชายฝั่งเมียนมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า เรือทั้งสองลำเดินทางออกจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยสงครามกลางเมืองในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญา และบางส่วนเดินทางมาจากค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ในเขตค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นสถานที่รองรับผู้อพยพชาวโรฮีนจากว่า 1 ล้านคน ที่หนีภัยความรุนแรงมาอาศัยอยู่อย่างยากลำบาก

โดยเรือลำแรก คาดว่าบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 250 คน และขาดการติดต่อไปในระยะเวลาอันสั้นหลังจากออกเดินทางจากชายฝั่ง ส่วนเรือลำที่สอง มีรายงานว่าบรรทุกผู้โดยสารราว 280 คน และคาดว่าอับปางลงนอกชายฝั่งเขตอิรวดี ของเมียนมา

แถลงการณ์ระบุว่า “แม้เหตุการณ์และตัวเลขผู้เสียชีวิตจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ แต่ UNHCR และ IOM มีความกังวลอย่างยิ่งต่อความสูญเสียทางชีวิตที่อาจจะร้ายแรงและน่าสะเทือนใจในครั้งนี้”

นอกจากนี้ หน่วยงานของยูเอ็นยังย้ำว่า การเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นนอกฤดูกาลเดินเรือปกติ ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศในท้องทะเลมีความอันตรายสูง ประกอบกับฝนที่ตกหนักและน้ำท่วมขังทั่วภูมิภาค ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทางทะเลให้ทวีคูณ โดยหากเหตุการณ์นี้ได้รับการยืนยัน จะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายในทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอลในปีนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีรายงานผู้สูญหายแล้วเกือบ 300 ราย

ในแต่ละปี ชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องจำใจเสี่ยงชีวิตเดินทางข้ามทะเลผ่านเรือไม้โกโรโกโสที่ไม่มีความปลอดภัย ซึ่งมักดำเนินการโดยเครือข่ายขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองและค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่า เฉพาะปีที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาสูญหายหรือเสียชีวิตในทะเลแถบมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือเกือบ 900 ราย จากจำนวนผู้ที่พยายามล่องเรือเสี่ยงภัยทั้งหมดกว่า 6,500 คน

หน่วยงานสหประชาชาติชี้ว่า โศกนาฏกรรมล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบอันเลวร้ายจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการพลัดถิ่น รวมถึงการขาดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนชาวโรฮีนจา

แถลงการณ์ระบุว่า “การสู้รบที่ทวีความรุนแรงและสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ในเมียนมา ประกอบกับความช่วยเหลือและโอกาสที่จำกัดในค่ายผู้ลี้ภัยที่บังกลาเทศ กลายเป็นปัจจัยบีบคั้นให้ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตล่องเรือในทะเลเพื่อความปลอดภัย และเหตุการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายลักลอบขนคนเข้าเมืองยังคงเดินหน้าฉวยโอกาสจากความสิ้นหวังของผู้คนที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว IOM และ UNHCR ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยกระดับความพยายามในการค้นหาและกู้ภัยทางทะเลอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงกระบวนการขอลี้ภัยและการคุ้มครองความปลอดภัย ตลอดจนดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนและค้ามนุษย์

ในตอนท้าย หน่วยงานทั้งสองได้กล่าวชื่นชมประเทศบังกลาเทศที่มีความโอบอ้อมอารีอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าบ้านแบกรับและดูแลผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามาเป็นเวลาหลายปี ทว่ายืนยันว่ากลไกนี้จำเป็นต้องได้รับ “การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประชาคมโลก” ทั้งต่อตัวผู้ลี้ภัยและชุมชนท้องถิ่นที่ให้ที่พักพิง รวมถึงต้องมีความพยายามที่จริงจังมากกว่าเดิมในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนต้องถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานบ้านเกิดในปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ฝรั่งเศสผ่านร่างกฎหมาย “จบชีวิตแบบรับการช่วยเหลือ” ภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด

ฝรั่งเศสผ่านร่างกฎหมาย "จบชีวิตแบบรับการช่วยเหลือ" ภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด

16 ก.ค. 2569 11:13 น.

ฝรั่งเศสผ่านร่างกฎหมาย “จบชีวิตแบบรับการช่วยเหลือ” ภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด

สภาแห่งชาติฝรั่งเศสลงมติรับรองร่างกฎหมาย “จบชีวิตแบบรับการช่วยเหลือ” อนุญาตให้ผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคไม่อาจรักษาให้หายขาดสามารถรับยาที่ทำให้เสียชีวิตได้ภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิตที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง

สมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศส  มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวในวาระสุดท้ายด้วยคะแนนเสียง 291 ต่อ 241 เสียง หลังผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้นถึง 3 วาระ ซึ่งกฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ประกาศผลักดันมานานกว่า 3 ปี

ประธานาธิบดีมาครงได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ในปี 2022 ผมได้ให้คำมั่นที่จะเปิดเส้นทางนี้ร่วมกับประชาชนชาวฝรั่งเศส วันนี้ด้วยความจริงจัง ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตยของเราอย่างเต็มเปี่ยม คำมั่นสัญญาดังกล่าวได้รับการเติมเต็มแล้ว”

ด้านยาเอล บราวน์-ปิเวต์ ประธานสมัชชาแห่งชาติ กล่าวว่านี่ถือเป็นการอภิปรายที่ยาวนานที่สุดของสภานับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี

ตัวบทกฎหมายมุ่งเน้นไปที่ “การจบชีวิตโดยได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์” เป็นหลัก โดยอนุญาตให้ผู้ป่วยได้รับยาพิษเพื่อนำไปบริหารยาหรือดื่มด้วยตนเองภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัด โดยต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสัญชาติฝรั่งเศส หรือเป็นผู้พำนักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนั้น ยังต้องได้รับการยืนยันจากคณะแพทย์ว่าเป็นโรคที่รุนแรง ไม่มีทางรักษา และเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยอยู่ในระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย รวมถึงเผชิญกับความทุกข์ทรมานทางร่างกายที่ไม่สามารถบรรเทาได้

กฎหมายระบุชัดเจนว่า “ความทุกข์ทรมานทางจิตใจเพียงอย่างเดียว” ไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชรุนแรงและโรคทางสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม ผู้ป่วยต้องยื่นความจำนงด้วยตนเอง คณะแพทย์จะใช้เวลาประเมินภายใน 15 วัน หากอนุมัติ ผู้ป่วยต้องผ่านช่วงเวลาไตร่ตรองอีกอย่างน้อย 2 วันก่อนจะยืนยันอีกครั้ง นอกจากนั้น หากร่างกายผู้ป่วยไม่เอื้ออำนวยให้จัดการด้วยตัวเอง แพทย์หรือพยาบาลจึงจะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้เข้าช่วยเหลือ โดยระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของฝรั่งเศสจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่มีรากฐานวัฒนธรรมโรมันคาทอลิก ต้องเผชิญกับข้อถกเถียงอย่างรุนแรงทั้งในแง่กฎหมาย การแพทย์ ศีลธรรม และศาสนา แม้ว่ากฎหมายเดิมจะอนุญาตให้แพทย์จ่ายยาระงับประสาทให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหมดสติไปจนกว่าจะเสียชีวิตได้ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงการฆ่าตัวตายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ หรือการุณยฆาต ส่งผลให้ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากต้องเดินทางไปจบชีวิตในประเทศเพื่อนบ้านที่กฎหมายรองรับ

สมาคมเพื่อสิทธิ์ในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี (ADMD) ระบุว่า กฎหมายนี้ช่วยให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เกินรับไหวได้อย่างมีเสรีภาพและการรับรู้ที่สมบูรณ์ ย้ำว่ากฎหมายนี้เป็น “สิทธิ์ทางเลือกใหม่” ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องใช้

ส่วนกลุ่ม Alliance Vita ซึ่งต่อต้านการจบชีวิตด้วยวิธีนี้ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงมาครง โดยแย้งว่ารัฐควรทุ่มเทงบประมาณไปกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคองมากกว่า และการนำเสนอว่าความตายคือทางออกถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แม้ว่าวุฒิสภา ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมครองเสียงข้างมากจะปฏิเสธร่างกฎหมายนี้ แต่ตามกระบวนการนิติบัญญัติของฝรั่งเศส สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจชี้ขาดสูงสุดในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม เจราร์ด ลาร์แชร์ ประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียน เลอกอร์นู ได้ยื่นเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 1 เดือน โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อผ่านการรับรองจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วเท่านั้น

ในปัจจุบันประเมินว่ามีประชากรราว 300 ล้านคนทั่วโลกที่เข้าถึงกฎหมายการเลือกจบชีวิตในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรปและบางรัฐของสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

โดยสหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในช่วงพิจารณากฎหมายทำนองเดียวกันนี้ โดยสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างแล้ว และมีกำหนดนำเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในเดือนกันยายน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินทางไปจบชีวิตที่ประเทศอื่น เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนที่เยอรมนี สภาล่างได้ปัดตกร่างข้อเสนอควบคุมการจบชีวิตแบบรับการช่วยเหลือไป 2 ฉบับเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ ผลิตเหรียญ 1 ดอลลาร์ “โดนัลด์ ทรัมป์” ฉลอง 250 ปีประเทศ จุดกระแสถกเถียงอาจขัดกม.

สหรัฐฯ ผลิตเหรียญ 1 ดอลลาร์ "โดนัลด์ ทรัมป์" ฉลอง 250 ปีประเทศ จุดกระแสถกเถียงอาจขัดกม.

16 ก.ค. 2569 10:18 น.

สหรัฐฯ ผลิตเหรียญ 1 ดอลลาร์ “โดนัลด์ ทรัมป์” ฉลอง 250 ปีประเทศ จุดกระแสถกเถียงอาจขัดกม.

สหรัฐฯ เตรียมผลิตเหรียญ 1 ดอลลาร์ที่พิมพ์ภาพใบหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศ แม้ถูกตั้งคำถามว่าอาจขัดต่อกฎหมายที่ห้ามใช้ภาพบุคคลที่ยังมีชีวิตบนเงินตรา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเตรียมผลิตเหรียญกษาปณ์มูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ที่มีรูปหน้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ด้านหน้า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ ในปี 2026

นาย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (15 ก.ค.) ว่า โรงกษาปณ์สหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการผลิตเหรียญดังกล่าวแล้ว โดยผลิตที่โรงกษาปณ์เมืองฟิลาเดลเฟีย

ด้านหน้าของเหรียญเป็นภาพใบหน้าของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมข้อความ “Liberty”, “In God We Trust” และ “1776-2026” เพื่อสื่อถึงการครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ ส่วนด้านหลังเป็นภาพ นกอินทรีหัวขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากตราประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

แบบเหรียญดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนจากแบบร่างที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ด้านหลังเหรียญเป็นภาพทรัมป์ชูกำปั้น พร้อมข้อความ “Fight, Fight, Fight” อ้างอิงเหตุลอบสังหารเขาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2024

ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox Business ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการนำภาพไปประดับบนเหรียญ พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

อย่างไรก็ตาม การออกแบบเหรียญครั้งนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงด้านกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1866 กำหนดว่า ห้ามใช้ภาพบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่บนเงินตราของประเทศ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะธนบัตรที่ผลิตโดยสำนักงานการพิมพ์และแกะสลักเท่านั้น ไม่ได้ระบุถึงเหรียญกษาปณ์โดยตรง

ขณะเดียวกัน แม้รัฐสภาสหรัฐฯ จะผ่านกฎหมายในปี 2020 อนุญาตให้กระทรวงการคลังผลิตเหรียญ 1 ดอลลาร์เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของประเทศ แต่กฎหมายฉบับเดียวกันก็ระบุว่าแบบเหรียญต้องไม่เป็นภาพของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ให้เหตุผลว่า ในโอกาสครบรอบ 150 ปีของสหรัฐฯ เมื่อปี 1926 ประธานาธิบดี คาลวิน คูลิดจ์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น ก็เคยปรากฏบนเหรียญที่ระลึกมาแล้ว จึงเห็นว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ภาพบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่บนเหรียญกษาปณ์

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯยืนยันว่า เหรียญรุ่นดังกล่าวอยู่ระหว่างการผลิต และจะออกใช้เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ในปี 2026.

ที่มา :channelnewsasia

ควันไฟป่าปกคลุมโตรอนโต แคนาดา ขึ้นแท่นเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก

ควันไฟป่าปกคลุมโตรอนโต แคนาดา ขึ้นแท่นเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก

16 ก.ค. 2569 10:00 น.

ควันไฟป่าปกคลุมโตรอนโต แคนาดา ขึ้นแท่นเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก

ควันไฟป่าแคนาดา จากรัฐออนแทรีโอ ปกคลุมเมืองโตรอนโต จนคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลก ขณะที่กลุ่มควันแผ่ขยายเข้าสหรัฐฯ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เผชิญปัญหาคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลก หลังควันจากไฟป่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐออนแทรีโอปกคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง และลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่หลายรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ จนต้องออกประกาศเตือนด้านสุขภาพ ล่าสุดแม้ฤดูไฟป่าของแคนาดาในปีนี้จะไม่รุนแรงเท่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ยังมีไฟป่าลุกไหม้อยู่มากกว่า 800 จุด ทั่วประเทศ

สำนักงานสิ่งแวดล้อมแคนาดา รายงานว่า ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ (Air Quality Health Index) ของนครโตรอนโตอยู่ที่ระดับ 10+ ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “เสี่ยงสูงมาก” พร้อมคาดว่าสภาพอากาศที่เป็นอันตรายอาจยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงคืนวันพฤหัสบดี

ขณะที่บริษัท IQAir ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากสวิตเซอร์แลนด์ จัดอันดับให้โตรอนโตมีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก แซงหน้าเมืองกินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุหลักมาจากควันไฟป่า ขณะที่อุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้มลพิษทางอากาศรุนแรงขึ้น

ด้านบริษัทการรถไฟแห่งชาติแคนาดา เปิดเผยว่า ได้อพยพพนักงานและประชาชนในเมืองอาร์มสตรอง รัฐออนแทรีโอ พร้อมระงับการเดินรถไฟในพื้นที่ชั่วคราว หลังเกิดไฟป่าลุกลามเข้าใกล้เส้นทางรถไฟ โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นขบวนรถไฟแล่นท่ามกลางเปลวเพลิง จนกลายเป็นภาพที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง.

ที่มา Aljazeera

ผลสำรวจชี้ คนทั่วโลกเชื่อมั่น “สี จิ้นผิง” มากกว่า “ทรัมป์” จีนแซงสหรัฐฯ ด้านภาพลักษณ์ครั้งแรก

ผลสำรวจชี้ คนทั่วโลกเชื่อมั่น "สี จิ้นผิง" มากกว่า "ทรัมป์" จีนแซงสหรัฐฯ ด้านภาพลักษณ์ครั้งแรก

16 ก.ค. 2569 08:29 น.

ผลสำรวจชี้ คนทั่วโลกเชื่อมั่น “สี จิ้นผิง” มากกว่า “ทรัมป์” จีนแซงสหรัฐฯ ด้านภาพลักษณ์ครั้งแรก

ผลสำรวจพบว่า คนทั่วโลกเชื่อมั่น “สี จิ้นผิง” ในการจัดการกิจการโลกมากกว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” พร้อมทั้งมองจีนในแง่บวกแซงหน้าสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกใน 25 จาก 36 ประเทศ

วันที่ 16 กนกฎาคม 2569 สำนักข่าว  BBC เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนล่าสุดของ ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ซึ่งสำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 42,000 คน ใน 36 ประเทศ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2569 พบว่า ผู้คนทั่วโลกมีความเชื่อมั่นต่อ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในการดำเนินกิจการโลก มากกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แม้ระดับความเชื่อมั่นของผู้นำทั้งสองจะยังอยู่ในระดับไม่สูงก็ตาม

ผลสำรวจระบุว่า ในหลายประเทศ ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความเชื่อมั่นต่อสี จิ้นผิง มากกว่าทรัมป์ โดยคะแนนความเชื่อมั่นของผู้นำทั้งสองส่วนใหญ่ยังต่ำกว่า 50% อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิงได้รับคะแนนเหนือกว่าทรัมป์ในหลายพื้นที่ของโลก

ผลสำรวจระบุว่า ประเทศที่มีความเชื่อมั่นต่อสี จิ้นผิง สูงที่สุดคือ ปากีสถาน ที่ 83% ขณะที่ ญี่ปุ่น มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดเพียง 7% ผลสำรวจยังพบว่า เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ศูนย์วิจัยพิวเริ่มติดตามทัศนคติของประชาชนต่อมหาอำนาจโลกเมื่อปี 2545 ที่ประชาชนใน 25 จาก 36 ประเทศ มีมุมมองเชิงบวกต่อจีนมากกว่าสหรัฐฯ

โดยประเทศที่มีทัศนคติต่อจีนดีขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ สเปน อินโดนีเซีย อิตาลี กรีซ และแคนาดา ขณะที่มีเพียง 6 ประเทศที่ยังมีทัศนคติเชิงบวกต่อสหรัฐฯ มากกว่าจีน ได้แก่ โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น และอิสราเอล นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามยังมองว่า แม้สหรัฐฯ จะได้รับการยอมรับว่าคำนึงถึงเสรีภาพส่วนบุคคลมากกว่าจีน แต่จีนถูกมองว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นน้อยกว่าสหรัฐฯ

นักวิจัยของพิวระบุว่า ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ทัศนคติเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ และทำสถิติสูงสุดในบางประเทศ เช่น อิตาลี สเปน โคลอมเบีย เม็กซิโก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไนจีเรีย และตุรกี นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบแนวโน้มว่า ประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อจีน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมักมีทัศนคติเชิงลบมากกว่า โดย สิงคโปร์ ถือเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากเป็นประเทศรายได้สูงที่ยังมีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนในระดับสูง.

ที่มา BBC

“มิน อ่อง หล่าย” ทำพิธีเปิดสนามบินแห่งใหม่ในเมืองพินอูลวิน หนุนโครงการซิลิคอนวัลเลย์ ที่ลูกชายคุม

"มิน อ่อง หล่าย" ทำพิธีเปิดสนามบินแห่งใหม่ในเมืองพินอูลวิน หนุนโครงการซิลิคอนวัลเลย์ ที่ลูกชายคุม

16 ก.ค. 2569 07:28 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ทำพิธีเปิดสนามบินแห่งใหม่ในเมืองพินอูลวิน หนุนโครงการซิลิคอนวัลเลย์ ที่ลูกชายคุม

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เปิดใช้งานสนามบินอนิสากัน ในเมืองพินอูลวิน เปิดประตูสู่โครงการ “ซิลิคอนวัลเลย์เมียนมา” ที่ลูกชายเป็นผู้ดูแล ท่ามกลางข้อครหาว่าเอื้อผลประโยชน์ธุรกิจครอบครัว

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดใช้งานสนามบินอนิสากัน (Anisakhan Airport) ในเมืองพินอูลวิน เขตมัณฑะเลย์ หลังปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยระบุว่าสนามบินแห่งนี้จะเป็นประตูสำคัญสู่โครงการ ยาดานาบอน ไซเบอร์ซิตี (Yadanabon Cyber City) ซึ่งรัฐบาลทหารผลักดันให้เป็น “ซิลิคอนวัลเลย์ของเมียนมา”

สนามบินแห่งนี้อยู่ห่างจากโครงการไซเบอร์ซิตีเพียงไม่กี่นาที และถูกกองทัพนำกลับมาปรับปรุงใช้งานอีกครั้งตั้งแต่ปี 2566 จากเดิมที่สร้างขึ้นในยุคอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร 2 ชั้นแห่งใหม่ หอบังคับการบิน ลานจอดเครื่องบินที่ขยายใหญ่ขึ้น และอุปกรณ์การบินสมัยใหม่ รองรับผู้โดยสารได้ราว 100,000 คนต่อปี

หลังพิธีเปิดสนามบิน มิน อ่อง หล่าย เดินทางไปตรวจความคืบหน้าโครงการยาดานาบอน ไซเบอร์ซิตี พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ป้องกันการก่อสร้างผิดกฎหมายและการบุกรุกพื้นที่โครงการ

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัวของมิน อ่อง หล่าย เนื่องจากเขามอบหมายให้นายอ่อง เปีย โซน บุตรชาย ซึ่งไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลทหาร เป็นผู้ดูแลโครงการที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานภายในเมืองไซเบอร์ นอกจากนี้ ผู้นำเมียนมายังใช้การเยือนอินเดียและจีนที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้าร่วมพัฒนาโครงการนี้ 

รายงานยังระบุว่า ราคาที่ดินในเมืองพินอูลวินพุ่งสูงอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีนายทหารและกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกองทัพได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์.

ที่มา Irrawaddy

ภาพ Head of State

ตร.ฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ จับ 5 คน ฐานขายหนังสือ ปลุกปั่นให้เกลียดชังรัฐบาล

ตร.ฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ จับ 5 คน ฐานขายหนังสือ ปลุกปั่นให้เกลียดชังรัฐบาล

16 ก.ค. 2569 07:12 น.

ตร.ฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ จับ 5 คน ฐานขายหนังสือ ปลุกปั่นให้เกลียดชังรัฐบาล

ตำรวจฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระ 2 แห่ง จับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน ฐานจำหน่ายและจัดแสดงหนังสือที่ถูกมองว่ามีเนื้อหาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาล ศาล และตำรวจ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตำรวจฮ่องกงจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน หลังเข้าตรวจค้นร้านหนังสืออิสระ 2 แห่ง ในข้อหาจำหน่ายและจัดแสดงหนังสือที่เข้าข่ายมีเจตนาปลุกปั่น ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยทางการฮ่องกงระบุว่า หนังสือที่ยึดได้มีเนื้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาลฮ่องกง ระบบศาล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมยึดหนังสือจำนวนหนึ่งไว้เป็นหลักฐาน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาย 2 คน อายุ 37 ปี และ 57 ปี และหญิง 3 คน อายุระหว่าง 30-59 ปี ขณะนี้ทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน โดยหากศาลตัดสินว่ามีความผิด อาจถูกจำคุกสูงสุด 7 ปี ซึ่งตำรวจจะไม่เปิดเผยชื่อร้านที่ถูกตรวจค้น  

สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า การเข้าตรวจค้นเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังร้านประกาศว่าจะปิดกิจการในเดือนสิงหาคม เนื่องจากปัญหาทางการเงินและความไม่ชัดเจนของเส้นแดงที่กำหนดว่าหนังสือประเภทใดอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และนับเป็นการบุกตรวจค้นร้านหนังสือครั้งที่ 3 ในปี 2569 หลังจากก่อนหน้านี้มีการจับกุมพนักงานร้าน Hunter เมื่อเดือนมิถุนายน และจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับร้าน Book Punch อีก 4 คนเมื่อเดือนมีนาคม

ด้านองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในฮ่องกง ซึ่งประชาชนอาจถูกดำเนินคดีเพียงเพราะหนังสือที่อยู่บนชั้นวาง พร้อมชี้ว่าความไม่ชัดเจนของเส้นแดง ทำให้ผู้ประกอบการร้านหนังสือและนักเขียนจำนวนมากเลือกเซ็นเซอร์ตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย.

ที่มา BBC

กลุ่มสิทธิชี้ อิหร่านเร่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองมากขึ้น

กลุ่มสิทธิชี้ อิหร่านเร่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองมากขึ้น

15 ก.ค. 2569 23:42 น.

กลุ่มสิทธิชี้ อิหร่านเร่งประหารชีวิตนักโทษการเมืองมากขึ้น

กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังอาศัยช่วงความขัดแย้งกับสหรัฐฯ นี้ ในการเร่งรัดการประหารชีวิตให้เร็วขึ้น โดยนับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2569 มีผู้ถูกประหารชีวิตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 3 เท่า

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อ 15 ก.ค. 2569 ว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีฐานปฏิบัติงานในกรุงออสโลและมีสมาชิกทั้งในและนอกประเทศอิหร่าน เชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านได้อาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งบังหน้าในการเร่งรัดการประหารชีวิตให้เร็วขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้เป็นต้นมา รัฐบาลอิหร่านประหารชีวิตนักโทษการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 47 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีผู้ถูกประหารจำนวน 16 ราย

เมื่อปลายปี 2568 ประเทศอิหร่านเผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเตือนกลุ่มผู้นำในกรุงเตหะรานเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม โดยระบุว่าอเมริกาจะ “เข้ามาช่วยเหลือผู้ประท้วง”

ทว่า เมื่อทรัมป์และทำเนียบขาวเริ่มเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ประกอบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ท่าทีและถ้อยคำของพวกเขาก็เริ่มอ่อนลง และการสนับสนุนกลุ่มผู้เห็นต่างในอิหร่านก็ค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย

ทั้งนี้ในการประท้วงดังกล่าว รัฐบาลอิหร่านเดินหน้าปราบปรามผู้ประท้วงอย่างหนัก โดยสำนักข่าวของนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานปฏิบัติงานในสหรัฐฯ ยืนยันรายชื่อผู้ประท้วงที่เสียชีวิตได้แล้วมากกว่า 6,000 ราย และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้เสียชีวิตอีกกว่า 17,000 ราย

ขณะที่รัฐบาลอิหร่านออกมายอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 ศพ แต่ได้โยนความผิดส่วนใหญ่ว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มผู้ก่อจลาจล” ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีอิสราเอลเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

UK เล็งออกกฎ ห้ามวัยรุ่น 16-17 ปี เล่นโซเชียลหลังเที่ยงคืน

UK เล็งออกกฎ ห้ามวัยรุ่น 16-17 ปี เล่นโซเชียลหลังเที่ยงคืน

15 ก.ค. 2569 23:03 น.

UK เล็งออกกฎ ห้ามวัยรุ่น 16-17 ปี เล่นโซเชียลหลังเที่ยงคืน

รัฐบาลอังกฤษเตรียมออกกฎห้ามวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดียหลังเที่ยงคืน ควบคู่ไปกับมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปีหน้า

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 15 ก.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) ประกาศแผนการใหม่เพื่อควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียของกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี โดยจะกำหนดให้มี “เคอร์ฟิว” ห้ามเด็กกลุ่มนี้เล่นสื่อสังคมออนไลน์หลังเที่ยงคืนจนถึงช่วงเช้า เพื่อให้เยาวชนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และลดการเสพติดหน้าจอ

รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องการให้แอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง Instagram, TikTok และ YouTube ถูกตั้งค่าเริ่มต้นให้ใช้งานไม่ได้ระหว่างเวลา 24:00 น. ถึง 06:00 น. สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มอายุดังกล่าว และให้ปิดฟีเจอร์ดูดเวลาที่ทำให้ยับยั้งชั่งใจได้ยาก เช่น ระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Auto-play) และระบบฟีดที่เลื่อนได้ไม่มีที่สิ้นสุด (Infinite scroll)

รัฐบาลระบุว่ามาตรการนี้จะช่วยให้วัยรุ่นมีสมาธิมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น และมีเวลากับครอบครัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีช่องโหว่สำคัญคือ วัยรุ่นกลุ่มนี้สามารถเข้าไปปิดโหมดเคอร์ฟิวได้เองผ่านการตั้งค่าในบัญชีของตน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งกลุ่มผู้รณรงค์ นักวิชาการ และนักการเมือง ที่มองว่า มาตรการนี้ “อ่อนแอเกินไปและไม่ได้ผลจริง”

ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้รณรงค์ความปลอดภัยออนไลน์มองว่า การที่วัยรุ่นสามารถกดปิดโหมดเคอร์ฟิวได้เองทำให้กฎนี้ไม่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนการยื่นขวดเหล้าให้เด็ก 17 ปี แล้ววางไว้ห่างมือแค่เอื้อม ซึ่งเด็กก็แค่เอื้อมไปหยิบกลับมาอยู่ดี

ศาสตราจารย์ด้านสิทธิเด็กในโลกดิจิทัลเตือนว่า การปิดกั้นช่องทางสื่อสารตอนกลางคืนอาจทำร้ายเด็กที่กำลังเผชิญปัญหาทางจิตใจหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในยามวิกาล เพราะไม่สามารถติดต่อใครได้

ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่ไม่ใช่ “เคอร์ฟิว” จริง ๆ แต่เป็นเพียง “การแจ้งเตือนการตั้งค่าที่น่ารำคาญเล็กน้อยพ่วงมากับเอกสารประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล” เท่านั้น

นอกจากนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังไม่มีแผนจัดการกับระบบ VPN แม้จะมีปัญหาว่าเด็ก ๆ ใช้ระบบนี้เพื่อปกปิดตัวตนเพื่อเลี่ยงกฎหมาย เนื่องจาก VPN ยังมีประโยชน์ในแง่ความเป็นส่วนตัวและการทำงานของกลุ่มเปราะบางบางกลุ่ม

ด้านบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta ผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เสนอว่าระบบตรวจสอบอายุควรดำเนินการโดยผู้ผลิตอุปกรณ์ (เช่น Apple หรือ Google) มากกว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละแอปพลิเคชัน โดยในปัจจุบัน Apple เริ่มเปิดใช้งานระบบตรวจจับอายุในระดับอุปกรณ์ผ่านระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดแล้ว

รัฐบาลอังกฤษตั้งเป้าจะยื่นร่างกฎหมายนี้ต่อรัฐสภาภายในสิ้นปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ควบคู่ไปกับกฎหมายแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc