ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

5 ก.ค. 2569 05:41 น.

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ผู้แทนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กับกลุ่มฮามาส เดินทางเยือนกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เพื่อร่วมพิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ

สื่อของอิหร่านรายงานว่า ตัวแทนจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะราน รวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนกับ ฮามาส ในฉนวนกาซา เดินทางมาเข้าร่วมพิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 6 วันนับตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่รัฐบาลเตหะรานได้ให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน และกลุ่มกบฏฮูตีของเยเมน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ล้วนถูกสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่นๆ ขึ้นบัญชีดำให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย ส่งผลให้อิหร่านตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

อิหร่านเรียกเครือข่ายพันธมิตรต่อต้านอิสราเอลของตน ซึ่งรวมถึงกลุ่มติดอาวุธในอิรักด้วยว่าเป็น “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance)

ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยกับสื่อเลบานอนว่า คณะผู้แทนของพวกเขาที่เดินทางไปยังกรุงเตหะรานในครั้งนี้ นำโดย โมฮัมเหม็ด ฟเนอิช เจ้าหน้าที่ระดับสูงและอดีตรัฐมนตรี โดยคณะเดินทางประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ ตลอดจนครอบครัวของสมาชิกที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ในขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาสระบุในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนของตนนำโดย โมฮัมเหม็ด ดาร์วิช ประธานฝ่ายการเมืองของกลุ่ม และรวมถึงสมาชิกฝ่ายการเมืองคนอื่นๆ เช่น บาสเซม นาอิม

อนึ่ง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 นายอิสมาอิล ฮานิเยห์ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสในขณะนั้น ถูกสังหาร ณ ที่พักของเขาในกรุงเตหะราน จากปฏิบัติการของอิสราเอล หลังจากเขาเพิ่งได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีเมื่อวันเสาร์ที่กรุงเตหะรานด้วยนั้น ยังรวมถึง ซิยาด อัล-นัคคาลาห์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์และกลุ่มอิสลามิกฮิญาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮามาส และ ดาอิฟ อัลเลาะห์ อัล-ชามี สมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮูตีด้วย

เจ้าหน้าที่และบุคคลสำคัญจากต่างประเทศส่วนใหญ่ได้เข้าแสดงความอาลัยแก่ อาลี คาเมเนอี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขาปกครองอิหร่านมาตั้งแต่ปี 2532 และถูกสังหารในวัย 86 ปี พร้อมกับสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. จุดชนวนให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

ในวันเสาร์ (4 ก.ค.) ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันที่ “แกรนด์ โมซัลลา” ซึ่งเป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในกรุงเตหะราน เพื่อร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณของอดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจด้านนโยบายหลักของรัฐในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

5 ก.ค. 2569 03:34 น.

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

เจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเยือนกรุงลอนดอนเพียงลำพัง โดยไม่พาพระชายากับพระโอรสและพระธิดามาด้วย เนื่องจากมีการยืนยันว่า ครอบครัวของพระองค์จะไม่ได้รับการอารักขาจากตำรวจ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 4 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรในสัปดาห์หน้าเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มี เมแกน พระชายา, เจ้าชายอาร์ชี พระโอรส และเจ้าหญิงลิลิแบต พระธิดา ร่วมเดินทางไปด้วยตามแผนที่วางไว้ในตอนแรก หลังมีการยืนยันว่า ครอบครัวของพระองค์จะไม่ได้รับการอารักขาจากตำรวจที่ใช้เงินภาษีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่ เมแกนกับพระโอรสและพระธิดาจะเดินทางมาสมทบกับเจ้าชายแฮร์รีในภายหลังของสัปดาห์ เมื่อกำหนดการเดินทาง 5 วันย้ายไปยังเมืองเบอร์มิงแฮมเพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬา “อินวิกตัส เกมส์” (Invictus Games)

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะได้พบกับพระราชนัดดาทั้งสอง ซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงพบเจอหน้ากันโดยตรงมานานถึง 4 ปีแล้วหรือไม่ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายมองว่า การเยือนกรุงลอนดอนในครั้งนี้ คือโอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษจะได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง หลังจากที่ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ตอบรับข้อเสนอที่จะพำนักในพระราชฐานพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาทั้งสอง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้หมายความว่า เมแกนจะไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับพระสวามีในการเยือนโรงพยาบาล “รอยัล ฮอสพิทัล เชลซี” เพื่อเข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องกับ อินวิกตัส เกมส์ ในวันพุธ โดยเจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเข้าร่วมเพียงลำพัง

ปัจจุบันยังคงมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย สำหรับช่วงท้ายของการเสด็จเยือนของเจ้าชายแฮร์รี แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในขณะนี้

มีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า กำหนดการเดินทางในช่วงท้ายของทริปจะรวมถึงการไปเยือนคฤหาสน์อัลธอร์ป (Althorp) ในมณฑลนอร์แทมป์ตัน ซึ่งเป็นคฤหาสน์ประจำตระกูลของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระมารดาของเจ้าชายแฮร์รี

และเป็นที่เข้าใจกันว่า เดิมทีมีแผนการที่เจ้าชายแฮร์รีจะทรงพาพระชายาและพระโอรส-พระธิดาไปเยือนหลุมฝังพระศพของพระมารดาด้วย

หากเมแกนเดินทางมายังสหราชอาณาจักรในช่วงปลายสัปดาห์ตามที่คาดเอาไว้ เธอมีกำหนดการที่จะปฏิบัติกรณียกิจร่วมกับพระสวามี ที่ศูนย์นิทรรศการแห่งชาติเบอร์มิงแฮม เพื่อร่วมทำเครื่องหมายนับถอยหลัง 1 ปีสู่งาน “อินวิกตัส เกมส์” ที่จะจัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้

อนึ่ง เจ้าชายแฮร์รีมีข้อพิพาทกับรัฐบาลอังกฤษในเรื่องการรักษาความปลอดภัยมาตลอด นับตั้งแต่พระองค์ตัดสินใจยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะราชวงศ์ชั้นสูงในปี 2563 และย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกากับครอบครัว

พระองค์ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ คณะกรรมการบริหารบุคคลสำคัญและราชวงศ์ (Ravec) ที่ระบุว่าจะประเมินเรื่องการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รีเป็นรายกรณีไป เนื่องจากพระองค์จะเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เจ้าชายแฮร์รีเคยตรัสไว้ว่าจะไม่พาครอบครัวกลับมายังสหราชอาณาจักรอีก หากไม่มีการจัดการระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น โดยทรงให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในปี 2558 ว่า พระองค์ไม่สามารถ “มองเห็นหนทางใดเลยที่จะพาพระชายาและพระโอรส-พระธิดากลับมายังสหราชอาณาจักร ณ เวลานี้”

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนปรากฏตัวร่วมกันในสหราชอาณาจักรครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ในช่วงพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าชายแฮร์รีจะเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรเพียงลำพังเสมอ และได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาในการเสด็จเยือนเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

5 ก.ค. 2569 02:58 น.

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

โป๊ปเลโอเทศนาที่เกาะลัมเปดูซา โดยใช้โอกาสเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ กระตุ้นอเมริการวมถึงยุโรปช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ที่เปราะบางที่สุด เพราะสหรัฐฯ ก็ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ผู้ซึ่งเคยมีประเด็นขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทรงใช้เวลาในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐฯ เพื่อร่วมไว้อาลัยและเป็นเกียรติแก่ผู้คนนับหมื่นที่ต้องเสียชีวิตลงในระหว่างพยายามเดินทางมายังยุโรปเพื่อแสวงหาเสรีภาพและความมั่งคั่ง

ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพด้วยการเดินขบวน งานเลี้ยง และการจุดพลุดอกไม้ไฟ โป๊ปพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ประสูติในสหรัฐฯ ได้เสด็จเยือนเกาะลัมเปดูซาของหมู่เกาะซิซิลี เพื่อสวดมนต์ ณ สุสานผู้อพยพ และประกอบพิธีมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ชาวเกาะรวมถึงผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงใหม่

เกาะลัมเปดูซาเป็นแนวหินยาว 9 กิโลเมตรที่ไร้ต้นไม้ โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับทวีปแอฟริกามากกว่าแผ่นดินใหญ่ของอิตาลี และเป็นจุดผ่านเข้าสู่ยุโรปจุดหลักสำหรับผู้อพยพนับแสนคนที่เดินทางข้ามทะเลด้วยเรือมาจากลิเบียหรือตูนิเซีย ซึ่งมักเป็นการลักลอบขนคนเข้าเมืองโดยขบวนการค้ามนุษย์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงพบปะกับผู้อพยพบางส่วนที่ท่าเรือ จากนั้นได้ทรงดำเนินเพียงลำพังไปยังโขดหินริมสะพานปลาที่คดเคี้ยว ตามด้วยการทำพิธีอวยพรแผ่นป้ายประกาศเพื่ออุทิศท่าเรือแห่งนี้ให้แก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ซึ่งเคยเสด็จเยือนที่นี่ในปี 2556 ก่อนที่พระองค์จะทรงประกอบพิธีมิสซาบนชายฝั่ง

“นี่คือสถานที่ที่การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส “แต่การกระทำจะเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ได้ ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นมาจากใจ”

ในการเสด็จเยือนเกาะลัมเปดูซา โป๊ปเลโอทรงต้องการส่งสารเชิงสัญลักษณ์ไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป เกี่ยวกับพันธกิจของชาวคริสต์ในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้อพยพและผู้ที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งทรงเตือนสติสหรัฐอเมริกาว่าประเทศนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพเช่นกัน

ในสาส์นที่ส่งถึงชาวอเมริกันเนื่องในวันครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โป๊ปเลโอทรงเน้นย้ำว่า การปกป้องทารกในครรภ์และทุกชีวิตของมนุษย์นั้น ยังหมายรวมถึง “การต้อนรับ การปกป้อง และการช่วยเหลือผู้อพยพ ซึ่งความหวัง การเสียสละ และการอุทิศตนของพวกเขาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น”

“การต้อนรับพวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำทานเท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับในศักดิ์ศรีที่มนุษย์ทุกคนพึงมีด้วยเช่นกัน”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงขอบคุณชาวเกาะลัมเปดูซาสำหรับ “ปาฏิหาริย์แห่งความเห็นอกเห็นใจ” ที่พวกเขาได้แสดงออกผ่านการต้อนรับผู้อพยพ และทรงกระตุ้นให้ยุโรปเผชิญหน้ากับความท้าทายในปัจจุบันพร้อมทั้งแบกรับความรับผิดชอบนี้

“ณ ที่แห่งนี้ พวกท่านไม่ได้เห็นเพียงแค่คนคนเดียว แต่เห็นมนุษย์นับพันคนตกอยู่ในมือของโจรผู้ปล้นชิงทุกสิ่งไปจากพวกเขา ทุบตีพวกเขาอย่างทารุณ แล้วเดินจากไป ปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพปางตาย” พระองค์ตรัส

โป๊ปเลโอตรัสต่อไปว่า มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง “แต่เรายังคงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ซึ่งท้าทายจิตสำนึกของเราไม่น้อยไปกว่าผู้ที่เดินทางมาถึงฝั่งและกำลังต้องการการดูแลและความช่วยเหลือเลย”

ทั้งนี้ จำนวนผู้อพยพที่เดินทางมาถึงอิตาลีในปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีผู้เดินทางมาถึงจำนวน 14,464 คน นับจนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.ค.) เทียบกับ 30,598 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และ 26,202 คนในปี 2567

ขณะเดียวกัน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ได้บันทึกรายชื่อผู้อพยพที่สูญหายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้มากกว่า 35,000 คนนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก เนื่องจากมีเหตุการณ์เรืออับปางแบบ “ไร้ร่องรอย” อีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

5 ก.ค. 2569 01:44 น.

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

(พลเอกคนใหม่ จาง ซู่กวง (ซ้ายบน) และ หวัง กัง (ขวาบน) / ภาพจาก Xinhua)

ทางการจีนแต่งตั้งทหารยศพลเอกเพิ่มอีก 2 นาย หลังจากการปราบปรามคอร์รัปชันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้นายทหารระดับสูงหลายคนถูกปลดจากตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.ค. 2569 ว่า กองทัพจีนได้เลื่อนยศนายทหารสองนายขึ้นเป็นพลเอก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าถึงการปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง หลังจากที่มีการปลดผู้นำทางทหารหลายนายออกไป ระหว่างรัฐบาลดำเนินแคมเปญต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำมาอย่างยาวนาน

เป็นที่เชื่อกันว่าการโยกย้ายตำแหน่งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามเพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพจะยังคงจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศจีน และต่อผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง

สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการทหารด้วย ได้มอบคำสั่งแต่งตั้ง จาง ซู่กวง และผู้บัญชาการทหารอากาศ หวัง กัง ขึ้นเป็นพลเอกในพิธีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้นายจางยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตประจำคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง (CMC) ซึ่งเป็นองค์กรทหารระดับสูงสุดอีกด้วย

การเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้อาจส่งผลให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการพิจารณา ให้เข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเดิมทีมีสมาชิกทั้งหมด 7 คน แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกลดลงเหลือเพียง 2 คนอันเนื่องมาจากการสืบสวนคดีทุจริต

คณะกรรมการชุดนี้มี สี จิ้นผิง เป็นประธาน โดยมีสมาชิกที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อีกเพียงคนเดียวคือ รองประธาน จาง เซิ่งหมิน ขณะที่อดีตรองประธานอีกสองคน รวมถึงนายทหารระดับสูงสุดของกองทัพ ถูกปลดหรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการชุดใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีหน้า ซึ่งจะครบรอบวาระ 5 ปีของคณะกรรมการชุดปัจจุบันพอดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

4 ก.ค. 2569 23:55 น.

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

คณะผู้จัดงานในสหรัฐฯ ยกเลิกจัดขบวนพาเหรดวันชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวในเมืองหลวงของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้จัดงานขบวนพาเหรดวันประกาศอิสรภาพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประกาศยกเลิกการจัดงานในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 นี้อย่างกะทันหันในช่วงดึกของคืนก่อนวันงาน เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวในเมืองหลวงของสหรัฐฯ และบริเวณชายฝั่งตะวันออก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการฉลองครบรอบ 250 ปีของอเมริกา

งานดังกล่าวซึ่งมีสำนักงานอุทยานแห่งชาติ (NPS) เป็นเจ้าภาพ มีกำหนดการเดิมที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 10.30 น. ของวันเสาร์ แต่ผู้จัดงานระบุว่าพวกเขาจำเป็นต้องยกเลิกขบวนแห่ เนื่องจากการประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นรุนแรงจากสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS)

อุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งซ้ำเติมด้วยความชื้นสูงในอากาศ ส่งผลกระทบให้ระบบขนส่งมวลชนต้องหยุดชะงักและสร้างความตึงตัวให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้ามานานหลายวันแล้ว โดยคาดกันว่า อุณหภูมิในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในวันเสาร์จะพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส โดยดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริงจะสูงถึง 43-46 องศาเซลเซียส

ผู้จัดงานพาเหรดระบุว่า พวกเขาตัดสินใจยกเลิกงาน “หลังจากได้หารือกันอย่างละเอียด” กับสำนักงานอุทยานแห่งชาติ, รัฐบาลท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันกิจกรรมมากมายเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 250 ปีของประเทศ

งาน “มหกรรมรัฐอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่” (Great American State Fair) ของประธานาธิบดี ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานเนชันนัลมอลล์ ก็ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงเช่นกัน โดยงานดังกล่าวต้องหยุดชั่วคราวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากมีผู้เข้าชมงาน 44 คนต้องเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน

สถานีโทรทัศน์ NBC ประจำเมืองหลวงรายงานว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 11 ราย และในจำนวนนี้มี 7 รายที่อาการถูกจัดอยู่ในขั้น “รุนแรง”

บริษัท Freedom 250 ซึ่งเป็นผู้จัดงานมหกรรมดังกล่าว ระบุว่าจะเลื่อนเวลาเปิดงานในวันเสาร์ให้ล่าช้าออกไป โดยก่อนหน้านี้งานดังกล่าวก็ประสบปัญหาผู้เข้าร่วมงานบางตาและชิงช้าสวรรค์ชำรุดเสียหายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี คาดว่าทรัมป์จะยังคงขึ้นเวทีในงานมหกรรมนี้ช่วงเย็นวันเสาร์เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเขาบอกว่าจะ “ยาวมาก” โดยถ้อยแถลงของเขาจะมีขึ้นต่อจากการบินโชว์ของฝูงบินทหารเหนือลาน เนชันแนล มอลล์ และเขาจะเป็นผู้เปิดงานแสดงพลุดอกไม้ไฟ ซึ่งนายทรัมป์บอกเช่นกันว่าจะ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

4 ก.ค. 2569 23:22 น.

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

(ภาพจาก Zelenskiy / Official)

ผู้นำยูเครนเผยว่า กองทัพส่งโดรนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ขณะที่กองทัพยูเครนปฏิเสธข่าวที่ว่ารัสเซียยึดเมืองได้อีกแห่งแล้ว

เมื่อ 4 ก.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า ยูเครนเปิดฉากโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซียเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สร้างรายได้เพื่อการทำสงครามของรัสเซีย

เซเลนสกีกล่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคโดยรอบนั้น อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 850 กิโลเมตร

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงขอบเขตความเสียหายในทันที แต่วิดีโอที่ประธานาธิบดียูเครนโพสต์เผยให้เห็นโดรนกำลังบินมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย และมีกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่มหึมาพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่ดังกล่าวหลังการโจมตี ซึ่งในเวลาต่อมาสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ได้ยืนยันว่าคลังน้ำมันของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกโจมตีจริง

กองทัพยูเครนอธิบายว่า คลังน้ำมันแห่งนี้เป็น “หนึ่งในคลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด” ในรัสเซีย ซึ่งมีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ถึง 12.5 ล้านตันต่อปี และบอกด้วยว่า ฐานทัพเรือหลักของกองเรือบอลติกของรัสเซียในเมืองครอนสตัดท์ (Kronstadt) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ด้านนายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าราชการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กล่าวว่า เมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยโดรน “ครั้งใหญ่” โดยมีโดรนของยูเครนจำนวน 72 ลำถูกยิงตกเหนือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคเลนินกราด พร้อมยอมรับว่าคลังน้ำมันถูกโจมตีจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้าง โดยรัฐบาลเคียฟอ้างว่า ความสามารถในการกลั่นน้ำมันเกือบ 43% ของรัสเซียถูก “ทำให้ใช้งานไม่ได้” จากผลพวงของการโจมตีดังกล่าว

ยูเครนระบุว่า โรงงานน้ำมันและก๊าซของรัสเซียถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม เนื่องจากรัฐบาลมอสโกพึ่งพาการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักเพื่อดำเนินการทำสงครามต่อไป

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามร่างกฎหมายในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเพิ่มอุปทานเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดในประเทศ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาออกมายอมรับว่า เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอันเนื่องจากการโจมตีของยูเครน

อีกด้านหนึ่ง กองทัพยูเครนปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า เมืองคอสเตียนตินิฟกา (Kostyantynivka) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตะวันออกของยูเครน ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

โดยพันตรี อันดรีย์ คาวาลยอฟ โฆษกกองทัพ บอกกับบีบีซีว่า มีกลุ่มทหารราบขนาดเล็กแทรกซึมเข้าไปในแนวรบส่วนลึกของกองกำลังฝ่ายยูเครน แต่ทหารกลุ่มนั้นถูกพบและถูกทำลายแล้ว พร้อมย้ำว่า “เมืองคอสเตียนตินิฟกายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังป้องกันตนเองของยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

4 ก.ค. 2569 22:09 น.

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

สหรัฐอเมริกามีอายุครบ 250 ปีแล้ว ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งใหญ่ หลังจากเตือนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกามีอายุครบ 250 ปีแล้วในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาแห่งความแตกแยกอย่างลึกซึ้งภายในชาติ ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้พื้นที่ฉลองเทศกาลนี้ให้เป็นเวทีหลักของตนเอง

วันครบรอบการประกาศอิสรภาพนี้ยังมีขึ้นท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันราว 160 ล้านคนตกอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนภัยความร้อนขั้นรุนแรงหรือขั้นวิกฤต ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการจัดขบวนพาเหรดและงานปาร์ตี้ริมถนนที่วางแผนไว้ในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทว่าอุณหภูมิที่ร้อนระอุไม่อาจขัดขวางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ โดยในเย็นวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เขาจะจัดงานชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ลาน “เนชันแนล มอลล์” (National Mall) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมด้วยการบินโชว์ของฝูงบินทหาร และงานแสดงพลุดอกไม้ไฟที่นายทรัมป์ประกาศว่าจะยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

“ข้างนอกนั่นจะร้อนประมาณ 107 องศาฟาเรนไฮต์ (41 องศาเซลเซียส) และผมจะไปที่นั่นเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ที่ยาวมาก ๆ แค่เพื่อพิสูจน์ว่าผมสามารถทำอะไรก็ได้” ทรัมป์กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเดินทางไปเยือนอนุสรณ์สถานแห่งชาติภูเขารัชมอร์ (Mount Rushmore) เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้ารูปสลักใบหน้าหินแกรนิตขนาดมหึมาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นตำนานทั้ง 4 คนได้แก่ จอร์จ วอชิงตัน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน, อับราฮัม ลินคอล์น และ ธีโอดอร์ รูสเวลต์

ทรัมป์กล่าวชื่นชมความเป็นเลิศของอเมริกาและสรรเสริญอดีตผู้นำของประเทศ แต่เขาเตือนด้วยว่า อัตลักษณ์ความเป็นอเมริกันกำลัง “ถูกโจมตีครั้งใหม่” โดยเขาชี้ไปที่ “กลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มสุดโต่ง” ภายในประเทศ และกล่าวหาว่ากำลังเกิด “การฟื้นตัวของภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในดินแดนของสหรัฐฯ”

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทรัมป์หยิบยกขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มซ้ายจัดของพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary) ของสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

ประธานาธิบดีตราหน้าการก้าวขึ้นมาของฝ่ายซ้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนว่าเป็นพวก “คอมมิวนิสต์” ที่กำลังอาละวาด และกำลังสร้าง “ภัยคุกคาม” ครั้งใหญ่ต่อประเทศ

ทรัมป์อ้างด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะ “ทุบทำลายจิตวิญญาณความเป็นอเมริกันให้ออกไปจากพวกเรา และทำให้พวกเราแปลกแยกจากประวัติศาสตร์ของตัวเอง”

แม้ว่าถ้อยคำของเขาจะไม่รุนแรงเท่ากับวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพที่เขาเคยใช้ในสุนทรพจน์ครั้งก่อน ๆ แต่สาระสำคัญที่แฝงอยู่ระบุไว้อย่างชัดเจน “คุณไม่จำเป็นต้องเกิดที่นี่ แต่คุณจำเป็นต้องรักในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา” เขากล่าว

สำหรับชาวอเมริกัน การเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีนี้ เป็นทั้งช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและเป็นโอกาสในการทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา

หลังจากผ่านพ้นความสำเร็จและความสูญเสีย ทาสและอิสรภาพ สงครามกลางเมืองและสงครามโลกมานานถึงสองศตวรรษครึ่ง ผลสำรวจความเห็นหลายสำนักระบุว่า คนในชาติกำลังมีความคิดเห็นที่แตกแยกเกี่ยวกับสถานะของประเทศในปัจจุบันและทิศทางที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต

ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัย ควินนิเพียก (Quinnipiac) เผยว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 61 คิดว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ดำเนินไปตามอุดมคติที่ระบุไว้ในคำประกาศอิสรภาพ ถึงกระนั้น ความคิดเห็นในประเด็นนี้ก็ยังคงแตกแยก โดยพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่คิดว่าประเทศทำได้ตามอุดมคติแล้ว ขณะที่พรรคเดโมแครตส่วนใหญ่คิดว่ายังไม่เป็นเช่นนั้น

“มีผู้คนจำนวนมากเกินไปที่เกลียดชังกัน ขโมยของกันและกัน พวกเขาไม่ได้รักกันเลย” จอห์นนี เพรสลีย์ ศิลปินจากลอสแอนเจลิสกล่าว “ผมเบื่อหน่ายกับวิธีที่ประเทศนี้ปฏิบัติต่อผู้คน ผมเบื่อวิธีที่ประเทศนี้ปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านต่างแดน “ผมเบื่อกับเรื่องเฮงซวยหลาย ๆ เรื่องเต็มที””

ในทางกลับกัน สำหรับคนอื่น ๆ อย่าง คาริซา ทาวาสโซลี ชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านซึ่งเป็นนักการศึกษาในแอตแลนตา มองว่ารากฐานของ “ความฝันอเมริกัน” (American Dream) ยังคงเป็นจริงอยู่

“ฉันมีความปลอดภัย มีเสถียรภาพ มีเสรีภาพในการพูด มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา และในฐานะผู้หญิง ฉันจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ” เธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP “ที่นี่มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย แต่เราก็มีสิ่งพิเศษบางอย่างที่คุ้มค่าแก่การปกป้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ประชาชนหลั่งไหลร่วมงานพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” แน่นขนัด

ประชาชนหลั่งไหลร่วมงานพิธีศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" แน่นขนัด

4 ก.ค. 2569 12:07 น.

ประชาชนหลั่งไหลร่วมงานพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” แน่นขนัด

ชาวอิหร่านหลายพันคน หลั่งไหลไปร่วมพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ทางการคาดจะมีประชาชนเข้าร่วมตลอดหลายวันรวมกว่า 15-20 ล้านคน เพื่อเป็นการแสดงพลังและความเป็นเอกภาพของสาธารณรัฐอิสลาม

สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า พิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่บริเวณ แกรนด์ โมซัลลา ในกรุงเตหะราน โดยประชาชนจำนวนมากเดินทางมาตั้งแต่คืนก่อนหน้า เพื่อรอส่งอดีตผู้นำสูงสุดเป็นครั้งสุดท้าย

ผู้ร่วมพิธีจำนวนมากถือธงสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการล้างแค้น พร้อมตะโกนคำขวัญ “Death to America” และ “Revenge” สะท้อนกระแสต่อต้านสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ตอบโต้ศัตรูของอิหร่าน 

รัฐบาลอิหร่านประเมินว่า จะมีประชาชนเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยในกรุงเตหะรานเพียงแห่งเดียวราว 15-20 ล้านคน ตลอดระยะเวลาหลายวันของพิธี ขณะที่กำหนดการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 6 วัน ก่อนนำร่างไปประกอบพิธีฝังที่เมือง มัชฮัด บ้านเกิดของคาเมเนอี ในวันที่ 9 กรกฎาคม

ก่อนถึงวันฝังศพ ขบวนศพจะเคลื่อนผ่านกรุงเตหะราน เมืองศักดิ์สิทธิ์ กุม และเมืองสำคัญของชาวชีอะห์ในอิรัก เช่น นาจาฟ และ คาร์บาลา

อีกหนึ่งประเด็นที่ทั่วโลกจับตา คือการปรากฏตัวของ โมจ์ตาบา คาเมเนอีบุตรชายของอาลี คาเมเนอี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่หลังการเสียชีวิตของบิดา

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เขายังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ มีเพียงแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ท่ามกลางรายงานว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งเดียวกับที่คร่าชีวิตบิดา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอาการอย่างเป็นทางการ 

ทางการอิหร่านยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อต้อนรับผู้นำต่างชาติ โดยมีการปิดถนนหลายสาย รวมถึงจำกัดการใช้น่านฟ้า พร้อมเผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยให้ประชาชน เพื่อป้องกันเหตุเบียดเสียดจากฝูงชนจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ ยังมีการนำรถบรรทุกน้ำออกฉีดพ่นบนถนน เพื่อลดอุณหภูมิ หลังกรุงเตหะรานเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดกว่า 35 องศาเซลเซียส ในช่วงจัดพิธีด้วย.

แต่งแล้ว”เทย์เลอร์ สวิฟต์” ควง “ทราวิส เคลซี” เข้าพิธีวิวาห์สุดอลังการ คนดังร่วมงานคับคั่ง

แต่งแล้ว"เทย์เลอร์ สวิฟต์" ควง "ทราวิส เคลซี" เข้าพิธีวิวาห์สุดอลังการ คนดังร่วมงานคับคั่ง

4 ก.ค. 2569 11:16 น.

แต่งแล้ว”เทย์เลอร์ สวิฟต์” ควง “ทราวิส เคลซี” เข้าพิธีวิวาห์สุดอลังการ คนดังร่วมงานคับคั่ง

เทย์เลอร์ สวิฟต์ และดาวอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี เข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการ ที่ Madison Square Garden ในนครนิวยอร์ก มีคนดังจากทั้งวงการบันเทิงและกีฬาเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก 

สิ้นสุดการรอคอยของแฟน ๆ ทั่วโลก เมื่อซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป เทย์เลอร์ สวิฟต์ และดาวอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี เข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ที่ Madison Square Garden ในนครนิวยอร์ก โดยมีคนดังจากทั้งวงการบันเทิงและกีฬาเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ขณะที่รายละเอียดของงานถูกเก็บเป็นความลับแทบทั้งหมด

โดยตัวแทนของเทย์เลอร์ สวิฟต์ยืนยันว่า ทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ หลังคบหาดูใจกันมาตั้งแต่ปี 2023 และประกาศหมั้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใน Madison Square Garden โดยมีแขกประมาณ 1,000 คนเข้าร่วม แต่ทีมงานใช้มาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวด ทำให้รายละเอียดภายในงานแทบไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ 

ภายในงานมีบุคคลชื่อดังจากหลายวงการร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ ทอม เบรดี้, สตีเวน สปีลเบิร์ก, คริส ร็อก และ ฮิวจ์ แกรนต์

ขณะที่พิธีแต่งงานได้รับเกียรติจาก อดัมส์ แซนเลอร์เพื่อนสนิทของทั้งคู่ ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบพิธีสมรส ส่วน ออสติน สวิฟต์ น้องชายของเจ้าสาว รับหน้าที่ Man of Honor และเจสัน เคลซี พี่ชายของเจ้าบ่าว รับหน้าที่ Best Man 

มีรายงานว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเลือกสวมชุด Christian Dior Haute Couture ซึ่งออกแบบโดยโจนาธาน แอนเดอร์สัน พร้อมรองเท้าสั่งตัดพิเศษจาก Christian Louboutin โดยเจ้าสาวยังสวมเครื่องประดับจาก Cartier เพิ่มความหรูหราให้กับลุควันสำคัญ 

ความรักของทั้งคู่เริ่มต้นในปี 2023 ก่อนกลายเป็นหนึ่งในคู่รักคนดังที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลก ทั้งการปรากฏตัวของสวิฟต์ในการแข่งขัน NFL และการสนับสนุนกันในเส้นทางอาชีพ กระทั่งประกาศหมั้นในปี 2025 และล่าสุดได้จูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีจากแฟนคลับทั่วโลก.

ที่มา : CNN

ดราม่าทั่วอินเดีย! รัฐบาลเตรียมยกเลิกไข่ ในอาหารกลางวันนักเรียน นักโภชนาการเตือนกระทบโภชนาการเด็ก

ดราม่าทั่วอินเดีย! รัฐบาลเตรียมยกเลิกไข่ ในอาหารกลางวันนักเรียน นักโภชนาการเตือนกระทบโภชนาการเด็ก

4 ก.ค. 2569 09:32 น.

ดราม่าทั่วอินเดีย! รัฐบาลเตรียมยกเลิกไข่ ในอาหารกลางวันนักเรียน นักโภชนาการเตือนกระทบโภชนาการเด็ก

เกิดกระแสถกเถียงในอินเดีย หลังรัฐบาลรัฐเบงกอลตะวันตก นำร่องเปลี่ยนเมนูอาหารกลางวันในโรงเรียนบางแห่ง โดยยกเลิกการเสิร์ฟ “ไข่” และใช้เมนูมังสวิรัติเป็นโปรตีนทดแทน จุดประเด็นเรื่องโภชนาการเด็ก

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนของอินเดีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการช่วยเหลือเด็กที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า 110 ล้านคน มีการเปลี่ยนแปลงเมนู โดยจะยกเลิกการใช้ไข่มาปรุงอาหารให้เด็ก   

สำหรับเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวยากจน อาหารมื้อนี้เป็นทั้งแหล่งโภชนาการหลักและบางครั้งอาจเป็นอาหารเพียงมื้อเดียวที่ได้รับในแต่ละวัน จึงมีบทบาทสำคัญในการลดภาวะทุพโภชนาการ ลดความหิวโหย และช่วยให้เด็กมาเรียนอย่างต่อเนื่อง

ชนวนของข้อถกเถียงเริ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลรัฐเบงกอลตะวันตกที่นำโดยพรรคภารติยะชนตะ (BJP) ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้ง ประกาศมอบหมายให้องค์กรศาสนาฮินดู International Society for Krishna Consciousness (ISKCON) หรือที่รู้จักในชื่อขบวนการ “ฮาเร กฤษณะ” เข้ามารับผิดชอบการผลิตอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองโกลกาตา

อาหารทั้งหมดจะดำเนินการผ่านมูลนิธิ Annamitra Foundation ซึ่งให้บริการเฉพาะอาหารมังสวิรัติ ส่งผลให้เมนูไข่จะถูกแทนที่ด้วยโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลืองหรือถั่วแดง

แม้โครงการยังอยู่ระหว่างหารือและยังไม่ได้เริ่มดำเนินการจริง แต่ก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศแล้ว

ด้านพรรค All India Trinamool Congress (TMC) ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดก่อน กล่าวหารัฐบาล BJP ว่ากำลังพยายามผลักดันแนวคิดมังสวิรัติให้เด็กนักเรียนด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์

นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่า การกำหนดเมนูอาหารไม่ควรได้รับอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนาหรือการเมือง แต่ควรยึดหลักโภชนาการเป็นสำคัญ

ขณะที่ผู้สนับสนุนโครงการเห็นว่า หากวางแผนเมนูอย่างเหมาะสม อาหารมังสวิรัติก็สามารถให้คุณค่าทางโภชนาการได้ไม่ต่างจากไข่

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายคนระบุว่า ไข่ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ราคาย่อมเยา และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กวัยเจริญเติบโต

ไข่หนึ่งฟองในอินเดียมีราคาประมาณ 8 รูปี หรือไม่ถึง 4 บาท และมีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด รวมถึงวิตามินดีและวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก

แม้อาหารอย่างพาเนียร์ (ชีสสดอินเดีย) หรือผลิตภัณฑ์จากนมจะให้สารอาหารใกล้เคียงกัน แต่มีต้นทุนสูงกว่ามาก ทำให้ยากต่อการนำมาใช้ในโครงการอาหารกลางวันที่ใช้งบประมาณภาครัฐ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากยกเลิกไข่โดยไม่มีการทดแทนสารอาหารอย่างเหมาะสม เด็กอาจได้รับโปรตีนและสารอาหารจำเป็นไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต การเรียนรู้ และระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว

ผู้ปกครองบางส่วนระบุว่า การมีไข่ในอาหารกลางวันช่วยสร้างความมั่นใจว่าบุตรหลานได้รับโปรตีนเพียงพอ ขณะที่นักเรียนบางคนยอมรับว่าอยากลองเมนูใหม่ แต่หลายคนรู้สึกเสียดายเพราะรอวันที่โรงเรียนแจกไข่เป็นพิเศษ

ครูในหลายรัฐยังย้ำว่า อาหารกลางวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กยากจนมาโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพราะเด็กจำนวนมากเดินทางมาเรียนทั้งที่ยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

ในบางพื้นที่ เช่น รัฐพิหาร โรงเรียนใช้แนวทางประนีประนอม โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกได้เอง ผู้ที่รับประทานไข่จะได้รับไข่ ส่วนผู้ที่ไม่รับประทานไข่จะได้รับกล้วยแทน เพื่อเคารพความแตกต่างด้านความเชื่อและพฤติกรรมการบริโภค.

ที่มา : BBC