ไฟป่าลุกลามหนักในรัฐโคโลราโด สั่งอพยพประชาชนกว่า 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง

ไฟป่าลุกลามหนักในรัฐโคโลราโด สั่งอพยพประชาชนกว่า 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง

4 ก.ค. 2569 07:40 น.

ไฟป่าลุกลามหนักในรัฐโคโลราโด สั่งอพยพประชาชนกว่า 2,200 คน บ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง

ไฟป่า “แอสเพน เอเคอร์ส” ลุกลามอย่างรวดเร็วทางตอนใต้ของรัฐโคโลราโด เผาทำลายบ้านเรือนกว่า 160 หลัง ทางการสั่งอพยพประชาชนหลายชุมชน ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญไฟป่าครั้งใหญ่ราว 40 จุดทั่วภาคตะวันตก

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐโคโลราโด ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ หลังเปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วจากกระแสลมแรง ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่ราว 40 จุดทั่วภูมิภาคตะวันตก

ไฟป่าที่มีชื่อว่า “แอสเพน เอเคอร์ส” (Aspen Acres Fire) ลุกลามอย่างหนักทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครเดนเวอร์ โดยขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 44 ตารางกิโลเมตร ภายในคืนเดียว ทำให้พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเพิ่มเป็น 272 ตารางกิโลเมตร ภายในวันศุกร์

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ไฟป่าครั้งนี้ได้เผาทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วมากกว่า 160 หลัง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สภาพอากาศแห้งแล้งต่อเนื่องหลายเดือน ประกอบกับปริมาณหิมะในฤดูหนาวที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้พื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรงมากขึ้น

ทางการรัฐโคโลราโดมีคำสั่งอพยพประชาชนราว 2,200 คน ในเมือง โคโลราโด ซิตี รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียง ได้แก่ บิวลาห์  ไรย์  และ ซาน อิซาเบล  เพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐโคโลราโด ได้ส่งกำลังพลประมาณ 50 นาย เข้าประจำจุดตรวจบนถนนในเขต ปวยโบล และ คัสเตอร์  รวมทั้งดูแลพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำ ปวยโบล รีเซอร์วัวร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำในการควบคุมเพลิง

เจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่า ไฟป่าแอสเพน เอเคอร์สมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นเพลิง.

“เคโกะ ฟูจิโมริ” คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรู เตรียมนั่งผู้นำคนใหม่ ชูนโยบายปราบอาชญากรรม

"เคโกะ ฟูจิโมริ" คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรู เตรียมนั่งผู้นำคนใหม่ ชูนโยบายปราบอาชญากรรม

4 ก.ค. 2569 07:16 น.

“เคโกะ ฟูจิโมริ” คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรู เตรียมนั่งผู้นำคนใหม่ ชูนโยบายปราบอาชญากรรม

คณะกรรมการการเลือกตั้งเปรูประกาศรับรองชัยชนะของ “เคโกะ ฟูจิโมริ” ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง หลังเฉือนคู่แข่งเพียง 0.27% เตรียมรับตำแหน่งปลายเดือนนี้ พร้อมชูนโยบายปราบแก๊งอาชญากรรมและคุมเข้มชายแดน

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางเคโกะ ฟูจิโมริ นักการเมืองสายอนุรักษนิยม วัย 51 ปี ได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเปรูรอบสองอย่างเป็นทางการ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งสูงสุดของประเทศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการระบุว่า ฟูจิโมริได้รับคะแนนเสียงคิดเป็น 50.1% เฉือนชนะ โรเบร์โต ซานเชซ สมาชิกสภาคองเกรสสายชาตินิยม ซึ่งได้รับไป 49.8% โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองคนผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งรอบชี้ขาดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน หลังเอาชนะผู้สมัครอีก 33 คนในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อเดือนเมษายน

รายงานข่าวระบุว่านางฟูจิโมริจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และจะกลายเป็น ประธานาธิบดีคนที่ 9 ของเปรูในรอบ 10 ปี สะท้อนถึงความผันผวนทางการเมืองที่ประเทศเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

โดยประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้คือปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะการรีดไถและความรุนแรงจากเครือข่ายอาชญากรรม ฟูจิโมริจึงหาเสียงด้วยนโยบายปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวด พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้นโยบาย “กำปั้นเหล็ก” เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยของประเทศ

ทั้งนี้ ฟูจิโมริเป็นบุตรสาวของ อัลเบร์โต ฟูจิโมริ อดีตประธานาธิบดีเปรู ผู้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในช่วงทศวรรษ 2533 โดยรัฐบาลของเขาประสบความสำเร็จในการปราบปรามกลุ่มกบฏหัวรุนแรง แต่ต่อมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้อำนาจแบบเผด็จการ ก่อนถูกศาลตัดสินจำคุกในปี 2552 จากคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน และต่อมาถูกตัดสินในคดีทุจริตอีกหลายคดี.

ที่มา CNN

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่ง 2,645 ศพ สูญหายแตะ 5 หมื่น ครอบครัววอนเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่ง 2,645 ศพ สูญหายแตะ 5 หมื่น ครอบครัววอนเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต

4 ก.ค. 2569 06:27 น.

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่ง 2,645 ศพ สูญหายแตะ 5 หมื่น ครอบครัววอนเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต

ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว 2 ระลอกในเวเนซุเอลาเพิ่มเป็น 2,645 ศพ บาดเจ็บกว่า 12,600 คน ขณะที่สหประชาชาติคาดผู้สูญหายอาจสูงถึง 50,000 คน ญาติผู้ประสบภัยร้องขอเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต หลังความหวังพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี  รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ระลอกในเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,645 ศพ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 12,600 ราย ตามตัวเลขทางการล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ นอกจากนี้คาดว่ายังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

โดยแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยหลายสิบแห่งพังถล่ม โดยเฉพาะในเมืองชายฝั่ง ลา กวยรา ทางตอนเหนือของกรุงการากัส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด แม้รัฐบาลยังไม่เปิดเผยจำนวนผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ แต่ องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นประเมินว่าอาจมีผู้สูญหายมากถึง 50,000 คน ทำให้หลายครอบครัวยังคงเฝ้ารอข่าวคราวของคนที่รัก ท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ที่จะพบผู้รอดชีวิต

ขณะที่ผ่านไป 9 วันหลังเกิดภัยพิบัติ ทีมกู้ภัยหลายหน่วยเริ่มลดระดับปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากช่วงเวลาสำคัญในการช่วยเหลือผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารมักอยู่ภายใน 72 ชั่วโมงแรก แม้ว่าสัปดาห์นี้จะยังมีการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์บางรายก็ตาม ขณะที่ประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์การรับมือของรัฐบาล โดยระบุว่าหน่วยกู้ภัยเดินทางมาถึงล่าช้า และในช่วงแรกเป็นเพื่อนบ้าน ญาติ รวมถึงอาสาสมัครที่ช่วยกันใช้มือเปล่าขุดค้นซากปรักหักพังเพื่อค้นหาผู้ประสบภัย  

อย่างไรก็ตาม เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหลัง นิโกลัส มาดูโร ถูกจับกุมในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อ 6 เดือนก่อน ยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมกล่าวหาว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงของสื่อ.

ผู้นำโลกทยอยร่วมพิธีศพ “คาเมเนอี” วันแรก ซาอุฯ ส่งผู้แทนร่วมไว้อาลัย คาดผู้ร่วมพิธีกว่า 20 ล้านคน

ผู้นำโลกทยอยร่วมพิธีศพ "คาเมเนอี" วันแรก ซาอุฯ ส่งผู้แทนร่วมไว้อาลัย คาดผู้ร่วมพิธีกว่า 20 ล้านคน

4 ก.ค. 2569 05:20 น.

ผู้นำโลกทยอยร่วมพิธีศพ “คาเมเนอี” วันแรก ซาอุฯ ส่งผู้แทนร่วมไว้อาลัย คาดผู้ร่วมพิธีกว่า 20 ล้านคน

บรรยากาศวันแรกของพิธีศพ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ -อิสราเอลเมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ ประชาชน-ผู้แทนหลายประเทศเดินทางเข้าร่วม

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศวันแรกของพิธีศพ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีประชาชนจำนวนมหาศาลและคณะผู้แทนจากหลายประเทศเดินทางร่วมไว้อาลัยที่กรุงเตหะราน ขณะที่ทางการคาดว่าตลอดพิธีหลายวันจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 20 ล้านคน

พิธีจัดขึ้นที่ศูนย์ประกอบศาสนกิจ แกรนด์ โมซัลลา ในกรุงเตหะราน โดยโลงศพของคาเมเนอีซึ่งคลุมด้วยธงชาติอิหร่านถูกตั้งให้ประชาชนเข้าสักการะ ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในอิหร่านและอิรัก และจะฝังที่เมือง มัชฮัด บ้านเกิดของอดีตผู้นำในวันที่ 9 กรกฎาคม

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า ผู้นำและผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธีไว้อาลัย รวมถึงคณะผู้แทนจากรัสเซีย จีน ปากีสถาน และประเทศพันธมิตรในภูมิภาค โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจคือการเดินทางมาร่วมพิธีของ วาลิด อัล-คูไรจี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นการแสดงท่าทีทางการทูตที่สำคัญ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เพิ่งฟื้นตัวของทั้งสองประเทศ

ด้าน ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเดินทางมาในฐานะผู้แทนพิเศษของ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ร่วมวางดอกไม้เคารพศพ พร้อมเข้าพบ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ก่อนเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการ

ทางการอิหร่านระบุว่า พิธีศพครั้งนี้จะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน โดยคาดว่าจะมีประชาชนและคณะผู้แทนจากต่างประเทศเข้าร่วมหลายล้านคน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ พร้อมส่งสัญญาณความเป็นเอกภาพของอิหร่านหลังสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล.

ที่มา Aljazeera

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

4 ก.ค. 2569 00:21 น.

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียมมอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ทรัมป์ หลังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า

กลุ่มผู้ค้าเพชรเบลเยียม มอบแหวนทอง 18 กะรัตประดับเพชร 321 เม็ดให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ หลังอุตสาหกรรมเพชรเบลเยียมได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ จนถูกจับตาเรื่องความเหมาะสม

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ศูนย์เพชรโลกเมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp World Diamond Center: AWDC) ของเบลเยียม มอบแหวนทองคำ 18 กะรัตประดับอัญมณีให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ

รายงานข่าวระบุว่า แหวนวงนี้ประกอบด้วยเพชร 321 เม็ด ไพลิน 56 เม็ด มรกต 13 เม็ด และทับทิม 6 เม็ด ออกแบบให้มีตัวอักษร T ขนาดใหญ่ 2 ตัว ธงชาติสหรัฐฯ ตัวเลข 1776 และ 2026 รวมถึงเลข 45 และ 47 ซึ่งสื่อถึงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 ของทรัมป์

นอกจากนี้ยังมีรูปนกอินทรีประดับเพชร พร้อมโล่ทับทิม กิ่งมะกอกประดับมรกต และสลักข้อความ “250 YEARS USA” บนตัวเรือนทองคำ ส่วนด้านในของแหวนสลักข้อความว่า “Crafted in Antwerp for Donald John Trump” หรือ “รังสรรค์ที่เมืองแอนต์เวิร์ปเพื่อโดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประเมินว่าแหวนวงนี้มีมูลค่าระหว่าง 25,000-35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 810,000-1.13 ล้านบาท 

ทั้งนี้ การมอบของขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังอุตสาหกรรมเพชรของเบลเยียมได้รับข่าวดี เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเพชรเจียระไนจากเมืองแอนต์เวิร์ป ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของของขวัญชิ้นนี้.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

"ดิมิทรี เมดเวเดฟ" อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

3 ก.ค. 2569 23:22 น.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงเตหะราน ของอิหร่านในฐานะ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของผู้นำสูงสุดอิหร่าน “อาลี คาเมเนอี” ที่เสียชีวิต 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะราน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิต

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า นายเมดเวเดฟเดินทางมาในฐานะทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยระหว่างการเยือนเขาได้เข้าพบนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งกระชับความร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะท่ามกลางแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก.

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ "อิฐ" ส่งตรงจากไทย

3 ก.ค. 2569 16:07 น.

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์สนธิกำลังร่วมกับทางการเยอรมนีและหน่วยงานความมั่นคงยุโรป เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดข้ามทวีป บุกยึดกัญชาล็อตมหึมาน้ำหนักเกือบ 1.2 ตัน มูลค่าตลาดมืดกว่า 425 ล้านบาท โดยซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่ง “อิฐ” ต้นทางจากประเทศไทย ผ่านท่าเรือฮัมบูร์กในเยอรมนี ก่อนรวบผู้ต้องสงสัยได้ 8 ราย

กองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ เปิดเผยความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามพรมแดน โดยสามารถตรวจยึดของกลางเป็นกัญชา  น้ำหนักรวม 1,194 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าซื้อขายในตลาดมืดสูงถึง 48 ล้านซวอตี (ประมาณ 425 ล้านบาท)

นายมาร์ชิน เคียร์วินสกี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของโปแลนด์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้คำสั่งสืบสวนแห่งยุโรป ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรเยอรมนีในเมืองฮาโนเวอร์, หน่วยเฉพาะกิจต่อต้านยาเสพติดร่วมในเมืองโอลเดนบูร์ก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี รวมถึงสำนักงานตำรวจยุโรป และหน่วยงานความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมของสหภาพยุโรป 

รายงานข่าวระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่มีการสำแดงว่าเป็นอิฐเชิงพาณิชย์ที่ถูกกฎหมาย ต้นทางขยายจากประเทศไทย ล่องเรือผ่านท่าเรือฮัมบูร์กของเยอรมนี โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ประเทศโปแลนด์

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ยาเสพติดถูกแยกซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ โดยตู้คอนเทนเนอร์แรก ถูกสกัดตรวจค้นที่ท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี พบกัญชาน้ำหนัก 815 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในอิฐศิลาแลง (Laterite bricks) ที่ถูกดัดแปลงขึ้นมาเป็นพิเศษ ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่สอง มีปลายทางส่งถึงผู้รับรายเดียวกันในโปแลนด์ ตรวจค้นพบกัญชาเพิ่มเติมอีก 379 กิโลกรัม

ปฏิบัติการจู่โจมจับกุมผู้เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็นสองระลอกหลัก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่เมืองชแชตชิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโปแลนด์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชาย 4 คน รวมถึงเจ้าของบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าและรอรับสินค้าในจังหวะที่กำลังมีการลำเลียงตู้สินค้าลง จากนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 4 ราย ใกล้กับเมืองปอซนัน ทางตะวันตกของประเทศ รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย อายุระหว่าง 29 ถึง 57 ปี

ขณะนี้ อัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหานำเข้าและลักลอบขนส่งยาเสพติดในปริมาณมากภายในสหภาพยุโรป โดยในจำนวนนี้มี 3 รายที่โดนข้อหาเพิ่มเติมฐานมีส่วนร่วมในกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้ง ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี โดยศาลได้สั่งควบคุมตัวผู้ต้องหา 6 รายไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอีก 1 รายได้รับการปล่อยตัวหลังการสอบสวน และอีก 1 รายอยู่ภายใต้การควบคุมและภาคทัณฑ์ของตำรวจเพื่อรอการดำเนินคดี

พล.อ. โรเบิร์ต บากัน ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ ระบุว่า ในช่วง 30 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานพิทักษ์ชายแดนได้ร่วมมือกับกรมศุลกากรและสำนักงานสืบสวนกลางของตำรวจ ยึดยาเสพติดได้แล้วราว 3 ตัน มูลค่ากว่า 200 ล้านซวอตี ซึ่งมีทั้งโคเคน ยาบ้า กัญชา ยาไอซ์ และเมเฟโดรน

อย่างไรก็ตาม คดีลักลอบขนกัญชาจากไทยลอตนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกของสำนักงานอัยการสูงสุดฝ่ายต่อต้านอาชญากรรมจัดตั้งและคอร์รัปชันในเมืองกดัญสก์ (Gdańsk) เพื่อขยายผลหาผู้บงการระดับแกนนำ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหลังจากนี้.

ที่มา Polskie Radio / TVP World

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ - ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

3 ก.ค. 2569 15:34 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซูเปอร์สตาร์สาวชื่อดังระดับโลก และ ทราวิส เคลซี คู่หมั้นนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง เปิดฉากงานฉลองสมรสอย่างเป็นทางการ ณ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ใจกลางนครนิวยอร์ก ท่ามกลางกองทัพคนดังที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  หลังมีรายงานข่าวว่าทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสกันอย่างเป็นส่วนตัวแล้วต่อหน้าบุคคลใกล้ชิดเพียงกลุ่มเล็ก ๆ

กระแสข่าวลือเรื่องการแต่งงานของนักร้องซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เทย์เลอร์ สวิฟต์ และคู่หมั้นนักอเมริกันฟุตบอล ทราวิส เคลซี ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังทั้งคู่เริ่มจัดงานเลี้ยงที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อเย็นวันที่ 2 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสื่อหลายสำนักคาดว่าอาจเป็นงานเลี้ยงก่อนพิธีวิวาห์ หรืองานเลี้ยงอาหารเย็นเพื่อขอบคุณครอบครัว ญาติ เพื่อนที่ช่วยงานแต่งงาน

ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นขบวนรถเอสยูวีสีดำจำนวนมากทยอยส่งแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่สถานที่จัดงานผ่านเต็นท์สีขาวที่จัดไว้เป็นพิเศษ โดยมีรายงานว่ามีแขกร่วมงานราว 100 คนในคืนแรก และอาจเพิ่มเป็นกว่า 1,000 คนในงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ (3 ก.ค.)

ตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กได้วางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมปิดกั้นพื้นที่บางส่วนรอบเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ขณะที่สื่อมวลชนและช่างภาพจำนวนมากเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ป้ายประกาศบริเวณทางเข้าสถานที่ยังระบุว่า ผู้ที่เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม ถือว่ายินยอมให้มีการบันทึกภาพและวิดีโอภายในงาน ซึ่งยิ่งทำให้เกิดการคาดเดาว่าอาจมีการถ่ายทำหรือบันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญภายใน

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน สวิฟต์และเคลซีได้ร่วมกันบริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 850 ล้านบาท ให้แก่องค์กรการกุศลหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ รวมถึงธนาคารอาหารและองค์กรสาธารณประโยชน์ในนครนิวยอร์ก เมืองแนชวิลล์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางดนตรีของสวิฟต์ และเมืองแคนซัสซิตี บ้านของทีม Kansas City Chiefs ที่เคลซีสังกัด โดยตัวแทนของสวิฟต์ยืนยันเพียงว่าเป็นการบริจาคเพื่อองค์กรการกุศลทั่วประเทศ และไม่ได้กล่าวถึงข่าวการแต่งงาน

ใบอนุญาตการจัดงานที่สำนักข่าวเอพีได้รับ ระบุว่า กิจกรรมในคืนวันพฤหัสบดีเป็น “Pre-Party Night” ซึ่งแขกเริ่มทยอยเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเย็น และงานจะดำเนินไปจนถึงเวลาประมาณ 22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน บรรดาคนดังทยอยเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดัง แจ็ก แอนโทนอฟฟ์ ผู้ร่วมงานกับสวิฟต์มาอย่างยาวนาน, นักแสดง ลีนา ดันแฮม, ผู้ประกาศข่าวกีฬา เอริน แอนดรูว์ส, นักประชาสัมพันธ์ส่วนตัว ทรี เพน รวมถึงมีรายงานจากสื่อบันเทิงว่า แบรดลีย์ คูเปอร์, จีจี ฮาดิด และ เซเลนา โกเมซ ก็เดินทางไปร่วมงานเช่นกัน

แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นพิธีแต่งงาน แต่การปิดถนน การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และการรวมตัวของแขกคนดังจำนวนมาก ทำให้กระแสข่าวลือยิ่งทวีความร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์วันชาติสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ และช่วงที่นครนิวยอร์กเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมสำคัญหลายรายการ

ด้านแฟนเพลงของสวิฟต์จำนวนมากยังคงเดินทางมารวมตัวบริเวณด้านนอกเมดิสัน สแควร์ การ์เดน แม้อุณหภูมิในนครนิวยอร์กจะสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส เพื่อร่วมแสดงความยินดีและหวังได้เห็นศิลปินคนโปรด แม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าพิธีวิวาห์เกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ทั้งเทย์เลอร์ สวิฟต์ และทราวิส เคลซี ยังไม่ได้ออกมาแถลงหรือยืนยันข่าวการจัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

3 ก.ค. 2569 15:00 น.

รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

เกิดอุบัติเหตุในปากีสถาน เมื่อรถบัสโดยสารคันหนึ่งเสียหลักหลุดโค้งพุ่งดิ่งลงเหวลึกกว่า 20 เมตร บริเวณแนวเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 40 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

นายฮัซรัต วาลี กาการ์ รองข้าหลวงใหญ่เขตชีรานี เปิดเผยว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารขนาดใหญ่เสียหลักตกเหวลึกในพื้นที่ดานา ซาร์  ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาทุรกันดารและสูงชัน บริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นบาลูจิสถานกับแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา ทางตะวันตกของปากีสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ

รายงานระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองเควตตา เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน มุ่งหน้าสู่เมืองเปชวาร์ โดยมีผู้โดยสารอยู่บนรถอย่างหนาแน่น ก่อนจะเสียหลักพลัดตกจากถนนดิ่งลงสู่ก้นเหวที่มีความลึกประมาณ  21-24 เมตร

นายซานาอุลเลาะห์ ชีรานี หัวหน้าศูนย์ฉุกเฉินเขตซ็อบ แถลงยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 40 ศพ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถูกช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้วอย่างน้อย 8 ถึง 11 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอาการสาหัสขั้นวิกฤต 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าในกลุ่มผู้เสียชีวิตที่นำร่างออกมาได้แล้ว มีผู้หญิง 4 ศพ และผู้ชาย 7 ศพ ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการลำเลียง

เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ปฏิบัติการกู้ภัยในระยะแรกเป็นไปอย่างยากลำบากและทุลักทุเล เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ภูเขาหินที่ลาดชันและเข้าถึงยาก ทว่าหน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลจากทั้งสองแคว้นได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิต ซึ่งในเวลาต่อมาโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อระดมแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที

ด้าน นายชาฮิด รินด์ ที่ปรึกษาและโฆษกมุขมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน เปิดเผยข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นว่า รถบัสคันนี้บรรจุผู้โดยสารเกินกว่าความจุปกติ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุ รถบัสได้รับผู้โดยสารตกค้างมาจากรถบัสอีกคันหนึ่งที่เกิดเสียอยู่ระหว่างทาง เพื่อพาทุกคนเดินทางต่อไปยังจุดหมาย จนกระทั่งมาประสบอุบัติเหตุดิ่งเหวร่วมกัน นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ปฏิเสธข่าวลือในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่ารถคันนี้ไม่ได้ลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนจากอิหร่านตามที่มีกระแสข่าวลือแต่อย่างใด

ด้านนายอาซีฟ อาลี ซาร์ดารี ประธานาธิบดีปากีสถาน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ โดยระบุว่าคนไทยทั้งประเทศต่างร่วมโศกเศร้ากับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอบการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดแก่ผู้บาดเจ็บ เช่นเดียวกับ นายอับดุล อาลีม ข่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายซาร์ฟารัซ บุคติ มุขมนตรีแคว้นบาลูจิสถาน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัยและสั่งการให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานของถนนที่ย่ำแย่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะที่ต่ำกว่าเกณฑ์ การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่หละหลวม รวมถึงพฤติกรรมการขับรถเร็วเกินกำหนดและประมาทเลินเล่อของผู้ขับขี่ ซึ่งทางทางการปากีสถานยืนยันว่าจะเปิดเผยผลการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ให้สาธารณชนทราบต่อไปทันทีที่การสืบสวนเสร็จสิ้น.

ที่มา SAMAA TV / AFP 

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

3 ก.ค. 2569 13:27 น.

ออกหมายจับ-หมายแดงอินเตอร์โพล ล่าตัวมือระเบิดพัสดุในโมนาโก

ทางการโมนาโกออกหมายจับพร้อมประสานอินเตอร์โพลออก “หมายแดง” ล่าตัวผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดพัสดุที่อาคารที่พักอาศัยหรู ส่งผลให้มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ชาวอุยกูร์เชื้อสายยูเครน พร้อมหญิงคนสนิทและเด็กวัย 13 ปี บาดเจ็บสาหัสรวม 3 ราย

สำนักงานอัยการโมนาโกได้แถลงความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดพัสดุ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.) โดยระบุว่าพนักงานสอบสวนสามารถระบุตัวตนของผู้ต้องสงสัยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลได้อนุมัติออกหมายจับอย่างเป็นทางการ โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นชาวต่างชาติและได้หลบหนีออกไปจากโมนาโกแล้ว ทำให้ทางการเตรียมประสานงานเพื่อออก “หมายแดง”  ของตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล  เพื่อให้ตำรวจทั่วโลกช่วยแกะรอยและจับกุมตัวชั่วคราวไม่ว่าจะพบตัวที่ประเทศใดก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณโถงทางเข้าของอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในโมนาโก ใกล้กับชายแดนประเทศฝรั่งเศส กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพบุคคลคนหนึ่งนำกล่องพัสดุมาวางทิ้งไว้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงในจังหวะที่มีคนเดินเข้ามาในอาคาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย หลังก่อเหตุผู้ต้องสงสัยซึ่งสวมหมวกสีดำได้วิ่งหลบหนีมุ่งหน้าไปยังเมืองโบโซเลย ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพรมแดนที่ไม่มีการตรวจเอกสารเข้าเมือง

แม้ในตอนแรกเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นผู้ชาย แต่สื่อท้องถิ่นของฝรั่งเศสรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แท้จริงแล้วผู้ต้องสงสัยหลักเป็น “ผู้หญิง” ที่พยายามแต่งกายพรางตัวเพื่อปกปิดอัตลักษณ์ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นายสเตฟาน ตีโบต์ อัยการสูงสุดของโมนาโก ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นเรื่องเพศของผู้ต้องสงสัย แต่ได้กล่าวชื่นชมความร่วมมืออย่างรวดเร็วระหว่างตำรวจโมนาโกและฝรั่งเศสที่ทำให้สามารถระบุตัวตนคนร้ายได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ

แม้ทางการโมนาโกจะยังไม่ได้แถลงยืนยันรายชื่อผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ แต่สื่อท้องถิ่นระบุตรงกันว่า เป้าหมายของการลอบสังหารในครั้งนี้คือ นายวาดิม เยอร์โมลาเอฟ วัย 58 ปี มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่ย้ายมาพำนักอยู่ในโมนาโก

นายเยอร์โมลาเอฟ ได้สละสัญชาติยูเครนไปเมื่อปี 2019 เพื่อถือสัญชาติไซปรัส เขาเคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ในปี 2020 ว่าเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในยูเครนอันดับที่ 39 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าเขามีผลประโยชน์ทางธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมไวน์และแอลกอฮอล์ในคาบสมุทรไครเมียซึ่งถูกรัสเซียผนวกดินแดน ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2023 เขาตกเป็นเป้าหมายถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลยูเครน

แรงระเบิดส่งผลให้นายเยอร์โมลาเอฟ, หญิงคนสนิท และเด็กชายวัย 13 ปี ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยในตอนแรกผู้ใหญ่ทั้ง 2 คนอยู่ในอาการโคม่า  จนกระทั่งวันพุธที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า อาการของมหาเศรษฐีรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ดวงชะตาของหญิงอีกรายยังคงไม่คงที่และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งโมนาโก ทรงประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อาชญากรรมที่น่ารังเกียจและโหดเหี้ยมที่สุด”

ทั้งนี้ โมนาโกขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนของมหาเศรษฐี แหล่งกาสิโนหรู และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เหตุระเบิดกลางเมืองจึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่ โดยทางอัยการสูงสุดระบุว่า คดีนี้จะถูกสอบสวนในฐานความผิด “พยายามฆ่า” ไม่ใช่คดีก่อการร้าย และจะมีการแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันศุกร์นี้.

ที่มา BBC / Reuters