อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

3 ก.ค. 2569 13:07 น.

อิสราเอลเฉลิมฉลองครบรอบ 72 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิสราเอล ณ จังหวัดอุดรธานี

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะ เดินทางเยือนอุดรธานี ร่วมพิธีเปิดสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง เพื่อกระชับมิตรภาพและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน 72 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและอิสราเอล ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เดินทางเยือนจังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อกระชับมิตรภาพและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

กิจกรรมสำคัญของการเยือนในครั้งนี้คือพิธีเปิดสนามเด็กเล่น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งทอง ซึ่งติดตั้งเครื่องเล่นสนามชุดใหม่ที่บริจาคโดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ทั้งยังมีการมอบโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนักเรียน รวมทั้งเครื่องทำน้ำดื่มสะอาด เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 

ปัจจุบันโรงเรียนบ้านทุ่งทองมีนักเรียนจำนวน 124 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนางดุจดาว ขนุนทอง เป็นผู้อำนวยการ

พิธีเปิดสนามเด็กเล่นได้รับเกียรติจากนายจักรพันธ์ จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายธีระยุทธ อุ่นวิเศษผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 4 คณะครู นักเรียน และสมาชิกชุมชนเข้าร่วมงาน 

ในระหว่างพิธีเปิดเอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวว่า “เด็กๆ คืออนาคตของชาติ ดิฉันหวังว่าสนามเด็กเล่นและอุปกรณ์การศึกษาที่มอบให้ในวันนี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สนุกสนาน และสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ เล่น และเติบโตอย่างมีคุณภาพ เราปรารถนาให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนรู้อย่างเต็มที่ เล่นอย่างมีความสุข และกล้าที่จะฝันอย่างไร้ขีดจำกัด”

ในการเยือนในครั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลและคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือที่จะมีขึ้นระหว่างอิสราเอลและจังหวัดอุดรธานี โดยเฉพาะด้านแรงงาน เกษตรกรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

จากนั้นยังได้พบกับครอบครัวของนายชัยรัตน์ สานุสันต์ แรงงานเกษตรกรรมที่ทำงานอยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอลใกล้พื้นที่ฉนวนกาซาประมาณ 2 ปี ก่อนจะถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสสังหารในการบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อภรรยาของนายชัยรัตน์และครอบครัว 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การจากไปของนายชัยรัตน์ ภรรยาของเขาได้รับเงินชดเชยและเงินช่วยเหลือรายเดือนจากรัฐบาลอิสราเอลมาโดยตลอด ในอัตราเดียวกับที่มอบให้ครอบครัวชาวอิสราเอลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวต่อครอบครัวผู้สูญเสียว่า “เรายังคงระลึกถึงคุณชัยรัตน์และเหยื่อทุกคนที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม อิสราเอลจะยืนเคียงข้างเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว โดยหวังว่าพวกท่านจะเข้มแข็งและสบายใจที่ทราบว่าท่านไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่แต่เพียงลำพัง”

การมาเยือนจังหวัดอุดรธานีของเอกอัครราชทูตอิสราเอลและคณะในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยที่มีมาอย่างยาวนาน บนพื้นฐานของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน และความร่วมมือที่ดำเนินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่าเจ็ดสิบปี อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อประเทศทั้งสอง.

ที่มา: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

3 ก.ค. 2569 12:44 น.

เศรษฐกิจเวียดนามโต จีดีพีไตรมาส 2 พุ่ง 8.4% รับแรงหนุนส่งออก-การลงทุนต่างชาติพุ่ง

เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวแข็งแกร่งเกินความคาดหมายในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยเติบโตกว่า 8.4% แม้เผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเติบโตโดดเด่น ส่งผลให้ธนาคารโลกยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง”

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของเวียดนามในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2026 ขยายตัว 8.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 7% และเร่งตัวขึ้นจากการเติบโต 7.9% ในไตรมาสแรก

ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขยายตัว 8.18% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เติบโต 7.63% และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลก

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 5 ปีข้างหน้า หลังจากปี 2025 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 8% แม้จะเผชิญมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้น 9.86% ในช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นกว่า 40% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่ภาคบริการเติบโต 8.09% จากการฟื้นตัวของการบริโภค การค้า และการท่องเที่ยว ส่วนภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.57% จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น

ด้านการค้าระหว่างประเทศ เวียดนามมีมูลค่าการค้ารวม 549,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยการส่งออกเพิ่มขึ้น 21% แตะ 266,520 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 37% ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้า 16,650 ล้านดอลลาร์ พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เกินดุล 7,950 ล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเวียดนาม ด้วยมูลค่าส่งออก 86,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนจีนยังเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุด มูลค่า 115,200 ล้านดอลลาร์

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวม 34,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 61% จากปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจเวียดนาม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหรือกลับมาดำเนินธุรกิจใหม่กว่า 169,800 แห่ง แม้ว่าจะมีธุรกิจราว 151,100 แห่งที่ระงับกิจการหรือออกจากตลาดก็ตาม ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการภาคการผลิตพบว่า 39.4% คาดว่าสถานการณ์ธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.25% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.38% ในช่วงครึ่งปีแรก

นางเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายภูมิภาค แต่เศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีเสถียรภาพ โดยอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และภาคการผลิตยังขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่ธนาคารโลกได้ประกาศยกระดับเวียดนามขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle-Income Country) ในสัปดาห์นี้ โดยให้เหตุผลว่าประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาว แม้จะยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง.

ที่มา VnExpress / AFP

อิหร่านเคลื่อนศพ “อาลี คาเมเนอี” ถึงมัสยิดกลางเตหะราน เตรียมพิธีศพครั้งประวัติศาสตร์

อิหร่านเคลื่อนศพ "อาลี คาเมเนอี" ถึงมัสยิดกลางเตหะราน เตรียมพิธีศพครั้งประวัติศาสตร์

3 ก.ค. 2569 11:51 น.

อิหร่านเคลื่อนศพ “อาลี คาเมเนอี” ถึงมัสยิดกลางเตหะราน เตรียมพิธีศพครั้งประวัติศาสตร์

อิหร่านเคลื่อนศพของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุด ไปยังมัสยิดกลางโมซัลลา ในกรุงเตหะราน เพื่อประกอบพิธีศพอย่างเป็นทางการ หลังเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ท่ามกลางการเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และการคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนร่วมพิธีระหว่าง 15-20 ล้านคน ซึ่งอาจกลายเป็นพิธีศพของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่าน

สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ร่างของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตในวัย 86 ปี จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามตะวันออกกลาง ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาถึงมัสยิดกลางโมซัลลาในกรุงเตหะรานแล้ววันนี้ (3 ก.ค.) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีศพอย่างเป็นทางการในช่วงสุดสัปดาห์นี้

การเตรียมงานพิธีศพในครั้งนี้ เดิมทีต้องหยุดชะงักไปในช่วงที่สงครามทวีความรุนแรงขีดสุด แต่สามารถดำเนินการต่อได้หลังจากอิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นและอยู่ในช่วงประกาศหยุดยิงที่ยังคงมีความเปราะบาง

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้เจรจาของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ปลุกระดมให้ชาวอิหร่านทุกคนออกมาร่วมพิธีเพื่อจารึกหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ และส่งเสียงเรียกร้องการล้างแค้นให้ดังไปทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีผู้มาร่วมไว้อาลัยระหว่าง 15 ถึง 20 ล้านคน ซึ่งหากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นพิธีศพของรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ทางการอิหร่านได้เตรียมพร้อมการขนส่ง ที่พัก และอาหาร รวมถึงลดราคาโรงแรมลงถึง 50% และดัดแปลงโรงเรียน มัสยิด รวมถึงโรงยิม เพื่อรองรับคลื่นมหาชน โดยเหล่านักการศาสนาผู้ปกครองอิหร่านหวังว่า ภาพประชาชนนับล้านในชุดดำที่มาร่วมไว้อาลัย จะเปรียบเสมือน “ประชามติ” ที่ยืนยันว่าระบอบการปกครองแบบเทวาธิปไตยและการปฏิวัติอิสลามยังคงเข้มแข็ง หลังจากต้องเผชิญกับสงครามที่คุกคามต่อความคงอยู่ของรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า ภายใต้ภาพความสามัคคีที่รัฐพยายามนำเสนอ การสนับสนุนระบอบการปกครองนี้ในหมู่ประชาชนกำลังลดน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากชาวอิหร่านจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เหนื่อยหน่ายกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ยาวนานหลายทศวรรษ และไม่พอใจกับการปราบปรามผู้ออกมาประท้วงเรื่องเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าชาวกรุงเตหะรานบางส่วนแอบส่งเสียงโห่ร้องยินดีจากในอาคารที่พักตอนที่ทราบข่าวการเสียชีวิตของคาเมเนอีในช่วงแรก

ในวันเสาร์นี้ ร่างของคาเมเนอีจะถูกนำมาประกอบพิธีเคารพศพเป็นเวลา 3 วันเคียงข้างร่างของบุคคลในครอบครัวที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งเดียวกัน ได้แก่ บุตรสาว, บุตรเขย, หลานสาว และภรรยาของ โมจตาบา ผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยมีผู้แทนและผู้นำระดับสูงจากกว่า 30 ประเทศตอบรับเข้าร่วม เช่น ปากีสถาน จีน รัสเซีย อัฟกานิสถาน และประเทศในแถบเทือกเขาคอเคซัส

ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองคือ นายโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่าน ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีที่คร่าชีวิตบิดา จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนในพิธีหลักที่กรุงเตหะรานครั้งนี้หรือไม่ หลังจากที่ไม่มีภาพของเขาปรากฏในสื่อเลยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

ทางการอิหร่านได้ประกาศให้กรุงเตหะราน รวมถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์อย่างกอม และมัชฮัด เป็นวันหยุดราชการ โดยสั่งปิดสำนักงานทั้งรัฐและเอกชนในกรุงเตหะรานตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันจันทร์ พร้อมจำกัดการจราจรและปิดน่านฟ้าบางส่วนตั้งแต่วันศุกร์ และจะปิดน่านฟ้าเต็มรูปแบบในวันจันทร์

สำหรับกำหนดการรัฐพิธีเคลื่อนร่างผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในวันเสาร์ – วันอาทิตย์ จะมีการจัดพิธีเคารพศพและไว้อาลัยที่มัสยิดกลางกรุงเตหะราน ส่วนวันจันทร์ จะมีขบวนแห่ศพครั้งใหญ่ใจกลางกรุงเตหะราน ต่อมาในวันอังคาร จะมีการเคลื่อนร่างไปยังเมืองกอม ศูนย์กลางของกลุ่มนักการศาสนานิกายชีอะห์ในอิหร่าน ส่วนวันพุธ จะมีการคลื่อนร่างไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ นาจาฟ และ คาร์บาลา ในประเทศอิรัก โดยมีตัวแทนกลุ่มกองกำลังพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคร่วมพิธี และวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ขบวนแห่ศพครั้งสุดท้ายและทำพิธีฝังร่าง ณ สุสานอิหม่ามเรซา ในเมืองมัชฮัด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคาเมเนอี

ทั้งนี้ มาตรการรักษาความปลอดภัยจะถูกยกระดับขั้นสูงสุดตลอดช่วงเวลาการจัดงาน โดยกองทัพอิหร่านได้ขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงทันที หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลฉวยโอกาสนี้เปิดฉากโจมตีซ้ำอีกครั้ง.

ที่มา Reuters / AFP 

ดราม่าลาคลอด! นายกเทศมนตรีหญิงของญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก หลังประกาศหยุดงานเตรียมคลอดลูก

ดราม่าลาคลอด! นายกเทศมนตรีหญิงของญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก หลังประกาศหยุดงานเตรียมคลอดลูก

3 ก.ค. 2569 11:20 น.

ดราม่าลาคลอด! นายกเทศมนตรีหญิงของญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก หลังประกาศหยุดงานเตรียมคลอดลูก

สังคมญี่ปุ่นเสียงแตก หลังนายกเทศมนตรีหญิงเมืองยาวาตะ วัย 35 ปี ประกาศว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อคลอดบุตร นับเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นที่ลาคลอด ทั้งที่ยังไม่มีกม.รองรับ

สังคมญี่ปุ่นกำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก หลัง โชโกะ คาวาตะ นายกเทศมนตรีเมืองยาวาตะ วัย 35 ปี ประกาศว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อคลอดบุตร ทำให้เธอกลายเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นที่ลาคลอด และจุดประกายการตั้งคำถามว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งควรมีสิทธิลาเพื่อมีบุตรเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไปหรือไม่

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ วิกฤตอัตราการเกิดต่ำ และพยายามหามาตรการจูงใจให้ประชาชนสร้างครอบครัวมากขึ้น โดยหลังการประกาศ มีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งในแพลตฟอร์ม X และ YouTube

ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่า การตั้งครรภ์และการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ท้าทาย และสังคมญี่ปุ่นควรมีระบบที่เอื้อต่อผู้หญิงมากกว่านี้ หลายคนชื่นชมคาวาตะที่ให้ความสำคัญกับทั้งครอบครัวและหน้าที่การงาน พร้อมมองว่าเธอเป็นแบบอย่างที่จะช่วยให้ผู้หญิงกล้าก้าวเข้าสู่การเมืองมากขึ้น

แต่ฝ่ายคัดค้านกลับมองว่า การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเรื่องไม่รับผิดชอบ บางคนถึงขั้นระบุว่า หากต้องการมีบุตรควรทำก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่บางเสียงเสนอว่าควรลดเงินเดือนของเธอระหว่างหยุดงาน

หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงคาวาตะเปิดเผยว่า เธอตกใจมาก และไม่คิดว่าการประกาศลาคลอดจะกลายเป็นประเด็นระดับประเทศ และหากสังคมไม่ยอมรับให้นักการเมืองลาคลอด เท่ากับกำลังกีดกันผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ออกจากการเมืองโดยปริยาย โดยเธอระบุว่า “ถ้าเราวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองที่ลาคลอด ก็เท่ากับเรากำลังปิดโอกาสผู้หญิงอายุ 20-40 ปี ซึ่งสามารถตั้งครรภ์ได้ ไม่ให้เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง”

พร้อมย้ำว่า เธออยากเห็นสังคมที่ผู้หญิงสามารถ ทำงานและมีครอบครัวได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องถูกบังคับให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

โชโกะ คาวาตะแถลงข่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ประมาณ 2 เดือนก่อนคลอด และอีก 2 เดือนหลังคลอด โดยมีกำหนดคลอดในช่วงกลางเดือนกันยายน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายรองรับการลาคลอดสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น ทำให้เธอไม่สามารถลาคลอด อย่างเป็นทางการได้ แต่ได้มอบหมายให้ ชิเงโตะ โนเสะ รองนายกเทศมนตรี ทำหน้าที่รักษาการแทนในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ คาวาตะได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีตั้งแต่อายุเพียง 33 ปี ถือเป็นนายกเทศมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดของญี่ปุ่น เธอสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่น

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก แต่ผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำทางการเมืองยังมีสัดส่วนต่ำมาก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า จากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 1,720 คน มีผู้หญิงเพียงประมาณ 4% เท่านั้น

ผลสำรวจของสำนักงานคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2025 ยังพบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่เข้าสู่การเมือง ได้แก่ การตั้งครรภ์ ความเชื่อว่าการเมืองเป็นหน้าที่ของผู้ชาย และการถูกคุกคามทางเพศหรือการคุกคามในที่ทำงาน

นอกจากนี้ รายงาน ดัชนีความเสมอภาคระหว่างเพศของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ปี 2025 ยังจัดให้ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 118 จาก 146 ประเทศ และเป็นประเทศที่มีคะแนนด้านความเท่าเทียมทางเพศต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7

ด้าน ชิเงโตะ โนเสะ รองนายกเทศมนตรี ซึ่งจะรับหน้าที่แทนในช่วงคาวาตะลาคลอดกล่าวว่า กรณีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าญี่ปุ่นสามารถออกแบบระบบให้ผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้นำและมีครอบครัวไปพร้อมกันได้หรือไม่

โนเสะยอมรับว่า เมื่อครั้งที่ตัวเองมีลูกเขาไม่เคยลางานเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูกเลย แต่ปัจจุบันลูกเขยของเขากลับลางานนานถึง 6 เดือน เพื่อช่วยดูแลลูกคนที่สองร่วมกับภรรยา สะท้อนว่าค่านิยมของสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไป.

ที่มา : BBC

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนจับตาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนจับตาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

3 ก.ค. 2569 11:16 น.

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย นักลงทุนจับตาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าการสร้างสันติภาพระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เพื่อให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ

น้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17 เซนต์ หรือ 0.24% มาอยู่ที่ 72.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14 เซนต์ หรือ 0.20% มาอยู่ที่ 68.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แม้ราคาจะฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ทั้งสองสัญญายังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับลดลงเพียง 0.02% ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 0.12% ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์ที่น้อยที่สุดในรอบหลายเดือน

ทิม วอเทอเรอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ KCM Trade กล่าวว่า ตลาดยังคงมีความหวังอย่างระมัดระวังว่าความพยายามสร้างสันติภาพจะดำเนินต่อไป แต่ผู้ลงทุนยังไม่มั่นใจเต็มที่ จึงรอหลักฐานที่ชัดเจนว่าความตึงเครียดในเส้นทางขนส่งพลังงานได้คลี่คลายลงจริง

ทั้งนี้ หลังมีข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลายประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะเมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก เริ่มกลับมาเปิดใช้งานได้มากขึ้น

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าคูเวต เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนมิถุนายนเป็น 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 580,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อเร่งการส่งออกหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อย่างน้อย 5 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียรวมประมาณ 10 ล้านบาร์เรล ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยบริษัท Saudi Aramco ยังปรับมาใช้การกำหนดราคาขายแบบตลาดซื้อขายทันทีเพื่อเร่งการจำหน่ายน้ำมันให้กับลูกค้าในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกน้ำมันจะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดพลังงานยังคงจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลต่ออุปทานน้ำมันโลกและทำให้ราคาน้ำมันกลับมาผันผวนได้อีกในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

3 ก.ค. 2569 11:04 น.

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต บริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตำรวจยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจ ขณะที่องค์กรรณรงค์เพื่อทิเบตและสื่อของชาวทิเบตพลัดถิ่นระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นนักเคลื่อนไหวชาวทิเบตที่ก่อเหตุเพื่อเรียกร้องเอกราชและประท้วงนโยบายของจีนต่อทิเบต

สำนักงานตำรวจนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 18.32 น. วานนี้ (2 ก.ค.) ว่ามีชายคนหนึ่งจุดไฟเผาตัวเองที่บริเวณหัวมุมถนนสาย 2 ตัดกับถนนสาย 42 ซึ่งอยู่ใกล้กับอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไฟไหม้รุนแรงไม่ไหว ขณะนี้ทางตำรวจยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและยังไม่ได้ประกาศชื่อผู้เสียชีวิตรวมถึงแรงจูงใจอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม สื่อของกลุ่มชาวทิเบตพลัดถิ่น “Voice of Tibet” และกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตว่าคือ นายลอกบา รังเซน นักรณรงค์เพื่อทิเบต ซึ่งมีอาชีพเป็นคนขับรถอูเบอร์ในนครนิวยอร์ก โดยรายงานระบุว่าเขาได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับธงชาติทิเบต และได้ทำการถ่ายทอดสด เรียกร้องเอกราชและความสามัคคีของชาวทิเบต ก่อนจะตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง

ด้าน เทนโช กยาตโซ ประธานรณรงค์เพื่อทิเบตสากล (International Campaign for Tibet) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยกย่องนายรังเซนว่าเป็นนักเคลื่อนไหวที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่ออุทิศตนให้กับการสร้างความตระหนักรู้ด้านวิกฤตสิทธิมนุษยชนในทิเบตอย่างสันติมาโดยตลอด

กลุ่มนักเคลื่อนไหวเปิดเผยว่า สาเหตุทำให้นายรังเซนตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว เนื่องจากเขาเกิดความโกรธแค้นต่อมาตรการข้อบังคับที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะ “กฎหมายส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ของจีนที่มีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งกฎหมายนี้ให้อำนาจทางกฎหมายแก่รัฐบาลจีนในการดำเนินการกับบุคคลที่อยู่นอกประเทศได้

รัฐบาลจีนอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์ร่วมกัน” ของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยทั้ง 55 กลุ่มในประเทศ ซึ่งรวมถึงชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ต่างแสดงความกังวลว่า กฎหมายนี้เป็นเพียงเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และทำลายวัฒนธรรมรวมถึงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีน

จีนได้เข้าควบคุมทิเบตตั้งแต่ปี 1950 ซึ่งทางการจีนเรียกว่าเป็น “การปลดปล่อยอย่างสันติ” จากระบบศักดินา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวทิเบตพลัดถิ่นกลับประณามว่าเป็นการปกครองที่กดขี่ โดยองค์กรดาไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณวัย 90 ปีของทิเบต ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศอินเดียตั้งแต่ปี 1959 หลังจากกองทัพจีนเข้าปราบปรามการลุกฮือในเมืองลาซา

ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในประเทศจีน โดยเฉพาะนับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2012 รัฐบาลจีนได้เพิ่มการควบคุมเชิงสถาบันและความมั่นคงในทิเบตอย่างเข้มงวด มีการเฝ้าระวังอย่างหนักต่อสัญญาณใดๆ ที่อาจส่อถึงการ “แบ่งแยกดินแดน”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มรณรงค์เพื่อทิเบตสากล ระบุว่า ระหว่างปี 2009 ถึง 2022 มีชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงนโยบายของจีนแล้วมากกว่า 150 ราย และมีผู้ก่อเหตุในลักษณะนี้ขณะลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศแล้วจำนวน 10 ราย ขณะที่สหประชาชาติยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าสำนักงานใหญ่ในครั้งนี้.

ที่มา Reuters / AFP

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พุ่ง 2,595 ศพ IMF-ธนาคารโลกยื่นช่วยฟื้นฟู

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พุ่ง 2,595 ศพ IMF-ธนาคารโลกยื่นช่วยฟื้นฟู

3 ก.ค. 2569 09:18 น.

ยอดเหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา พุ่ง 2,595 ศพ IMF-ธนาคารโลกยื่นช่วยฟื้นฟู

เวเนซุเอลาเผยยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพิ่มเป็น 2,595 ราย ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ มากกว่า 12,000 คน และยังคงเดินหน้าค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารต่อเนื่อง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นาง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงว่า แผ่นดินไหวได้คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 2,595 ศพ มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 12,000 ราย และทำให้อาคาร 189 หลังพังถล่มทั้งหลัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากซากปรักหักพัง

ผู้นำเวเนซุเอลา ระบุว่า ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) เสนอความช่วยเหลือและวงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย โดยรัฐบาลเวเนซุเอลาจะจัดตั้ง กองทุนฟื้นฟูมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 6.5 พันล้านบาท  ร่วมกับ IMF เพื่อนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด ซึ่งเกิดขึ้นห่างกันเพียง 40 วินาที นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลาในรอบกว่าศตวรรษ และสร้างความเสียหายอย่างหนักในกรุงการากัส รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ.

เมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์มิตโสน 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

เมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์มิตโสน 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

3 ก.ค. 2569 09:04 น.

เมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์มิตโสน 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

รัฐบาลเมียนมาเตรียมปัดฝุ่นโครงการเขื่อนยักษ์ “มิตโสน” มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศ ที่จีนหนุน หลังหยุดสร้างนาน 15 ปี

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าว 2 รายว่า รัฐบาลเมียนมาตั้งเป้าก่อสร้างโครงการ เขื่อนยักษ์ “มิตโสน” ให้แล้วเสร็จภายในราว 8 ปี หลัง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนที่ผ่านมา และมีการหารือเรื่องการรื้อฟื้นโครงการแห่งนี้ที่มีมูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.17 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวระบุว่า การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ และรัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง โดยโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกำลังการผลิต 6 กิกะวัตต์ และเดิมวางแผนส่งออกไฟฟ้าถึง 90% ไปยังจีน

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการหารือระหว่างการเยือนจีน พร้อมชี้ว่า หากแล้วเสร็จจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศที่อยู่ราว 10 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่ากำลังประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การน้ำท่วม และการอพยพของชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ โครงการเขื่อนมิตโสนถูกระงับเมื่อปี 2554 หลังเกิดกระแสต่อต้านครั้งใหญ่จากประชาชน เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้พื้นที่ขนาดใกล้เคียงประเทศสิงคโปร์ถูกน้ำท่วม และสะท้อนความไม่พอใจต่ออิทธิพลของจีนในเมียนมา แม้จีนจะผลักดันโครงการนี้มาโดยตลอดก็ตาม.

ที่มา Reuters

เทย์เลอร์ สวิฟต์-ทราวิส เคลซี บริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ 20 องค์กรการกุศล ก่อนพิธีวิวาห์

เทย์เลอร์ สวิฟต์-ทราวิส เคลซี บริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ 20 องค์กรการกุศล ก่อนพิธีวิวาห์

3 ก.ค. 2569 09:00 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์-ทราวิส เคลซี บริจาคเงิน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ 20 องค์กรการกุศล ก่อนพิธีวิวาห์

เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องสาวชื่อดัง และทราวิส เคลซี นักอเมริกันฟุตบอล บริจาคเงินรวม 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 845 ล้านบาท ให้แก่องค์กรการกุศล 20 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ตอบแทนสังคมก่อนวิวาห์

โฆษกของสวิฟต์เปิดเผยว่า เงินบริจาคถูกกระจายไปยังองค์กรการกุศลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองที่มีความผูกพันกับทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นนครนิวยอร์ก เมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี รัฐโรดไอแลนด์ เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และเมืองเรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตหรือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ในนครนิวยอร์ก องค์กรที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่ Food Bank For NYC, City Harvest และ Musical Mentors ซึ่งช่วยเหลือด้านอาหารและการศึกษาดนตรีแก่เยาวชนผู้ขาดโอกาส ส่วนที่เมืองแคนซัสซิตี มีการบริจาคให้กับ Children’s Mercy Hospital โรงพยาบาลเด็กชื่อดัง และเครือข่ายธนาคารอาหารในพื้นที่ ขณะที่องค์กรระดับประเทศที่ได้รับเงินสนับสนุนยังรวมถึง Feeding America, American Society for the Prevention of Cruelty to Animals (ASPCA) และโครงการ Dolly Parton’s Imagination Library ที่ส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กทั่วสหรัฐฯ

แม้ตัวแทนของสวิฟต์จะไม่ได้กล่าวถึงงานแต่งงานโดยตรง แต่สำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่า ทั้งคู่เตรียมจัดพิธีวิวาห์แบบส่วนตัวที่ Madison Square Garden ในนครนิวยอร์ก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และมีการเตรียมสถานที่ขนาดใหญ่สำหรับการเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตามทั้งสวิฟต์และเคลซียังคงเก็บรายละเอียดของพิธีไว้เป็นความลับ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่าย

การบริจาคครั้งใหญ่ครั้งนี้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ด้านการกุศลของทั้งคู่ โดยสวิฟต์เคยบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ให้ธนาคารอาหารในเมืองต่าง ๆ ระหว่างการจัดคอนเสิร์ต Eras Tour ขณะที่เคลซีได้รับการยกย่องจากกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิของตนเองและโครงการช่วยเหลือชุมชนในฐานะนักกีฬาของทีม Kansas City Chiefs

ทั้งคู่เริ่มคบหากันตั้งแต่ปี 2023 และประกาศหมั้นหมายในปี 2025 ก่อนกลายเป็นหนึ่งในคู่รักคนดังที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของวงการบันเทิงและกีฬา โดยการบริจาคครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของทั้งสองในการใช้ชื่อเสียงและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมในหลายด้าน ทั้งการบรรเทาความหิวโหย การดูแลเด็ก การศึกษา และสวัสดิภาพสัตว์.

ที่มา :channelnewsasia

อิหร่านขู่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก ใช้เส้นทางที่กำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าฝืนเจอตอบโต้ทันที

อิหร่านขู่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก ใช้เส้นทางที่กำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าฝืนเจอตอบโต้ทันที

3 ก.ค. 2569 08:49 น.

อิหร่านขู่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลก ใช้เส้นทางที่กำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่าฝืนเจอตอบโต้ทันที

อิหร่านประกาศเตือนเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้ปฏิบัติตามเส้นทางเดินเรือที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงจากกองทัพอิหร่านในทันที

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี โดยกองบัญชาการร่วม คาทัม อัล-อันบิยา และออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่าน ประกาศเตือนเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้ปฏิบัติตามเส้นทางเดินเรือที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงจากกองทัพอิหร่านในทันที ซึ่งนับเป็นสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนว่าความตึงเครียดใน ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามจะยังดำเนินต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า “หากไม่ปฏิบัติตาม ออกนอกเส้นทางที่กำหนด หรือเพิกเฉยต่อระเบียบการเดินเรือของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกกองกำลังติดอาวุธตอบโต้ทันทีและอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้ความปลอดภัยของเรือลำนั้นตกอยู่ในความเสี่ยง”

นอกจากนี้ อิหร่านยังเตือนว่า หากกองกำลังสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ จะได้รับการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด

แม้อิหร่านไม่ได้อธิบายสาเหตุของคำเตือนครั้งนี้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผลการหารือกับชาติพันธมิตรในตะวันออกกลางที่ประเทศบาห์เรน โดยย้ำถึง พันธกิจร่วมกันในการรักษาเสรีภาพของการค้าทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ถ้อยคำดังกล่าวอาจเป็นชนวนที่ทำให้อิหร่านออกแถลงการณ์ตอบโต้

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นประเด็นหลักในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โดยภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เรือสามารถผ่านช่องแคบได้โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน แต่อิหร่านยืนยันว่าต้องมีอำนาจกำหนดเส้นทางเดินเรือ และจะกลับมาเรียกเก็บค่าผ่านทางในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และหลายประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าว โดยยืนยันว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องเป็นไปอย่างเสรีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

แม้ก่อนหน้านี้จะเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์หลายครั้ง แต่ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Lloyd’s List Intelligence ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างน้อย 258 ลำ เพิ่มขึ้นจาก 138 ลำ ในสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ปริมาณเรือยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ซึ่งมีเรือผ่านเฉลี่ยประมาณ 130 ลำต่อวัน

ขณะที่ผู้ประกอบการเดินเรือจำนวนมากยังต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันว่าจะเลือกปฏิบัติตามข้อกำหนดของอิหร่าน หรือเปลี่ยนไปใช้เส้นทางใกล้ชายฝั่งโอมานที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของกองทัพสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเตรียมจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการให้กับ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตในช่วงเริ่มต้นของสงครามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในวันเสาร์นี้

ด้าน ทาฮีร์ อันดราบี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน เปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่กาตาร์เมื่อวันพุธมีความคืบหน้าในเชิงบวก และคาดว่าการหารือรอบต่อไปจะมีขึ้นทันทีหลังเสร็จสิ้นพิธีศพของผู้นำสูงสุดอิหร่าน.

ที่มา : channelnewsasia