ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มทางตอนใต้ น้ำท่วม-ดินถล่ม อุตุฯเตือนหลายภูมิภาคเฝ้าระวังฝนหนัก

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มทางตอนใต้ น้ำท่วม-ดินถล่ม อุตุฯเตือนหลายภูมิภาคเฝ้าระวังฝนหนัก

3 ก.ค. 2569 08:20 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มทางตอนใต้ น้ำท่วม-ดินถล่ม อุตุฯเตือนหลายภูมิภาคเฝ้าระวังฝนหนัก

ญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักจากแนวกลุ่มเมฆฝนถล่มภูมิภาคคิวชู ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายพื้นที่ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนหลายภูมิภาคเสี่ยงฝนตกหนักต่อเนื่อง

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แนวกลุ่มเมฆฝนเชิงเส้น (Linear Rain Bands) ก่อตัวปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของภูมิภาคคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มในหลายพื้นที่ พร้อมเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ระบุว่า แนวปะทะอากาศฤดูฝนที่พาดผ่านญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดกลุ่มเมฆฝนหนาแน่นตั้งแต่คืนวันพุธ ก่อนพัฒนาเป็นแนวฝนเชิงเส้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดฟุกุโอกะ ซางะ และนางาซากิในช่วงเช้ามืด รวมถึงปกคลุมบางพื้นที่ของจังหวัดโออิตะ และคุมาโมโตะ ส่งผลให้ต้องออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก

เจ้าหน้าที่รายงานว่า  ขณะที่ปริมาณฝนสูงสุดในรอบ 1 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. วัดได้ 46 มิลลิเมตร ที่เมืองคิริชิมะ จังหวัดคาโงชิมะเมื่อเวลา 04.20 น. แม่น้ำชิกุโกะเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่และบริเวณใกล้เมืองโอกุนิ จังหวัดคุมาโมโตะ นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุดินถล่มหลายจุดในภูมิภาคคิวชู

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ฝนตกหนักจะขยายไปยังพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของภูมิภาคชิโกกุ รวมถึงภูมิภาคคิงกิ โทไก และคันโต-โคชินในช่วงเช้าวันเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นจึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังดินถล่ม แม่น้ำเอ่อล้น น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ตลอดจนฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง และความเป็นไปได้ของการเกิดพายุทอร์นาโด.

ที่มา NHK

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

3 ก.ค. 2569 05:33 น.

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

เกิดเหตุระเบิดที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของซีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย โดยมีสาเหตุมาจากระเบิดที่คนร้ายนำมาซ่อนเอาไว้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ทางการซีเรียเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในกรุงดามัสกัส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 20 ราย นับเป็นความท้าทายครั้งล่าสุดสำหรับกลุ่มผู้นำอิสลามิสต์ของซีเรีย ในความพยายามสร้างเสถียรภาพ หลังจากผ่านพ้นสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ

เหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้มีสาเหตุมาจากระเบิดที่ถูกนำมาแอบวางไว้ในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีพลีชีพที่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังก่อเหตุ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับทำเนียบยุติธรรม (Palace of Justice) ของเมืองหลวง ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาลที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกวุ่นวายไปทั่วบริเวณ

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว เอเอฟพี (AFP) รายงานว่าเห็นรถพยาบาลเปิดไซเรนดังสนั่นขับแทรกตัวผ่านการจราจรเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุ ขณะที่กองกำลังความมั่นคงได้เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบบริเวณที่เกิดระเบิด

นายมาเฮอร์ เอลดีบี ผู้ว่าราชการกรุงดามัสกัส เปิดเผยว่าได้มีการเริ่มตั้งคณะกรรมการสืบสวนพยานหลักฐานแล้ว “ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการนองเลือดในครั้งนี้จะต้องถูกลงทัณฑ์ ทุกครั้งที่ประเทศเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสถียรภาพ กลุ่มผู้ประสงค์ร้ายก็จะพยายามเข้ามาสร้างความสั่นคลอนอยู่เสมอ”

ทางด้าน เคลาดิโอ คอร์โดเน รองทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำซีเรีย โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ “ควรถูกนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

ขณะที่ประเทศตุรกี ซึ่งมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกลุ่มผู้นำอิสลามิสต์ของซีเรีย ก็ออกมาร่วมประณามการโจมตีดังกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะ “คงความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกับซีเรียตลอดช่วงเวลานี้”

นอกจากนั้น หลายประเทศในกลุ่มอาหรับ เช่น อิรัก จอร์แดน กาตาร์ และอียิปต์ ต่างก็ร่วมประณามเหตุรุนแรงในครั้งนี้เช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

3 ก.ค. 2569 04:25 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครนครั้งใหญ่ที่สุด โดยโจมตีต่อเนื่องนานกว่า 11 ชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 100 ราย โดยมอสโกอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน โดยส่งโดรนและยิงขีปนาวุธเข้าถล่มตลอดทั้งคืนวันพุธเข้าสู่วันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ศพ

นายติมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทางทหารของกรุงเคียฟเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 91 ราย ขณะที่นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า สถานีรถพยาบาลเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกโจมตีในครั้งนี้ด้วย

แม้ว่าการโจมตีครั้งก่อนจะคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าครั้งนี้ แต่การระดมยิงระลอกล่าสุดนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 11 ชั่วโมง มีการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่สุดในการถล่มกรุงเคียฟ และสร้างความเสียหายต่อสถานที่ต่าง ๆ เป็นวงกว้าง

ประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเคียฟต้องอพยพอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหตุโจมตีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ออกมาเตือนว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่

ด้านรัสเซียแถลงว่า กองทัพของพวกเขาโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร เพื่อตอบโต้ยูเครนที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของรัสเซียในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดีว่า รัสเซียจะ “ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้”

ขณะที่ยูเครนได้ออกมากล่าวหารัสเซียว่าจงใจมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน และระบุว่าเป็นการผิดมหันต์ที่จะนำการกระทำของ “ผู้รุกราน กับประเทศที่กำลังปกป้องตัวเอง” มาเปรียบเทียบว่าเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินในกรุงเคียฟระบุว่า มีประชาชนถึง 52,500 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 4,500 คน พากันไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งต่างๆ ทั่วเมืองตลอดทั้งคืน นับเป็นจำนวนผู้อพยพที่สูงที่สุดในช่วงหลายปี

ด้านสภากาชาดยูเครนเปิดเผยว่า คลังสินค้าของพวกเขาถูกทำลายยับเยินจากการโจมตีตลอดทั้งคืน ส่งผลให้สูญเสียสิ่งของบรรเทาทุกข์ราว 320,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านปอนด์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉินทั่วยูเครน

ชาวกรุงเคียฟซึ่งใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาของสงครามมานานถึง 4 ปีครึ่ง สังเกตเห็นว่ารูปแบบการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้นเปลี่ยนไป แม้ว่าความถี่ในการโจมตีอาจจะลดลง ทว่าการโจมตีแต่ละครั้งกลับลากยาวนานขึ้น อีกทั้งยังดูรุนแรงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธ 74 ลูก และส่งโดรน 496 ลำเข้ามาโจมตีตลอดทั้งคืน โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเป็นหลัก แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศจะสามารถสกัดกั้นอาวุธส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ยังมีขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) 25 ลูก และโดรน 12 ลำที่หลุดรอดไปพุ่งชนเป้าหมายใน 33 จุดทั่วเมือง

ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นหนักไปที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ในมอสโกไปจนถึงแถบทะเลดำ

การโจมตีเหล่านั้นส่งผลให้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ต้องออกมายอมรับว่า ประเทศของเขากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

3 ก.ค. 2569 03:05 น.

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อเครื่องปรับอากาศก่อนที่คลื่นความร้อนระลอกใหม่จะเดินทางเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากเพิ่งเผชิญความร้อนรุนแรงทุบสถิติไปเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 2 ก.ค. 2569 ผู้คนในฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนแห่เดินทางไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต Lidl ทั้งในและรอบกรุงปารีส เพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศราคาถูกก่อนที่คลื่นความร้อนระลอกถัดไปจะมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้ จนเกิดการแย่ง, การผลักดัน และการโต้เถียงกันวุ่นวาย

ซูเปอร์มาร์เก็ต Lidl นำเครื่องปรับอากาศรุ่นพื้นฐานมาขายลดราคาจนต่ำสุดเหลือเพียง 179 ยูโร ในขณะที่แทบไม่มีที่ใดขายต่ำกว่าราคา 1,200 ยูโร ทำให้ผู้คนจำนวนมากแห่ไปจับจองจนเกิดความวุ่นวาย และตำรวจต้องถูกเรียกไประงับเหตุที่ร้านค้าอย่างน้อย 2 แห่ง

นายมูซา ตราโอเร ซึ่งยืนรอมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงพร้อมกับลูกค้าคนอื่น ๆ อีกประมาณ 200 คนที่ร้าน Lidl สาขาเล็ก ๆ ในย่านทางตอนเหนือของปารีส กล่าวว่าเขาได้รับแจ้งว่ามีสินค้าวางขายเพียงสองเครื่องเท่านั้น “แต่แล้วตำรวจก็มาถึง และเราก็ได้รับแจ้งว่าไม่มีของเหลือแล้ว ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคงเอาไปแน่เลย” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ

ฝรั่งเศสเพิ่งผ่านเหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย ขณะที่โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยไม่ไหว โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และมีการยกเลิกเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าจะมีอากาศร้อนจัดมาอีกระลอกในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้

เนื่องจากโดยปกติแล้วฤดูร้อนในฝรั่งเศสจะมีอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ทำให้บ้านเรือนและโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไม่มีเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้ขาดความพร้อมในการรับมือกับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

ขณะเดียวกัน ผู้คนอีกหลายร้อยคนได้แห่ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตในย่านเซฟร็อง (Sevran) โดยแถวรถยนต์ที่จอดรอเข้าห้างได้กีดขวางการจราจรใจกลางย่านชานเมืองทางตอนเหนือแห่งนี้ และสถานการณ์ในย่านลิวรี-การ์ก็อง (Livry-Gargan) ที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่ต่างกันเลย

“ฉันยอมแพ้แล้ว มันบ้าไปแล้ว ฉันต้องจอดรถทิ้งไว้ห่างออกไปหลายซอยเพื่อเดินมาที่นี่ แต่กลับพบว่ามีคนต่อคิวยาวเหยียดจนเต็มลานจอดรถแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย” โลโล (Lolo) ชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี

ทั้งนี้ ความต้องการเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคลางแคลงใจที่มีมาอย่างยาวนานต่อการใช้เครื่องปรับอากาศในฝรั่งเศส

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,000 คนที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาชี้ว่า ประชาชนถึง 8 ใน 10 คน มองว่าเครื่องปรับอากาศเป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม

ทว่า ทัศนคติดังกล่าวดูเหมือนกำลังจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศถูกขายหมดเกลี้ยงจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว

นายอเล็กซองเดรอ บอมปาร์ด ซีอีโอของคาร์ฟูร์ ผู้บริหารห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต เปิดเผยว่า ท่ามกลางคลื่นความร้อนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ห้างสามารถขายเครื่องปรับอากาศได้ถึง 30,000 เครื่องภายในเวลา 18:30 น. ซึ่ง “มากกว่าวันปกติถึงหนึ่งพันเท่า”

ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐ (Ademe) ระบุว่า สัดส่วนของครัวเรือนฝรั่งเศสที่มีเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2566 เป็น 24% ในปี 2568

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องเครื่องปรับอากาศยังกลายเป็นเครื่องชี้วัดทางการเมืองในฝรั่งเศส โดยพรรคฝ่ายค้านขวาจัดได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ขณะที่กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างออกมาเตือนเรื่องการใช้พลังงานอย่างมหาศาลจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

3 ก.ค. 2569 01:27 น.

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

องค์การอนามัยโลกประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเชื้อบนเรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า การแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารบนเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อรายสุดท้ายกักตัวครบกำหนดและมีผลตรวจเป็นลบ

ดร.เกเบรเยซุส กล่าวเสริมว่า ไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติมนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม และทาง “WHO ถือว่าการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว”

การแพร่ระบาดในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อ 13 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยสายพันธุ์ที่พบคือ “ไวรัสแอนดีส” (Andes virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากของไวรัสฮันตา

เรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ได้ออกเดินทางมาจากประเทศอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 เม.ย. โดย WHO ระบุว่า ผู้ติดเชื้อสองรายแรกได้เดินทางผ่านประเทศอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย เพื่อทำกิจกรรมดูนก ซึ่งรวมถึงการไปเยือนพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของหนูสายพันธุ์ที่เป็นพาหะนำโรคดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเชื่อว่า อาจมีการติดต่อของเชื้อแบบคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในการแพร่ระบาดครั้งนี้ด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา WHO เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใน 33 ประเทศและดินแดน สามารถระบุตัวตนและเฝ้าติดตามอาการของผู้สัมผัสใกล้ชิดได้มากกว่า 650 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดรายสุดท้ายของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาบนเรือสำราญ ฮอนดิอุส กักตัวครบกำหนดแล้ว โดยมีผลตรวจเป็นลบและเดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ทางองค์กรจะยังคงร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการระบาดครั้งนี้ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสฮันตาในภาพรวมต่อไป

โดยปกติแล้ว ไวรัสฮันตาจะแพร่กระจายจากสัตว์ฟันแทะ (เช่น หนู) โดยมนุษย์จะได้รับเชื้อจากการสูดดมละอองอากาศที่ปนเปื้อนอนุภาคไวรัสจากปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของสัตว์เหล่านี้

อาการของผู้ติดเชื้ออาจรวมถึง มีไข้, อ่อนเพลียอย่างรุนแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดท้อง, อาเจียน, ท้องเสีย และมีอาการหายใจถี่ โดยมักจะเริ่มแสดงอาการออกมาในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ แต่อาจปรากฏช้ากว่านั้นได้นานกว่าหนึ่งเดือน เป็นเหตุผลว่าทำไมระยะเวลาในการแยกกักตัวที่แนะนำสำหรับผู้โดยสารจึงยาวนานเป็นพิเศษ

สำหรับผู้โดยสารที่ไม่จำเป็นต้องอพยพทางการแพทย์ ได้ลงจากเรือที่เกาะเตเนริเฟ (Tenerife) ประเทศสเปน ในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนจะขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศต้นทางของตน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

2 ก.ค. 2569 23:49 น.

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

กลุ่มกบฏปาปัวในอินโดนีเซียออกมาอ้างว่า ได้ลงมือสังหารนักบินชาวอเมริกัน และเผาเครื่องบินที่เขาขับมาได้แล้ว เพื่อส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะที่ไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้โดยสารทั้ง 7 คน

เมื่อ 2 ด.ค. 2569 กองทัพปลดแอกแห่งชาติปาปัวตะวันตก (TPNPB) แถลงว่า พวกเขาได้สังหารนาย เอนิโคลัส เอฟ. กอสเซอแลง นักบินชาวอเมริกันแล้ว หลังจากที่เขานำเครื่องบินลงจอดในจังหวัดไฮแลนด์ปาปัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกลุ่มกบฏอ้างว่า ชายคนนี้ช่วยขนส่งกองกำลังทหารอินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่ และว่าการเสียชีวิตของเขาคือการส่งข้อความเตือน

ในแถลงการณ์ของ เซบบี ซัมบอม โฆษกกลุ่ม TPNPB ระบุว่า ทางกลุ่มได้สั่งห้ามเที่ยวบินทั้งหมดบินผ่านภูมิภาคที่มีข้อพิพาทแห่งนี้ เนื่องจากเครื่องบินพลเรือนถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางทหารของอินโดนีเซีย

“เราได้เปิดฉากยิงและเผาเครื่องบินทันที เนื่องจากเครื่องบินลำนี้ละเมิดคำขาดของ TPNPB” เขากล่าว “เราพร้อมที่จะยิงเครื่องบินพลเรือนทุกลำทั่วดินแดนปาปัว ที่ให้ความช่วยเหลือทหารอินโดนีเซียในการขนส่งกำลังพลหรือส่งกำลังบำรุงทางทหาร”

นายซัมบอมกล่าวอีกว่า หากทางการอินโดนีเซียต้องการกู้ร่างของนักบิน พวกเขาจะต้องดำเนินการโดยห้ามนำกำลังทหารหรือตำรวจเข้ามาในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2512

ขณะที่ทางการอินโดนีเซียยืนยันว่าพบเครื่องบินของกอสเซอแลงถูกเผาทำลายจริง แต่ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา รวมถึงผู้โดยสารอีก 7 คนบนเครื่อง

เหตุสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปีระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองของปาปัวตะวันตก เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ภูมิภาคที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแห่งนี้

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยว่า เครื่องบินพร้อมนักบินชาวอเมริกันซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 7 คน ถูกพบในสภาพถูกเผาวอด ณ สนามบินแห่งหนึ่งในภูมิภาคยาฮูกีโม (Yahukimo)

ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของอินโดนีเซียระบุว่า ไม่มีการรายงานถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยใด ๆ ขณะที่เครื่องบินกำลังร่อนลงจอด ทว่าการติดต่อสื่อสารกลับขาดหายไปในเวลาไม่นานหลังจากเครื่องลงแตะรันเวย์

สำนักงานการบินพลเรือนบอกอีกว่า รายงานเบื้องต้นจากผู้อำนวยการสนามบินต้นทางระบุว่านักบินเสียชีวิตแล้ว

ด้าน ยูซุฟ สุเตโจ โฆษกชุดปฏิบัติการร่วมตำรวจ-ทหารของอินโดนีเซีย ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องบินถูกกลุ่มกบฏโจมตีจริงหรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่อยู่บนเครื่องบินบ้าง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่ม TPNPB โจมตีเครื่องบินพลเรือน โดยในปี 2567 นักบินชาวนิวซีแลนด์คนหนึ่งเพิ่งรับอิสรภาพหลังถูกกลุ่มกบฏจับเป็นตัวประกันนานถึง 19 เดือน ซึ่งเป็นผลสำเร็จหลังจากการเจรจาอันยาวนานระหว่างเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกับนิวซีแลนด์

อย่างไรก็ดี เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น มือปืนของกลุ่ม TPNPB ได้สังหารชาวนิวซีแลนด์อีกราย คือ นายเกลน มัลคอล์ม คอนนิง นักบินเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังจากนำเครื่องลงจอดในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอดชีวิตอีก 1 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ติดใต้ซากอาคาร 8 วัน

รอดชีวิตอีก 1 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ติดใต้ซากอาคาร 8 วัน

2 ก.ค. 2569 22:43 น.

รอดชีวิตอีก 1 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ติดใต้ซากอาคาร 8 วัน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาได้อีก 1 รายในวันพฤหัสบดี โดยชายคนนี้ติดใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมานานถึง 8 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือ นายเอร์นัน กิล ออกจากใต้ซากปรักหักพังได้สำเร็จ หลังจากเขาติดอยู่ในนั้นมานานถึง 8 วัน นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันรายและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เจ้าหน้าที่พบตำแหน่งของนายกิลใต้ซากศูนย์การค้าแห่ง “กาเลเรียส ปลาญ่า กรานเด้” ในเมืองกาเตีย ลา มาร์ ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย.) แต่ปฏิบัติการช่วยเหลือต้องใช้เวลานานกว่า 100 ชั่วโมง เนื่องจากมีซากปรักหักพังน้ำหนักกว่า 140 ตันกั้นขวางระหว่างชายคนนี้กับทีมกู้ภัย

นักดับเพลิงชาวชิลีคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาช่วยเหลือในเวเนซุเอลา อธิบายถึงปฏิบัติการช่วยชีวิตครั้งนี้ว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ซับซ้อนและยากลำบากที่สุดในทางเทคนิคเท่าที่ผมเคยเผชิญมาอย่างไม่ต้องสงสัย”

จนถึงตอนนี้ ทางการเวเนซุเอลายืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตเอาไว้ที่ 2,295 ศพแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน ในขณะที่ทีมกู้ภัยจากประเทศต่างๆ ยังคงพยายามค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังลงมา ไม่ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือนายกิลเป็นความร่วมมือระหว่างทีมกู้ภัยจากเวเนซุเอลา, ชิลี, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, เม็กซิโก, โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา โดยช่องทางที่ทีมพยายามสร้างขึ้นมาพังทลายหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ทีมค้นหาจึงสามารถมองเห็นและสบตากับนายกิลได้ในที่สุด

ในระหว่างการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ส่งกล้องขนาดเล็กเข้าไปในจุดที่นายกิลอยู่ รวมถึงส่งน้ำให้เขาดื่มและต่อสายน้ำเกลือ (IV drip) ให้เขา และส่งหน้ากากอนามัยกับแว่นตานิรภัยให้เขาสวม เพื่อปกป้องเขาจากฝุ่นและเศษหินที่เกิดจากความพยายามในการขุดเจาะช่วยเหลือ

ริคาร์โด อาเรียส จากสภากาชาดคอสตาริกา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า ตอนนี้นายกิลมีอาการคงที่แล้ว โดยเขาอดพ้นจากการถูกทับได้อย่างปาฏิหาริย์ในช่วงที่ศูนย์การค้าพังถล่มลงมา “เขาบอกกับพวกเราว่า แม้กระทั่งเล็บของเขาก็ไม่ได้ถูกทับหรือได้รับบาดเจ็บเลย เขาสบายดีมาก”

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในตอนเกิดเหตุ นายกิลกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในป้อมคอนกรีตขนาดเล็ก ซึ่งดูเหมือนว่าป้อมนี้เองทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้มปกป้องตัวเขาเอาไว้ ทำให้รอดพ้นจากเศษซากหักพังหนักกว่า 140 ตันที่ถล่มลงมารอบ ๆ และทับอยู่เหนือศีรษะของเขาได้อย่างเหลือเชื่อ

“เขาถึงขั้นขอเครื่องดื่มเกลือแร่รสชาติเฉพาะที่เขาชอบด้วยซ้ำ” มาร์โก อันโตนิโอ ฟรานโก สภากาชาดเม็กซิโกบอกกับสื่อท้องถิ่นด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราก็จัดให้ตามคำขอ”

“ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนคอยกระตุ้นและบอกให้พวกเราสู้ต่อ เขายังจำสมาชิกในทีมของเราได้ โดยพูดว่า ‘ดีใจจังที่พวกคุณกลับมาและอยู่กับผมอีกครั้ง’”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

2 ก.ค. 2569 17:05 น.

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

ทางการกรุงปักกิ่งสรุปผลการสอบสวนเหตุเครื่องบินเล็กพุ่งชนอาคาร “ซิติก ทาวเวอร์” ตึกระฟ้าสูงที่สุดของกรุงปักกิ่ง จนมีผู้บาดเจ็บ 13 คน และนักบินเสียชีวิต โดยระบุว่านักบินวัย 66 ปี มีภาวะนอนไม่หลับและวิตกกังวลเรื้อรัง พร้อมพบข้อความเกี่ยวกับการจบชีวิตหลายครั้งในบันทึกส่วนตัว ก่อนสรุปว่าเป็นเหตุที่เกิดจากปัญหาส่วนบุคคล

ทางการเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนอาคารซิทิค ทาวเวอร์ (CITIC Tower) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไชน่า ซุน” (China Zun) ตึกระฟ้าความสูง 109 ชั้น (528 เมตร) ซึ่งสูงที่สุดในเมืองหลวงของจีน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) เวลาประมาณ 17.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นักบินผู้ก่อเหตุและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเป็นชายวัย 66 ปี อาศัยอยู่ในปักกิ่ง โดยทางการระบุเพียงว่า “แซ่หลิว” มีสถานะหย่าร้าง พักอาศัยอยู่คนเดียว และประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ แถลงการณ์ระบุว่า นายหลิวเผชิญกับภาวะโรคนอนไม่หลับ และโรควิตกกังวล มาเป็นเวลานาน อีกทั้งจากการตรวจสอบสมุดบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ของเขา พบข้อความที่เขียนตัดพ้อและกล่าวถึงการ “จบชีวิตตัวเอง” อยู่หลายครั้ง

แถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่นระบุ “จากการสืบสวนอย่างครอบคลุม สรุปได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นคดีที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีชนวนเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ” 

รายงานระบุว่า นายหลิวค่อนข้างมีความเชี่ยวชาญด้านการบิน โดยเขาได้รับใบอนุญาตนักบินสำหรับเครื่องบินขนาดเล็ก ในปี 2021 และเพิ่งได้รับใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot License) ในปี 2024

ในวันเกิดเหตุช่วงบ่าย นายหลิวได้ทำการขึ้นบินจากสนามบินการบินทั่วไปในเขตผิงกู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองของปักกิ่ง โดยในช่วงแรกเป็นการบินภายใต้การควบคุมดูแลของครูฝึก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการบินเดี่ยว แต่ในระหว่างการบินเดี่ยวนั้น นายหลิวได้ขับเครื่องบินเบี่ยงเบนออกนอกพื้นที่ที่กำหนดไว้ และขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งเข้าชนชั้นบนของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งอย่างรุนแรง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินที่นายหลิวใช้คือรุ่น Aurora SA60L ซึ่งเป็นเครื่องบินเล็กใบพัดเครื่องยนต์เดี่ยว ขนาด 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท ซันวาร์ด แอร์คราฟต์ ของจีน ตัวเครื่องมีความยาว 6.9 เมตร และมีช่วงปีกกว้าง 8.6 เมตร ออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยว ถ่ายภาพทางอากาศ และการบินสันทนาการ

แรงกระเบิดจากการชนส่งผลให้นายหลิวเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในอาคารและบริเวณโดยรอบทั้งหมด 13 ราย ล่าสุดมีรายงานว่าแพทย์อนุญาตให้ผู้บาดเจ็บ 1 รายออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว) ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า พบเศษซากเครื่องบินร่วงหล่นลงมา และเกิดเพลิงไหม้กลุ่มควันขนาดเล็กพวยพุ่งขึ้นบริเวณกระจกชั้นบนของตึกรวมถึงบริเวณฐานตึก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตึกซิทิค ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ห่างจาก “จงหนานไห่” ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลและที่พำนักของบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคงครั้งใหญ่

หลังเกิดเหตุไม่นาน ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของเครื่องบินที่พุ่งชนตึกซึ่งถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ของจีน ได้ถูกระบบเซนเซอร์ของทางการสั่งลบและกวาดล้างออกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งภาพถ่ายทั่วไปหรือภาพมีมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุของตึกซิทิค ทาวเวอร์ ซึ่งคนท้องถิ่นมักเชื่อว่าเป็นตึกนำโชค ก็ถูกลบออกไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ยังได้เข้าปิดล้อมจุดเกิดเหตุเพื่อห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวและประชาชนถ่ายภาพความเสียหายของตัวตึก

ขณะเดียวกัน บีบีซีรายงานว่า มีบริษัทด้านการบินอย่างน้อย 3 แห่งในจีนเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับคำสั่งด่วนจากส่วนกลางให้ระงับการขึ้นบินและการดำเนินงานของเครื่องบินขนาดเล็กทั้งหมดเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

กูเกิลแพ้อุทธรรณ์คดีประวัติศาสตร์ ศาลยุโรปยืนปรับ 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดระบบ “แอนดรอยด์”

กูเกิลแพ้อุทธรรณ์คดีประวัติศาสตร์ ศาลยุโรปยืนปรับ 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดระบบ "แอนดรอยด์"

2 ก.ค. 2569 16:33 น.

กูเกิลแพ้อุทธรรณ์คดีประวัติศาสตร์ ศาลยุโรปยืนปรับ 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดระบบ “แอนดรอยด์”

ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (ECJ) ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของยุโรป  ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องอุทธรณ์ของบริษัท กูเกิล และบริษัทแม่ อัลฟาเบต โดยยืนตามคำตัดสินเดิมที่ให้ปรับเงินกูเกิลเป็นจำนวนสูงถึง 4.1 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.55 แสนล้านบาท) จากพฤติกรรมผูกขาดและต่อต้านการแข่งขันทางการค้าผ่านระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังคงเป็นค่าปรับด้านการผูกขาดที่สูงที่สุดเท่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเคยสั่งปรับมา

คดีความดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดของกลุ่มประเทศสมาชิก 27 ชาติ ได้สั่งปรับกูเกิลเป็นเงิน 4.34 พันล้านยูโร โดยกล่าวหาว่ากูเกิลใช้อำนาจมิชอบจากความนิยมของระบบแอนดรอยด์บีบบังคับให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต้องติดตั้งเครื่องมือค้นหา Google Search, เบราว์เซอร์ Google Chrome และร้านค้าแอปพลิเคชัน Google Play ลงในอุปกรณ์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสของคู่แข่งรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

ต่อมาในปี 2022 ศาลชั้นต้นของยุโรปได้พิจารณายืนตามข้อกล่าวหา แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ปรับลดค่าปรับลงเล็กน้อยเหลือ 4.1 พันล้านยูโร ก่อนที่กูเกิลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดในเวลาต่อมา ทว่าศาลสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ตัดสินผิดพลาดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับผลกระทบของการต่อต้านการแข่งขัน จึงสั่งยกคำร้องและสั่งให้กูเกิลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของคณะกรรมาธิการยุโรปทั้งหมด

หลังมีคำพิพากษา โฆษกของกูเกิลได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง โดยระบุว่าคำตัดสินของศาลไม่ได้คำนึงถึงความจริงที่ว่า บริษัทได้ลงทุนมหาศาลเพื่อให้ระบบแอนดรอยด์ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด ทำงานร่วมกันได้กับทุกฝ่าย และเปิดให้ใช้งานได้ฟรี

โฆษกกูเกิล กล่าวว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราได้ปรับเปลี่ยนข้อตกลงและสัญญากับคู่ค้าเพื่อให้สอดคล้องกับคำตัดสินเบื้องต้นมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว และเราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมและความเป็นระบบเปิดเพื่อผู้ใช้งาน พันธมิตร และเหล่านักพัฒนาต่อไป” 

ก่อนหน้านี้ในชั้นศาล กูเกิลพยายามต่อสู้ว่า สหภาพยุโรปเลือกปฏิบัติและมองข้ามแนวปฏิบัติของคู่แข่งอย่าง แอปเปิล ที่มักจะให้สิทธิพิเศษกับบริการของตัวเอง เช่น เบราว์เซอร์ Safari บนไอโฟน นอกจากนี้ยังอ้างว่าผู้บริโภคไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของกูเกิล เพราะการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของคู่แข่งรายอื่นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่การกดคลิกเดียวเท่านั้น

อากุสติน เรย์นา ผู้อำนวยการใหญ่ของ BEUC ซึ่งเป็นกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคแห่งยุโรป ออกมาแสดงความยินดีกับคำตัดสินนี้ โดยระบุว่าเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับยุโรป” แต่ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่รวดเร็วกว่านี้ในการควบคุมอิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ “เป็นเวลาหลายปีที่ผู้ใช้แอนดรอยด์ถูกชี้นำให้ไปใช้ Google Search และ Chrome จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้บริษัทขนาดเล็กหรือคู่แข่งรายอื่นได้เติบโตและท้าทาย แม้ว่าคู่แข่งเหล่านั้นจะนำเสนอนวัตกรรมที่ดีกว่า หรือมีระบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ปลอดภัยกว่าก็ตาม” 

ความพ่ายแพ้ในคดีนี้เป็นเพียงหนึ่งในสมรภูมิกฎหมายหลายระลอกระหว่างกูเกิลและสหภาพยุโรป โดยในช่วงระหว่างปี 2017 ถึง 2019 กูเกิลถูกอียูปรับเงินรวมในคดีผูกขาดต่างๆ ไปแล้วกว่า 8.2 พันล้านยูโร และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เพิ่งถูกสั่งปรับอีก 2.95 พันล้านยูโร ในคดีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้แก่บริการโฆษณาของตัวเอง

คำตัดสินที่ออกมาอย่างต่อเนื่องนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยทรัมป์ได้ออกมากล่าวหาอย่างดุเดือดว่า สหภาพยุโรปกำลังมุ่งเป้าโจมตีบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งขู่ซ้ำหลายครั้งว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าส่งออกของยุโรป

ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปได้เสริมอาวุธทางกฎหมายที่ทรงพลังขึ้นภายใต้ กฎหมายตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act หรือ DMA) ซึ่งจะกำหนดแนวทางปฏิบัติที่บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ “ทำได้และทำไม่ได้” บนโลกออนไลน์อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องรอให้เกิดการสอบสวนที่กินเวลานานหลายปี ซึ่งปัจจุบันกูเกิลก็กำลังอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการของกฎหมาย DMA ฉบับใหม่นี้อีกหลายคดีเช่นกัน.

ที่มา AFP / Reuters

ผลศึกษาญี่ปุ่นชี้ คาดมีประชาชนกว่า 3.5 แสนคนเคยใช้โคเคน

ผลศึกษาญี่ปุ่นชี้ คาดมีประชาชนกว่า 3.5 แสนคนเคยใช้โคเคน

2 ก.ค. 2569 15:18 น.

ผลศึกษาญี่ปุ่นชี้ คาดมีประชาชนกว่า 3.5 แสนคนเคยใช้โคเคน

ผลการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น มีการประมาณการว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี จำนวนประมาณ 350,000 คน เคยมีประวัติการใช้สารเสพติดประเภท “โคเคน” ซึ่งถือเป็นตัวเลขประมาณการที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการนำระเบียบวิธีวิจัยปัจจุบันมาใช้ในปี 2007

รายงานข่าวระบุว่า ผลการสำรวจทั่วประเทศดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นในปี 2025 โดยพบว่าร้อยละ 0.4 ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าเคยใช้โคเคน ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นนี้สอดคล้องกับสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ที่มีการปราบปรามและดำเนินคดีเกี่ยวกับโคเคนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 เช่นกัน โดยตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับโคเคนไปถึง 804 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 218 ราย

เมื่อจำแนกตามประเภทของยาเสพติดผิดกฎหมายที่มีการลักลอบใช้มากที่สุดในญี่ปุ่น พบว่า “กัญชา” ยังคงมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนผู้ยอมรับว่าเคยใช้สูงถึงร้อยละ 1.6 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 1.41 ล้านคน

ทาคุยะ ชิมาเนะ หัวหน้าทีมวิจัยจากศูนย์ประสาทวิทยาและจิตเวชศาสตร์แห่งชาติ (NCNP) ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์นี้ว่า “ในอดีต ยาเสพติดประเภทยากระตุ้นประสาท เช่น ยาบ้า หรือสารไอซ์ เคยเป็นกลุ่มหลักที่ระบาดในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันแนวโน้มและเทรนด์กำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่กัญชาและโคเคนมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้บำบัดกลับไปเสพซ้ำ

การวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งแบบสอบถามไปยังประชาชน 5,000 คนที่ถูกสุ่มเลือกจากทะเบียนราษฎร์พื้นฐาน ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปี 2025 และได้รับความร่วมมือตอบกลับมาอย่างถูกต้องจำนวน 3,156 ชุด อย่างไรก็ตาม คณะผู้จัดทำระบุว่าจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขประมาณการ เนื่องจากเป็นการกรอกข้อมูลตามความสัตย์จริงของผู้ตอบแบบสอบถามเอง 

สถิติที่น่าสนใจจากการสำรวจจำแนกตามกลุ่มประชากร พบว่าเพศชายยอมรับว่าเคยใช้โคเคนอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ร้อยละ 0.5 คิดเป็นประชากรราว 210,000 คน ส่วนเพศหญิงยอมรับว่าเคยใช้โคเคนอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ร้อยละ 0.3 คิดเป็นประชากรราว 140,000 คน

โดยกลุ่มอายุที่มีประวัติเคยใช้โคเคนมากที่สุด คือกลุ่มคนใน วัย 40 ปี โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 0.7 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 130,000 คน ส่วนกลุ่มอายุที่ถูกชักชวนหรือเสนอขายมากที่สุด: คือกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวใน วัย 20 ปี โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 1.2 หรือประมาณ 140,000 คน โดยพบว่าผู้ชายมักจะถูกเสนอขายกัญชาและยากระตุ้นประสาท ขณะที่ผู้หญิงมักตกเป็นเป้าหมายในการถูกชักชวนให้ใช้โคเคนมากกว่า

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนหนุ่มสาวเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากการติดต่อซื้อขายผ่านช่องทาง โซเชียลมีเดีย

สำหรับสถานการณ์ของสาร “เฟนทานิล” (Fentanyl) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid) ที่กำลังเป็นวิกฤตการณ์ระบาดและคร่าชีวิตประชากรในสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงในขณะนี้ ผลการสำรวจในญี่ปุ่นพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 2 รายเท่านั้นที่ยอมรับว่าใช้ยาตัวนี้เกินขนาดจากที่แพทย์สั่ง

ด้านชิมาเนะ หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า ในประเทศญี่ปุ่น เฟนทานิลถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์และเพื่อการรักษาโรคในบางกรณีเท่านั้น แต่ระบบการกระจายยาและการควบคุมบัญชียาเสพติดของภาครัฐยังคงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้มงวด จึงไม่เกิดปัญหาแพร่ระบาดรุนแรง

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้จัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดในทางที่ผิดเป็นประจำทุกๆ 2 ปีมาตั้งแต่ปี 1995 และได้ปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้นในปี 2007 เป็นต้นมา.

ที่มา KYODO NEWS