ฉงชิ่งทดสอบ “บันไดเลื่อนยักษ์” ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

ฉงชิ่งทดสอบ "บันไดเลื่อนยักษ์" ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

15 ก.พ. 2569 11:14 น.

ฉงชิ่งทดสอบ “บันไดเลื่อนยักษ์” ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

เทศบาลนครฉงชิ่งของจีน เตรียมเปิดใช้งาน “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ชูจุดเด่นเป็นระบบขนส่งแนวดิ่งระยะทางกว่า 905 เมตร ช่วยอำนวยความสะดวกชาวเมืองและนักท่องเที่ยวให้ไม่ต้องเดินขึ้นเขาขาลากอีกต่อไป โดยมีค่าธรรมเนียมการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน

นครฉงชิ่ง เจ้าของฉายา “เมืองภูเขา” ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดทดสอบระบบขนส่งแนวดิ่งขนาดใหญ่ในอำเภออู๋ซาน โดยมีไฮไลต์คือ “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” ที่มีความยาวรวมถึง 905 เมตร ซึ่งยาวกว่า “บันไดเลื่อนหวงกวน” ที่ในตัวเมืองฉงชิ่งเช่นกัน และมีความสูงแนวดิ่งกว่า 240 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึกสูงถึง 80 ชั้น

โครงการนี้ไม่ได้มีเพียงบันไดเลื่อนเท่านั้น แต่เป็นเครือข่ายการขนส่งที่ซับซ้อนและครบวงจร ประกอบด้วยบันไดเลื่อน 21 ตัว, ลิฟต์แนวดิ่ง 8 ตัว รวมลิฟต์สำหรับผู้พิการบนสะพานลอย, ทางเดินเลื่อน 4 ตัว, สะพานลอยคนเดิน 2 แห่ง และทางเดินข้ามเชื่อมต่อ 2 แห่ง

ระบบทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการเดินทางในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน โดยจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของถนนเสินหนี่ว์ จากเดิมที่ต้องเดินอ้อมนานเกือบ 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 20 นาที เท่านั้น

ช่วงทดลองใช้งาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2026 โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการฟรีในช่วงกลางวันโดยไม่ต้องจองล่วงหน้า และเปิดให้บริการจริงในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 ตรงกับวันชิวอิก หรือวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน รายงานระบุว่าจะมีค่าธรรมเนียมการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน (หรือประมาณ 15 บาท) ต่อคน

นอกจากการอำนวยความสะดวกในการคมนาคมแล้ว บันไดเลื่อนแห่งนี้ยังกลายเป็นจุดชมวิวแห่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของอุทยานแห่งชาติสามผา และผาอู๋ ในมุมมองที่แปลกใหม่ตลอดเส้นทาง 905 เมตร ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ความมหัศจรรย์ของนครฉงชิ่งได้เป็นอย่างดี.

ที่มา  CHINA DAILY

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

15 ก.พ. 2569 10:25 น.

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

ตำรวจนครริโอ เด จาเนโร ของบราซิล สวมหน้ากากและชุดแฟนซีทั้งกัปตันอเมริกา แบทแมน รวมถึงตัวละครจากซีรีส์และภาพยนตร์ดัง เนียนเป็นนักท่องเที่ยวในเทศกาลคาร์นิวัล ก่อนซ้อนแผนจับกุมคนร้ายขโมยโทรศัพท์มือถือได้คาหนังคาเขา เผยหนึ่งในผู้ต้องหาแสร้งทำเป็นคนท้องเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

ตำรวจบราซิลเปิดเผยปฏิบัติการในเทศกาลคาร์นิวัลที่นครริโอ เด จาเนโร โดยส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสวมชุดแฟนซีและหน้ากากตัวละครดัง อาทิ กัปตันอเมริกา, แบทแมน, เจสัน วอร์ฮีส์ จากภาพยนตร์ชุด “ศุกร์ 13” รวมถึงชุดหมีสีแดงและหน้ากากจากซีรีส์ Money Heist เพื่อปะปนไปกับเหล่านักท่องเที่ยวและเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่มักแฝงตัวเข้ามาในช่วงเทศกาล

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นในย่านซานตา เทเรซา หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้โดรนบินตรวจตราและพบพฤติกรรมน่าสงสัยของหญิงรายหนึ่งที่ฉวยโอกาสฉกโทรศัพท์มือถือจากนักท่องเที่ยว ก่อนจะส่งต่อให้เพื่อนร่วมขบวนการที่เป็นชาย เจ้าหน้าที่ในชุดแฟนซีที่ซุ่มอยู่จึงเข้าชาร์จจับกุมตัวได้ทันที

จากการตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือของกลางจำนวน 5 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งคืนเจ้าของต่อไป นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีประวัติอาชญากรรมรวมกันถึง 30 คดี โดยในขณะเข้าจับกุม ฝ่ายหญิงพยายามแสร้งทำเป็นตั้งครรภ์เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว แต่ไม่เป็นผล

ตำรวจระบุว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “Operation Tracking” ซึ่งเป็นโครงการระดับรัฐที่มุ่งเน้นการปราบปรามการขโมยและการนำโทรศัพท์มือถือมาขายต่อ โดยที่ผ่านมาโครงการนี้สามารถติดตามอุปกรณ์คืนได้แล้วกว่า 13,000 เครื่อง และส่งคืนถึงมือเจ้าของได้ประมาณ 4,400 เครื่อง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจในแถบละตินอเมริกาใช้ชุดแฟนซีในการปฏิบัติงาน โดยตำรวจเปรูเป็นผู้นำเทรนด์นี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะปลอมตัวเป็น “ตุ๊กตาหมี” ถือลูกโป่งไปเซอร์ไพรส์จับกุมพ่อค้ายาเสพติดในวันวาเลนไทน์ รวมถึงการสวมชุด “สไปเดอร์แมน” บุกค้นบ้านเป้าหมายและพบยาเสพติดซ่อนอยู่ในถังขนม ในวันฮาโลวีน นอกจากนั้น ยังเคยมีการปลอมตัวเป็น “เดอะ กริ๊นช์”, “ตัวคาปิบารา” และซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลอีกหลายตัว เพื่อสร้างความตายใจให้กับอาชญากร

สำหรับเทศกาลคาร์นิวัลที่ริโอในปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาและจะมีไปจนถึงวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. ซึ่งคาดว่าจะมีผู้คนนับล้านหลั่งไหลมาร่วมงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นในทุกรูปแบบ.

ที่มา BBC

“โอบามา” สวนกลับปมคลิป “ทรัมป์” เหยียด “เป็นลิง” ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

"โอบามา" สวนกลับปมคลิป "ทรัมป์" เหยียด "เป็นลิง" ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

15 ก.พ. 2569 10:03 น.

“โอบามา” สวนกลับปมคลิป “ทรัมป์” เหยียด “เป็นลิง” ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ออกโรงวิจารณ์บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยความโหดร้ายและเสื่อมถอย รวมถึงขาด “ความละอายใจและมารยาททางการเมือง” หลังบัญชีโซเชียลมีเดียของโดนัลด์ ทรัมป์ แชร์คลิปวิดีโอเหยียดเชื้อชาติที่ตัดต่อใบหน้าของเขาและมิเชล โอบามา เข้ากับร่างของลิง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐฯ เมื่อบัญชีทรูธโซเชียลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แชร์วิดีโอที่มีเนื้อหาอ้างเรื่องการทุจริตเลือกตั้งปี 2020 โดยในช่วงท้ายของคลิปมีการใช้เพลง “The Lion Sleeps Tonight” ประกอบภาพตัดต่อที่แสดงภาพ บารัก โอบามา และ มิเชล โอบามา ภริยา ในลักษณะเปรียบเทียบกับลิง ซึ่งเป็นการล้อเลียนทางเชื้อชาติที่รุนแรงและสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง

ด้านทำเนียบขาวในตอนแรกได้ออกมาปกป้องวิดีโอดังกล่าว โดยระบุว่ากระแสต่อต้านเป็นเพียง “ความโกรธแค้นจอมปลอม” ก่อนที่จะมีการลบโพสต์ในภายหลังและโยนความผิดว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง

บารัก โอบามา ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของ ไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ความยาว 47 นาที ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) โดยโอบามาไม่ได้ระบุชื่อของทรัมป์โดยตรง แต่ตอบคำถามถึงระดับการสื่อสารทางการเมืองในปัจจุบันว่า “เสื่อมถอยลงจนถึงระดับความโหดร้ายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

โอบามากล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เป็นเรื่องจริงคือ ดูเหมือนจะไม่มีความละอายหลงเหลืออยู่ในหมู่คนที่ครั้งหนึ่งเคยรู้สึกว่าต้องมีมารยาท มีความเหมาะสม และมีความเคารพต่อตำแหน่งหน้าที่ สิ่งเหล่านั้นมันสูญหายไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขายังเชื่อมั่นว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงยึดถือในความสุภาพและความมีน้ำใจ พร้อมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียและโทรทัศน์ในขณะนี้เปรียบเสมือน “โชว์ตลก” ที่สร้างความวุ่นวายและดึงความสนใจไปจากประเด็นที่สำคัญ

ไม่เพียงแต่ฝ่ายเดโมแครตเท่านั้นที่ออกมาประณาม แต่สมาชิกอาวุโสในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็ไม่เห็นด้วย โดยวุฒิสมาชิก ทิม สก็อตต์ ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกผิวสีเพียงคนเดียวของพรรครีพับลิกัน ระบุว่าวิดีโอนี้คือ “สิ่งที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นออกมาจากทำเนียบขาวชุดนี้”

ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยอ้างว่าเขา “ไม่เห็น” ส่วนของวิดีโอที่เป็นภาพครอบครัวโอบามา และยืนยันว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด” พร้อมปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษ

นอกจากประเด็นเรื่องคลิปฉาวแล้ว โอบามายังได้พูดถึงประเด็นการเมืองอื่นๆ เช่น การชื่นชมกลุ่มผู้ประท้วงที่รวมตัวกันอย่างสงบเพื่อต่อต้านการปฏิบัติการจัดการคนเข้าเมือง การหารือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และความคืบหน้าของห้องสมุดประธานาธิบดีในนครชิคาโก ที่มีกำหนดจะเปิดตัวในปีหน้า.

ที่มา BBC

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

15 ก.พ. 2569 05:57 น.

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งถูกลักพาตัว ขณะที่มีบ้านเรือนและร้านค้าถูกจุดไฟเผาด้วย

สำนัก รอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มมือปืนขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในรัฐไนเจอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ ขณะมีบ้านเรือนและร้านค้าหลายหลังถูกจุดไฟเผาวอด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตปกครอง “บอร์กู” ใกล้กับชายแดนสาธารณรัฐเบนิน เป็นหนึ่งในการโจมตีที่รัฐบาลกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มโจร” ซึ่งก่อเหตุโจมตี, ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และทำให้ประชาชนในชุมชนทางเหนือของประเทศ ต้องอพยพพลัดถิ่น

นายวาซิอู อาบีโอดุน โฆษกตำรวจรัฐไนเจอร์ ยืนยันการโจมตีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า “ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจรบุกเข้าไปในหมู่บ้านตุนกา-มาเกรี มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ บ้านเรือนบางหลังถูกเผา และมีผู้ถูกลักพาตัวไปจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด”

นายอาบีโอดุนบอกอีกว่า คนร้ายได้เคลื่อนกำลังต่อไปยังหมู่บ้านคอนโกโซ ในขณะที่รายละเอียดของการโจมตีอื่น ๆ ยังคงไม่ชัดเจน

นายเจเรเมียห์ ทิโมธี ชาวบ้านในคอนโกโซที่หนีไปยังพื้นที่ใกล้เคียง กล่าวว่าการโจมตีหมู่บ้านของเขาเริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ และว่าจนถึงตอนนี้ในหมู่บ้านแล้วมีผู้เสียชีวิตแล้ว 26 ศพ และสถานีตำรวจถูกจุดไฟเผา

พยานอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม กล่าวว่าคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มากกว่า 200 คัน กวาดล้างพื้นที่โดยมุ่งเป้าไปที่หมู่บ้านต่าง ๆ

“พวกโจรบุกเข้ามาในเมืองของเราเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวนมากในขณะที่ยิงปืนเป็นระยะ ตัดศีรษะผู้คน 6 คน และสังหารคนอื่น ๆ พวกเขาเผาร้านค้าและบังคับให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต้องหนีตาย” นายเอาวัล อิบราฮิม ชาวบ้านในตุนกา-มาเกรี กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

15 ก.พ. 2569 04:39 น.

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังจากสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศยังคงเลวร้าย หลังสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการคิวบาตัดสินใจยกเลิกการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปีในกรุงฮาวานาแล้ว ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเนื่องจากวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นไม่ให้คิวบาเข้าถึงแหล่งน้ำมันจากชาติพันธมิตรในภูมิภาค

คณะกรรมการจัดงานเทศกาล Festival del Habano ประกาศเมื่อวันเสาร์ (14 ก.พ. 2569) ว่า งานในปีนี้ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

คณะกรรมการระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน” ซึ่งคิวบากำลังเผชิญ เนื่องจากการ “ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน” โดยสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าคิวบาได้รับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากสหรัฐฯ บุกจับตัวนายนิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม พวกเขาก็ปิดกั้นการส่งน้ำมันให้คิวบาทั้งหมด

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาไฟดับรายวันในคิวบาที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยบางครั้งไฟดับนานถึง 18 ชั่วโมงในวันเดียว ส่งผลกระทบต่อห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ผู้ป่วยฟอกไต และสถานีสูบน้ำ

คิวบายังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงการบิน ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งระงับการเดินทางไปคิวบา ในขณะที่บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ได้ออกคำเตือนไม่ให้เดินทางไปยังประเทศเกาะแห่งนี้หากไม่มีความจำเป็น

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ผู้นำคิวบา “ทำข้อตกลง” ไม่เช่นนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา ซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคืออะไร

ทั้งนี้ ซิการ์ของคิวบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซิการ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ เนื่องจากการคว่ำบาตรทางการค้าของอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนาน

ในแต่ละปี จะมีนักเดินทางราว 1,300 คน จาก 70 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมเทศกาล Festival del Habano เพื่อลิ้มลองซิการ์จากผู้ผลิตในคิวบา ตลอดจนเยี่ยมชมไร่ยาสูบและโรงงาน

เนื่องจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไปยังคิวบาถูกจำกัดด้วยการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผู้จัดงานเทศกาลในปีนี้จึงตัดสินใจว่า พวกเขาหวังว่าจะรอจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และเตรียมกำหนดวันจัดใหม่ในภายหลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

15 ก.พ. 2569 03:15 น.

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังมหาสมุทรอาร์กติก โดยยืนยันว่าสหราชอาณาจักรยึดมั่นในมาตรา 5 ของนาโต และชาติยุโรปต้องพร้อมสู้และยืนด้วยขาของตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวในการประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ประเทศของเขาจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมเครื่องบินรบไปยังมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของบริเตนที่มีต่อพันธมิตร

“วันนี้ผมสามารถประกาศได้ว่า สหราชอาณาจักรจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมของเรา ไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและภูมิภาคทางตอนเหนือสุดของโลก (High North) ในปีนี้ โดยมีเรือ เอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์ เป็นผู้นำ โดยจะดำเนินการร่วมกับสหรัฐฯ แคนาดา และพันธมิตรนาโต (NATO) อื่น ๆ เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเราที่มีต่อความมั่นคงของยุโรป-แอตแลนติก”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ต้องการยึดครองกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรป จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่ำแย่ลง

นายทรัมป์อ้างว่าเขาไม่เชื่อว่าเดนมาร์กจะทำหน้าที่ได้ดีพอ ในการปกป้องดินแดนดังกล่าวจากภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน เขาถึงขั้นขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากชาติยุโรปที่คัดค้านแผนของเขา จนกว่าการซื้อขายเกาะจะเสร็จสิ้นด้วย

แม้ว่าต่อมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะถอนคำขู่ดังกล่าว และยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์ แต่บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดูมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัสเซียยังคงเดินหน้าสู้รบในยูเครน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่าเป็น “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” เขายังได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะยึดมั่นในมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งระบุว่า การโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด ต่อไป

“ดังนั้น ผมจึงขอกล่าวต่อสมาชิก NATO ทุกคนว่า ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากถูกเรียกตัว สหราชอาณาจักรจะเข้าไปช่วยเหลือคุณในวันนี้” เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าว

ทั้งนี้ หากมาตรา 5 ถูกนำมาใช้ หมายความว่าชาวบริเตนจำนวนหลายพันคนอาจถูกส่งไปสู้รบในแนวหน้า แต่เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า “เราต้องพร้อมที่จะต่อสู้ และทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประชาชน คุณค่า และวิถีชีวิตของเรา”

“ในฐานะยุโรป เราต้องยืนด้วยขาของตัวเอง” เขากล่าวเสริม “นั่นหมายถึงการกล้าหาญยิ่งขึ้น หมายถึงการวางการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ และความกังวลระยะสั้นลงไป หมายถึงการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างยุโรปที่แข็งแกร่งขึ้น และ NATO ที่เป็นยุโรปมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

15 ก.พ. 2569 01:05 น.

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการแยกทางกับยุโรป แต่ต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตร และย้ำว่า สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พยายามสร้างความมั่นใจแก่ยุโรปที่กำลังวิตกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเขายืนยันว่า วอชิงตันต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตรกับยุโรป เพื่อให้ยุโรปที่แข็งแกร่งสามารถช่วยเหลือสหรัฐฯ ในภารกิจฟื้นฟูโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติยุโรปสั่นคลอนอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศความต้องการที่เข้ายึดครองกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก และการกล่าวโจมตีชาติพันธมิตรหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

“เราไม่ได้ต้องการแยกทางกัน แต่ต้องการฟื้นฟูมิตรภาพเก่าแก่และต่ออายุอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” รูบิโอกล่าวระหว่างการประชุมความมั่นคงที่มิวนิก “สิ่งที่เราต้องการคือพันธมิตรที่ได้รับการเติมพลังใหม่”

“เราต้องการให้ยุโรปแข็งแกร่ง เราเชื่อว่ายุโรปต้องอยู่รอด” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าทวีปยุโรปและสหรัฐฯ “เป็นของคู่กัน” พร้อมเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ จะขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยมีความภาคภูมิใจ, มีอธิปไตย และมีความสำคัญเทียบเท่ากับอารยธรรมของเราในอดีต

“และถึงแม้ว่าเราจะพร้อมทำสิ่งนี้ด้วยตัวคนเดียว หากจำเป็น แต่ความต้องการและความหวังของเราคือการทำสิ่งนี้ร่วมกับพวกคุณ เพื่อนของเราที่นี่ ในยุโรปนี้”

ทั้งนี้ สุนทรพจน์ของนายรูบิโอแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำพูดของนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเขาใช้เวทีเดียวกันนี้ของปีก่อน กล่าวโจมตีนโยบายเรื่องการย้ายถิ่นฐานและเสรีภาพในการแสดงออกของยุโรป ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรยุโรป

รูบิโอย้ำจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ว่าการย้ายถิ่นฐานกำลัง “ทำลายเสถียรภาพของสังคม” แต่ในประเด็นอื่น ๆ เขาหลีกเลี่ยงพูดถึงประเด็นเรื่องความขัดแย้งของกลุ่ม MAGA และสงครามวัฒนธรรม ที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ “รอยร้าว” ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปขยายลึกยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากเผชิญคำพูดโจมตีต่างๆ นานาของนายทรัมป์ และเรื่องกรีนแลนด์ล่าสุด ผู้นำยุโรปที่มารวมตัวกันที่การประชุมในมิวนิกต่างให้คำมั่นว่า จะแบกรับภาระการป้องกันร่วมกันของนาโต (NATO) มากขึ้น

ผู้นำคนสำคัญหลายคนในยุโรปพยายามผลักดันแนวคิดนี้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับยุโรปในการตอบโต้ความเป็นศัตรูจากรัสเซีย โดยนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโตกล่าวว่า “ยุโรปที่แข็งแกร่งใน NATO ที่แข็งแกร่ง หมายความว่าความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจะแข็งแกร่งกว่าที่เคย”

ขณะที่นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในที่ประชุมเมื่อวันศุกร์ว่า “นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับยุโรปที่แข็งแกร่ง” ที่จะ “สนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน” และ “สร้างโครงสร้างความมั่นคงของตนเอง”

“ยุโรปแห่งนี้จะเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

14 ก.พ. 2569 23:30 น.

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ศาลจีนกำหนดบรรทัดฐานใหม่ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ หลังเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเหตุผู้ขับขี่ใช้ระบบอัตโนมัติอย่างไม่ถูกต้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ศาลสูงสุดของจีนมีคำพิพากษายืนยันว่า มนุษย์ที่อยู่ในรถยนต์พร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อยานพาหนะของตน โดยเป็นการกำหนดบรรทัดฐานทั่วประเทศ ในขณะที่ปักกิ่งกำลังวางตัวเองเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในตลาดรถยนต์

ในคำพิพากษา ศาลได้อ้างถึงคดีเมื่อปีก่อน ที่ชายคนหนึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวบังคับให้รถวิ่ง ในขณะที่ตัวเองเมาและหลับอยู่หลังพวงมาลัย

ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ของจีนได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ในการแข่งขันที่จะเอาชนะกันเอง ตลอดจนคู่แข่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งได้ดำเนินการกระชับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยหลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

ศาลสูงสุดของจีนระบุใน “กรณีศึกษา” ที่ออกเมื่อวันศุกร์ (13 ก.พ.) ว่า ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยบนท้องถนนหลังจากเปิดใช้งานฟังก์ชันช่วยขับขี่แล้ว

กรณีที่ศาลยกมาอ้างอิง คือคำพิพากษาเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในมณฑลเจ้อเจียงทางตอนใต้ ซึ่งคนขับนามสกุล “หวัง” ถูกจำคุกและปรับจากการที่เขาพึ่งพาระบบช่วยขับขี่อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่เขามึนเมา

ศาลระบุว่า นายหวังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อจำลองการจับที่พวงมาลัย ตั้งค่ารถให้ขับเคลื่อน จากนั้นก็หลับไปที่เบาะผู้โดยสาร ซึ่งเคราะห์ดีที่ในกรณีนี้ รถของเขาไปหยุดอยู่กลางถนน ก่อนที่ตำรวจจะไปพบเข้า

“ระบบช่วยขับขี่บนรถไม่สามารถทดแทนผู้ขับขี่ในฐานะผู้ขับขี่หลักได้” ศาลประชาชนสูงสุดระบุในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ พร้อมเสริมว่า ผู้ขับขี่ “ยังคงเป็นผู้ที่ปฏิบัติภารกิจการขับขี่จริง และแบกรับความรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยในการขับขี่”

คำพิพากษาของศาลสูงสุดนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานทางกฎหมายทั่วประเทศ และศาลชั้นต้นต้องอ้างอิงคำพิพากษานี้เมื่อตัดสินคดีที่คล้ายคลึงกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เตือนผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำว่ากฎระเบียบด้านความปลอดภัยจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุ รถพลังงานไฟฟ้ารุ่น SU7 ของบริษัท Xiaomi ชนกับเสาประตูกั้นคอนกรีตบนถนนที่กำลังมีการก่อสร้างในมณฑลอานฮุย เมื่อเดือนมีนาคม 2568 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

14 ก.พ. 2569 21:57 น.

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

สหราชอาณาจักรอ้างว่า รัสเซียสังหารนายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านรัสเซียในเรือนจำด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ ขณะที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำขั้วโลก

เมื่อ 14 ก.พ. 2569 กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ออกมาอ้างว่า นายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย ที่เสียชีวิตเมื่อ 2 ปีก่อน ถูกสังหารด้วยยาพิษที่พัฒนามาจากสารพิษของกบลูกศรพิษ

FCDO อ้างว่า ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากตัวอย่างที่เก็บมาจากร่างกายของนายนาวาลนี พบว่ามีสารพิษที่เรียกว่า “อีพิบาติดีน” (epibatidine) อยู่ในร่างกายของเขา

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวจากงานประชุมความมั่นคงมิวนิกว่า “มีเพียงรัฐบาลรัสเซียเท่านั้นที่มีวิธีการ แรงจูงใจ และโอกาส ในการใช้สารพิษร้ายแรงนี้กับอเล็กเซ นาวาลนี ระหว่างที่เขาถูกคุมขังในรัสเซีย”

“รัสเซียมองว่านาวาลนีเป็นภัยคุกคาม” คูเปอร์กล่าวในงาน “การใช้ยาพิษรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงเครื่องมืออันน่ารังเกียจที่รัฐรัสเซียมีอยู่ในมือ และความหวาดกลัวอย่างท่วมท้นที่มีต่อฝ่ายค้านทางการเมือง”

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศล่าสุดที่กล่าวหารัสเซียว่าวางยาพิษนายนาวาลนี ต่อจากสวีเดน, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี โดย FCDO ระบุว่า สหราชอาณาจักรได้แจ้งต่อองค์กรห้ามอาวุธเคมี เรื่องข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียละเมิดอนุสัญญาอาวุธเคมีแล้ว

ทั้งนี้ นายนาวาลนีเป็นนักรณรงค์ต่อต้านการทุจริตและเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ออกมาแสดงการต่อต้านรัฐบาลของ วลาดิเมียร์ ปูติน มากที่สุด ซึ่งทำให้เขาถูกจับกุมตัวหลายครั้ง

ในปี 2563 นาวาลนีเคยถูกวางยาพิษด้วยสารทำลายประสาทโนวิช็อก (Novichok) และเข้ารับการรักษาในเยอรมนี อย่างไรก็ตาม หลังจากฟื้นตัว เขาตัดสินใจเดินทางกลับรัสเซียเพื่อต่อสู้ทางการเมืองของเขาต่อไป และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงมอสโก

หลังจากนั้น นาวาลนีถูกตัดสินจำคุก 3 ปีด้วยข้อกล่าวหาที่เขาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และถูกย้ายไปคุมขังที่ทัณฑนิคมในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อ 16 ก.พ. 2567

ตามคำกล่าวอ้างของรัสเซีย ชายวัย 47 ปีผู้นี้เดินเล่นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ภายในทัณฑนิคมในไซบีเรีย ก่อนจะบอกว่ารู้สึกไม่สบาย จากนั้นก็ทรุดลงและไม่ฟื้นคืนสติอีกเลย

นางยูเลีย นาวาลนายา ภรรยาของนาวาลนี ยืนกรานมาโดยตลอดว่าสามีของเธอถูกฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษ และเธอออกมากล่าวอีกครั้งในวันเสาร์ว่า “ฉันมั่นใจตั้งแต่วันแรกว่าสามีของฉันถูกวางยาพิษ แต่ตอนนี้มีหลักฐานแล้ว”

“ฉันรู้สึกขอบคุณรัฐต่าง ๆ ในยุโรป สำหรับงานที่พิถีพิถันซึ่งพวกเขาทำตลอดสองปี และสำหรับการเปิดเผยความจริง” เธอกล่าวเสริม ขณะที่รัสเซียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสสอบ 5 ผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ ปมเรียกคืนสินค้าปนเปื้อนสารพิษ

ฝรั่งเศสสอบ 5 ผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ ปมเรียกคืนสินค้าปนเปื้อนสารพิษ

14 ก.พ. 2569 11:27 น.

ฝรั่งเศสสอบ 5 ผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ ปมเรียกคืนสินค้าปนเปื้อนสารพิษ

อัยการกรุงปารีสเปิดสอบสวนบริษัทผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ 5 ราย หลังมีการเรียกคืนนมผงเด็กจำนวนมาก กังวลปนเปื้อนสารพิษ “เซรูไลด์” ขณะมีรายงานทารกในอังกฤษป่วยแล้วอย่างน้อย 36 ราย

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอัยการกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เปิดการสอบสวนผู้ผลิตนมผงสำหรับทารก 5 ราย ได้แก่ Nestle, Lactalis, Danone, Babybio และ La Marque en moins ภายหลังหลายบริษัทประกาศเรียกคืนสินค้าล็อตใหญ่จากความกังวลว่าอาจปนเปื้อนสารพิษ “เซรูไลด์” (Cereulide)

อัยการปารีสยังจะประสานกับการสอบสวนในท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างนมผงที่อาจปนเปื้อนกับการเสียชีวิตของทารก 3 รายในฝรั่งเศสหรือไม่

การสอบสวนมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่ จากการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน ขณะเดียวกัน ทางการฝรั่งเศสได้รับคำร้องเรียนจากประชาชน 8 ราย ซึ่งระบุว่าบุตรหลานมีอาการอาเจียนหลังบริโภคนมผง

สัปดาห์ที่ผ่านมา Nestle และ Danone ได้เรียกคืนสินค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่อังกฤษระบุว่า มีทารกอย่างน้อย 36 รายในสหราชอาณาจักรมีอาการต้องสงสัยอาหารเป็นพิษหลังบริโภคนมผง

ทั้งนี้ สารเซรูไลด์ เป็นสารพิษที่ทนความร้อน ไม่ถูกทำลายได้ง่ายจากการปรุงหรือชงนม หากบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง ทั้งนี้ การปนเปื้อนเชื่อมโยงกับส่วนผสมที่เรียกว่า น้ำมันกรดอะราคิโดนิก (ARA) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเสริมคุณสมบัติการเจริญเติบโตให้ใกล้เคียงนมแม่.

ที่มา France24