อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

23 มิ.ย. 2569 03:02 น.

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธคำพูดของ เจดี แวนซ์ ที่บอกว่า อิหร่านตกลงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ IAEA กลับเข้าประเทศอีกครั้ง โดยการตรวจสอบยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติในปัจจุบัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 ทางการอิหร่านแถลงว่า ความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะยังคงดำเนินต่อไป “ภายใต้ขั้นตอนปฏิบัติในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นการปฏิเสธคำพูดของ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งออกมาระบุว่า อิหร่านอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ IAEA กลับเข้าประเทศอีกครั้งแล้ว

สำนักข่าวทางการอิหร่าน (IRNA) รายงานคำแถลงของ นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านว่า การทำงานร่วมกันระหว่างอิหร่านและ IAEA จะดำเนินไป “ตามพันธกรณีของอิหร่านภายใต้ข้อตกลงการรับประกันความปลอดภัย (Safeguard Agreements)” และ “เป็นไปตามมติที่ผ่านโดยรัฐสภา รวมถึงการตัดสินใจของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด”

เมื่อฤดูร้อนปี 2568 อิหร่านเพิ่งผ่านกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งจำกัดความร่วมมือกับ IAEA และระงับการเข้าตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม IRNA ระบุว่า ความร่วมมือกับ IAEA ไม่เคยถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และกฎหมายใหม่นี้อนุญาตให้ผู้ตรวจสอบของ IAEA เข้าเยี่ยมชม “โรงงานนิวเคลียร์ที่ยังเปิดใช้งานอยู่” เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร (Bushehr) ได้เป็น “รายกรณีไป”

ท่าทีของนายบากาอีมีขึ้นหลังจากที่ นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะยอมรับผู้ตรวจสอบของ IAEA ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าความคืบหน้านี้ “น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะชาวอเมริกันรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด”

IRNA รายงานอีกว่า นายบากาอีตอบโต้ถ้อยแถลงดังกล่าวของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าอิหร่านไม่ได้ยอมรับข้อผูกพันใหม่ใดๆ นอกจากนี้ IRNA ยังรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับการเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์ว่า รัฐบาลเตหะรานไม่ได้นำประเด็นนิวเคลียร์ขึ้นมาเจรจาในระหว่างการหารือนาน 18 ชั่วโมง และไม่ได้ยอมรับพันธกรณีใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น

รายงานระบุเสริมว่า การเข้าเยี่ยมชมโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงข้อตกลงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน จะต้องขึ้นอยู่กับกลไกเฉพาะที่จะมีการตกลงกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการเจรจา 60 วันตามที่กำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟไหม้ศูนย์อบรมในเมืองลัคเนา อินเดีย คร่าแล้ว 15 ศพ เจ็บ 6 ราย

ไฟไหม้ศูนย์อบรมในเมืองลัคเนา อินเดีย คร่าแล้ว 15 ศพ เจ็บ 6 ราย

22 มิ.ย. 2569 23:46 น.

ไฟไหม้ศูนย์อบรมในเมืองลัคเนา อินเดีย คร่าแล้ว 15 ศพ เจ็บ 6 ราย

เกิดไฟไหม้ศูนย์ฝึกอบรมแอนิเมชันในเมืองลัคเนาของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ศูนย์ฝึกอบรมแอนิเมชันแห่งหนึ่งในเมืองลัคเนา ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยในจำนวนนี้ 2 รายมีอาการสาหัส

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นในย่านอลิกานจ์ (Aliganj) ของเมืองลัคเนา เมืองเอกของรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของอินเดีย

อาคารที่เกิดเหตุมีชั้นล่างเป็นที่ตั้งของร้านขายสัตว์เลี้ยงและคลินิกสัตวแพทย์ ส่วนชั้นบนเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และสตูดิโอแอนิเมชัน ซึ่งตำรวจระบุว่า ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้มีนักเรียนอยู่ในอาคารประมาณ 21 คน

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นภาพผู้คนกำลังปีนหนีออกมาทางหน้าต่างอาคาร และมีคลิปหนึ่งที่เผยให้เห็นภาพชายคนหนึ่งพลัดตกจากชั้นบนขณะพยายามหลบหนี ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่าชายคนดังกล่าวรอดชีวิตและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ควันไฟที่หนาทึบเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้ภัย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพังผนังด้านหลังเพื่อฝ่าเข้าไปในตัวอาคาร นอกจากนี้ยังมีการนำพัดลมระบายอากาศเข้ามาใช้เพื่อไล่ควัน ในขณะที่ทีมกู้ภัยฉุกเฉินเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตตามห้องต่างๆ และห้องน้ำ

นายโมฮัมหมัด อาซิน พนักงานของสตูดิโอแอนิเมชันดังกล่าว เล่าว่า บรรดาคนทำงานเพิ่งจะกลับมาจากรับประทานอาหารกลางวันตอนที่พวกเขาได้รับแจ้งเตือนเรื่องไฟไหม้

“ตอนแรกพวกเราคิดว่าเป็นแค่ไฟไหม้เล็กๆ แต่ตอนที่พวกเขากำลังจะออกจากอาคาร ควันก็พวยพุ่งจนเต็มห้องและทางเดินไปหมดแล้ว” เขากล่าว

ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แวนซ์ปัดข่าว ทรัมป์ทำเจรจาล่ม ชี้อิหร่านให้ IAEA เข้าสังเกตการณ์

แวนซ์ปัดข่าว ทรัมป์ทำเจรจาล่ม ชี้อิหร่านให้ IAEA เข้าสังเกตการณ์

22 มิ.ย. 2569 22:40 น.

แวนซ์ปัดข่าว ทรัมป์ทำเจรจาล่ม ชี้อิหร่านให้ IAEA เข้าสังเกตการณ์

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิผู้นำอิหร่านไม่ได้ทำให้การเจรจาเมื่อวันอาทิตย์ล่ม พร้อมเปิดเผยว่า อิหร่านยินยอมให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ของ IAEA เข้าประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นวันแห่งการเจรจาที่ “ดีมากๆ” ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ โดยได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญ 4 ประการที่จะเกิดขึ้นในการเจรจาทางเทคนิคซึ่งจะมีขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

“ประการแรก เราต้องการสร้างกลไกในการรักษาความเปิดกว้างของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้มันได้เปิดออกแล้ว” แวนซ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รีสอร์ต “บือร์เกินชต็อค” (Bürgenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เข้าร่วมเจรจา “ต้องการให้แน่ใจว่าเราได้จัดตั้งกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพจริง” สำหรับปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการฟื้นฟูการค้า

คณะผู้เจรจายังพยายามที่จะสร้าง “กลไกในลักษณะเดียวกัน” สำหรับ “การลดความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การหยุดยิงในภูมิภาค” โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยกระดับทางทหารในวงกว้างในภูมิภาค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเลบานอน ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจรจาครั้งนี้

นอกจากนั้น แวนซ์ยังระบุว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าความคืบหน้านี้ “น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะชาวอเมริกันรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด”

“นี่คือความสำเร็จครั้งสำคัญของประชาชนชาวอเมริกัน และเป็นก้าวแรกในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร หรือการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านอย่างถาวร ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะทำอย่างแท้จริง”

ประการสุดท้าย แวนซ์กล่าวว่า คณะผู้เจรจาสามารถจัดตั้งกระบวนการเพื่อให้การเจรจารายละเอียดทางเทคนิคดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่หัวหน้าคณะผู้เจรจาเตรียมตัวเดินทางออกจากสวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้

“ข้อตกลงขั้นสุดท้ายนั้นเปรียบเสมือนตัวบ้าน” แวนซ์กล่าว “ตอนนี้เราได้วางรากฐานไว้แล้ว แม้จะยังสร้างบ้านไม่เสร็จ แต่เราก็ได้วางรากฐานที่ประสบความสำเร็จเพื่อนำไปสู่จุดที่ดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน”

แวนซ์ยังปฏิเสธข่าวที่ว่า การเจรจาล่มเนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตำหนิประธานาธิบดีอิหร่าน โดยระบุว่า “สิ่งที่เราบอกกับทางอิหร่านเมื่อวานนี้ก็คือ เมื่อพวกคุณเปิดฉากพูดจาถากถาง พวกคุณจะคาดหวังไม่ให้ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาตอบโต้หรือแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้องไม่ได้หรอก”

ส่วนสถานะการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แวนซ์ระบุว่า “เรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ แต่สิ่งที่เราได้ทำลงไปคือการกำหนดกรอบการทำงานจริง เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกินควบคุมในอนาคต”

ในส่วนเรื่องการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่าน รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าเราได้สร้างกระบวนการที่หากมีการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านเมื่อใด เราจะสามารถรับประกันได้ว่าเงินจำนวนนั้น ซึ่งเป็นเงินของอิหร่าน จะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวอิหร่าน ไม่ใช่เพื่อนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย”

แวนซ์เสริมด้วยว่า สหรัฐฯ และกาตาร์จะเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติในกระบวนการนี้ “เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปซื้อถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีของอเมริกา เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอิหร่าน” เขากล่าวสรุปพร้อมระบุว่านี่คือ “ข้อตกลงตามแบบฉบับคลาสสิกของทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

22 มิ.ย. 2569 21:46 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว หลังเจรจาคืบหน้า

สหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านเป็นการชั่วคราว เปิดทางให้เตหะรานขายน้ำมันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาเมื่อวันอาทิตย์เป็นไปอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันของอิหร่านเป็นการชั่วคราว หลังการเจรจาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์”

การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว เป็นหนึ่งในข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยจะผ่อนปรนเป็นเวลา 60 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ทันที

“อิหร่านได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปิดให้มีการสัญจรอย่างเสรีและปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ และจะอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เดินทางเข้าประเทศได้” เบสเซนต์ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

“และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือนี้ กระทรวงการคลังจึงได้ออกใบอนุญาตทั่วไปชั่วคราวระยะเวลา 60 วัน เพื่ออนุมัติให้มีการผลิต การส่งมอบ และการขายน้ำมันของอิหร่านได้”

การผ่อนปรนดังกล่าวช่วยให้อิหร่านสามารถขายและส่งมอบน้ำมันได้โดยไม่ถูกคว่ำบาตรจนถึงเวลา 00:01 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม โดยสามารถขายให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เกือบทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน หลังจากที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดอันเข้มงวดในการส่งออกน้ำมันมานานหลายปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่คณะผู้เจรจาของรัฐบาลทรัมป์ยอมตกลง เพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงานทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

22 มิ.ย. 2569 17:01 น.

ยุโรปอ่วมคลื่นความร้อน ฝรั่งเศสสังเวยชีวิตจมน้ำ 13 ศพ-สั่งงดวิ่งรถไฟ ปิดโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

หน่วยบรรเทาสาธารณภัยฝรั่งเศสเผยช่วงสุดสัปดาห์เดียวมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง ทุบสถิติอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส โดยทางการฝรั่งเศสต้องประกาศงดวิ่งรถไฟ และสั่งปิดหรือปรับเวลาเรียนของโรงเรียนเกือบ 2,700 แห่ง

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยพลเรือนของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า จากสถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วอย่างน้อย 13 ราย โดยนายเฌโรม บูล็องเฌ   โฆษกหน่วยงานฯ ระบุว่า เฉพาะวันอาทิตย์เพียงวันเดียวมีผู้จมน้ำเสียชีวิตถึง 10 ราย และในช่วงค่ำวันเดียวกันเกิดเหตุสลดในแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนหญิงอายุเพียง 13 ปี

นายบูล็องเฌ ได้ออกโรงเตือนประชาชนที่ต้องการคลายร้อนว่า ควรเลือกเล่นน้ำในพื้นที่ที่มีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดคอยดูแลอย่างเข้มงวดเท่านั้น “หากต้องการคลายร้อน วิธีที่ดีที่สุดคือการอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องไปที่สระว่ายน้ำหรือทะเลสาบ และหากพบเห็นคนจมน้ำในพื้นที่ห้ามลงเล่น เช่น ทะเลสาบหรือแม่น้ำ ขอความร่วมมืออย่ากระโดดลงไปช่วยด้วยตัวเองเพื่อความปลอดภัย แต่ให้รีบโทรแจ้งหน่วยกู้ภัยที่เบอร์ 18 หรือ 112 ทันที ส่วนผู้ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวที่บ้าน หากมีเด็กอยู่ในน้ำ จะต้องมีผู้ใหญ่เฝ้าดูอย่างใกล้ชิดและห้ามละสายตาเด็ดขาด” 

สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฝรั่งเศส ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในระดับ “สีแดง” หรือระดับเฝ้าระวังสูงสุด ใน 49 เขตบริหาร ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 35 ล้านคน โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในเมืองบอร์โดทางตะวันตกเฉียงใต้จะพุ่งทะลุ 42 องศาเซลเซียส ขณะที่สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส ยอมรับว่าประเทศกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่องและยังไม่สามารถระบุได้ว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงเมื่อใด

วิกฤตความร้อนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมอย่างหนัก โดยหน่วยงานขนส่งมวลชนแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ ประกาศยกเลิกการเดินรถไฟล่วงหน้า 1 ใน 10 เที่ยวสำหรับทุกสาย เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรางและขบวนรถไฟที่เก่าแก่จากความร้อนจัด พร้อมแจกจ่ายน้ำดื่มกว่า 400,000 ขวดให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้ โรงเรียนในฝรั่งเศสเกือบ 2,700 แห่งจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวหรือปรับเปลี่ยนตารางเรียนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ไม่เพียงแต่ฝรั่งเศสเท่านั้น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในแคว้นบาสก์ โดยเมืองซานเซบาสเตียนมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยในอดีตของช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนกลางคืนประชาชนยังไม่ได้พักผ่อนจากความร้อน เนื่องจากอุณหภูมิไม่ยอมลดต่ำกว่า 25-30 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอัลเมริอา

ข้อมูลจากหน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศระบุว่า ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิเบี่ยงเบนออกจากค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์มากที่สุดในโลก โดยมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในช่วงปี 1961–1990 ถึง 4.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับเอเชียและอเมริกาเหนือที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเพียง 2 องศาเซลเซียส และ 1.3 องศาเซลเซียสตามลำดับ

วิกฤตสภาพอากาศยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสัตว์ป่า ในประเทศเบลเยียม ศูนย์ฟื้นฟูสัตว์ป่า Creaves เปิดเผยว่า กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการรองรับสัตว์ป่าที่ล้มป่วยจากความร้อน โดยเฉพาะนกป่า เช่น นกแอ่นและนกกระจอก ที่มักสร้างรังอยู่ใต้ชายคาบ้าน

โรเมน เดอ แฌแกร นักชีววิทยาและผู้ก่อตั้งศูนย์ฯ ระบุว่า อุณหภูมิใต้หลังคาบ้านเรือนสามารถพุ่งสูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส ส่งผลให้นกเหล่านี้ยอมตัดสินใจ “กระโดดออกจากรัง” ลงมาข้างล่าง ดีกว่าที่จะยอมนอนแห้งตายและถูกอบสุกอยู่ในรังของตัวเอง โดยในช่วงเวลาเพียง 3 วันที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ต้องรับดูแลสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 150 ตัว.

ที่มา Le Figaro / TF1 Info

“เคียร์ สตาร์เมอร์” ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

"เคียร์ สตาร์เมอร์" ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

22 มิ.ย. 2569 16:00 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” ประกาศลาออกนายกฯ อังกฤษ-หัวหน้าพรรคแรงงาน

“เคียร์ สตาร์เมอร์” แถลงอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและหัวหน้าพรรคแรงงานอย่างเป็นทางการ หลังเผชิญแรงกดดันภายในพรรคจากคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างหนัก ยอมรับพร้อมก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสมเกียรติเพื่อเปิดทางเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้ คาด “แอนดี เบิร์นแฮม” ตัวเต็งจ่อรับตำแหน่งแทน ปูทางสู่นายกฯ คนที่ 7 ในรอบ 10 ปีของอังกฤษ

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ได้แถลงข่าวครั้งสำคัญวันนี้ (22 มิ.ย.) โดยประกาศตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแรงงาน หลังจากบริหารประเทศได้ไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 โดยกระบวนการสรรหาผู้นำคนใหม่จะเสร็จสิ้นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยประชุมในเดือนกันยายนนี้

นายสตาร์เมอร์เดินออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง พร้อมกับภริยา ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากเจ้าหน้าที่ เขาเปิดใจด้วยความตื้นตันใจว่า การได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต และความตั้งใจแรกในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนหลายล้านคนให้ดีขึ้น

ก่อนการประกาศลาออก นายสตาร์เมอร์ได้ย้อนความหลังถึงการเข้ามาพลิกฟื้นพรรคแรงงาน โดยระบุว่าเขาได้รับมรดกเป็นพรรคการเมืองที่ “ล้มละลายทั้งในทางการเมือง การเงิน และศีลธรรม” และเคยถูกปรามาสซ้ำๆ ว่าพรรคได้จบสิ้นลงแล้ว แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนเหล่านั้นคิดผิด ด้วยการกวาดล้างลัทธิต่อต้านยิวที่เป็นดั่งยาพิษออกไปจากพรรค พร้อมทั้งฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติ จนสามารถพาลูกพรรคกลับมาเป็นรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม จากแรงกดดันภายในพรรคที่สะสมมานานหลายเดือนประกอบกับคะแนนนิยมที่ร่วงลงต่ำที่สุดในบรรดาผู้นำอังกฤษ นายสตาร์เมอร์กล่าวว่า

“คำถามที่พรรคของเรากำลังถามอยู่ในตอนนี้คือ ผมยังคงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปหรือไม่ ซึ่งผมได้ยินคำตอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคแล้ว และผมขอฟื้นรับคำตอบนั้นด้วยความเต็มใจและสมเกียรติ ทุกการตัดสินใจที่ผมทำลงไป มีเพียงสิ่งเดียวคือการเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติที่ผมรักมาเป็นอันดับแรก”

นายสตาร์เมอร์เผยว่า ได้โทรศัพท์แจ้งสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อเช้าวันนี้เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการตัดสินใจดังกล่าวแล้ว โดยเขาได้ขอให้คณะกรรมการบริหารระดับชาติของพรรคแรงงานกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งจะเปิดรับสมัครในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ และจะเสร็จสิ้นในช่วงปิดสมัยประชุมสภาภาคฤดูร้อน เพื่อให้ได้ผู้นำคนใหม่ก่อนเดือนกันยายน โดยในระหว่างนี้เขาจะยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไป และพร้อมจะสนับสนุนผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเต็มที่

ในช่วงท้ายของการแถลง นายสตาร์เมอร์ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขณะกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และทิ้งท้ายว่าหลังจากสละเก้าอี้ที่ “ใหญ่ที่สุดในประเทศ” เขาจะกลับไปทำหน้าที่ “งานที่สำคัญที่สุดในชีวิต” นั่นคือการเป็นสามีที่ดีของ “วิก” ภริยาที่เป็นดั่งเสาหลักเคียงข้างเขาในทุกช่วงเวลา และเป็นพ่อที่ดีของลูกๆ ก่อนที่จะสวมกอดภริยาและเดินกลับเข้าทำเนียบ

สถานการณ์รอบตัวของสตาร์เมอร์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจาก นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ผู้มีชื่อเสียงด้านทักษะการสื่อสาร ชนะการเลือกตั้งซ่อม สส. กลับเข้าสู่สภาได้อย่างเด็ดขาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยสามารถเอาชนะตัวแทนจากพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ของนายไนเจล ฟาราจ ที่มีคะแนนนิยมนำในโพลระดับชาติมานานกว่าปี ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ สส. พรรคแรงงานมองเห็นความหวังว่าเบิร์นแฮมจะสามารถกู้สถานการณ์ของพรรคขึ้นมาได้

หากกระบวนการเปลี่ยนผ่านเสร็จสิ้น ผู้นำคนใหม่นี้จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอังกฤษ นับตั้งแต่การลงมติเบร็กซิตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ศตวรรษ เนื่องจากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต่างไม่พอใจต่อความล้มเหลวในการพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ บริการสาธารณะ และการจัดการปัญหาผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Citigroup เตือนว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลังที่เปราะบางอย่างยิ่ง จากภาระหนี้สินระดับสูงของประเทศและต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ทำให้เหลือเครื่องมือในการพัฒนาประเทศค่อนข้างจำกัด ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนในวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงไม่คลี่คลาย.

ที่มา BBC / Reuters

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

22 มิ.ย. 2569 14:48 น.

ตัดสินจำคุก 25 ปี อดีต รมว.ยุติธรรมเกาหลีใต้ ฐานมีส่วนร่วมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายพัค ซองแจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นเวลา 25 ปี ในข้อหามีบทบาทสำคัญในการก่อการกบฏ จากกรณีที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการประกาศใช้กฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024

โทษจำคุก 25 ปีที่ศาลตัดสินในครั้งนี้ ถือเป็นบทลงโทษที่หนักกว่าที่ทีมอัยการพิเศษซึ่งนำโดย นายโช อึนซุก เคยยื่นขอไว้ที่ 20 ปี โดยศาลได้สั่งควบคุมตัวนายพัคเข้าเรือนจำทันทีเนื่องจากเกรงว่าจำเลยอาจไปทำลายพยานหลักฐาน

คำฟ้องของอัยการระบุว่า หลังจากที่นายยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 นายพัคได้เรียกประชุมด่วนข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมในช่วงเช้ามืด เพื่อสั่งการให้เตรียมพร้อมส่งพนักงานอัยการไปสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎอัยการศึก และสั่งให้ตรวจสอบพื้นที่ว่างของเรือนจำและทัณฑสถานต่างๆ เพื่อรองรับการควบคุมตัวนักการเมืองและบุคคลสำคัญฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่คาดว่าจะถูกกวาดล้าง รวมถึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศกลับเข้าทำงานทันที

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “จำเลยเลือกที่จะหันหลังให้กับหน้าที่ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะคิดว่าการก่อกบฏในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และเลือกที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว” นอกจากนี้ อัยการยังชี้ว่า นายพัคได้ลดทอนคุณค่าของกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือในการก่อกบฏ และไม่มีท่าทีสำนึกผิดต่อการกระทำที่ท้าทายหลักนิติธรรม

อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายต่อต้านการทุจริต โดยชี้ว่าข้อหาดังกล่าวอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ ซึ่งเป็นข้อหาที่เกี่ยวกับการที่นายพัคเคยสั่งการมิชอบเพื่อตรวจสอบรายละเอียดคดีทุจริตของ นางคิม กอนฮี ภริยาของนายยุน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024

การประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เมื่อปี 2024 ดำเนินไปเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนที่สมาชิกสภานิติบัญญัติจะฝ่าแนวกำลังทหารเข้าสู่สภาเพื่อลงมติคัดค้าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกาหลีใต้เผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นดิ่งชัน และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่พันธมิตรสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน นายยุน ซอกยอล ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ และเพิ่งถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 30 ปีเมื่อต้นเดือนนี้ ข้อหาส่งโดรนไปยังเกาหลีเหนือเพื่อ “สร้างสถานการณ์วิกฤตระดับชาติ” หวังใช้สร้างความชอบธรรมในการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดี

นอกจากนายพัค ซองแจ แล้ว บุคคลในคณะรัฐบาลของนายยุนต่างทยอยรับโทษ ได้แก่นายฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี, นายอี ซังมิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อหาเผยแพร่ข้อมูลความลับทางทหารเพื่อสนับสนุนการกบฏ และนางคิม กอนฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ปัจจุบันกำลังรับโทษจำคุก 4 ปี จากคดีปั่นหุ้นและรับสินบน ซึ่งเป็นคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กฎอัยการศึก.

ที่มา Yonhap / AFP

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร “ปรินซ์ กรุ๊ป” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร "ปรินซ์ กรุ๊ป" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

22 มิ.ย. 2569 14:13 น.

ญี่ปุ่นรวบผู้บริหาร “ปรินซ์ กรุ๊ป” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชาในกรุงโตเกียว

ตำรวจกรุงโตเกียวจับกุมแกนนำระดับสูงของ “ปรินซ์ กรุ๊ป” (Prince Group) เครือข่ายธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เผยผู้ต้องหาถือสัญชาติไซปรัส แอบกบดานในญี่ปุ่นก่อนวางแผนยื่นเอกสารย้ายที่อยู่ปลอม หวังขอสิทธิ์พำนักถาวร

สื่อญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียววันนี้ (22 มิ.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท “ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” (Prince Holding Group) เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และกำลังถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ถูกระบุชื่อในหมายจับคือ นายหู เซี่ยวเว่ย (Hu Xiaowei) หรือที่รู้จักในชื่อ หู ซื่อ (Hu Shi) และ เฉิน เสี่ยวเอ๋อ (Chen Xiao’er) เป็นชายสัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน อายุ 44 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพนักธุรกิจที่ไม่ระบุที่อยู่แน่ชัด โดยเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโตเกียวบุกจับกุมตัวได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาปลอมแปลงและใช้บันทึกเอกสารราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเท็จ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมผู้ร่วมขบวนการชาวจีนอีก 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายหลี่ หยิน หง (Li Yin Hong) อายุ 31 ปี พนักงานบริษัทซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว

รายงานระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้ร่วมกันวางแผนส่งหนังสือแจ้งย้ายเข้าและเปลี่ยนที่อยู่เป็นเท็จของนายหู เซี่ยวเว่ย ต่อสำนักงานเขตชูโอ ในกรุงโตเกียว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยนายหลี่เป็นผู้เดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง

จากการสอบสวน นายหูยอมรับสารภาพว่าตนเองได้ย้ายทะเบียนราษฎร์เข้ามาในกรุงโตเกียวจริง เนื่องจากต้องการเกณฑ์คุณสมบัติในการยื่นขอ “สิทธิ์พำนักถาวร” ในประเทศญี่ปุ่น แต่ปฏิเสธในรายละเอียดโดยอ้างว่า “ตนเองไม่ทราบขั้นตอนเชิงลึก เพราะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอเจนซี่ เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด”

สำหรับ “ปรินซ์ กรุ๊ป” นั้น ข้อมูลจากฝ่ายสืบสวนระบุว่าเป็นหนึ่งในองค์กรหลอกลวงต้มตุ๋นทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีพฤติการณ์ล่อลวงเหยื่อจากประเทศต่างๆ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อรับสมัครงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงเกินจริง แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อเดินทางไปทำงาน กลับถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว บังคับขู่เข็ญให้เข้าร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และทำธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์ข้ามชาติ รวมถึงการพนันออนไลน์และการฟอกเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน นายหูจะเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่แกนนำระดับสูงขององค์กร และทางปรินซ์ กรุ๊ป ก็เคยออกแถลงการณ์ผ่านบริษัทกฎหมายในสหรัฐฯ ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด แต่ทางทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่ากลุ่มทุนนี้เป็นฉากบังหน้าของเครือข่ายอาชญากรรม

การจับกุมตัวผู้บริหารระดับสูงในญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ กรุ๊ป เพิ่งถูกทางการกัมพูชาเนรเทศส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ต่างเดินหน้าจับกุมบุคคลและอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนสีเทากลุ่มนี้

ด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวระบุว่าจะไม่นิ่งนอนใจ และเตรียมเปิดฉากสืบสวนในเชิงลึกอย่างเร่งด่วน ว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรายนี้ได้เข้ามาแผ่อิทธิพล ซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือจัดตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงต้มตุ๋นภายในประเทศญี่ปุ่นแล้วหรือไม่ เพื่อตัดรากถอนโคนขบวนการดังกล่าวต่อไป.

ที่มา Jiji Press / KYODO NEWS / Reuters

เจรจา “สหรัฐฯ-อิหร่าน” นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

เจรจา "สหรัฐฯ-อิหร่าน" นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

22 มิ.ย. 2569 13:09 น.

เจรจา “สหรัฐฯ-อิหร่าน” นัดแรกคืบหน้า ตั้งโรดแมป 60 วัน-สายตรงการสื่อสาร

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อบรรลุข้อตกลงยุติสงครามรอบแรกในสวิตเซอร์แลนด์สิ้นสุดลงด้วยสัญญาณเชิงบวก โดยกาตาร์และปากีสถานในฐานะคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบจัดทำโรดแมปเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน พร้อมจัดตั้ง “สายตรงการสื่อสาร” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แถลงการณ์ร่วมของกาตาร์และปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยระบุว่า “คณะกรรมการระดับสูง” ของทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดโรดแมปสู่การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน” ซึ่งเป็นไปตามกรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการสู้รบใน “ทุกแนวรบ” รวมถึงในเลบานอน และการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ คือการจัดตั้ง “สายตรงการสื่อสาร” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติถึงร้อยละ 20 ของโลก หลังจากที่อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากเว็บไซต์ MarineTraffic ระบุว่ายังคงมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าบางส่วนเดินทางผ่านช่องแคบนี้อยู่

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้ง “หน่วยลดความขัดแย้ง” ร่วมกันระหว่าง สหรัฐฯ อิหร่าน และเลบานอน โดยมีประเทศผู้ไกล่เกลี่ยคอยอำนวยความสะดวก เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน ซึ่งนายเซเยด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนยันว่าการเจรจาครั้งนี้ “มีความคืบหน้าอย่างมาก” ในการแก้ไขความขัดแย้งในเลบานอน

แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในเชิงบวก แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงคุกรุ่น โดยนับตั้งแต่มีการลงนาม MOU มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และกองทัพอิสราเอลในตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลส่งผลให้มีชาวเลบานอนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 67 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลสูญเสียทหาร 5 นาย จนทำให้สหรัฐฯ ต้องประกาศข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหม่ระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในตอนใต้ของเลบานอนต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ขณะที่ นายนาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ปฏิเสธการคงอยู่ของทหารอิสราเอลและลั่นวาจาจะเดินหน้าปกป้องตนเอง

ในระหว่างการเจรจาที่เมืองลูเซิร์น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอย่างดุเดือดว่า “ต้องสั่งให้กลุ่มตัวแทนในเลบานอนหยุดสร้างความเดือดร้อนทันที” มิฉะนั้น สหรัฐฯ จะ “โจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงอีกครั้ง” ซึ่งนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ได้ตอกกลับคำขู่ดังกล่าวว่า “หากคำขู่ของพวกเขามีผลจริง พวกเขาคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ในปัจจุบัน ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร มากแค่ไหน… พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายลงมือทำ”

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมที่เมืองเบอร์เกนสต็อก พร้อมด้วย นายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ แถลงว่า ทรัมป์ต้องการให้ทั้งสองประเทศ “พลิกฟื้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่” โดยหากผู้นำอิหร่านเต็มใจที่จะยุติการเป็น “ตัวการสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค” และล้มเลิกความทะยานอยากในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ในระยะยาว สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทางอิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นไปเพื่อสันติเท่านั้น

สำหรับข้อตกลงเบื้องต้นที่ผู้นำทั้งสองประเทศลงนามไปก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะยกเลิกการปิดล้อมทางทหารต่อท่าเรือของอิหร่าน และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด รวมถึงมีการเสนอแผนการมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูประเทศอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุหลักของความขัดแย้งที่ทรัมป์เคยนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก จะถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจาหลังจากนี้

ทั้งนี้ สงครามดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่เลบานอนจะถูกดึงเข้าสู่สงครามหลังจากกลุ่มเฮซบอลลาห์ยิงจรวดล้างแค้นให้อิหร่าน โดยนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนในเลบานอนไปแล้วถึง 4,057 ราย และมีทหารอิสราเอลเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 34 นาย ซึ่งนานาชาติต่างหวังว่าแผนโรดแมป 60 วันนี้จะสามารถนำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางได้สำเร็จ.

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

22 มิ.ย. 2569 12:12 น.

เหตุกราดยิงกลางโรงเรียนมัธยมฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 5 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเป็นเยาวชน

เกิดเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย เบื้องต้นตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 ราย ขณะที่อีก 1 คนยังหลบหนี และอยู่ระหว่างการติดตามตัว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เขต 8  และสถานีตำรวจเมืองตักโลบัน แถลงการเกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันนี้ (22 มิ.ย.)  โดยคนร้ายได้ก่อเหตุยิงภายในโรงเรียนมัธยมแห่งชาติ ซาน โฮเซ ในเขตซาน โฮเซ เมืองตักโลบัน จังหวัดเลย์เต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย ซึ่งเหตุนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาที่นองเลือดที่สุดของเมืองในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอที่มีการส่งต่อให้กับสำนักข่าว ABS-CBN เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์ความวุ่นวาย ขณะที่คณะครูและนักเรียนต่างพากันวิ่งหนีตายออกจากโรงเรียนด้วยความตื่นตระหนก บางส่วนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว และมีภาพกลุ่มนักเรียนช่วยกันอุ้มเพื่อนนักเรียนหญิงที่ได้รับบาดเจ็บออกมาส่งโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดล้อมพื้นที่ทันทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 รายในที่เกิดเหตุ ซึ่งตำรวจระบุว่ามีสถานะเป็น “เด็กและเยาวชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางกฎหมาย” ในพื้นที่ซานโฮเซ ขณะนี้อยู่ในการควบคุมของตำรวจเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเยาวชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เผยว่ายังมีผู้ต้องสงสัยอีก 1 รายที่สามารถหลบหนีไปได้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการไล่ล่าตัวอย่างเร่งด่วน

สำหรับผู้บาดเจ็บทั้ง 5 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน ในส่วนของอัตลักษณ์บุคคลและรายชื่อของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนั้น ทางการยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการแจ้งให้ครอบครัวและญาติทราบ

สำนักงานตำรวจเมืองตักโลบัน และกองบัญชาการตำรวจเขต 8 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามเหตุการณ์กราดยิงในครั้งนี้อย่างรุนแรง พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมเข้าไปดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู และชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

แถลงการณ์จากตำรวจระบุว่า “เราขอให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่า เรากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต หากใครมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที” 

ทั้งนี้ แรงจูงใจในการก่อเหตุรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ก่อเหตุและเหยื่อยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน และผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ทางส่วนราชการสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียนพื้นที่ใกล้เคียงทันที 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนประถมซานโฮเซเซ็นทรัล, โรงเรียนประถมมันลูริป และโรงเรียนมัธยมแห่งชาติซานโฮเซ เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของนักเรียนและบุคลากร.

ที่มา ABS-CBN / INQUIRER.net