ศิลปินชาวรัสเซีย นักวิจารณ์ปูตินตัวยง ถูกยิงเสียชีวิตในโปแลนด์

ศิลปินชาวรัสเซีย นักวิจารณ์ปูตินตัวยง ถูกยิงเสียชีวิตในโปแลนด์

17 มิ.ย. 2569 05:57 น.

ศิลปินชาวรัสเซีย นักวิจารณ์ปูตินตัวยง ถูกยิงเสียชีวิตในโปแลนด์

ศิลปินชาวรัสเซีย ผู้วาดภาพล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำมากมาย รวมถึงวลาดิเมียร์ ปูติน ถูกยิงเสียชีวิตในโปแลนด์ โดยตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 คน

เมื่อ 16 มิ.ย. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโรเบิร์ต เค. หรือที่รู้จักในชื่อ “เซมยอน สเครเปตสกี” (Semyon Skrepetsky) ศิลปินชาวรัสเซียและนักวิจารณ์นายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ถูกยิงเสียชีวิตที่เมืองเบียวา พอดลัสกา (Biała Podlaska) ของโปแลนด์ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา

อัยการโปแลนด์ระบุว่า ชายวัย 44 ปีรายนี้ถูกยิง 5 นัดเข้าที่ศีรษะ หน้าอก และแผ่นหลัง ในลานจอดรถแห่งหนึ่งของเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสถานกงสุลเบลารุสประมาณ 600 เมตร และห่างจากชายแดนเบลารุสประมาณ 40 กิโลเมตร

เซมยอน สเครเปตสกี เป็นนามแฝงของ โรเบิร์ต คูซอฟคอฟ เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพวาดการ์ตูนล้อเลียนนักการเมืองหลายคน รวมถึง ปูติน, อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ผู้นำเบลารุส และ รามซาน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชน โดยเขาได้รับสถานะผู้ลี้ภัยหลังออกจากรัสเซียในปี 2564 เนื่องจากเกรงกลัวการถูกดำเนินคดีทางอาญา

นายมาร์ซิน โคซัค โฆษกสำนักงานอัยการเขตในเมืองลูบลิน ทางตะวันออกของประเทศ กล่าวว่า ศิลปินรายนี้ถูกมือปืนไม่ทราบชื่อเดินเข้ามาประชิดตัวและยิงใส่เขา 2 นัด “เมื่อเหยื่อล้มลงกับพื้น คนร้ายได้เดินเข้าไปใกล้และยิงซ้ำอีก 3 นัด จากนั้นจึงรีบหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ โดยนายโรเบิร์ต เค. เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

นายโคซัคบอกอีกว่า ตำรวจควบคุมตัวพลเมืองชาวเบลารุส 2 คน วัย 33 ปี และ 37 ปี ใกล้กับบริเวณสถานกงสุลเบลารุสในเมืองดังกล่าว โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนว่าทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่

ทั้งนี้ ภาพการ์ตูนล้อเลียนของสเครเปตสกี เคยนำเสนอภาพของปูตินในอ้อมกอดของ โจเซฟ สตาลิน เผด็จการโซเวียต, ลูกาเชนโกในร่างของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่กำลังถือถังใส่มันฝรั่ง รวมถึงภาพคาดีรอฟและอดัม ลูกชายของเขาที่มีจมูกเป็นหมู

นอกจากนี้ เขายังเคยล้อเลียน อเล็กเซย์ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย ตลอดจนชาวยูเครนทั่วไป โดยที่อยู่ของเขาในโปแลนด์สามารถค้นหาทางออนไลน์ได้อย่างเปิดเผย ผลงานของเขาถูกโพสต์ลงบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) และช่องยูทูบ (YouTube) ของเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน

ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน

17 มิ.ย. 2569 04:55 น.

ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน

ศาลสวีเดนตัดสินจำคุกชายวัย 61 ปีเป็นเวลา 4 ปี โทษฐานบังคับให้ภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน และตัดสินลงโทษจำเลยคนอื่นอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 มิ.ย. 2569 ว่า ชายชาวสวีเดนวัย 61 ปีซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อ ถูกศาลเมืองแฮร์เนอซันด์ (Härnösand) บริเวณชายฝั่งตะวันออกของสวีเดน ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 5 เดือน ในข้อหาบังคับขู่เข็ญภรรยาของตนเองให้ให้บริการทางเพศแก่ชายอื่นมากกว่า 120 คน

ศาลพบว่าชายคนนี้ ควบคุมบงการภรรยาผ่านการขู่กรรโชกด้วยความรุนแรงและใช้กล้องวงจรปิด โดยเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในหลายข้อหา รวมถึงพยายามข่มขืนกระทำชำเรา, เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารโดยมีพฤติการณ์ร้ายแรง (จัดหาประเวณี), ทำร้ายร่างกาย และข่มขู่คุกคามอย่างผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ศาลยังได้ตัดสินความผิดชายอื่นอีก 28 คนในข้อหาซื้อบริการทางเพศด้วย

คดีนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติและถูกนำไปเปรียบเทียบกับคดีของ โดมินิก เปลิโกต์ ในฝรั่งเศส ซึ่งถูกพบว่าได้มอมยา จิเซล อดีตภรรยาของเขา และปล่อยให้ชายคนอื่นล่วงละเมิดทางเพศเธอเป็นเวลานานกว่า 9 ปี

ด้านชายวัย 61 ปีซึ่งเป็นจำเลยในคดีที่สวีเดน มาจากจังหวัดอ็องเกอร์มันลันด์ (Ångermanland) โดยเขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด และอ้างว่าตนเพียงแค่ช่วยจัดการนัดหมายที่เกิดขึ้นโดยความสมยอมเท่านั้น แต่ศาลเห็นพ้องกับฝ่ายอัยการ โดยตัดสินว่าเขาได้ “แสวงหาประโยชน์ด้วยความทารุณ” จากหญิงรายนี้

ฝ่ายอัยการระบุว่า จำเลยเริ่มบังคับให้ภรรยาของตนมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศเพื่อมายังฟาร์มอันปลีกวิเวกของพวกเขาในเมืองครามฟอร์ส (Kramfors) เพื่อแลกกับเงินค่าตอบแทนในปี 2565 และพฤติกรรมนี้เพิ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อเธอเข้าแจ้งความกับตำรวจในเดือนตุลาคมปี 2568

เขามอมเธอด้วยยาเสพติด รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบจากความห่างไกลของบ้านพักในภาคตะวันออกของสวีเดน, การที่เธอมีเครือข่ายคนรู้จักน้อย และการติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้านซึ่งบางครั้งสามารถบันทึกภาพการมีเพศสัมพันธ์เอาไว้ได้ เพื่อใช้ในการควบคุมบงการเธอ เขายังเคยขู่ฆ่าเธอ ขู่จะเทน้ำมันเบนซินราดแล้วจุดไฟเผา รวมถึงขู่จะตัดนิ้วมือของเธอด้วย

ตามรายงานของ SVT สถานีโทรทัศน์สาธารณะระบุว่า ฝ่ายหญิงทราบดีว่ากล้องวงจรปิดในบ้านติดตั้งอยู่ตรงจุดใดบ้าง และได้อาศัยมุมอับสายตาของกล้องในการหลบหนีออกมารวมถึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

ศาลมีคำวินิจฉัยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ชายคนดังกล่าวได้ “โน้มน้าวและชักจูงให้ภรรยาทำอนาจารต่อตนเอง ถ่ายทอดสดทางออนไลน์ รับลูกค้าซื้อบริการทางเพศเพิ่มเติม และพยายามให้เพื่อนบ้านรวมถึงลูกค้ามาร่วมประเวณีกับเธอ”

ศาลระบุว่าในหลายกรณี การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นผ่าน “การเซ้าซี้รบเร้าเป็นเวลานาน และการใช้ถ้อยคำที่หยาบคายรวมถึงเหยียดหยาม” ศาลยังพบอีกว่าเขาเป็นผู้ริเริ่มในการนำเธอไปเร่ขายบริการทางเพศ และเป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจนี้เป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราจำนวน 8 กระทง เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการมีส่วนร่วมของเธอนั้นเกิดขึ้นโดยไม่สมัครใจ และมีอยู่กรณีหนึ่งที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการกระทำทางเพศใดเกิดขึ้นบ้าง นอกจากนี้ ศาลยังตัดสินลงโทษชายคนดังกล่าวในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง แต่ยกฟ้องข้อหาอื่นๆ อีก 3 ข้อหา

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังได้สั่งให้ชายวัย 61 ปีรายนี้ จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายแก่ฝ่ายหญิงเป็นจำนวน 200,000 โครนา (ราว 700,000 บาท) อีกด้วย

อนึ่ง แม้ว่าทางการสวีเดนจะสามารถระบุตัวตนของชายที่มาใช้บริการทางเพศตามที่จำเลยจัดหาได้ถึง 120 คน แต่มีเพียง 29 คนเท่านั้นที่ถูกตั้งข้อหาในคดีนี้

รายงานระบุว่าส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงรายนี้ หรือไม่ก็อ้างว่าไม่ได้จ่ายเงินซื้อบริการ อย่างไรก็ตาม ศาลได้ตัดสินความผิดชาย 28 คนในข้อหาร่วมกันซื้อบริการทางเพศรวมทั้งสิ้น 56 ครั้ง โดยมีชาย 2 คนถูกลงโทษจำคุก ส่วนที่เหลือถูกตัดสินให้รอลงอาญาหรืออยู่ภายใต้การคุมประพฤติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก

สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก

17 มิ.ย. 2569 02:54 น.

สเปซเอ็กซ์แซงแอมะซอน ขึ้นแท่นบริษัทมูลค่าสูงสุดอันดับ 5 ของโลก

สเปซเอ็กซ์ แซงหน้าบริษัท แอมะซอน กลายเป็นบริษัทมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 5 ของโลกแล้ว หลังจากอีลอน มัสก์ พาบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เมื่อไม่กี่วันก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 มิ.ย. 2569 ว่า บริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลกแล้ว แซงหน้าบริษัท แอมะซอน (Amazon) หลังจากสเปซเอ็กซ์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และราคาหุ้นของพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพียงไม่กี่วันหลังจากเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) ที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยีในนิวยอร์ก ราคาหุ้นของสเปซเอ็กซ์ก็ได้ทะยานขึ้นไปแล้วกว่า 50%

ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทผลิตจรวดของมัสก์เจ้านี้พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ในขณะที่ “แอมะซอน” อาณาจักรค้าปลีกออนไลน์และสื่ออันกว้างใหญ่ของเจฟฟ์ เบโซส มีมูลค่าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดของสเปซเอ็กซ์เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทประกาศเข้าซื้อกิจการ “เคอร์เซอร์” (Cursor) สตาร์ตอัปด้านการเขียนโค้ดด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทางสเปซเอ็กซ์ระบุว่า บริษัทจะเข้าเทกโอเวอร์ “แอนีสเฟียร์” (Anysphere) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเคอร์เซอร์ ผู้พัฒนาโปรแกรมระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับการช่วยเขียนโค้ดดังกล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่ามูลค่าตามราคาตลาด (Market value) ของสเปซเอ็กซ์จะแซงหน้าแอมะซอนไปแล้ว แต่รายได้และผลกำไรที่ทั้งสองบริษัททำได้นั้นกลับมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

โดยแอมะซอนทำกำไรได้ถึง 3.03 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี 2569 ในขณะที่สเปซเอ็กซ์ของมัสก์ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อนาคต กลับขาดทุนไป 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ในปี 2568 บริษัทของเจฟฟ์ เบโซส มียอดขายสะสมพุ่งสูงถึงประมาณ 7.169 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสเปซเอ็กซ์บันทึกรายได้อยู่ที่ 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือรบรัสเซียยิงปืนเตือนใกล้เรือยอชต์ UK ในช่องแคบอังกฤษ

เรือรบรัสเซียยิงปืนเตือนใกล้เรือยอชต์ UK ในช่องแคบอังกฤษ

17 มิ.ย. 2569 01:41 น.

เรือรบรัสเซียยิงปืนเตือนใกล้เรือยอชต์ UK ในช่องแคบอังกฤษ

เรือรบรัสเซียยิงปืนเตือนเรือยอชต์ของสหราชอาณาจักร หลังจากแล่นเข้าใกล้กันขณะลอยลำในช่องแคบอังกฤษ 1 วันหลังจากกองทัพอังกฤษสกัดเรือบรรทุกน้ำมันในกองเรือเงาของรัสเซียได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือรบของรัสเซียยิงปืนเตือนใกล้กับเรือยอชต์ลำหนึ่งที่จดทะเบียนในสหราชอาณาจักร บริเวณช่องแคบอังกฤษเมื่อเช้าวันอังคารที่ 16 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา หลังจากที่เรือทั้งสองลำเข้าใกล้กันในระยะกระชั้นชิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานก่อนเวลาเที่ยงวัน ในน่านน้ำระหว่างเกาะไวท์ (Isle of Wight) และแคว้นนอร์มองดี โดยมีเรือฟริเกตของรัสเซียชื่อ “แอดมิรัล กริโกโรวิช” เข้ามาเกี่ยวข้อง

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เรือยอชต์ขนาดเล็กที่ไม่มีเครื่องยนต์ลำดังกล่าวได้ลอยลำเข้าไปหาเรือรบ ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีหมอกหนา หลังจากเดินทางออกจากสหราชอาณาจักร

กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงว่า เรือยอชต์ลำนี้ “เข้ามาใกล้ในระยะอันตราย” ต่อเรือรบ และลูกเรือของรัสเซียได้ใช้ปืนไรเฟิลยิงสกัดไปในเส้นทางเดินเรือของเรือยอชต์ หลังจากที่ได้พยายามติดต่อทางวิทยุหลายครั้งรวมถึงยิงพลุสัญญาณเตือนแล้ว

นอกจากนี้ รัสเซียยังระบุว่าทหารเรือของตนได้ปฏิบัติหน้าที่ “ตามข้อบังคับการเดินเรือสากลอย่างเคร่งครัด” ในขณะที่กระทรวงกลาโหมอังกฤษกล่าวว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านเจ้าหน้าที่อังกฤษระบุว่า พวกเขาได้รับรายงานจากผู้ที่อยู่บนเรือยอชต์ว่า เรือของรัสเซียได้ยิงเตือนจากระยะห่างประมาณ 500 หลา (457 เมตร) ซึ่งถือเป็นระยะที่ค่อนข้างใกล้ตามมาตรฐานของการเดินทางทางทะเล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่หน่วยรบพิเศษนาวิกโยธินอังกฤษ (Royal Marine Commandos) ได้เข้าสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันใน “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ของรัสเซียที่ลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรในช่องแคบอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่อังกฤษเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจในลักษณะนี้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันว่าเจ้าหน้าที่ของอังกฤษไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ล่าสุดนี้มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว เรือรบของรัสเซียมักจะแล่นผ่านช่องแคบอังกฤษในน่านน้ำสากลอยู่เป็นประจำ และจะถูกเฝ้าจับตาโดยเรือของราชนาวีอังกฤษเป็นกิจวัตร

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กองทัพเรืออังกฤษระบุว่า เรือแอดมิรัล กริโกโรวิช ได้ถูกติดตามโดยเรือหลวงไทน์ (HMS Tyne) และเรือหลวงเมอร์ซีย์ (HMS Mersey) ตลอดช่วงสุดสัปดาห์หลังจากตรวจพบเรือรัสเซียลำดังกล่าวบริเวณนอกชายฝั่งเมืองแบรสต์ (Brest) ของฝรั่งเศส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่ามณฑลชิงไห่ ดับแล้ว 1 ศพเจ็บ 4 ราย

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่ามณฑลชิงไห่ ดับแล้ว 1 ศพเจ็บ 4 ราย

17 มิ.ย. 2569 00:02 น.

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่ามณฑลชิงไห่ ดับแล้ว 1 ศพเจ็บ 4 ราย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ที่มณฑลชิงไห่ของประเทศจีน เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย

เมื่อวันอังคารที่ 16 มิ.ย. 2569 สื่อของรัฐบาลจีนรายงานโดยอ้างข้อมูลจากหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด เขย่ามณฑลชิงไห่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย

ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.06 น.วันอังคารตามเวลากรุงปักกิ่ง โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในเขตปกครองตนเอง ไห่ซี มณฑลชิงไห่ และมีความลึกอยู่ที่ 10 กิโลเมตร

สื่อของรัฐระบุว่า คนงานทั้งหมดในเหมืองถ่านหินที่อยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับการอพยพออกนอกพื้นที่แล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการประเมินจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต รวมถึงความเสียหายทางทรัพย์สินที่แน่ชัด

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวซินหัวของรัฐรายงานว่า ทีมกู้ภัยกำลังเร่งเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ขณะนี้ สำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนได้ประกาศเปิดใช้งานระบบตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินแล้ว หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงดังกล่าว ซึ่งตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกอีกหลายระลอก โดยมีระลอกหนึ่งวัดความรุนแรงได้ที่ขนาด 4.9 แมกนิจูด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์แนะรัสเซียทำข้อตกลงสันติภาพ หลังคุยเซเลนสกีชื่นมื่น

ทรัมป์แนะรัสเซียทำข้อตกลงสันติภาพ หลังคุยเซเลนสกีชื่นมื่น

16 มิ.ย. 2569 22:48 น.

ทรัมป์แนะรัสเซียทำข้อตกลงสันติภาพ หลังคุยเซเลนสกีชื่นมื่น

โดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำให้รัสเซียทำข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนได้แล้ว หลังจากเขาได้ประชุมร่วมกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่การประชุมสุดยอดผู้นำชาติ G7 ในฝรั่งเศส

เมื่อ 16 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอแนะให้รัสเซียทำข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน พร้อมเสริมว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อยุติสงครามนี้ หลังจากที่เขาได้ “ประชุมร่วมกันด้วยดีอย่างยิ่ง” กับนาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และกลุ่มผู้นำประเทศ G7 ในการประชุมสุดยอดที่ประเทศฝรั่งเศส

ทรัมป์เดินทางมาถึงการประชุมสุดยอด G7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน ณ เมืองเอวีย็อง-เล-แบ็ง เมืองตากอากาศริมทะเลสาบ พร้อมกับความสำเร็จในการทำข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งทำให้เขาเริ่มหันกลับไปมองเรื่องการยุติสงครามในยูเครนได้อีกครั้ง

เซเลนสกีและบรรดาผู้นำยุโรปพยายามชี้ให้ทรัมป์เห็นว่า สถานการณ์ของยูเครนเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว ในขณะที่รัฐบาลเคียฟ กำลังผลักดันขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลมอสโกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทรัมป์ได้แสดงความยินดีต่อผลการประชุมร่วมกับผู้นำยูเครนและประธานาธิบดีของกลุ่มประเทศ G7 คนอื่นๆ ในการประชุมแบบปิดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า “ผมจะทำทุกอย่างเท่าที่ผมสามารถทำได้” และเสริมว่ามีคนหนุ่มจำนวนมากเกินไปที่ต้องสูญเสียชีวิตในสนามรบของทั้งสองฝ่าย

“ฟังนะ รัสเซียควรจะยอมทำข้อตกลงได้แล้ว” ทรัมป์กล่าว “ผมจัดการแก้ไขสงครามมาแล้วถึง 8 ครั้ง และสงครามครั้งนี้คือครั้งที่ผมเคยคิดว่าจะจัดการได้ง่ายที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่นข้อตกลงใหม่ จะสกัดไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์ลั่นข้อตกลงใหม่ จะสกัดไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

16 มิ.ย. 2569 21:59 น.

ทรัมป์ลั่นข้อตกลงใหม่ จะสกัดไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเปิดเผยเนื้อหาในข้อตกลงกับอิหร่านภายในไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมย้ำด้วยว่า ข้อตกลงนี้จะสกัดไม่ให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันในวันอังคารที่ 16 มิ.ย. 2569 ว่า เนื้อหาของข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในเร็วๆ นี้ ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับข้อตกลงฉบับนี้

ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวจะขยายเวลาการหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เริ่มใช้เมื่อเดือนเมษายนออกไปอีก 60 วัน และจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากที่อิหร่านได้ปิดล้อมช่องแคบนี้อย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าว ณ การประชุม G7 ในประเทศฝรั่งเศสว่า เนื้อหาในข้อตกลงระบุไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลเตหะรานจะไม่มีทางได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ผู้นำสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะส่งข้อตกลงอิหร่านนี้ให้สภาคองเกรสพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกสภาฝั่งรีพับลิกันบางส่วนเรียกร้อง

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) และจะเริ่มการเจรจาช่วงต่อไปทันที โดยคาดกันว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือในประเด็นที่ซับซ้อนและยากลำบาก เช่น อนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าประเด็นสำคัญอีกสองประเด็นที่ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เคยนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม ได้แก่ การยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาคของอิหร่าน และการจำกัดโครงการขีปนาวุธ จะไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในวาระการเจรจาครั้งนี้

“อิหร่านต้องการให้เรื่องนี้สำเร็จลุล่วง” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการเจรจาขั้นต่อไปกับอิหร่าน “พวกเขาจำเป็นต้องกลับเข้าประเด็นอีกครั้ง และตอนนี้ความสัมพันธ์ก็กลับคืนสู่ระดับปกติแล้ว ดังนั้นผมคิดว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก”

ทั้งนี้ คาดว่ารองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่าน จะเข้าร่วมในพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่จะถึงนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ออสเตรเลียประกาศ “เอลนีโญ” ก่อตัวแล้วในแปซิฟิก คาดทุบสถิติรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

ออสเตรเลียประกาศ "เอลนีโญ" ก่อตัวแล้วในแปซิฟิก คาดทุบสถิติรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

16 มิ.ย. 2569 16:30 น.

ออสเตรเลียประกาศ “เอลนีโญ” ก่อตัวแล้วในแปซิฟิก คาดทุบสถิติรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

สำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียประกาศเตือนอย่างเป็นทางการ ระบุปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ชัดว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

สำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (BOM) แถลงยืนยันว่า ดัชนีชี้วัดทางชั้นบรรยากาศและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนได้ก้าวข้ามเกณฑ์มาตรฐาน และเข้าสู่สภาวะเอลนีโญอย่างเต็มตัวแล้ว โดยความเร็วในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลในพื้นที่เฝ้าระวังหลัก หรือ Niño3.4 ในปีนี้ ถือว่ารวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 1943

ยิ่งไปกว่านั้น ค่าดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้รอบ 30 วัน ได้ดิ่งทะลุลงไปอยู่ที่ระดับ -23.3 จากเกณฑ์เอลนีโญปกติที่ -7 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความแปรปรวนขั้นรุนแรงของความกดอากาศระหว่างออสเตรเลียและตาฮิติ

แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียที่ชื่อว่า ACCESS-S คาดการณ์ว่า เอลนีโญรอบนี้อาจดันให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตรพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเกิน 3 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1902 ซึ่งอยู่ที่ 2.65 องศาเซลเซียส ลงอย่างราบคาบ ขณะที่สถาบันวิจัยอื่น ๆ ราวครึ่งหนึ่งประเมินว่านี่จะเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สภาพอากาศสุดขั้วนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจาก BOM อธิบายว่า การประกาศเอลนีโญเป็น “การเฝ้าสังเกตการณ์” สิ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ไม่ใช่การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากออสเตรเลียถูกล้อมรอบด้วย 3 มหาสมุทร ในเวลานี้มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรใต้กำลังส่งอิทธิพลในทิศทางที่ทำให้เกิดฝนตก จึงช่วยบรรเทาความแห้งแล้งไว้ได้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเอลนีโญพัฒนาตัวอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกของออสเตรเลียจะเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเอลนีโญก่อตัวเร็วตั้งแต่ช่วงกลางปีทำให้มันมีเวลาสะสมพลังและไต่ระดับความรุนแรงไปจนถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก โดยภูมิภาคเอเชียคาดว่าจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งกว่าปกติ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มส่งผลกระทบต่อฤดูกาลเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรแล้ว และสร้างความกังวลอย่างมากต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก

ส่วนทวีปอเมริกาจะเจอกับปรากฏการณ์ตรงกันข้าม โดยจะเผชิญกับปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไปจนเสี่ยงเกิดน้ำท่วมใหญ่และดินถล่ม ส่วนออสเตรเลียในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อวัว, น้ำตาล และข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยคาดว่าช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อน อุณหภูมิตอนกลางวันจะสูงขึ้นอย่างมาก, หน้าหนาวจะเกิดน้ำค้างแข็งในตอนกลางคืนบ่อยขึ้น, ปริมาณหิมะลดลง, เกิดสภาวะภัยแล้งลามไปสู่ฤดูไฟป่าที่ยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม และจะทำให้เกิดพายุไซโคลนในแถบรัฐควีนส์แลนด์ลดน้อยลง

ทั้งนี้ วิกฤตเอลนีโญครั้งล่าสุดที่โลกเผชิญในช่วงปี 2023 ถึง 2024 ได้สร้างสถิติช่วงเวลา 3 เดือนที่แห้งแล้งที่สุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว และหากย้อนกลับไปในช่วงปี 2015 ถึง 2016 เอลนีโญระดับรุนแรงครั้งนั้นได้ทำลายผลผลิตธัญพืชและพืชน้ำมันทั่วโลกจนเสียหายยับเยิน นักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจึงกำลังจับตาดูสถานการณ์ในปี 2026 นี้อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภูมิอากาศโลกครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้.

ที่มา ABC News / Reuters

เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด-ร้านอาหาร ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว

เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด-ร้านอาหาร ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว

16 มิ.ย. 2569 15:08 น.

เวียดนามจับกุมแก๊งขโมยแมวส่งขายโรงเชือด-ร้านอาหาร ช่วยชีวิตได้กว่า 400 ตัว

ตำรวจนครโฮจิมินห์ร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์ บุกทลายเครือข่ายขโมยและค้าแมวข้ามจังหวัดรายใหญ่ ยึดแมวของกลางที่ยังมีชีวิตได้กว่า 400 ตัว รวมถึงแมวที่ถูกแช่แข็งรอส่งร้านอาหารอีก 80 ตัว เผยแก๊งดังกล่าวลักลอบขโมยแมวมานาน 3 ปี ล่าสุดเจ้าของแมวทยอยเดินทางมารับสัตว์เลี้ยงกลับแล้วกว่า 40 ตัว

กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา สำนักงานตำรวจนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม แถลงผลงานครั้งสำคัญหลังเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรม บุกทลายเครือข่ายลักลอบดักจับ รวบรวม และค้าส่งแมวข้ามจังหวัดรายใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 9 ราย

จากการขยายผลคำให้การของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นจุดพักสัตว์ขนาดใหญ่บริเวณลานจอดรถจุ๊กกวิญ ในจังหวัดเต็ยนิญ พบแมวที่ยังมีชีวิตถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก 45 กรง รวมกว่า 400 ตัว และยังพบแมวที่เสียชีวิตแล้วอีกประมาณ 80 ตัว ถูกแช่แข็งอยู่ภายในถังโฟมขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปยึดแมวเพิ่มได้อีก 21 ตัวจากอีกซ่อนหนึ่งในเขตลินห์ซวน รวมแมวที่ได้รับการช่วยเหลือในคดีนี้ทั้งหมดกว่า 500 ตัว

จากการสอบสวนพบว่า แก๊งคนร้ายยังรวมถึงนายเหงียน แถ่ง ตวน และนางสาวเหงียน ถิ แถ่ง ตัม ในฐานะหัวหน้าขบวนการ โดยร่วมมือกับพรรคพวกออกตระเวนวางกับดักและขโมยสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านในช่วงเวลากลางคืน ทั่วพื้นที่ภาคใต้ของเวียดนามและเขตรอยต่อมานานกว่า 3 ปี โดยจะนำแมวมาขายต่อให้นายเล ฮวิญ บ๊า พ่อค้าคนกลางในราคากิโลกรัมละ 50,000 ดอง (ประมาณ 62 บาท) ก่อนที่นายบ๊าจะนำไปขายต่อให้โรงเชือดและร้านอาหารในราคา 70,000 ดอง (ประมาณ 87 บาท) เพื่อกินส่วนต่าง

องค์กรพิทักษ์สัตว์ Humane World for Animals เปิดเผยว่า ล่าสุดมีเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ทราบข่าวเข้ามาประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสามารถยืนยันตัวตนจนได้รับกลับคืนสู่ครอบครัวแล้วอย่างน้อย 40 ตัว ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตื้นตัน เนื่องจากสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่มีคุณค่าทางจิตใจ

คอรันวีร์ คูเครจา ตัวแทนจากองค์กรฯ กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจเวียดนามสำหรับ “การตัดสินใจที่เด็ดขาดในการเข้าทลายแก๊งนี้ ซึ่งช่วยรักษาชีวิตสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงไว้ได้เป็นจำนวนมาก”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้อนุรักษ์เปิดเผยว่า มีแมวที่ได้รับการช่วยเหลือประมาณ 100 ตัว ได้ล้มตายลงในเวลาต่อมา เนื่องจากทนต่อสภาพความแออัดและบอบช้ำจากการถูกกักขังและขนส่งอย่างทารุณไม่ไหว

ในปัจจุบัน แมวที่เหลือรอดชีวิตอีกหลายร้อยตัวยังคงต้องถูกควบคุมดูแลไว้ที่สถานีตำรวจชั่วคราว เพื่อใช้เป็น “วัตถุพยาน” ในกระบวนการทางกฎหมายและการดำเนินคดีชั้นศาล ซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่กลุ่มสิทธิสัตว์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอาจทำให้สัตว์เกิดความเครียดและเจ็บป่วยได้ ทางองค์กรฯ จึงได้สนับสนุนอาหารสัตว์ รวมถึงส่งพัดลมและอุปกรณ์ระบายความร้อนเข้าไปติดตั้งในพื้นที่กักกันเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พวกมันเป็นการชั่วคราว

แม้ว่าการบริโภคเนื้อสุนัขและเนื้อแมวจะเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายในประเทศเวียดนาม และมีร้านอาหารเปิดขายอย่างเปิดเผย แต่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ค้าจะต้องมีใบรับรองแหล่งที่มาของสัตว์อย่างถูกต้อง ซึ่งกรณีนี้เป็นการลักทรัพย์และทารุณกรรมสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจน

ทางสำนักงานตำรวจโฮจิมินห์จึงได้ออกประกาศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงที่ทำสัตว์เลี้ยงสูญหายในช่วงที่ผ่านมา เดินทางเข้าติดต่อตรวจสอบและรับแมวคืนได้ที่แผนกสืบสวนสอบสวน พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ร่วมเป็นพยานเพื่อเอาผิดแก๊งอาชญากรกลุ่มนี้ให้ถึงที่สุดต่อไป.

ที่มา CÔNG AN TP.HỒ CHÍ MINH / AFP

ทรัมป์อาจเผยเนื้อหาข้อตกลงกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังสหรัฐฯ-เตหะรานบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น

ทรัมป์อาจเผยเนื้อหาข้อตกลงกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังสหรัฐฯ-เตหะรานบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น

16 มิ.ย. 2569 15:01 น.

ทรัมป์อาจเผยเนื้อหาข้อตกลงกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังสหรัฐฯ-เตหะรานบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น

โดนัลด์ ทรัมป์ อาจเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังจากประกาศว่าข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามแล้ว โดยเอกสารเป็นเพียงกรอบความเข้าใจเบื้องต้น ยังต้องเจรจาเพิ่ม

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจตัดสินใจเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงกรอบความเข้าใจเบื้องต้น และรายละเอียดสำคัญจะต้องเจรจาเพิ่มเติม

แวนซ์เปิดเผยว่า บันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีความยาวเพียงประมาณ 1 หน้าครึ่ง และเป็นเอกสารที่มีเนื้อหากว้าง ๆ เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เริ่มเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนของข้อตกลง โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก จะกลับมาเปิดให้เดินเรือได้ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ข้อตกลงจะถูกลงนามอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ จี7 (G7) ที่ฝรั่งเศส ซึ่งในวันอังคารจะมีการประชุมพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน โดยมีผู้นำจากอียิปต์ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างหารือกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ทรัมป์กล่าวว่า เขายินดีที่จะบอกว่าข้อตกลงได้รับการลงนามแล้ว โดยคำว่าข้อตกลงหมายถึงข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่าน

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เอกสารถูกลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์ แวนซ์ และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านแล้วในวันนี้

โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว คาดว่าการเจรจาด้านเทคนิคเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเริ่มขึ้นภายในสัปดาห์นี้ โดยการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร หรือการปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด จะขึ้นอยู่กับการที่อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง

ขณะที่แวนซ์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีว่า ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์จาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปตรวจสอบในอิหร่านอีกครั้งตามข้อตกลง

เขาระบุว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลง คือสหรัฐฯ และไอเออีเอจะช่วยให้อิหร่านทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสาร

แวนซ์ยังเปิดเผยว่า ในเอกสารเอ็มโอยู ระบุให้อิหร่านให้คำมั่นเรื่องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงยุติการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และให้คำมั่นที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า รายละเอียดหลายประเด็นยังต้องถูกกำหนดระหว่างการเจรจาทางเทคนิคในอนาคต

ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับข้อตกลงถาวร

ด้าน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทเป็นคนกลางในการเจรจา กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังสงวนท่าที โดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮูระบุว่า อิสราเอลจะยังคงรักษาสถานะทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเลบานอน ซีเรีย และกาซา ตราบเท่าที่เห็นว่าจำเป็น และย้ำว่า อิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศให้ยุติการปิดกั้นทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน พร้อมระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดหลังข้อตกลงเบื้องต้นมีผล โดยเขาอ้างว่าเรือหลายลำที่บรรทุกน้ำมันเริ่มเคลื่อนผ่านช่องแคบแล้ว

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอิหร่านระบุว่า แม้จะมีข้อตกลง แต่เตหะรานยังคงไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง ต่อสหรัฐฯ และมองว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงก้าวแรกเพื่อลดความตึงเครียด

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย คือโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ความต้องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของอิหร่าน และการปลดล็อกทรัพย์สินจากรายได้ด้านน้ำมันที่ถูกระงับมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต้องจับตาว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยังคงเป็นปัญหาทั้งหมดนี้ได้จริงหรือไม่.

ที่มา : BBC