ฮุน เซน ขอโทษประชาชน อ้างไว้ใจไทยมากไป จนไม่เตรียมพร้อมทางทหาร

ฮุน เซน ขอโทษประชาชน อ้างไว้ใจไทยมากไป จนไม่เตรียมพร้อมทางทหาร

10 มิ.ย. 2569 02:13 น.

ฮุน เซน ขอโทษประชาชน อ้างไว้ใจไทยมากไป จนไม่เตรียมพร้อมทางทหาร

(เครดิตภาพ AFP PHOTO / CAMBODIA NATIONAL ASSEMBLY)

ฮุน เซน ขอโทษประชาชนที่ล้มเหลวในการเตรียมพร้อมทางทหารก่อนเกิดการปะทะกับไทย โดยอ้างว่าเป็นเพราะในอดีตตนไว้ใจไทยมากไปจนไม่ได้ซื้ออาวุธ และนำงบประมาณไปพัฒนาประเทศแทน

เมื่อ 9 มิ.ย. 2569 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาเดินทางไปตรวจเยี่ยมและพบปะพูดคุยกับประชาชนผู้ลี้ภัยสงคราม ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว “สลากราม” ในอำเภอสวายเจก จังหวัดบันเตียเมียนเจย พร้อมเปลี่ยนชื่อศูนย์พักพิงนี้เป็น “หมู่บ้านแห่งการรอคอย” โดยย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ละทิ้งการเรียกร้องดินแดนของตัวเองคืน

ในโพสต์ที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กของตนเอง ฮุน เซน ได้กล่าวขอโทษประชาชนที่ล้มเหลวในการเตรียมพร้อมทางทหารเพื่อป้องกันประเทศโดยระบุว่า

“เป็นเพราะในอดีตตนเองไว้ใจคนอื่นมากเกินไป ทำให้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามใด ๆ และไม่ได้นำงบประมาณไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เนื่องจากต้องการเบนงบประมาณไปพัฒนาด้านสังคม สาธารณสุข และการศึกษา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ยุทโธปกรณ์ของเรากลับไม่เพียงพอ พูดตรง ๆ คือไม่คาดคิดว่าจะเกิดสงครามรุกรานที่ลุกลามไปทั่วแนวชายแดนเช่นนี้”

ฮุน เซน กล่าวอีกว่า ดินแดนที่ทหารไทยกำลังรุกรานและยึดครองอย่างผิดกฎหมายนั้น จะต้องถูกทวงคืนกลับมา ทว่าการทวงคืนนี้มีเพียง 2 เส้นทางเท่านั้น คือ 1. การใช้กำลังทหาร และ 2. การเจรจาโดยสันติวิธี

ประธานวุฒิสภากัมพูชายืนยันว่า กัมพูชาใช่ว่าจะไม่มีศักยภาพในการสู้รบเพื่อยึดดินแดนคืนมา แต่หากเราเปิดฉากโจมตีก่อนเพื่อแย่งชิงกลับมา เราก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องอดทนเพื่อเจรจาโดยสันติวิธี

“หากเราเลือกเส้นทางทหารในการบุกยึดดินแดนเขมรที่ไทยรุกรานไปคืนมา มันจะยิ่งผลักดันให้การสู้รบลุกลามไปไกล ต่อให้ยึดคืนมาได้ก็ไม่สามารถตั้งหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง มันจะกลายเป็นการสู้รบตอบโต้กันไปมา เหมือนเช่นกรณีของฉนวนกาซาและอิสราเอล หรือในบางประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นข้อพิพาทฝังรากลึกจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำการตามแนวชายแดน ดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่ลักลอบนำเข้าสินค้าอย่างผิดกฎหมาย โดยให้ริบทรัพย์สินและส่งตัวไปขนดินทำบังเกอร์/สนามเพาะ พร้อมกันนั้นยังเรียกร้องให้เร่งส่งเสริมการผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาที่มีการปิดชายแดนกับไทย ซึ่งถือเป็น “โอกาสทอง” ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจของชาติกัมพูชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ตก ลั่นจะตอบโต้

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ตก ลั่นจะตอบโต้

10 มิ.ย. 2569 01:30 น.

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ตก ลั่นจะตอบโต้

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้ยิงเฮลิคอปเตอร์ อาปาเช่ ของกองทัพสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ และยืนยันว่าจะมีการตอบโต้การโจมตีในครั้งนี้

เมื่อ 9 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social กล่าวหาอิหร่านว่ายิงเฮลิคอปเตอร์ AH-64 อาปาเช่ (Apache) ของสหรัฐฯ ตกในช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้กับชายฝั่งประเทศโอมาน ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในน่านน้ำของภูมิภาค และยืนยันจะตอบโต้ต่อการโจมตีดังกล่าวเพราะ “จำเป็นต้องทำ”

“ผมเพิ่งได้รับแจ้งจากกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของเราว่า เมื่อคืนนี้ชาวอิหร่านได้ยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ที่ล้ำสมัยที่สุดลำหนึ่งของเราตก ขณะกำลังลาดตระเวนเหนือช่องแคบฮอร์มุซ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ “มีนักบินสองคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคู่ปลอดภัยดีและไม่ได้รับบาดเจ็บ … อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตอบโต้ต่อการโจมตีครั้งนี้”

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงก่อนหน้านี้ว่า ทหารทั้งสองนายได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยด้วยโดรนขับเคลื่อนบนผิวน้ำภายในเวลาประมาณสองชั่วโมงหลังเกิดเหตุ และอยู่ในอาการคงที่

นี่ถือเป็นความสูญเสียเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น และเกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์เพิ่งกล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังอยู่ใน “ช่วงโค้งสุดท้าย” ของการบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า การตอบโต้ที่โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงนั้นจะเป็นอย่างไร

เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่ทรัมป์จะแสดงความคิดเห็นดังกล่าว โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะผู้เจรจาของอิหร่าน โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “เราชอบที่จะใช้ภาษาทางการทูต แต่เราก็สามารถพูดภาษาอื่น ๆ ได้คล่องแคล่วกว่ามาก หากคุณผิดสัญญา เราก็จะเปลี่ยนไปใช้ภาษาที่เราถนัดที่สุด”

“คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณเป็นคนก่อเอง!” โพสต์ของนายกาลิบาฟระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผยอยู่ช่วงโค้งสุดท้ายสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพตะวันออกกลาง

ทรัมป์เผยอยู่ช่วงโค้งสุดท้ายสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพตะวันออกกลาง

10 มิ.ย. 2569 00:09 น.

ทรัมป์เผยอยู่ช่วงโค้งสุดท้ายสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพตะวันออกกลาง

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า คณะผู้แทนเจรจากำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางแล้ว แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากองทัพสหรัฐฯ กับอิหร่านจะปะทะกันหลายรอบก็ตาม

เมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า คณะผู้เจรจาอยู่ใน “ช่วงโค้งสุดท้าย” ของการหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง หลังจากที่อิหร่านและอิสราเอลได้ยุติการโจมตีใส่กันระลอกใหม่ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้สงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนปะทุขึ้นอีกครั้ง

ทรัมป์กล่าวซ้ำหลายครั้งว่าข้อตกลงสันติภาพกับรัฐบาลเตหะรานใกล้จะเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่กระบวนการทางการทูตกลับชะงักงัน และทั้งสองฝ่ายต่างก็มีการยิงโต้ตอบกัน แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนก็ตาม

“อิหร่านและอิสราเอลโต้ตอบกันไปมา และตอนนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงผ่านผมที่จะยุติการโจมตีแล้ว และเรากำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของสิ่งที่จะกลายเป็นข้อตกลงที่ดีมาก ๆ” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเดินทางกลับจากการชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ

เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงนี้จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า จะใช้เวลาประมาณ “สองหรือสามวัน”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่า ข้อตกลงใด ๆ ก็ตามจะต้องรวมเลบานอนเข้าไปด้วย ในขณะที่อิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อิหร่านเปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย.) และทำให้อิสราเอลโจมตีตอบโต้

ต่อมาในวันจันทร์ อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธอีกระลอกก่อนจะประกาศยุติการปฏิบัติการทางทหาร แต่เตือนว่าจะโจมตีอีกครั้งหากอิสราเอลไม่หยุดโจมตีเลบานอน ขณะที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็ประกาศว่า “สถานการณ์สู้รบในแนวหน้านั้นถูกควบคุมไว้ได้แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังอิหร่านเตือนให้หยุดโจมตี

อิสราเอลถล่มภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังอิหร่านเตือนให้หยุดโจมตี

9 มิ.ย. 2569 22:56 น.

อิสราเอลถล่มภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังอิหร่านเตือนให้หยุดโจมตี

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีในเลบานอนระลอกใหม่เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (ตามเวลาท้องถิ่น) เพียงหนึ่งวันหลังจากที่อิหร่านออกมาเตือนว่าจะกลับมาโจมตีอิสราเอลอีกครั้งหากการโจมตียังคงดำเนินต่อไป

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานเมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 ว่า ขีปนาวุธของอิสราเอลตกใส่ย่านที่พักอาศัยของประชาชนในเมืองไทร์ (Tyre) ซึ่งเป็นเมืองโบราณทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ และบาดเจ็บอีก 29 ราย

นอกจากนี้ NNA ยังระบุด้วยว่า ร้านค้าในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหายอย่างหนัก หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิสราเอลก็เพิ่งจะคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 5 รายในเมืองเดียวกันนี้

แหล่งข่าวทางทหารของอิสราเอลยืนยันการโจมตีในพื้นที่เมืองไทร์ โดยเขาเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า พวกเขากำลังมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ทั้งนี้ อิหร่านกับอิสราเอลกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน โดยทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดการโจมตีระลอกล่าสุดในวันจันทร์ แต่อิหร่านเตือนอิสราเอลให้หยุดการโจมตีภาคใต้ของเลบานอน มิเช่นนั้นพวกเขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาดกว่าเดิม

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางระหว่างรัฐบาลอิสราเอลและเลบานอน ในขณะที่เขากำลังพยายามจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านให้ได้ภายในไม่กี่วันนี้

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยืนยันจะโจมตีภาคใต้ของเลบานอนต่อไป โดยในวันอังคาร นายอาวิเชย์ อาดราอี โฆษกกองทัพอิสราเอลส่งคำเตือนด่วนให้ประชาชนในย่านชุมชนชาวคริสต์ของเมืองไทร์อพยพออกไปจากพื้นที่

“เนื่องจากการที่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและมุ่งเป้าโจมตีมายังแนวหน้าของอิสราเอล กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อพวกเขา” นายอาดราอีระบุในข้อความที่เขาโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ญี่ปุ่นโล่งอก จับหมีตะลอนกลางเมืองได้แล้ว หลังต้องสั่งปิดโรงเรียน

ญี่ปุ่นโล่งอก จับหมีตะลอนกลางเมืองได้แล้ว หลังต้องสั่งปิดโรงเรียน

9 มิ.ย. 2569 22:08 น.

ญี่ปุ่นโล่งอก จับหมีตะลอนกลางเมืองได้แล้ว หลังต้องสั่งปิดโรงเรียน

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นสามารถจับตัวหมีที่เดินเพ่นพ่านในเมืองอุตซึโนมิยะมานานหลายวันได้แล้ว หลังจากต้องสั่งปิดโรงเรียนเกือบร้อยแห่งในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเพื่อความปลอดภัย

เมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 หมีที่เดินเพ่นพ่านตามท้องถนนในเมืองอุตซึโนมิยะ (Utsunomiya) ทางตอนเหนือของโตเกียวเป็นเวลา 4 วัน จนเป็นเหตุให้ต้องสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่ง ถูกจับตัวได้แล้ว ปิดฉากภารกิจการค้นหาที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจและพรานล่าสัตว์หลายสิบคน

เจ้าหน้าที่พยายามแกะรอยหมีตัวนี้มานานหลายวัน หลังจากมีผู้พบเห็นมันหลายครั้ง ทั้งในย่านช้อปปิ้ง มหาวิทยาลัย และตลาดค้าส่ง โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยในการค้นหาด้วย

ช่างภาพของสำนักข่าว AFP รายงานว่า ในวันอังคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ พรานล่าสัตว์ และเจ้าหน้าที่เมืองหลายสิบคนได้ปิดล้อมบ้านพักส่วนตัวหลังหนึ่งที่มีผู้พบเห็นหมีตัวนี้ ก่อนเจ้าหน้าที่จะพยายามยิงปืนยาสงบเข้าใส่มัน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า นัดที่ 1 และ 2 พลาดเป้า ก่อนจะยิงโดนในครั้งที่ 3

ชาวบ้านในเมืองอุตซึโนมิยะบอกกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขารู้สึกโล่งใจมากที่หมีตัวนี้ถูกจับได้แล้ว

“ลูกของผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนประถมใกล้ ๆ นี้… และรายงานข่าวก็บอกว่ามีหมีปรากฏตัวแถวนั้น” นายอิซเซ โอกาเบะ ช่างทาสีบ้านวัย 37 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ข้าง ๆ บ้านหลังที่หมีถูกจับ บอกกับสำนักข่าว AFP “จากนั้นผมก็ดูข่าว แล้วบ้านของเราก็ปรากฏอยู่ในภาพข่าว… ผมตกใจมากครับ”

การปรากฏตัวของหมีในครั้งนี้ส่งผลให้โรงเรียนประถมและมัธยมต้นของรัฐทั้งหมด 94 แห่งในเมืองต้องปิดทำการในวันจันทร์และวันอังคาร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายหนึ่งบอกกับ AFP ว่า ยังไม่แน่ชัดว่ามีหมีเพียงตัวเดียวหรือมากกว่านั้นที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ยกเลิกโควตาตั๋วฟุตบอลโลกสำหรับแฟนบอล

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ยกเลิกโควตาตั๋วฟุตบอลโลกสำหรับแฟนบอล

9 มิ.ย. 2569 16:19 น.

อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ยกเลิกโควตาตั๋วฟุตบอลโลกสำหรับแฟนบอล

สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 หลังสั่งยกเลิกโควตาตั๋วเข้าชมการแข่งขันของฝั่งอิหร่านทั้งหมดในรอบแบ่งกลุ่มอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ไม่สามารถจัดสรรตั๋วให้แฟนบอลได้แม้แต่ใบเดียว

สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน (FFIRI) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โจมตีรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกครั้งนี้ ได้ทำการยกเลิกสิทธิ์และโควตาตั๋วเข้าชมการแข่งขันของแฟนบอลอิหร่านในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่จงใจขัดขวางและกีดกันไม่ให้ชาวอิหร่านเข้าร่วมมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระดับประเทศที่กำลังคุกรุ่น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั้งสองประเทศยังคงอยู่ในสภาวะสงคราม หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านระบุว่า สหรัฐฯ ได้สร้างอุปสรรคทางระบบราชการขึ้นมาหลายประการ รวมถึงก่อนหน้านี้ที่ปฏิเสธการออกวีซ่าเดินทางเข้าประเทศให้แก่เจ้าหน้าที่บริหารและฝ่ายจัดการของทีมชาติอิหร่านมากกว่า 15 คน

แถลงการณ์ของสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านระบุว่า “เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 วันก่อนที่ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอีกครั้งเพื่อขัดขวางการเข้าชมของกองเชียร์ทีมชาติอิหร่าน ในสนามแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 3 นัด”

ตามกฎระเบียบของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ระบุไว้ชัดเจนว่า ทีมชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันแต่ละนัดจะได้รับจัดสรรโควตาตั๋วเข้าชมคิดเป็นร้อยละ 8 ของความจุสนาม เพื่อนำไปกระจายและจำหน่ายให้แก่แฟนบอลของชาติตนเองผ่านช่องทางที่เป็นทางการ ซึ่งทางอิหร่านระบุว่าพวกเขาได้รับโควตานั้นมาแล้ว และได้เปิดจำหน่ายตั๋วให้แก่แฟนบอลที่เตรียมเดินทางไปเชียร์แมตช์ที่เจอกับ นิวซีแลนด์, เบลเยียม และอียิปต์ ซึ่งการแข่งขันทั้งหมดมีกำหนดจัดขึ้นในแผ่นดินสหรัฐฯ แต่ตั๋วทั้งหมดกลับถูกสั่งเพิกถอนในภายหลัง

ทางสหพันธ์ฯ กล่าวเสริมว่า “โควตาตั๋วที่จัดสรรให้แก่สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านได้ถูกถอนคืนไปทั้งหมด และภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน สหพันธ์ฯ ไม่สามารถจัดหาตั๋วเข้าชมแม้แต่ใบเดียวให้แก่แฟนบอลที่สนับสนุนทีมชาติได้อีกต่อไป”  พร้อมชี้ว่าการกระทำของสหรัฐฯ ขัดต่อจิตวิญญาณของการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ และละเมิดหลักการแห่งความเท่าเทียมกันของประเทศสมาชิก พร้อมเรียกร้องให้ฟีฟ่าและคณะผู้จัดงานเร่งยึดมั่นในหลักความเป็นกลางและคืนความเป็นธรรมให้แก่แฟนบอลอิหร่าน

ปัจจุบัน ทั้งทางฟีฟ่า และคณะกรรมการจัดการแข่งขันของฝั่งสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้หรือชี้แจงใด ๆ ต่อข้อกล่าวหาของทางอิหร่าน

ข้อพิพาทเรื่องตั๋วเข้าชมถือเป็นชนวนความขัดแย้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับทีมชาติอิหร่านในทัวร์นาเมนต์นี้ เนื่องจากปัญหาสงครามและความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ ทีมชาติอิหร่านต้องตัดสินใจประกาศย้ายค่ายฝึกซ้อมเก็บตัว จากเดิมที่มีกำหนดการในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา ของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปเป็นเมืองติฮัวนา มืองชายแดนของประเทศเม็กซิโกแทนเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาและหลีกเลี่ยงปัญหาด้านการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติอิหร่านในฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม มีกำหนดการลงสนามนัดแรกพบกับทีมนิวซีแลนด์ ที่นครลอสแอนเจลิส ในวันที่ 15 มิถุนายน จากนั้นจะพบกับ เบลเยียม ที่นครลอสแอนเจลิสเช่นกันในวันที่ 21 มิถุนายน และปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบกับทีมอียิปต์ ที่เมืองซีแอตเทิล ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้.

ที่มา AFP

เฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” สหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ “ทรัมป์” ยันนักบินปลอดภัย

เฮลิคอปเตอร์ "อาปาเช่" สหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ "ทรัมป์" ยันนักบินปลอดภัย

9 มิ.ย. 2569 15:15 น.

เฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” สหรัฐฯ ตกใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ “ทรัมป์” ยันนักบินปลอดภัย

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์โจมตี “อาปาเช่” ของกองทัพสหรัฐฯ ตกใกล้บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นน่านน้ำยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกปิดล้อมและควบคุมโดยกองทัพอิหร่าน ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันนักบินสหรัฐฯ 2 นายปลอดภัย ขณะที่สาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่แน่ชัด

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แถลงยืนยันกับผู้สื่อข่าว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในรัฐนิวยอร์ก หลังจากเข้าชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ โดยระบุว่า “นักบินทั้งสองนายปลอดภัยดี ย้ำว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และทางทำเนียบขาวจะมีการออกรายงานอย่างเป็นทางการตามมา”

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทั้งกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) และกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัดว่า เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ลำดังกล่าวถูกโจมตีโดยกองกำลังอิหร่าน ประสบปัญหาทางเทคนิค หรือเกิดจากสภาพอากาศ โดยเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ถือเป็นกำลังหลักของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการปิดล้อมและสกัดกั้นเรือขนส่งน้ำมันดิบของอิหร่าน เพื่อกดดันให้รัฐบาลเตหะรานยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่อิหร่านและอิสราเอลเพิ่งประกาศ “หยุดยิงชั่วคราว” ตามคำขอของสหรัฐฯ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากดวลอาวุธหนักครั้งใหญ่ที่สุด โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลเพื่อแก้แค้นให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ก่อนที่อิสราเอลจะโต้กลับด้วยการทิ้งระเบิดถล่มระบบป้องกันภัยทางอากาศและโรงงานปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน และอิหร่านก็สวนกลับด้วยการยิงถล่มนิคมอุตสาหกรรมในเมืองไฮฟาของอิสราเอล

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นรวมถึงอาหารแพงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากอิหร่านยังคงปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเหลว ราว 1 ใน 5 ของโลก

ทรัมป์แสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ ใกล้จะบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่กับอิหร่านได้ภายใน 2-3 วันนี้ โดยระบุว่า “เราอยู่ใกล้กับข้อตกลงที่แข็งแกร่งมากแล้ว ถ้าเราเลือกที่จะไปทิ้งระเบิดถล่มต่ออีกสัก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งเราทำได้ง่ายมาก อิหร่านจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ช่องแคบฮอร์มุซก็จะต้องปิดไปอีกหลายเดือน และผู้คนจะต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้น”

ปัจจุบัน การเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางหลักยังคงติดขัด เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด แต่อิหร่านปฏิเสธและยื่นเงื่อนไขต้องยกเลิกการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ รวมถึงปล่อยอายัดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และยอมรับสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

สำนักข่าว Axios รายงานว่า ทรัมป์ได้ต่อสายตรงถึงนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อเตือนสติว่าหากอิสราเอลเลือกที่จะเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่านอีกครั้ง อิสราเอลอาจจะต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว โดยทรัมป์กล่าวว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) คุณต้องระวังให้ดี มิฉะนั้นคุณอาจจะต้องสู้เพียงลำพังในเร็ว ๆ นี้” ด้านสำนักข่าวทาสนิมของอิหร่าน รายงานอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพอิหร่านพร้อมทำสงครามระยะยาว และพร้อมโจมตีฐานผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางทันทีหากถูกคุกคาม

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยังคงวิกฤต ล่าสุดกองทัพอิสราเอลได้ออกคำสั่งด่วนให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองไทร์  เมืองท่าทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงเขตที่อยู่อาศัยของชาวคริสต์ที่ไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน โดยอิสราเอลอ้างว่ากลุ่มเฮซบอลลาห์แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวชีอะห์ที่หนีระเบิดมายังเขตนี้ แม้ว่ากองทัพเลบานอนจะส่งกำลังเข้าตรึงพื้นที่ในเขตชาวคริสต์เพื่อยืนยันว่าไม่มีกองกำลังติดอาวุธอยู่ก็ตาม แต่อิสราเอลย้ำชัดว่าจะเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ดังกล่าวในไม่ช้า.

ที่มา Reuters / Associated Press

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

9 มิ.ย. 2569 14:45 น.

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยักษ์ใหญ่ผู้พัฒนา ChatGPT ได้แถลงยืนยันว่า บริษัทได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนงแบบลับ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมดำเนินการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO แล้ว ตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic

การเคลื่อนไหวของ OpenAI เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่คู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic ผู้พัฒนาแชตบอต “Claude” และเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด “Claude Code” เพิ่งประกาศยื่นไฟลิ่งแบบลับเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้า และเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันกับที่ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นเจ้าของแชตบอต AI “Grok”  กำลังจะเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) ด้วยมูลค่าบริษัทที่คาดว่าจะสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม OpenAI ระบุในแถลงการณ์ว่ายังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาหรือขนาดของการเสนอขายหุ้นที่แน่นอน โดยระบุว่า “เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วงเวลา และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะมีหลายสิ่งที่เราต้องการทำ ซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าหากยังคงสถานะเป็นบริษัทเอกชน แต่เราตัดสินใจเปิดเผยแผนการนี้ล่วงหน้าเนื่องจากคาดว่าข้อมูลอาจจะรั่วไหลออกไป”

แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า OpenAI กำลังเป้าหมายที่จะทำสถิติมูลค่าบริษัทแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท) ในการเปิดตัวสู่ตลาดหุ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนกันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้ในการระดมทุนรอบล่าสุด OpenAI มีมูลค่าประเมินในตลาดเอกชนอยู่ที่ 8.52 แสนม้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Anthropic นำอยู่เล็กน้อยที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้บรรดายักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ต้องเร่งเข้าสู่ตลาดทุน คือความต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนของ “ระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งใช้ในการสร้าง ฝึกฝน และทดสอบโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่า OpenAI ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่รายได้ของบริษัทยังห่างไกลจากจุดนั้นมาก แม้ว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา OpenAI จะทำรายได้ต่อเดือนได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตเร็วกว่า Alphabet และ Meta ในยุคเริ่มต้นถึง 4 เท่า แต่บริษัทได้แจ้งต่อผู้ลงทุนว่า ไม่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้จนกว่าจะถึงปี 2030

ในทางกลับกัน ฝั่งคู่แข่งอย่าง Anthropic ซึ่งก่อตั้งโดย ดาริโอ อะโมเดย์ อดีตผู้บริหารที่แยกตัวมาจาก OpenAI เนื่องจากความเห็นไม่ตรงกับแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้อ้างกับผู้ลงทุนว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มพลิกกลับมาทำกำไรได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากยอดขายของผลิตภัณฑ์และโมเดลรุ่นท็อปอย่าง Mythos เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์

กิล ลูเรีย (กรรมการผู้จัดการของสถาบันการเงิน D.A. Davidson เตือนว่าการเข้าตลาดพร้อมๆ กันของบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้ อาจทำให้เม็ดเงินในตลาดทุนตึงตัว “สิ่งที่ OpenAI ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือการที่เม็ดเงินของนักลงทุนในตลาดมหาชนเหือดแห้งไปซะก่อน เพราะนอกจาก SpaceX และ Anthropic จะต่อคิวรออยู่ข้างหน้าแล้ว คู่แข่งในตลาดปัจจุบันอย่างกูเกิลก็เพิ่งระดมทุนรอบสองไปได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว”

เส้นทางสู่การทำ IPO ของ OpenAI ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับมรสุมการปรับโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร ก่อนจะตั้งบริษัทลูกแบบหวังผลกำไร ในปี 2019 จนนำไปสู่วิกฤตบอร์ดบริหารสั่งปลด แซม อัลต์แมน ในปี 2023 และการประกาศปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้งให้กลายเป็น “บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ” เพื่อเปิดทางให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

โครงสร้างที่ทับซ้อนนี้ทำให้ อีลอน มัสก์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งและผู้สนับสนุนยุคแรก ยื่นฟ้องร้อง OpenAI โดยกล่าวหาว่า แซม อัลต์แมน และผู้บริหารคนอื่น ๆ ละทิ้งภารกิจเดิมที่ทำเพื่อมวลมนุษยชาติ และใช้ประโยชน์จากองค์กรเพื่อความร่ำรวยส่วนตน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนสหรัฐฯ ได้ตัดสินยกฟ้องคดีของมัสก์ในทุกข้อกล่าวหา ซึ่งคณะนักวิเคราะห์มองว่าคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้ ได้ช่วยปลดล็อกและเคลียร์อุปสรรคทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุด ทำให้ขจัดข้อกังวลของนักลงทุนก่อนที่ OpenAI จะยื่นไฟลิ่งในครั้งนี้อย่างราบรื่น.

ที่มา Reuters / BBC

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ “Polarica” และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ "Polarica" และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

9 มิ.ย. 2569 14:01 น.

ฟินแลนด์สั่งคุกอดีตซีอีโอ “Polarica” และนายหน้าหญิงไทย หลอกลวงแรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า

ศาลฟินแลนด์พิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหาร “Polarica” บริษัทเก็บเบอร์รีชื่อดังเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง หลังพบความผิดฐานค้ามนุษย์แรงงานไทย 78 กระทง หลอกลวงแรงงานให้เดินทางมาเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ภายใต้สภาพการทำงานที่เข้าข่ายแรงงานบังคับ ขณะที่ผู้ประสานงานชาวไทยถูกตัดสินจำคุกเพิ่มเติมอีก 9 เดือน นับเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในฟินแลนด์

ศาลแขวงแลปแลนด์ในฟินแลนด์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มิ.ย ให้จำคุกนายยุกกา คริสโต อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเก็บผลไม้ป่า “Polarica” เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์จำนวน 78 กระทง จากกรณีแสวงหาประโยชน์จากแรงงานเก็บผลไม้ป่าชาวไทยที่เดินทางมาทำงานในฟินแลนด์

ศาลยังมีคำพิพากษาให้นางกัลยากรณ์ หรือ “ทุเรียน” พงษ์พิศ ผู้ประสานงานชาวไทยของบริษัท มีความผิดในข้อหาเดียวกันจำนวน 78 กระทง และสั่งจำคุก 9 เดือน โดยศาลพิจารณาลดโทษเนื่องจากเธอเคยถูกตัดสินจำคุก 3 ปีในคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเก็บผลไม้ป่าอีกแห่งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา

คดีดังกล่าวได้รับการระบุจากสื่อสาธารณะฟินแลนด์ว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีแรงงานไทยหลายสิบคนตกเป็นผู้เสียหาย

จากการไต่สวน ศาลพบว่าจำเลยทั้งสองได้ชักชวนแรงงานไทยให้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าตามธรรมชาติในฟินแลนด์ โดยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับรายได้และสภาพการทำงานที่แท้จริง เมื่อแรงงานเดินทางถึงฟินแลนด์ในปี 2022 พวกเขาต้องแบกรับภาระค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนกลายเป็นหนี้สินตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน

แม้แรงงานจะต้องทำงานเป็นเวลานานทุกวันโดยแทบไม่มีวันหยุด แต่กลับมีรายได้เหลือน้อยมากหลังหักค่าใช้จ่าย ศาลระบุว่าแรงงานจำนวนมากแทบไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับแรงงานที่ลงไป

นอกจากนี้ ศาลยังพบว่าสภาพที่พักบางแห่งมีคุณภาพต่ำและแออัดเกินไป แต่กลับเรียกเก็บค่าที่พักในอัตราที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับมาตรฐานความเป็นอยู่

ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและสื่อสารได้เฉพาะภาษาไทย ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือ อีกทั้งยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานต่อไปเพื่อชำระหนี้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการเก็บผลไม้ป่าของแรงงานเหล่านี้ได้กลายเป็น “แรงงานบังคับ” ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายฟินแลนด์

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามจุกกา คริสโต ประกอบธุรกิจเป็นเวลา 5 ปี พร้อมเพิกถอนยศทางทหารของเขา ขณะที่จำเลยทั้งสองและบริษัท Polarica ต้องร่วมกันจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายรวมประมาณ 500,000 ยูโร หรือราว 21 ล้านบาท สำหรับความเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีกประมาณ 400,000 ยูโร ศาลยังสั่งปรับบริษัท Polarica เพิ่มอีก 150,000 ยูโร หรือประมาณ 6.3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยทั้งคู่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่ฝ่ายอัยการเตรียมยื่นอุทธรณ์เช่นกัน เพื่อขอให้ศาลเพิ่มโทษจำคุกเป็น 5 ปีตามที่เคยร้องขอไว้

คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของทางการฟินแลนด์ต่ออุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่า ซึ่งพึ่งพาแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากฟินแลนด์มีป่าอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยผลไม้ป่าหลากหลายชนิด เช่น ลิงกอนเบอร์รี บลูเบอร์รี และคลาวด์เบอร์รี

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม หน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้าของฟินแลนด์ยังเปิดเผยผลการสอบสวนที่พบว่าบริษัทเก็บผลไม้ป่าหลายแห่ง รวมถึง Polarica มีพฤติกรรมร่วมกันกำหนดราคาซื้อผลผลิตจากแรงงานในลักษณะคล้ายการฮั้วหรือการจัดตั้ง “คาร์เทล” ระหว่างปี 2013-2023 เพื่อกดราคาค่าตอบแทนให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

คดีดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่าของฟินแลนด์ และอาจนำไปสู่การปฏิรูปมาตรการคุ้มครองแรงงานต่างชาติในอนาคต.

ที่มา  YLE / AFP

“Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

"Prada" จับมือ "Axiom Space" เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

9 มิ.ย. 2569 12:41 น.

“Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

“พราดา” (Prada) แบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกสัญชาติอิตาลี เปิดตัวชุดชั้นในหรือชุดซับในไฮเพอร์ฟอร์มานซ์สำหรับนักบินอวกาศ ภายใต้ชื่อ “Liquid Cooling and Ventilation Garment” (LCVG) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อสวมใส่ร่วมกับชุดอวกาศหลักรุ่น AxEMU ของบริษัท Axiom Space สำหรับภารกิจส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ขององค์การนาซา ในรอบกว่า 50 ปี

การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ร้านพราดา ในย่านแมนแฮตตัน โดยชุด LCVG นี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และเทคนิคการถักทอขั้นสูงของ Prada มาผสานรวมกับนวัตกรรมการจำลองแบบ 3 มิติ โครงสร้างของชุดมีลักษณะรัดรูปและติดตั้งเครือข่ายท่อระบายความร้อนที่ถักทอเข้ากับเนื้อผ้าโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่านักบินอวกาศจะรู้สึกสบายตัวและสามารถปฏิบัติภารกิจภายนอกยาน  ได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง

เนื่องจากร่างกายของนักบินอวกาศจะสร้างความร้อนในระดับสูงระหว่างปฏิบัติภารกิจ ชุด LCVG จึงทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำเย็นผ่านเครือข่ายท่อที่พาดผ่านกลุ่มกล้ามเนื้อหลักของร่างกายเพื่อดูดซับความร้อนออกไปสู่ระบบยังชีพพกพา แต่สิ่งที่พิเศษและเหนือกว่าชุดหล่อเย็นในอดีตคือ พราดา และ Axiom Space ได้ออกแบบระบบวงจรหล่อเย็นสำรองแบบคู่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากระบบหลักเกิดขัดข้อง ระบบสำรองจะทำงานแทนทันที

นอกจากระบบหมุนเวียนความเย็นแล้ว ชุดนี้ยังมีระบบท่อระบายอากาศแยกต่างหาก ทำหน้าที่ส่งออกซิเจนบริสุทธิ์ผ่านบริเวณใบหน้าของนักบินอวกาศอย่างต่อเนื่องเพื่อพัดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออกมากลับเข้าสู่ระบบกรองอากาศ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการหายใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของขั้วใต้ดวงจันทร์

ดร.โจนาธาน เซอร์เทน ซีอีโอของ Axiom Space กล่าวว่า “อนาคตของการสำรวจอวกาศจะไม่ถูกสร้างขึ้นโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ความร่วมมือกับ Prada คือข้อพิสูจน์ การรวมสิ่งที่ดีที่สุดของวิศวกรรมการบินและอวกาศเข้ากับงานฝีมือที่หรูหราและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นสูง ทำให้เราได้ชุดที่ไม่มีบริษัทใดสร้างขึ้นมาได้เองโดยอิสระ”

ขณะที่ ลอเรนโซ แบร์เตลลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของพราดา กรุ๊ป เผยว่า “นี่คือความสำเร็จอีกขั้นที่เกิดจากการผสมผสานความเชี่ยวชาญอันเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย ก่อนที่มนุษยชาติจะเดินทางกลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ เราตั้งใจจะผลักดันขีดจำกัดและออกสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ร่วมกับ Axiom Space ต่อไป”

โทไม เซอร์ดารี นักกลยุทธ์แบรนด์หรูและศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวของพราดาในครั้งนี้ก้าวข้ามคำว่า “แรงบันดาลใจ” ไปสู่ “พันธมิตรทางธุรกิจที่แท้จริง” โดยมีแรงจูงใจสำคัญ 2 ประการ คือ การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับมหาเศรษฐีที่มีกำลังซื้อและสนใจการท่องเที่ยวอวกาศของบริษัทอย่างสเปซเอ็กซ์ หรือบลู ออริจิน และการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูนำสมัยและมีความคิดก้าวหน้า

นอกจากนี้ การขยายตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมอวกาศเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดสินค้าลักชัวรีทั่วโลกกำลังเผชิญสภาวะชะลอตัวและเพิ่งเริ่มจะทรงตัว แต่กลับต้องมาได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก แบรนด์หรูจึงจำเป็นต้องหาพื้นที่สื่อและสร้างความโดดเด่นเพื่อดึงดูดสายตาจากคนทั้งโลก

แม้ว่าแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอย่าง Under Armour หรือ Columbia Sportswear จะเคยชิมลางพัฒนาเทคโนโลยีผ้าสำหรับอวกาศมาบ้างแล้ว แต่สำหรับในตลาดไฮเอนด์พราดา ถือเป็นผู้นำเทรนด์อย่างแท้จริง ซึ่งเซอร์ดารีทิ้งท้ายว่า แบรนด์ระดับท็อปอย่าง Louis Vuitton, Hermès หรือ Chanel ต่างก็สนใจอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน แต่พวกเขาจะไม่มีวันเลียนแบบกันเอง และน่าจะใช้วิธีอื่นในการรุกคืบสู่ห้วงอวกาศในอนาคต.

ที่มา Axiom Space / Reuters