แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 46 ราย กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ต

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 46 ราย กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ต

10 มิ.ย. 2569 11:45 น.

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 46 ราย กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ต

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในภาคใต้ของฟิลิปปินส์พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มจากใต้ซากอาคารซูเปอร์มาร์เก็ตที่พังถล่ม หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8  นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 46 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่เกาะมินดาเนาประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 46 ศพ หลังเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองเจเนอรัล ซานโตสเพิ่มอีก 

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เร่งค้นหาผู้ที่อาจจะติดอยู่ใต้ซากอาคาร หลังอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณชีพสามารถจับสัญญาณ “ชีพจรอ่อน” จากใต้ซากได้ โดยเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ท่ามกลางความเสี่ยงจากอาฟเตอร์ช็อกที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมกู้ภัยเข้าถึงจุดดังกล่าว กลับพบว่าผู้ประสบภัยไม่มีสัญญาณชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตคือ โจอี้ เดลูวิโอ อายุ 39 ปี หนึ่งในพนักงาน 2 คนของซูเปอร์มาร์เก็ต โดยร่างของเขาถูกพบติดอยู่ระหว่างคานอาคาร 2 จุด

ด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 45 ราย และจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 4 คน เป็น 17 คน โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผู้เสียชีวิตรายล่าสุดจากซูเปอร์มาร์เก็ต

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดดาเวา ออคซิเดนตัล และส่วนมากเสียชีวิตจากเหตุดินถล่มและอาคารพังถล่ม

ขณะนี้ทีมค้นหาและกู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย พร้อมเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก หลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

อัฟกานิสถานใช้กระสุนจริงปราบปรามผู้ประท้วง ดับ 2 ศพ เหตุจับกุมหญิงละเมิดสวมฮิญาบ

อัฟกานิสถานใช้กระสุนจริงปราบปรามผู้ประท้วง ดับ 2 ศพ เหตุจับกุมหญิงละเมิดสวมฮิญาบ

10 มิ.ย. 2569 11:39 น.

อัฟกานิสถานใช้กระสุนจริงปราบปรามผู้ประท้วง ดับ 2 ศพ เหตุจับกุมหญิงละเมิดสวมฮิญาบ

กองกำลังความมั่นคงตาลีบันในอัฟกานิสถานเปิดฉากใช้กระสุนจริง ไม้กระบอง และแส้ เข้าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องสิทธิสตรีในเมืองเฮรัต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย ชนวนเหตุมาจากความโกรธแค้นของประชาชน หลังจาก “ตำรวจศีลธรรม” ของตาลีบัน เดินหน้ากวาดล้างและจับกุมตัวสตรีจำนวนมาก โดยอ้างว่าพวกเธอละเมิดกฎการแต่งกายตามหลักอิสลาม

เกิดการประท้วงครั้งสำคัญและเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในเมืองเฮรัต ทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 มิ.ย.) หลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงส่งเสริมคุณธรรมและป้องกันความชั่วร้าย หรือที่ถูกเรียกว่า “ตำรวจศีลธรรม” ของรัฐบาลตาลีบัน เริ่มปฏิบัติการจับกุมสตรีที่ถูกมองว่าแต่งกายไม่ถูกต้องตามหลักการสวมฮิญาบที่ทางการกำหนด

พยานในพื้นที่และผู้ร่วมชุมนุมระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ใช้กำลังเข้าสลายการประท้วง โดยมีการใช้กระสุนจริง ไม้กระบอง และแส้ในการควบคุมฝูงชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บอีกหลายคน และมีการจับกุมผู้ประท้วงจำนวนมาก รวมถึงผู้หญิงและเด็กหญิง

บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตอย่างชัดเจน ขณะที่พยานหลายคนกล่าวว่าเห็นผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บและล้มลงระหว่างเหตุการณ์ 

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นเสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้หญิงที่ร้องขอให้เจ้าหน้าที่หยุดทำร้ายผู้ชุมนุม ขณะที่อีกคลิปหนึ่งมีเสียงผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญว่า “การศึกษา การทำงาน และเสรีภาพ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีอัฟกัน

ด้านนายซาเยด มาซูด ฮอสเซนี โฆษกตำรวจเมืองเฮรัต ระบุว่า ผู้ชุมนุมได้กระทำการที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ และพยายามสร้างความตึงเครียดภายใต้ข้ออ้างเรื่องการประท้วงเกี่ยวกับฮิญาบ พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบในพื้นที่

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดบางส่วนปฏิเสธรายงานที่ระบุว่ามีการจับกุมสตรีจำนวนมากจากการแต่งกายไม่เหมาะสม โดยหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมและป้องกันความชั่วในเฮรัตกล่าวว่า เจ้าหน้าที่เพียงให้คำแนะนำและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักการแต่งกายตามศาสนาอิสลามเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ชาวเมืองหลายรายให้ข้อมูลกับสื่อว่า ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาเห็นผู้หญิงถูกควบคุมตัวจากพื้นที่สาธารณะจริง และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถยนต์และรถสามล้อรับจ้างเพื่อค้นหาผู้หญิงที่ถูกมองว่าสวมฮิญาบไม่ถูกต้อง ส่งผลให้บรรยากาศในตลาดและย่านการค้าหลายแห่งเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด

การประท้วงของสตรีในอัฟกานิสถานถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจในกรุงคาบูลเมื่อปี 2021 เนื่องจากผู้หญิงจำนวนมากเผชิญกับการปราบปรามอย่างหนัก ทั้งการถูกทำร้าย คุมขัง ข่มขู่ และจำกัดสิทธิในด้านการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคม

ด้านนายริชาร์ด เบนเน็ตต์  ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน แสดงความวิตกกังวลต่อการใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการสลายการชุมนุมที่ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างสงบ พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนำผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ

ขณะที่คณะผู้แทนช่วยเหลือแห่งสหประชาชาติในอัฟกานิสถาน ได้เรียกร้องให้ทางการตาลีบันเคารพเสรีภาพในการเดินทางและหลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติต่อข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นต่อสิทธิของผู้หญิงอัฟกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC / Reuters

ออสเตรเลียเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่ซิดนีย์ ต.ค.นี้ เพิ่มเที่ยวบินเชื่อมเอเชีย-ยุโรป

ออสเตรเลียเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่ซิดนีย์ ต.ค.นี้ เพิ่มเที่ยวบินเชื่อมเอเชีย-ยุโรป

10 มิ.ย. 2569 11:18 น.

ออสเตรเลียเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่ซิดนีย์ ต.ค.นี้ เพิ่มเที่ยวบินเชื่อมเอเชีย-ยุโรป

ออสเตรเลียเตรียมเปิดใช้งานสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของนครซิดนีย์ในเดือนตุลาคมนี้ หลังใช้เวลาวางแผนและก่อสร้างมานานกว่า 10 ปี หวังเพิ่มทางเลือกการเดินทาง และรองรับการเติบโตของเมืองฝั่งตะวันตก

สนามบินแห่งใหม่ “เวสเทิร์น ซิดนีย์ แอร์พอร์ต”ตั้งอยู่ในย่านแบดเจอรีส์ ครีก ห่างจากใจกลางนครซิดนีย์ราว 60 กิโลเมตร ใช้งบก่อสร้างประมาณ 5.6 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 118,584 ล้านบาท

จุดเด่นสำคัญของสนามบินแห่งนี้ คือสามารถเปิดให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากสนามบินซิดนีย์เดิมที่อยู่ใกล้ย่านธุรกิจ ซึ่งถูกจำกัดเวลาให้เครื่องบินขึ้น-ลงได้เฉพาะช่วงหลัง 6 โมงเช้า และก่อน 5 ทุ่ม จากกฎควบคุมเสียงรบกวน

การเปิดสนามบินใหม่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดตารางบิน โดยเฉพาะเส้นทางบินจากเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางต่อไปยังยุโรป

รัฐมนตรีคมนาคมออสเตรเลีย แคเธอรีน คิง ระบุว่าการเริ่มให้บริการเที่ยวบินโดยสารที่สนามบินเวสเทิร์น ซิดนีย์ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเมือง โดยจะเปิดรับผู้โดยสารเที่ยวแรกภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

สายการบินเจ็ตสตาร์ ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำในเครือแควนตัส จะเป็นสายการบินแรกที่ให้บริการจากสนามบินใหม่ ด้วยเที่ยวบินไปยังโกลด์โคสต์ พร้อมแผนเพิ่มเที่ยวบินไปเมลเบิร์น บริสเบน และเส้นทางภายในประเทศอื่น ๆ

ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศ สายการบินแอร์ นิวซีแลนด์ จะเริ่มให้บริการเส้นทางไปเมืองโอ๊คแลนด์ในวันที่ 26 ตุลาคม ขณะที่สายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส จะเปิดเที่ยวบินรายวันไปสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน

เที่ยวบินของสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส จะออกเดินทางก่อนเที่ยงคืน เพื่อใช้ประโยชน์จากสนามบินแห่งใหม่ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเคอร์ฟิว

ในช่วงเริ่มต้น สนามบินแห่งนี้คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ราว 10 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนผู้โดยสารที่ใช้สนามบินซิดนีย์เดิม พร้อมเตรียมเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศแห่งใหม่ของแควนตัส

โครงการนี้ถือเป็นสนามบินขนาดใหญ่แห่งแรกของออสเตรเลียในรอบกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนพัฒนาพื้นที่ฝั่งตะวันตกของซิดนีย์มูลค่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟเชื่อมสนามบินและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม.

ที่มา : channelnewsasia

ตำรวจเคนยายิงดับผู้ประท้วง ปะทะเดือดต้านศูนย์กักโรค “อีโบลา” ของสหรัฐฯ

ตำรวจเคนยายิงดับผู้ประท้วง ปะทะเดือดต้านศูนย์กักโรค “อีโบลา” ของสหรัฐฯ

10 มิ.ย. 2569 10:51 น.

ตำรวจเคนยายิงดับผู้ประท้วง ปะทะเดือดต้านศูนย์กักโรค “อีโบลา” ของสหรัฐฯ

สถานการณ์ในเคนยาทวีความตึงเครียด หลังตำรวจเปิดฉากยิงกระสุนจริงและแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมในเมืองนานยูกิ ส่งผลให้มีผู้ประท้วงถูกยิงเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ศพ ระหว่างการประท้วงต่อต้านแผนการก่อสร้างศูนย์กักกันโรคอีโบลาขนาด 50 เตียงของสหรัฐฯ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากกังวลถึงความเสี่ยงด้านสาธารณสุขและกล่าวหารัฐบาลขาดความโปร่งใส แม้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการแล้วก็ตาม

เกิดเหตุผู้ประท้วงรายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการชุมนุมต่อต้านแผนก่อสร้างศูนย์กักกันโรคอีโบลาสำหรับชาวอเมริกันในเมืองนานยูกิ เขตไลคิเปีย ทางตอนกลางของประเทศเคนยา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 มิ.ย.) ท่ามกลางการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พยานในที่เกิดเหตุและแกนนำการประท้วงระบุว่า ผู้เสียชีวิตถูกยิงเข้าที่ศีรษะ โดยกล่าวหาว่าตำรวจเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ฝูงชน อย่างไรก็ตาม โฆษกตำรวจเคนยายังไม่ได้ยืนยันหรือแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ 2 คน เห็นร่างของชายผู้เสียชีวิตอยู่ด้านหลังรถตำรวจ แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ยิงโดยตรง

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเคนยาแถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมหมวกคลุมหน้าได้ใช้กระสุนจริงและจับกุมผู้ประท้วงอย่างน้อย 19 คน พร้อมกล่าวหาว่ามีการทำร้ายทั้งผู้ชุมนุมและสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ

การประท้วงเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านแผนของสหรัฐฯ ที่จะจัดตั้งศูนย์กักกันและเฝ้าระวังผู้ที่สัมผัสเชื้ออีโบลาขนาด 50 เตียง ภายในฐานทัพอากาศไลคิเปีย ใกล้เมืองนานยูกิ โดยศูนย์ดังกล่าวจะมีบุคลากรทางการแพทย์ของสหรัฐฯ ประจำการ และมีเป้าหมายเพื่อดูแลชาวอเมริกันที่อาจได้รับเชื้อจากการระบาดของอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา

ผู้ชุมนุมจำนวนมากมองว่าสหรัฐฯ กำลังผลักภาระความเสี่ยงด้านสาธารณสุขมายังเคนยา โดยระหว่างการชุมนุมมีการโบกธงชาติ ถือป้ายประท้วง และนำไม้กางเขนสีขาวพร้อมข้อความ “Reject Ebola” หรือ “ปฏิเสธอีโบลา” มาแสดงเชิงสัญลักษณ์

นางพริสซิลลา อิมานี หนึ่งในผู้ประท้วง กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของพื้นที่ที่ถูกเชื่อมโยงกับศูนย์กักกันโรคกำลังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาปีนเขาเคนยาและชมแรดในเขตอนุรักษ์ พร้อมระบุว่า “ไลคิเปียไม่ใช่สถานที่ทิ้งปัญหาของคนอื่น”

ก่อนหน้านี้ ศาลสูงเคนยาได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างและการเปิดใช้งานศูนย์ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง หลังมีกลุ่มสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้อง โดยระบุว่าโครงการอาจก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงและใกล้ตัว” ต่อสาธารณสุข พร้อมสั่งให้รัฐบาลเปิดเผยข้อตกลงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการภายในหนึ่งสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ทนายความฝ่ายผู้คัดค้านเปิดเผยว่ากำหนดเวลาของศาลสิ้นสุดลงแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ขณะที่ข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการทูตและข้อมูลการติดตามเที่ยวบินระบุว่า เครื่องบินทหารสหรัฐฯ ยังคงลำเลียงเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง และภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นการติดตั้งเต็นท์สีขาวจำนวนมากภายในฐานทัพ แม้จะมีคำสั่งศาลให้ระงับโครงการก็ตาม

ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่ารับทราบการดำเนินคดีในศาลเคนยา และกำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลเคนยาเพื่อแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เคนยาถูกเลือกเป็นที่ตั้งของศูนย์แห่งนี้เนื่องจากอยู่ใกล้พื้นที่การระบาด และสนามบินในภูมิภาคมีขีดความสามารถจำกัด ทำให้สามารถให้การรักษาชาวอเมริกันได้อย่างทันท่วงที

ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีผู้ติดเชื้ออีโบลายืนยันแล้วราว 600 ราย และเสียชีวิตกว่า 100 ราย ขณะที่ยูกันดามีรายงานผู้ติดเชื้อยืนยันมากกว่า 500 ราย ส่วนเคนยายังไม่พบผู้ติดเชื้ออีโบลาแม้แต่รายเดียว.

ที่มา BBC / Reuters

ลูกเขยอินโดฯ โหด แค้นถูกแม่ยายดูหมิ่น วางยาฆ่าด้วยสะเต๊ะไก่อาบยาพิษ

ลูกเขยอินโดฯ โหด แค้นถูกแม่ยายดูหมิ่น วางยาฆ่าด้วยสะเต๊ะไก่อาบยาพิษ

10 มิ.ย. 2569 10:18 น.

ลูกเขยอินโดฯ โหด แค้นถูกแม่ยายดูหมิ่น วางยาฆ่าด้วยสะเต๊ะไก่อาบยาพิษ

ตำรวจอินโดนีเซีย รวบตัวลูกเขยโหด ก่อเหตุวางยาพิษฆ่าแม่ยาย ด้วยการใช้สะเต๊ะไก่อาบสารพิษ ส่งไปให้ถึงบ้าน อ้างไม่พอใจที่ถูกดูหมิ่น

ตำรวจระบุว่าผู้ก่อเหตุชื่อ เพอร์วาดี วาฮยูดี วัย 40 ปี ถูกกล่าวหาว่าสั่งซื้อสะเต๊ะไก่เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ก่อนนำไปจุ่มสารเคมีอันตราย และส่งผ่านบริการขนส่งอาหารไปยังบ้านของเหยื่อในจังหวัดชวากลาง

เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า แรงจูงใจมาจากความไม่พอใจที่ผู้ต้องสงสัยรู้สึกว่าแม่ยายไม่ให้เกียรติ แต่เจ้าตัวยังไม่ได้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมอย่างเป็นทางการ

คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ หลังครอบครัวของหญิงวัย 57 ปี ซึ่งระบุชื่อเพียงว่า อามีนะห์เกิดความสงสัย หลังพบว่าเธอเสียชีวิตผิดธรรมชาติ

ลูกสาวคนเล็กของอามีนะห์ให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ก่อนเสียชีวิต แม่ของเธอได้รับสะเต๊ะไก่จากบุคคลที่ไม่รู้จัก แต่เธอเองไม่ได้เป็นคนสั่งซื้อ และเคยเตือนแม่ไม่ให้กินอาหารดังกล่าว

วันต่อมา ญาติพบร่างของอามีนะห์อยู่ภายในบ้าน โดยมีคราบอาเจียนอยู่รอบตัว ก่อนตำรวจจะเข้าตรวจสอบ และภายหลังมีการขุดร่างขึ้นมาตรวจพิสูจน์

ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์พบสารพิษในอวัยวะสำคัญหลายส่วน รวมถึงร่องรอยของสารเคมีอันตราย ทำให้ตำรวจเชื่อว่าเป็นคดีฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า แผนการก่อเหตุถูกเตรียมไว้อย่างรอบคอบ โดยผู้ต้องสงสัยปลอมตัวเป็นลูกสาวของเหยื่อ ใช้ชื่อและรูปภาพของเธอบนแอปส่งอาหาร เพื่อสั่งซื้อสะเต๊ะ

อย่างไรก็ตาม ไรเดอร์ส่งอาหารเกิดความสงสัย เพราะคาดว่าจะต้องมาส่งให้ผู้หญิง แต่กลับพบชายเป็นคนรับสินค้า ขณะที่ร้านขายสะเต๊ะก็ให้ข้อมูลว่า อาหารถูกเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ระหว่างทางก่อนถึงมือผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ หากผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและศาลตัดสินว่ามีความผิด ผู้ต้องสงสัยอาจเผชิญโทษประหารชีวิต หรือจำคุกอย่างน้อย 20 ปี ตามกฎหมายอินโดนีเซีย.

ที่มา : BBC

ปิดฉากการเยือนชื่นมื่น เกาหลีเหนือเผยผู้นำ 2 ชาติ บรรลุยุทธศาสตร์ระยะยาว เดินหน้าความสัมพันธ์

ปิดฉากการเยือนชื่นมื่น เกาหลีเหนือเผยผู้นำ 2 ชาติ บรรลุยุทธศาสตร์ระยะยาว เดินหน้าความสัมพันธ์

10 มิ.ย. 2569 08:53 น.

ปิดฉากการเยือนชื่นมื่น เกาหลีเหนือเผยผู้นำ 2 ชาติ บรรลุยุทธศาสตร์ระยะยาว เดินหน้าความสัมพันธ์

เกาหลีเหนือเผยการหารือระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและจีน ได้บรรลุแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางการจับตาว่าจีนกำลังกลับมาเพิ่มบทบาทต่อพันธมิตรเก่าอย่างเปียงยาง

เกาหลีเหนือเปิดเผยว่า การหารือระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและจีน นำไปสู่การกำหนดแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ

โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนว่า ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึนและประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิงแสดงความพึงพอใจต่อผลการหารือระหว่างกัน พร้อมระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้วางแนวทางสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ในอนาคต

การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นหลังสี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงเปียงยางเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งสำคัญของผู้นำจีน หลังจากก่อนหน้านี้ สี จิ้นผิง เพิ่งต้อนรับผู้นำหลายประเทศที่กรุงปักกิ่ง รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

ระหว่างการเยือน 2 วัน ผู้นำจีนและเกาหลีเหนือยืนยันความตั้งใจที่จะกระชับมิตรภาพแห่งการปฏิวัติ และความสัมพันธ์แบบสหาย พร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือให้เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

นอกจากการหารือทางการเมืองแล้ว สี จิ้นผิง และคิม จองอึน ยังได้เยี่ยมชมโรงเรียนฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ซึ่งทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงการพัฒนาบุคลากรของพรรค ก่อนร่วมปลูกต้นไม้ที่ระลึก และเดินทางไปยังหอคอยมิตรภาพ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารจีนที่เข้าร่วมสงครามเกาหลี

หลังเสร็จสิ้นการเยือน สี จิ้นผิง ได้ส่งจดหมายขอบคุณถึงคิม จองอึน โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างลึกซึ้งในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และบรรลุความเข้าใจร่วมกันหลายด้าน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีเหนือกำลังเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น โดยรัฐบาลเปียงยางได้ส่งทหารไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน และยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง.

ที่มา : channelnewsasia

ราคาน้ำมันวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด "เบนซิน-ดีเซล" ลิตรละกี่บาท

10 มิ.ย. 2569 07:55 น.

ราคาน้ำมันวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 10 มิถุนายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ มีดังนี้

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 10 มิถุนายน 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 10 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 57.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.04 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 10 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.04 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.69 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 57.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 50.99 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 10 มิถุนายน 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.60 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.23 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.60 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ดีเซล บี 20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 10 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.19 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 10 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.84 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 10 มิถุนายน 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 53.41 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 57.25 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

ม็อบประท้วงเดือด เหตุคนร้ายแทงคนในเบลฟาสต์ จุดกระแสต้านผู้อพยพ

ม็อบประท้วงเดือด เหตุคนร้ายแทงคนในเบลฟาสต์ จุดกระแสต้านผู้อพยพ

10 มิ.ย. 2569 06:16 น.

ม็อบประท้วงเดือด เหตุคนร้ายแทงคนในเบลฟาสต์ จุดกระแสต้านผู้อพยพ

เกิดการประท้วงรุนแรงหลายจุดในสหราชอาณาจักร หลังจากชายชาวซูดานถูกตั้งข้อหาใช้มีดแทงชายคนหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จนจุดกระแสต่อต้านผู้อพยพขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 ผู้คนทั่วสหราชอาณาจักรพากันออกมารวมตัวประท้วงบนท้องถนน หลังจากชายชาวซูดานวัย 30 ปีถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า จากเหตุการณ์ที่เขาใช้มีดไล่แทงคนในเมืองเบลฟาสต์ (Belfast) ในไอร์แลนด์เหนือ ก่อให้เกิดกระแสความโกรธแค้นผู้อพยพ ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดทางการเมือง

ฝูงชนที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าได้มารวมตัวกันตามพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองเบลฟาสต์ เมื่อช่วงค่ำวันอังคาร มีการจุดไฟเผารถประจำทาง รถยนต์ และแผงกั้นถนน นอกจากนี้ สถานการณ์ยังส่อแววบานปลายในเมืองนิวทาวน์แอบบีย์ ที่อยู่ใกล้กัน และที่เมืองคิลคีล ซึ่งมีรถยนต์หลายคันถูกจุดไฟเผา

ขณะเดียวกันก็มีการประท้วงขนาดเล็กเกิดขึ้นในเมืองอื่น ๆ ของอังกฤษ รวมถึงเมืองบังกอร์ (Bangor) เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) และกรุงลอนดอน (London) ซึ่งมีกลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายขวาจัดเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมทั้งตะโกนคำขวัญต่อต้านผู้อพยพ

การประท้วงปะทุเกิดขึ้นหลังจากตำรวจท้องถิ่นแถลงเมื่อวันอังคารว่า ได้ตั้งข้อหาชายชาวซูดานคนหนึ่งในความผิดฐาน “พยายามฆ่า, พกพาอาวุธมีคมหรือของมีปลายแหลมในที่สาธารณะ และข่มขู่ว่าจะฆ่า” จากเหตุโจมตีดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ชายอีกคนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยบาดแผลบริเวณดวงตา แผ่นหลัง และใบหน้า

เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ ถูกบันทึกภาพไว้ได้โดยผู้เห็นเหตุการณ์ และกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียนับตั้งแต่นั้นมา โดยในคลิปแสดงให้เห็นภาพชายคนหนึ่งกำลังกดชายอีกคนที่มีเลือดอาบศีรษะลงกับพื้นและลงมือทำร้าย ก่อนที่ผู้เห็นเหตุการณ์และตำรวจจะเข้ามาระงับเหตุ

นายไรอัน เฮนเดอร์สัน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งไอร์แลนด์เหนือ แถลงเมื่อวันอังคารว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่เชื่อมโยงการโจมตีดังกล่าวกับกลุ่มก่อการร้าย พร้อมทั้งย้ำว่าตำรวจยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสอบสวน นอกจากนี้เขายังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีสิทธิ์พำนักในไอร์แลนด์เหนืออย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยอมรับว่า การโจมตีดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิด “ความกังวลอย่างรุนแรงในชุมชน” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างสงบ

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ได้เกิดเหตุความไม่สงบที่รุนแรงจากการเหยียดเชื้อชาติยาวนานหลายคืนในเมืองแบลลีมินา (Ballymena) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง หลังจากเด็กหนุ่มวัยรุ่นชาวโรมาเนียสองคนถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ทว่าในท้ายที่สุด ข้อหาทั้งหมดของทั้งคู่ก็ถูกยกฟ้อง

เหตุโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองของสหราชอาณาจักรกำลังตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน มีการเปิดเผยภาพจากกล้องติดตัวตำรวจ แสดงให้เห็นภาพเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือนาย เฮนรี โนวัก นักศึกษาวัย 18 ปี ที่ถูกแทงนอนจมกองเลือด จนสุดท้ายเขาเสียชีวิต จุดชนวนให้เกิดกระแสความไม่พอใจไปทั่วประเทศ

แต่ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำฝ่ายขวาจัดก็ถูกกล่าวหาว่าใช้คดีฆาตกรรมดังกล่าวมาปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงจากการเหยียดเชื้อชาติเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว

ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว

10 มิ.ย. 2569 05:41 น.

ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า การโจมตีตอบโต้อิหร่านที่ยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ จนตก เป็นไปอย่างรุนแรง ขณะที่ฝ่ายอิหร่านบอกว่า ยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีสหรัฐฯ แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า การตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อกรณีที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” ของกองทัพตกนั้น “รุนแรงและทรงพลังมาก”

“ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่เราต้องตอบโต้ พวกเขายิงเฮลิคอปเตอร์ของเราตก และเรากำลังตอบโต้กลับในขณะที่เรากำลังพูดอยู่นี้” ทรัมป์เผยกับ โจนาธาน คาร์ล ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว ABC ซึ่งระบุว่าเขาได้คุยโทรศัพท์กับทรัมป์ในขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉากโจมตีพอดี

“นี่คือการตอบโต้ต่อสิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่พวกเขาทำกับเฮลิคอปเตอร์ของเราเมื่อคืนนี้ (วันจันทร์) และผมเชื่อว่าการตอบโต้ควรจะรุนแรงและทรงพลังมาก ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ก็เป็นเช่นนั้น” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร ทรัมป์ได้เผยกับหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ว่า เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตกนั้น “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” แต่เขาระบุในข้อความผ่าน Truth Social ว่า “สหรัฐฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตอบโต้ต่อการโจมตีครั้งนี้”

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยผ่านการโพสต์บนแอปพลิเคชัน Telegram เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพุธตามเวลาท้องถิ่นว่า อิหร่านได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนพุ่งเป้าไปยังเป้าหมายต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคแล้ว

ขณะเดียวกันสำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า เสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองซิริก (Sirik) เมืองมินาบ (Minab) และบนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน แต่ไม่ระบุว่าเกิดความเสียหายใดๆ หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

10 มิ.ย. 2569 05:16 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่แล้ว เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ จนตก 

เมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (Centcom) เปิดเผยผ่านการโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ใส่อิหร่านเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา ไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมากล่าวหาอิหร่านว่ายิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ จนตก และจะมีการตอบโต้

ข้อความดังกล่าวระบุว่า การโจมตีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 17:00 น. ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออก (EDT) และเป็นการ “ตอบโต้เหตุการณ์ที่เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของกองทัพบกสหรัฐฯ ถูกยิงตกเมื่อวานนี้” บริเวณนอกชายฝั่งประเทศโอมาน โดยทางกองบัญชาการฯ อ้างว่า นี่เป็นการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า การโจมตีระลอกใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตือนอิหร่าน และสหรัฐฯ เชื่อว่าการดำเนินการนี้จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม ขณะที่โพสต์ของกองบัญชาการกลางอธิบายว่านี่คือ “การตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อการก้าวร้าวของอิหร่านที่ไม่สมเหตุสมผล”

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์เผยว่า โดรนรุ่นชาเฮด (Shahed) ของอิหร่านได้พุ่งชนเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนหนึ่งกล่าวกับ CNN ว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโดรนลำดังกล่าวตั้งใจโจมตีเครื่องอาปาเช่หรือเป็นเพียงอุบัติเหตุที่ทำให้เครื่องตก

ตามข้อความที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ระบุว่า นักบินทั้งสองคนของเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้รับบาดเจ็บ และได้รับการช่วยเหลือโดยเรือโดรนไร้คนขับของสหรัฐฯ

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องการยิงเฮลิคอปเตอร์ แต่กล่าวเมื่อวันอังคารว่า กองกำลังต่างชาติที่อยู่ใกล้กับดินแดนของอิหร่านกำลังเผชิญกับ “ความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความผิดพลาดของมนุษย์ อุบัติเหตุทั่วไป หรือความเป็นไปได้ที่จะติดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของการปะทะกัน”

“เพื่อลดความเสี่ยง ทางออกที่ดีที่สุดคือการที่พวกเขา [กองกำลังต่างชาติ] จะต้องออกไป” เขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn