สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

9 มิ.ย. 2569 01:04 น.

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองทัพเรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่ง บริเวณนอกชายฝั่งโอมาน โดยเป็นเรือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเมื่อปลายปีก่อน และกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออิหร่าน

เมื่อ 8 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเรือลำหนึ่งที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร บริเวณนอกชายฝั่งโอมานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากเรือลำดังกล่าวพยายามที่จะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่งในอ่าวโอมานใช้งานไม่ได้ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. หลังจากเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการปิดล้อมอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ด้วยการพยายามเดินทางไปยังท่าเรือของอิหร่าน” แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุ

เรือลำดังกล่าวมีชื่อว่า “เอ็มที มาริเวกซ์” (MT Marivex) เดินเรือภายใต้ธงชาติปาเลา และมีบริษัท อาริฮันต์ ชิปปิ้ง (Arihant Shipping Inc.) เป็นเจ้าของที่จดทะเบียน ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่บังคับใช้กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ สหภาพลูกเรืออินเดียเปิดเผยว่า ลูกเรือชาวอินเดียจำนวน 24 คนบนเรือกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยในบันทึกเสียงสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ ลูกเรือระบุว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ และอ้างว่าเป็นผลมาจาก “การโจมตีของกองทัพเรือสหรัฐฯ”

“เกิดเพลิงไหม้บนเรือของเรา และเรือกำลังจะจม กองทัพเรือสหรัฐฯ โจมตี ขีปนาวุธยิงโดนห้องเครื่องของเรา” ข้อความในบันทึกเสียงขอความช่วยเหลือที่สำนักข่าว CNN ได้รับระบุ “โปรดช่วยด้วย เกิดไฟไหม้บนเรือ… ลูกเรือ 24 คน ทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย”

นอกจากนี้ สัญญาณขอความช่วยเหลือยังระบุด้วยว่า เรือชูชีพลำหนึ่งของเรือก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 35 ศพ แผ่นดินไหว 7.8 เขย่าฟิลิปปินส์ พบสึนามิหลายประเทศ

ดับแล้ว 35 ศพ แผ่นดินไหว 7.8 เขย่าฟิลิปปินส์ พบสึนามิหลายประเทศ

8 มิ.ย. 2569 23:25 น.

ดับแล้ว 35 ศพ แผ่นดินไหว 7.8 เขย่าฟิลิปปินส์ พบสึนามิหลายประเทศ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 35 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อยราย โดยมีรายงานคลื่นสึนามิสร้างความเสียหายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.8 แมกนิจูด ในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 35 ศพแล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 134 ราย และยังมีผู้ประสบภัยอีก 12 คนที่ยังสูญหาย

เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้อาคารหลายแห่งพังถล่มและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในเมือง “เจเนอรัล ซานโตส” ได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ยังมีรายงานความเสียหายจากคลื่นสึนามิในหมู่บ้านชายฝั่งอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ขณะที่สามารถตรวจวัดคลื่นขนาดเล็กกว่าได้ในอินโดนีเซีย, ปาเลา และไกลถึงทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองเจเนอรัลซานโตส ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีประชากรราว 720,000 คน ทางการฟิลิปปินส์ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบอพยพขึ้นที่สูง เผื่อเกิดคลื่นสึนามิตามมา

ด้านสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกหลายระลอกในพื้นที่ดังกล่าวหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกประมาณ 2 ชั่วโมง โดยระลอกที่รุนแรงที่สุดวัดขนาดได้ 6.5 แมกนิจูด

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตอบสนองต่อภัยพิบัติบนเกาะมินดาเนาทันที โดยกำชับให้หน่วยงานต่างๆ จัดเตรียมถุงยังชีพ, จัดหาศูนย์อพยพ และเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการกู้ภัยที่อาจเกิดขึ้น

“รัฐบาลกลางกำลังเร่งดำเนินการ และเราจะไม่ทิ้งมินดาเนาไว้ข้างหลัง” ประธานาธิบดีกล่าวในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนสึนามิของสหรัฐฯ เตือนก่อนหน้านี้ว่า หลายประเทศอาจได้รับผลกระทบ ขณะที่ในตอนแรกออสเตรเลียแจ้งเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดคลื่นสึนามิบริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือ

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นก็ออกประกาศเตือนภัยเช่นกัน โดยระบุว่าตรวจพบคลื่นสึนามิความสูง 0.2 เมตรหรือต่ำกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการให้บริการเรือข้ามฟากบางส่วน และมีการสั่งปิดชายหาดเพื่อเฝ้าระวังภัย

ขณะเดียวกัน มีการตรวจพบคลื่นสึนามิที่มีความสูง 0.75 เมตรในบางพื้นที่ของจังหวัดสุลาเวสีเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้ประชาชนเริ่มอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า รวมถึงชาวบ้านบนหมู่เกาะ “ซางีเฮ” (Sangihe) ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลและตั้งอยู่ใกล้กับฟิลิปปินส์มากที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สื่อท้องถิ่นเผย อิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน ตามคำขอของทรัมป์

สื่อท้องถิ่นเผย อิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน ตามคำขอของทรัมป์

8 มิ.ย. 2569 22:03 น.

สื่อท้องถิ่นเผย อิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน ตามคำขอของทรัมป์

สื่อของอิสราเอลเผยว่า กองทัพอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่านตามคำขอของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากอิหร่านประกาศหยุดโจมตี และผู้นำสหรัฐฯ ต่อสายคุยกับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู อีกครั้ง

เมื่อ 8 มิ.ย. 2569 สำนักข่าว แชนเนล 12 (Channel 12) ของอิสราเอลรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลว่า อิสราเอลกำลังจะยุติการโจมตีอิหร่าน “ตามคำขอของทรัมป์” หลังจากทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดตั้งแต่เมื่อคืนวันอาทิตย์และยาวตลอดวันจันทร์

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า การโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนจะยังคงดำเนินต่อไป หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดฉากโจมตีอิสราเอล

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากมีข่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อสายตรงพูดคุยทางโทรศัพท์กับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอีกครั้งในวันนี้ แต่จนยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่มีการหารือกัน

รายงานของสื่ออิสราเอลสอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าว CNN ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า อิสราเอลจะยอมรับคำขอของรัฐบาลทรัมป์ในการยุติการโจมตีอิหร่าน แต่จะยังคงเดินหน้าโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลกับ CNN กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้ “เปราะบางเป็นอย่างยิ่ง” เนื่องจากอิหร่านขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอน

ทั้งนี้ กองทัพอิหร่านเพิ่งประกาศหยุดการโจมตีอิสราเอลระลอกล่าสุด แต่เตือนว่า พวกเขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาดกว่าเดิม หากอิสราเอลยังคงโจมตีภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ ฮิซบอลเลาะห์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดโจมตีอิสราเอล แต่เตือนเรื่องเลบานอน

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดโจมตีอิสราเอล แต่เตือนเรื่องเลบานอน

8 มิ.ย. 2569 21:41 น.

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดโจมตีอิสราเอล แต่เตือนเรื่องเลบานอน

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดการโจมตีอิสราเอลระลอกล่าสุดซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เตือนว่า หากอิสราเอลยังโจมตีภาคใต้ของเลบานอน พวกเขาจะตอบโต้รุนแรงกว่าเดิม

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” ซึ่งเป็นหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประกาศการยุติปฏิบัติการของกองทัพในการโจมตีอิสราเอลระลอกล่าสุดนี้ แต่เตือนด้วยว่า หากอิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาดกว่าเดิม

แถลงการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก อิหร่านเริ่มยิงขีปนาวุธเข้าใส่ดินแดนของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และยาวตลอดวันจันทร์ ซึ่งนับเป็นการโจมตีเข้าใส่อิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่อิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายการเมืองและทหารของอิหร่านได้ออกคำเตือนเมื่อช่วงเย็นวานนี้ว่า อิหร่านจะตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล โดยอิหร่านยืนยันว่า การหยุดยิงในเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้วย แม้ว่าฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ จะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม

ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X หลังกองทัพประกาศหยุดโจมตีว่า สิ่งที่ประเทศให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ “ความมั่นคงแห่งชาติและความสงบสุขของประชาชนของเรา” พร้อมเสริมว่า อิหร่านจะ “ไม่ยอมถอยต่อภัยคุกคามใดๆ ทั้งสิ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“ทรัมป์” ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม “โกงเลือกตั้ง”

"ทรัมป์" ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม "โกงเลือกตั้ง"

8 มิ.ย. 2569 16:00 น.

“ทรัมป์” ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม “โกงเลือกตั้ง”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินลุกออกจากการสัมภาษณ์ของรายการดัง “Meet the Press” ทางช่อง NBC หลังเผชิญหน้าตึงเครียดกับผู้ประกาศข่าวหญิง “คริสเตน เวลเกอร์” เหตุถูกซักถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งปี 2020 รวมถึงประเด็นเงินเยียวยาผู้ก่อจลาจลรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

เหตุตึงเครียดระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์ของรายการข่าวการเมือง “Meet the Press” ของสถานีโทรทัศน์ NBC ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย.) โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจยุติการสัมภาษณ์อย่างกะทันหันและเดินออกจากฉาก หลังจากถูกจี้ถามอย่างหนักเกี่ยวกับข้ออ้างเรื่องการโกงเลือกตั้ง และประเด็นกองทุนช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ภายในโรงนาแห่งหนึ่งในรัฐวิสคอนซิน ซึ่งทรัมป์เดินทางไปร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกร โดยการถ่ายทำเป็นไปอย่างทุลักทุเลเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิคและมีฝนตกกระทบหลังกาเหล็กเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งผ่านไปราว 50 นาที บรรยากาศเริ่มทวีความเดือดดาลขึ้น

ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ คริสเตน เวลเกอร์ ผู้ประกาศข่าวและผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการ “กองทุนต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเป็นอาวุธ”  มูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นแผนการของทรัมป์ และปัจจุบันแผนนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว ที่ตั้งขึ้นเพื่อเยียวยาบุคคลที่อ้างว่าถูกรัฐบาลสืบสวนอย่างไม่เป็นธรรม แผนนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนว่า อาจถูกนำไปใช้จ่ายเงินให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

เมื่อเวลเกอร์ถามว่า กลุ่มคนที่ยอมรับสารภาพผิดในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนั้น จะมีสิทธิ์ได้รับเงินภาษีประชาชนจากกองทุนนี้หรือไม่ ทรัมป์แสดงอาการหงุดหงิดทันที และอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่า “คุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงยอมรับสารภาพ? เพราะพวกเขาโดนขู่ว่าจะต้องติดคุก 15 ปี… พวกเขากลัว พวกเขาหมดหนทาง จริง ๆ แล้วพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ เชื้อเชิญให้เดินเข้าไปในอาคารด้วยซ้ำ” โดยทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามตรง ๆ ว่าคนกลุ่มนี้ควรได้เงินเยียวยาหรือไม่

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์โยงเข้าสู่ประเด็นการเลือกตั้ง โดยเขาอ้างลอย ๆ ว่า การเลือกตั้งรอบไพรมารีเพื่อสรรหาผู้สมัครผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียที่กำลังนับคะแนนอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ที่เขาพ่ายแพ้ ทั้งหมดเป็นเรื่อง “จัดฉากและมีการโกงกันเกิดขึ้น”

ทรัมป์โจมตีว่า ผ่านมา 4 วันแล้วในแคลิฟอร์เนียแต่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ พวกนั้นกำลังโกงเลือกตั้ง ซึ่งเวลเกอร์ได้แย้งว่า นั่นเป็นกระบวนการมาตรฐานที่พิถีพิถันของรัฐแคลิฟอร์เนียที่เน้นการลงคะแนนทางไปรษณีย์ พร้อมถามทรัมป์กลับว่า “ท่านมีหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างนี้ไหมคะ?”

ทรัมป์ตอบว่า “สิ่งเดียวที่ผมต้องทำ คือการดูและฟัง” ด้านเวลเกอร์สวนกลับทันทีว่า “แต่นั่นไม่ใช่หลักฐานค่ะ”

คำตอกกลับของเวลเกอร์ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ และเริ่มเปิดฉากโจมตีสื่อมวลชนว่า “พวกนั้นมันคอร์รัปชัน เหมือนกับที่คุณโกงนั่นแหละ สื่อของคุณมันโกง และรายการ Meet the Press ก็โกง” ซึ่งเวลเกอร์พยายามปกป้องตัวเองโดยกล่าวว่า “เพื่อความยุติธรรม ดิฉันไม่ได้โกงค่ะ แต่เรามาคุยกันต่อเถอะ”

ทว่าทรัมป์ไม่ยอมหยุดและตอกกลับเธออย่างรุนแรงว่า “คุณไม่โกงก็โง่แล้ว คุณยอมตกเป็นเครื่องมือของไอ้เรื่องขยะพวกนี้ คุณก็รู้ว่าการเลือกตั้งพวกนี้มันโกง ช่องของคุณก็รู้ว่ามันโกง” ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “ประเทศไม่มีวันเจริญถ้าสื่อไม่ซื่อสัตย์”

หลังจากเวลเกอร์พยายามจะเปลี่ยนคำถาม ทรัมป์ได้ตัดบทและประกาศยุติการสัมภาษณ์ทันที โดยกล่าวว่า “พอทีเถอะ เลิกคุยกันแค่นี้เพราะผมทนมามากพอแล้ว ขอบคุณ ขอให้สนุกนะ” พร้อมกับเอื้อมมือไปถอดไมโครโฟนออกจากเสื้อ

เมื่อเวลเกอร์เตือนทรัมป์ว่าเธอต้องเดินทางไกลมาถึงรัฐวิสคอนซินเพื่อการสัมภาษณ์นี้ ทรัมป์ตอบกลับก่อนเดินหนีไปว่า “ผมก็นั่งตากฝนอยู่กับคุณเป็นชั่วโมง ฝนตก ๆ หยุด ๆ และผมให้เวลาคุณมากพอแล้ว คุณควรไปจัดการสื่อของคุณให้ตรงไปตรงมาเสียใหม่ เพราะรู้ไหมอะไร? ประเทศนี้ไม่มีวันยิ่งใหญ่ได้หรอก ถ้ายังมีสื่อที่ไม่ซื่อสัตย์แบบนี้” จากนั้นเขาได้กวักมือเรียกทีมงานหลังกล้องแล้วเดินออกจากฉากไปทันที

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นดุเดือดดังกล่าว ในช่วงต้นของการสัมภาษณ์ ทั้งคู่ได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำว่านี่จะไม่ใช่ “สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด” โดยคาดว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนภัยคุกคามก็จะจบลง

หลังจากการออกอากาศเสร็จสิ้น คริสเตน เวลเกอร์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ดิฉันได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเราทั้งคู่ต่างเข้าใจถึงความทุลักทุเลในการสัมภาษณ์ที่เกิดจากอุปสรรคเรื่องฝนตก และท่านประธานาธิบดีได้ตกลงที่จะนัดวันเวลานั่งคุยให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press อีกครั้งในอนาคต”

ที่มา BBC / Guardian

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

8 มิ.ย. 2569 15:21 น.

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

เมืองอุตสึโนมิยะของญี่ปุ่นสั่งระงับการเรียนการสอนโรงเรียนประถมและมัธยมต้นของรัฐรวม 94 แห่งในวันนี้ (8 มิ.ย.) หลังพบหมีป่าหลุดเข้ามาเดินเพ่นพ่านกลางย่านที่พักอาศัยและแหล่งช้อปปิ้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมือง

ทางการเมืองอุตสึโนมิยะ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางภูมิภาคที่มีประชากรราว 510,000 คน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร ได้ประกาศสั่งปิดโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของรัฐที่เมืองดูแลอยู่ทั้งหมด 94 แห่งเป็นการชั่วคราว หลังจากมีรายงานการพบหมีป่าเข้ามาเพ่นพ่านในเขตเมืองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังไม่สามารถจับตัวได้

เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอุตสึโนมิยะเปิดเผยว่า ทางการได้รับรายงานการพบหมีป่ามากกว่า 10 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยจุดแรกที่พบอยู่ทางตอนเหนือของใจกลางเมือง และมีการระบุว่าหมีตัวดังกล่าวมีความยาวประมาณ 1 เมตร

หลังจากนั้น มีรายงานการพบหมีป่าอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งในย่านที่พักอาศัยใกล้กับสวนสาธารณะ รวมถึงในย่านถนนคนเดินและแหล่งช้อปปิ้งของเมือง จนกระทั่งล่าสุดในช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ มีชาวเมืองพบหมีตัวนี้อยู่ใกล้กับตลาดค้าส่ง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมต้นเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าหมีที่สร้างความปั่นป่วนในขณะนี้มีเพียงตัวเดียวหรือมากกว่านั้น

ขณะนี้ ทางการเมืองอุตสึโนมิยะได้ระดมกำลังนายพรานที่มีความชำนาญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายสิบคน ออกปูพรมค้นหาตัวหมีป่าอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งส่งรถยนต์กระจายเสียงวิ่งตรวจตราไปทั่วพื้นที่ที่มีรายงานการพบเห็น เพื่อประกาศแจ้งเตือนและร้องขอให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ภายในบ้านเรือนหรืออยู่ภายในตัวรถเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ในอดีตเมืองอุตสึโนมิยะแทบไม่เคยมีประวัติเผชิญหน้ากับหมีป่ามาก่อน โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมามีรายงานการพบนหมีที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น การปรากฏตัวของหมีป่าใจกลางเมืองครั้งนี้จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ในระยะหลัง ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาการพบและการโจมตีของหมีป่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง โดยสถิติเมื่อปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย และมีรายงานการพบหมีทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคมพุ่งทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อสองปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว เนื่องจากหมีตื่นจากการจำศีลด้วยความหิวโหย

ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาในปีนี้เพื่อหาแนวทางลดความสูญเสียอย่างจริงจัง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุหมีป่าบุกทำร้ายคนในเมืองฟุกุชิมะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงงานเหล็กฟุกุชิมะ เผยให้เห็นนาทีระทึกขณะที่หมีดำวิ่งไล่กวดพนักงานบริเวณหน้าทางเข้าโรงงานและตะปบเขาลงไปกองกับพื้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หมีดำเอเชีย ถูกจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก แต่ในญี่ปุ่น ประชากรของพวกมันกลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากความนิยมในการล่าสัตว์ที่ลดลง ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อพืชพรรณในป่า ทำให้ผลผลิตอาหารตามธรรมชาติของหมี เช่น ลูกโอ๊ก และลูกบีช ลดน้อยลง

นอกจากนี้ การลดลงของประชากรในเขตชนบทของญี่ปุ่น และการปล่อยให้พื้นที่เกษตรกรรมรกร้างตื้นเขิน กลายเป็นการเปิดทางและสร้างความย่ามใจให้หมีป่าพากันละทิ้งผืนป่าธรรมชาติ และเดินทางเข้ามาหากินใกล้กับชุมชนเมืองของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดนี้.

ที่มา Kyodo / AFP

“สี จิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

"สี จิ้นผิง" เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ "มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้"

8 มิ.ย. 2569 14:16 น.

“สี จิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายคิม จองอึน พร้อมย้ำ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้” หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำจีนได้ร่วมการประชุมสุดยอดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ และ วลาดิเมียร์ ปูติน โดยจีนประกาศพร้อมเป็นหลักประกันความมั่นคงให้เกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในวันนี้ (8 มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขาในปีนี้ หลังจากที่เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้

คลิปวิดีโอจากสำนักข่าวซินหัวของจีนเผยให้เห็นภาพเครื่องบินของสายการบินแอร์ไชน่า ร่อนลงจอด โดยมีกองทหารเกียรติยศตั้งแถวต้อนรับบนพรมแดง นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนางรี ซอลจู ภริยา ได้เดินทางมาต้อนรับนายสี จิ้นผิง และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ด้วยตนเอง ณ จัตุรัสคิมอิลซุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจากวงดุริยางค์ทหารและฝูงชนชาวเกาหลีเหนือที่โบกธงชาติและช่อดอกไม้ พร้อมป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “ขอต้อนรับสหายสี จิ้นผิง อย่างอบอุ่น” และ “มิตรภาพอันเป็นนิรันดร์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีน”

นายสี จิ้นผิง ได้ส่งสารผ่านบทความบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน ของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า “ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศจะวิวัฒนาการไปในทิศทางไหน มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและเกาหลีเหนือจะยังคงแข็งแกร่งและไม่มีวันพ่ายแพ้เสมอ”

การเดินทางเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ แม้ว่าทำเนียบขาวจะเปิดเผยว่า ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ นายสี จิ้นผิง และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ “ยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ”

นอกจากนั้น ในคืนก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินทางมาถึง คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ได้ออกมาประกาศกร้าวอย่างเป็นทางการว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “เส้นที่จะไม่มีวันหันหลังกลับ” สอดคล้องกับท่าทีของเกาหลีเหนือที่ประกาศตัวเองว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ “ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” มาโดยตลอด นับตั้งแต่การเจรจาระหว่างคิมและทรัมป์ล่มลงในปี 2019

ด้านนายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้จะไม่ยอมแพ้ต่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า “เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าผลิตวัสดุนิวเคลียร์อยู่แม้ในวินาทีนี้”

มินซอน คู ศาสตราจารย์ด้านการทูตจากมหาวิทยาลัยเดอพอล ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “รัฐบาลจีนอาจยอมรับในทางพฤตินัยแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐนิวเคลียร์ แต่สิ่งที่นายสีจะบอกกับนายคิมคือ จีนต้องการเสถียรภาพมากที่สุด”

ขณะที่ ซองฮยอน ลี นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชียแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิเคราะห์ว่า จีนกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากการกดดันให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ มาเป็นการ “รับประกันความอยู่รอดของระบอบเกาหลีเหนือ” แทน เนื่องจากยุทธศาสตร์ในภูมิภาคของจีนจะได้รับประโยชน์จากการมีเกาหลีเหนือเป็น “รัฐกันชน” ที่มีอาวุธหนักครบมือและเป็นพันธมิตรกับจีน เพื่อคอยดึงความสนใจและความร่วมมือทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ออกไป

นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการคานอำนาจกับรัสเซีย ที่พยายามแผ่อิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือผ่านการส่งกำลังทหารและเทคโนโลยีในช่วงสงครามยูเครน รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ สายเหยี่ยวความมั่นคง ที่เคยขู่ว่าจะใช้กำลังทหารแทรกแซงหากจีนบุกไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่เพียงแต่เป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการที่ผูกพันตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของกันและกันเท่านั้น แต่จีนยังเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ

ข้อมูลระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 นี้ พุ่งสูงขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 โดยเกาหลีเหนือพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกือบทั้งหมดจากจีน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานพาหนะ และสิ่งทอ

ในทางกลับกัน จีนคือตลาดใหญ่สำหรับสินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ เช่น ผมปลอมและวิกผม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของการส่งออก รวมถึงแร่ทังสเตน อาหารทะเลแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า และชิ้นส่วนนาฬิกา นอกจากนี้ รายงานจากสหประชาชาติระบุว่า เกาหลีเหนือยังคงสร้างรายได้จากการส่งแรงงานนับหมื่นคนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและรัสเซีย ในภาคการก่อสร้าง การทำไม้ การผลิต และการประมง ซึ่งเงินทุนและสินค้าเหล่านี้ทำให้นายสี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองและอิทธิพลอย่างสูงต่อตัวนายคิม จองอึน.

ที่มา AFP / BBC

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

8 มิ.ย. 2569 13:31 น.

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ประกาศสนับสนุนข้อเสนอของประธานาธิบดียูเครนในการเปิดการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไข 5 ประการสำหรับการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน โดยย้ำว่ายุโรปและสหรัฐฯ ต้องมีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

ผู้นำกลุ่มพันธมิตรความมั่นคงยุโรป หรือ “E3” ซึ่งประกอบด้วย นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, นายฟรีดริช เมิรตซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เปิดทำเนียบดาวนิงสตรีทในกรุงลอนดอน ร่วมประชุมและออกแถลงการณ์ร่วมกับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อประกาศจุดยืนสนับสนุนการเปิดเจรจาสันติภาพโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยต้องการให้ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายเซเลนสกี ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อเสนอให้มีการเจรจาแบบเผชิญหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 5 โดยเซเลนสกีระบุในจดหมายว่า ประชาชนชาวรัสเซียเองก็เริ่มเหนื่อยล้ากับผลกระทบของสงคราม ทั้งการถูกยูเครนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธลึกเข้าไปในดินแดน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และวิกฤตการขาดแคลนน้ำมัน

นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนยังเน้นย้ำว่า ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน “มันคงเป็นเรื่องที่ผิดหากยุโรปจะทำเพียงแค่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง”

ในการประชุมร่วมกันที่กรุงลอนดอน กลุ่ม E3 และยูเครนได้ร่วมกันกำหนดเงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ เพื่อบรรลุข้อตกลงที่ “ยุติธรรมและยั่งยืน” ได้แก่ ต้องมีการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม, ให้ใช้เส้นแบ่งเขตการสู้รบในปัจจุบันในสมรภูมิเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา, ยูเครนจะต้องได้รับการรับประกันความมั่นคงที่ผูกพันทางกฎหมาย รวมถึงการส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปประจำการ, ทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศที่ถูกอายัดไว้ จะไม่ได้รับการปลดล็อกจนกว่ารัสเซียจะชดเชยค่าเสียหายจากสงครามให้กับยูเครนทั้งหมด และรัสเซียต้องเคารพสิทธิ์ของยูเครนในการเลือกมาตรการความมั่นคงและพันธมิตร รวมถึงความพยายามในการเข้าร่วมนาโต

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า ความร่วมมือของอังกฤษกับยูเครนนั้น “แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า” และความมั่นคงของยูเครนก็คือความมั่นคงของยุโรปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเจรจาของเซเลนสกีกลับถูกปฏิเสธโดยปูติน ซึ่งผู้นำรัสเซียระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวดู “ขาดความจริงใจ” และยังไม่มีประโยชน์ที่จะนัดพบกันในตอนนี้ โดยย้ำว่ารัสเซียจะยุติสงครามก็ต่อเมื่อบรรลุเป้าหมายทางการทหารทั้งหมดแล้วเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ปูตินได้กล่าวกับสื่อมวลชนต่างประเทศว่า ข้อเสนอสันติภาพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเป็นหนทางในการยุติการสู้รบได้ หากรัฐบาลยูเครนพร้อมที่จะยอมประนีประนอม ซึ่งสอดคล้องกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยพยายามกดดันให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงยุติสงครามเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สถานการณ์ในแนวหน้ายังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดก่อนเดินทางเยือนลอนดอน นายเซเลนสกีได้ออกมาประณามรัสเซียอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุโดรนของกองทัพรัสเซียพุ่งโจมตีอาคารจัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล จนโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายบางส่วนและเกิดเพลิงไหม้

ด้าน “เอเนอร์โฮอะตอม” ผู้ดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน แถลงว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และระดับรังสีโดยรอบยังคงอยู่ในระดับปกติ พร้อมวิจารณ์ว่ารัสเซียจงใจคุกคามความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ซึ่งเซเลนสกีระบุว่าเป็นการกระทำที่ “ชั่วช้า” ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่วิกฤตระดับโลก ทั้งนี้ เชอร์โนบิลถือเป็นสถานที่เกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกเมื่อปี 1986 และเมื่อปีที่ผ่านมาก็เคยถูกโดรนรัสเซียโจมตีโดนโดมครอบปฏิกรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ยูเครนยังเผชิญกับการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2022 โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย จากการโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองซาปอรีเชีย ทางตอนใต้ของประเทศ.

ที่มา Reuters / BBC

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

8 มิ.ย. 2569 13:03 น.

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

เกิดเหตุระทึกขวัญใจกลางนครนิวยอร์ก เมื่อชายคลุ้มคลั่งก่อเหตุไล่แทงผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า บริเวณ สถานีรถไฟเพนน์สเตชัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย เจ้าหน้าที่เร่งรวบตัวระงับเหตุ ท่ามกลางการยกระดับรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเดินทางมาชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ ที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งตั้งอยู่เหนือสถานีที่เกิดเหตุพอดี

เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงประชาชนภายในสถานีรถไฟและรถไฟใต้ดิน “เพนน์สเตชัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการคมนาคมที่พลุกพล่านที่สุดของนครนิวยอร์ก

สำนักงานป้องกันอัคคีภัยแห่งนครนิวยอร์ก และนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ยืนยันตรงกันว่า จากข้อมูลล่าสุดมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 6 ราย โดยมี 1 รายอาการสาหัส อีก 2 รายบาดเจ็บปานกลาง และที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลเบลวิวแล้ว 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟแอมแทร็กและกองกำลังตำรวจนิวยอร์ก ได้ระดมกำลังไล่ล่าตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน ก่อนจะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้ในเวลาต่อมา จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์นี้เป็นการสุ่มโจมตีด้วยความรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่นิวยอร์ก ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนไร้บ้านที่มีอาการป่วยทางจิตและสภาวะอารมณ์แปรปรวน

ช่างภาพในพื้นที่รายงานว่า บริเวณชานชาลาที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เต็มไปด้วยเศษผ้าก๊อซ ถุงมือแพทย์ และรอยเลือดกระจายอยู่บนพื้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำถังแบริเออร์และสายกั้นสีเหลืองมาปิดล้อมพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าวเนื่องจากการจราจรและการขนส่งมวลชนรอบสถานีเกิดการติดขัดอย่างหนัก

ทางด้านนางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่รุนแรงและน่าสยดสยอง” พร้อมย้ำว่าชาวนิวยอร์กทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในทุกที่ที่ไป และทางการจะไม่หยุดยั้งในการทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นครนิวยอร์กกำลังเตรียมพร้อมจัดการแข่งขันกีฬาถึง 2 งานใหญ่ ได้แก่ การแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ และการแข่งขันฟุตบอลโลก 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งตั้งอยู่เหนือสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน มีกำหนดจัดแข่งขัน NBA นัดชิงชนะเลิศเกมที่ 3 ในค่ำคืนวันจันทร์นี้ ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างทีม นิวยอร์ก นิกส์พบกับ ซานแอนโตนิโอ สเปอส์  โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบรับคำเชิญของเจมส์ โดแลน เจ้าของทีมส์นิกส์ เพื่อเดินทางมาเข้าชมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย รวมถึงนายมัมดานี ก็จะเข้าร่วมชมเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุแทงกัน ทางการนิวยอร์กได้สั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสนามกีฬาอยู่แล้ว รวมถึงการประกาศนโยบายห้ามนำกระเป๋าเข้าสนาม และสั่งยกเลิกกิจกรรม “วอทช์ปาร์ตี้” หรือการรวมตัวชมการถ่ายทอดสดผ่านจอยักษ์ที่บริเวณภายนอกสนามกีฬา เนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าเกิดเหตุแฟนบอลบางส่วนก่อความวุ่นวาย จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายและมีการจับกุมแฟนบอลไปถึง 26 ราย

นอกจากศึก NBA แล้ว ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ สนามกีฬาเม็ทไลฟ์ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งอยู่ติดกับนิวยอร์ก ก็มีกำหนดการเปิดสนามจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มนัดแรกเช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สั่งตรึงกำลังเข้มงวดทั่วทุกจุดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวและแฟนกีฬาจากทั่วโลก.

ที่มา BBC / AFP

ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

 ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

8 มิ.ย. 2569 11:16 น.

ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

ทางการฟิลิปปินส์ระบุมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย บาดเจ็บ 134 คน จากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนพังถล่มหลายแห่ง  ขณะที่ทางการฟิลิปปินส์สั่งระดมหน่วยงานเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมากว่า 138 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวครั้งแรก โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดได้ขนาด 6.7

เจ้าหน้าที่หน่วยงานบรรเทาภัยพิบัติฟิลิปปินส์กล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ทางตอนใต้ของประเทศ พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 19 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 134 คน นายโรดริโก โซสเมนา ผู้อำนวยการฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนประจำภูมิภาค กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิต 12 รายในเขตซอกซาร์เกน บนเกาะมินดาเนา นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในจังหวัดดาเวาตะวันตก

ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมากว่า 138 ครั้งรุนแรงต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวครั้งแรก โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดได้ขนาด 6.7

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกกล่าวในประกาศว่า อาจเกิดคลื่นสึนามิ “ภายใน 3 ชั่วโมงข้างหน้า” ตามแนวชายฝั่งของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาเลา ไต้หวัน และปาปัวนิวกินี

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์รายงานว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิใน 6 พื้นที่ของเกาะมินดาเนา โดยตรวจพบคลื่นระหว่างเวลา 07:42 ถึง 08:45 ตามเวลาท้องถิ่น คลื่นที่สูงที่สุดที่บันทึกได้วัดได้ 1.4 เมตร ทางหน่วยงานแจ้งว่า ยังคงมีการเตือนภัยสึนามิสำหรับฟิลิปปินส์อยู่

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.37 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 โดยมีศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองมาอาซิม จังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ในระดับความลึกประมาณ 10 กม. สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับที่ “ทำลายล้างสูง” 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเจนเนอรัลซานโตส เปิดเผว่า แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนหลายหลังพังถล่มลงมา โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งทำงานอย่างแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ขณะเดียวกัน มีคลิปวิดีโอถูกแชร์บนโลกออนไลน์ เผยให้เห็นภาพของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดตั้งอยู่ พังถล่มลงมากลายเป็นเศษอิฐเศษปูนต่อหน้าต่อตา รวมถึงอาคารเรียนในสถาบันการศึกษาท้องถิ่นที่พังครืนลงมา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า “พระเจ้า! มันถล่มลงมาแล้ว อาคารถล่มลงมาจริง ๆ!”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็น วันเปิดภาคเรียนวันแรกของโรงเรียนรัฐบาลในฟิลิปปินส์

ด้านประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ได้ออกแถลงการณ์สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานรัฐเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมสั่งระงับการเรียนการสอนในทุกระดับชั้นทั่วพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบนเกาะมินดาเนาจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังได้ส่งข้อความถึงประชาชนว่า “ถึงพี่น้องร่วมชาติในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โปรดปฏิบัติตามคำเตือนภัยสึนามิและอพยพขึ้นที่สูงในทันที อย่ารอช้า ชีวิตของท่านมีค่ามากกว่าสิ่งของใด ๆ ที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง”

ขณะที่ นายซอนนี อังการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ได้ส่งทีมวิศวกรโครงสร้างลงพื้นที่ร่วมกับทีมงานในภูมิภาค เพื่อเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

นอกจากฟิลิปปินส์แล้ว แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูงทางตอนเหนือ เช่น เมืองมานาโด จังหวัดโกซอนตาโล และเกาะซันกีเฮ ขึ้นที่สูงทันที อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมงครึ่ง ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศยกเลิกคำเตือนดังกล่าว โดยมีรายงานคลื่นสึนามิขนาดเล็กซัดเข้าฝั่ง 9 จุด จุดที่สูงที่สุดอยู่ที่เกาะซันกีเฮ วัดได้ 0.75 เมตร

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ได้ประกาศเฝ้าระวังและเตือนภัยสึนามิตลอดแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยคาดการณ์ว่าอาจมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ซัดเข้าฝั่งในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ”  ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง โดยอินโดนีเซียเคยเผชิญกับโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวขนาด 9.1 และสึนามิครั้งใหญ่ที่จังหวัดอาเจะห์ เมื่อปี 2004 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 170,000 ราย.

ที่มา GMA News / ABS-CBN / AFP