อิสราเอลเมินคำขอ “ทรัมป์” สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

อิสราเอลเมินคำขอ "ทรัมป์" สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

8 มิ.ย. 2569 10:55 น.

อิสราเอลเมินคำขอ “ทรัมป์” สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน เมินคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามโทรศัพท์สายตรงสกัดไม่ให้ตอบโต้ ด้านอิหร่านเตือนหากทำอีกเจอล้างแค้นครอบคลุมฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งภูมิภาค ขณะที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวพุ่งสูงทันที 3% 

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีเป้าหมายทางการทหารทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศอิหร่าน รวมถึงมีเสียงระเบิดดังสนั่นใน 3 เมืองใหญ่ ซึ่งรวมถึงกรุงเตหะราน 

การโจมตีครั้งนี้เป็นการเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันให้นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อดกลั้นและหลีกเลี่ยงการตอบโต้ เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

โดยมีรายงานว่า ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะเปิดฉากถล่ม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮูเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง โดยสื่อต่างประเทศระบุคำพูดของทรัมป์ว่า “ผมจะโทรหาบีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) ตอนนี้เพื่อบอกเขาว่าอย่าตอบโต้ อิสราเอลโจมตีไปแล้ว อิหร่านก็โจมตีไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีการโจมตีครั้งต่อไปอีก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง ไฟแนนเชียล ไทม์ส โดยแสดงความมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกล่าวอย่างดุดันว่า “มันจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลง เพราะผมเป็นคนคุมเกมทั้งหมด เนทันยาฮูไม่ได้เป็นคนคุมเกม”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ จนกว่าอิหร่านจะปฏิบัติตัวดีและบรรลุข้อตกลงขั้นต้นร่วมกัน ซึ่งขัดต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายอิหร่าน

การเปิดฉากโจมตีของอิสราเอลในวันนี้ (8 มิ.ย.) เป็นการโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ 11 ลูก รวมถึงขีปนาวุธทิ้งตัวแบบยิงจากอากาศ มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศรามัต ดาวิด ใกล้กับเมืองนาซาเร็ธของอิสราเอล ซึ่งกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าสามารถสกัดไว้ได้ทั้งหมดและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า การยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลก่อนหน้านี้ ถือเป็นการ “เตือนสติ” หลังจากอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการส่งเครื่องบินรบถล่มย่านดาฮีเยห์ ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 20 ราย โดยทางอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ให้ “ไฟเขียว” ในการโจมตีเลบานอนครั้งนี้

อิหร่านยังประกาศกร้าวว่า “หากอิสราเอลยังทำซ้ำซาก การตอบโต้ครั้งต่อไปจะขยายวงกว้าง และครอบคลุมเป้าหมายที่เป็นของทั้งสหรัฐฯ และไซโอนิสต์ (อิสราเอล) ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง” ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านได้ส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในอิรัก ขณะที่อิสราเอลก็ระบุว่ากำลังสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากกลุ่มกบฏในเยเมนเช่นกัน

ผลจากการยกระดับความรุนแรงส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าทางตอนตะวันตกของประเทศ และระงับเที่ยวบินขาเข้าทั้งหมด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติทันที ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักและซีเรียก็ได้ประกาศปิดน่านฟ้าตามมาในลักษณะเดียวกัน

ความขัดแย้งที่กลับมาปะทุเดือด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะยานขึ้นทันทีมากกว่า 3% ซื้อขายทะลุ 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก ซึ่งปัจจุบันถูกอิหร่านปิดอยู่นั้น จะไม่มีโอกาสกลับมาเปิดใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้

ด้านการทูต แม้ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถานจะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานเพื่อส่งจดหมายลับจากผู้บัญชาการทหารและนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ทางที่ปรึกษาทหารของผู้นำสูงสุดอิหร่านยอมรับว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้ “อยู่ในภาวะชะงักงัน”.

ที่มา Reuters / AFP

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

8 มิ.ย. 2569 07:39 น.

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูด ที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ทางการเร่งประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ และอพยพประชาชนขึ้นที่สูง หลังคาดจะเกิดคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ

ตามรายงานของศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมนี (GFZ) ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ประเมินขนาดไว้ที่ 7.3 แมกนิจูด ก่อนปรับเพิ่มเป็น 8.2

หลังเกิดแผ่นดินไหว ระบบเตือนภัยสึนามิสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ ขณะที่สำนักงานแผ่นดินไหวและภูเขาไฟวิทยาของฟิลิปปินส์ ระบุว่าอาจเกิดคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ

ทางการฟิลิปปินส์แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งของบางจังหวัดทางตอนใต้ รีบอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง หรือเคลื่อนตัวออกห่างจากแนวชายฝั่งทันที เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ออกประกาศเฝ้าระวังสึนามิตามแนวชายฝั่งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นบริเวณกว้าง หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้

ด้านสถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 7.0 แมกนิจูด พร้อมเตือนว่าอาจเกิดความเสียหายต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงเตือนภัยสึนามิสูงกว่า 1 เมตร อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ประเมินขนาดแผ่นดินไหวไว้ที่ 7.7 แมกนิจูด

เบนจี อันเชตา ผู้กำกับการตำรวจเมืองอาลาเบล ในจังหวัดซารังกานี ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า อาคารสถานีตำรวจเกิดรอยร้าวบางส่วนทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังประกอบพิธีเคารพธงชาติ

อันเชตากล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่มีประชาชนบางส่วนเป็นลมเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

8 มิ.ย. 2569 07:22 น.

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เกาหลีเหนือประกาศยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งสถานะรัฐติดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เตรียมเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติพันธมิตรสำคัญ

สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่า คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึนกล่าวว่า เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมถอยจากสถานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเปียงยางจะไม่อดทนต่อแรงกดดันหรือภัยคุกคามจากภายนอก

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันจันทร์นี้ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดกับคิม จอง อึน ซึ่งถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของผู้นำจีนในรอบเกือบ 7 ปี

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กรุงปักกิ่งต้องการเสริมความสัมพันธ์กับกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการเพียงประเทศเดียวของจีน

คิม โย จอง ยังกล่าวโจมตีคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ยืนยันเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือระหว่างการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเรียกข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นเรื่องเท็จ

เธอระบุว่า เกาหลีเหนือมีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่านโยบายการเสริมสร้างศักยภาพการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งประกาศโดยผู้นำสูงสุดของประเทศนั้น เป็นข้อสรุปสุดท้ายที่ไม่สามารถย้อนกลับได้และจะต้องดำเนินการต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไข

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน เกาหลีเหนือเพิ่งเปิดเผยโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่ โดยคิม จอง อึน เรียกร้องให้มีการขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศแบบก้าวกระโดด

นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดเผยโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ อาจเป็นความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนการพบหารือระหว่างคิม จอง อึน และสี จิ้นผิง รวมถึงใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า คิม จอง อึน ยังเดินทางเยือนโรงงานผลิตอาวุธขนาดใหญ่ และสั่งเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธของประเทศให้มากขึ้น 2.5 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี โดยอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์โรดง ซินมุน สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือ.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

8 มิ.ย. 2569 06:22 น.

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐฯ ทำร่วมกับอิหร่าน เนื่องจากผู้นำอิสราเอลไม่ใช่คนกุมบังเหียน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว เดอะ ไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT) ว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู จำเป็นต้องยอมรับข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่สหรัฐฯ บรรลุร่วมกับอิหร่าน เนื่องจากผู้นำอิสราเอล “ไม่ใช่คนกุมบังเหียน”

“ผมเป็นคนคุมเกมเอง ผมเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง เขา (เนทันยาฮู) ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว และเสริมว่า “เขาไม่มีทางเลือกอื่นหรอก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า เหตุการณ์ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลเมื่อคืนวันอาทิตย์นั้น “จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลงดังกล่าว”

“เราต้องรอดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่การโจมตีเหล่านั้นแทบไม่ได้สร้างความสะเทือนอะไรเลย มันก็เป็นแค่หนึ่งในเรื่องราวความขัดแย้งที่ดำเนินมานานถึง 3,000 ปี หรือ 47 ปี แล้วแต่ว่าคุณจะนับจากตรงไหน” ทรัมป์กล่าว

ถ้อยแถลงของทรัมป์ที่มีต่อผู้นำอิสราเอลในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขารู้สึก ไม่พอใจนายเนทันยาฮูมากๆ เรื่องแผนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามขับเคลื่อนข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

อนึ่ง เนทันยาฮูเคยวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านที่บรรลุในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาอย่างรุนแรง โดยเขาเคยกล่าวต่อที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) ในปี 2558 ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการให้รางวัลต่อ “พฤติกรรมอันเลวร้าย” ของอิหร่านเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

8 มิ.ย. 2569 05:40 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

อิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน ตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กองทัพอิหร่านเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งใหม่ หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ใช้เวลาเจรจานานหลายสัปดาห์เพื่อหาข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าสามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีฐานทัพอากาศ รามัต เดวิด (Ramat David) ทางตอนเหนือของอิสราเอลได้สำเร็จ

ส่วนกองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงเข้ามาอย่างน้อย 3 ระลอก โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) ได้อย่างน้อย 10 ลูก ขณะที่แหล่งข่าวฝั่งอิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า อิสราเอลจะทำการตอบโต้การโจมตีครั้งนี้อย่าง “รุนแรง”

สำนักข่าว เพรส ทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า การโจมตีครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการโจมตีเข้าใส่อิสราเอลที่รุนแรงกว่าเดิม หากอิสราเอลยังคงไม่หยุดโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนและกรุงเบรุต

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า อิหร่านจำเป็นต้อง “กลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาและทำข้อตกลงร่วมกัน” หลังเกิดเหตุโจมตีอิสราเอลครั้งล่าสุดนี้ และย้ำว่า การทำแบบนี้ “ไม่ช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน”

ทรัมป์ยังเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ด้วยว่าเขา “ไม่พอใจ” กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่อิสราเอลโจมตีในกรุงเบรุต โดยแหล่งข่าวในอิสราเอลและผู้ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์เปิดเผยว่า ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ต่อสายตรงพูดคุยกันหลังเกิดเหตุอิหร่านยิงถล่ม

เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองทัพอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลจะ “ยกระดับความรุนแรง” ในการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การระดมยิงถล่มจากฝั่งอิหร่าน

การโจมตีของอิหร่านยังทำให้ “คลาลิต เฮลธ์ เซอร์วิสเซส” (Clalit Health Services) ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอลประกาศจะย้ายการดำเนินงานของโรงพยาบาลไปยังสิ่งปลูกสร้างใต้ดินและพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มกัน ขณะที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศในวันจันทร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

8 มิ.ย. 2569 03:49 น.

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

กลุ่ม OPEC+ เห็นชอบในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จนกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นพ้องในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 เดือน แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้สมาชิกหลายรายของกลุ่มไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ก็ตาม

สงครามดังกล่าวส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก นำไปสู่วิกฤตอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากสมาชิกหลักของโอเปกพลัส รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถจัดส่งน้ำมันให้แก่คู่ค้าได้อย่างเต็มจำนวนนับตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ซ้ำร้าย วิกฤตการณ์ของกลุ่มโอเปกพลัสยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ “โอเปก” (OPEC) หลังจากร่วมกลุ่มมานานเกือบ 60 ปี เพื่อให้มีอิสระในการตัดสินใจเรื่องกำลังผลิตของตัวเอง

สมาชิกหลัก 7 รายของกลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตพันธมิตร รวมถึงรัสเซีย ปรับเพิ่มโควตาการผลิตแล้วเกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ตัวเลขกำลังการผลิตของกลุ่มกลับดิ่งลงอย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับลดการส่งออกของกลุ่มประเทศสมาชิกในแถบอ่าวอาหรับ โดยข้อมูลจากโอเปกเผยว่า ยอดการผลิตเฉลี่ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กลุ่มโอเปกเปิดเผยในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า สมาชิกทั้ง 7 รายมีมติที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนที่เท่ากับการปรับเพิ่มของเดือนมิถุนายน ลดลงจากแผนเดิมที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับการถอนตัวของ UAE

อย่างไรก็ตาม นายฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จากไรสตัด (Rystad) และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปกกล่าวว่า “การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดอยู่”

“แต่เมื่อใดก็ตามที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ตลาดก็อาจจะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากความวิตกกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงาน ไปสู่ความหวาดกลัวเรื่องภาวะอุปทานล้นตลาดแทน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

8 มิ.ย. 2569 02:42 น.

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

นักเรียนชาวจีนกว่า 12.9 ล้านคนเข้าร่วมการสอบ “เกาเข่า” เพื่อแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้ว ท่ามกลางการให้กำลังใจของพ่อแม่และผู้ปกครอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การสอบ “เกาเข่า” (Gaokao) เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติซึ่งมีการแข่งขันสูงที่สุดของจีน เริ่มต้นขึ้นแล้วในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนหลายล้านคนตบเท้าเข้าสอบ ขณะที่มีกลุ่มผู้ปกครองสวมเสื้อผ้าสีแดงซึ่งเป็นสีมงคล มาร่วมส่งและให้กำลังใจตามสนามสอบต่างๆ อย่างเนืองแน่น

กระทรวงศึกษาธิการของจีนเปิดเผยว่า มีนักเรียนประมาณ 12.9 ล้านคนทั่วประเทศลงทะเบียนเข้าสอบเกาเข่าในปีนี้ โดยสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว ผลคะแนนจากการสอบครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่จะตัดสินว่าจะสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของจีนได้หรือไม่

การสอบคัดเลือกดังกล่าวใช้เวลาสอบยาวนานหลายวัน โดยเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อทดสอบความรู้ของผู้เข้าสอบในวิชาต่างๆ อาทิ ภาษาจีน, คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, วิทยาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยจะมีการประกาศผลคะแนนรวมในช่วงปลายเดือนนี้

ด้านหน่วยงานด้านการศึกษาของจีนต่างอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูงสุดเป็นประจำทุกปี และได้พยายามปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยในปีนี้ได้มีการออกคำเตือนอย่างชัดเจน ห้ามไม่ให้นักเรียนนำแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glass) หรือสมาร์ทวอทช์ (Smart Watch) เข้าไปในห้องสอบ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดจะถูกสอดส่องดูแลผ่านกล้องวงจรปิดอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ระบบการศึกษาระดับสูงของจีนมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ รวมถึงความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อหน้าที่การงานของบุตรหลาน

ทว่า ตลาดแรงงานที่นักศึกษาจบใหม่ต้องเผชิญในปัจจุบันกลับไม่ได้สวยหรูเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยปัญหาอัตราการว่างงานที่สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาวได้กลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ข้อมูลจากทางการระบุว่า ประชากรชาวจีนอายุระหว่าง 16 ถึง 24 ปี (ไม่รวมกลุ่มที่ยังศึกษาอยู่) ประมาณ 1 ใน 6 คน กำลังอยู่ในสภาวะว่างงาน

ด้วยเหตุนี้ ทัศนคติที่มีต่อการสอบเกาเข่าจึงเริ่มเปลี่ยนไป โดยบรรดานักเรียนและผู้ปกครองเริ่มไม่เต็มใจที่จะแลกสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสอบที่สูงอีกต่อไป

“ฉันเลี้ยงลูกแบบค่อนข้างปล่อยอิสระค่ะ” เติ้ง จู ผู้เป็นมารดากล่าวขณะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องสอบ พร้อมถือตั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบให้ลูกสาวของเธอ ซึ่งกำลังทบทวนหนังสือในนาทีสุดท้ายร่วมกับเพื่อนๆ

“แค่ทำตามปกติก็พอแล้ว” เติ้ง วัย 53 ปี กล่าวเสริม “ฉันให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากกว่า ส่วนการสอบนี้เป็นเพียงแค่พิธีการอย่างหนึ่งเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

8 มิ.ย. 2569 01:12 น.

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิงในสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้องหยุดโจมตีด้วย

เมื่อ 7 มิ.ย. 2569 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พวกเขาทำข้อตกลงกับเลบานอนที่สหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าจะไม่โจมตีเมืองหลวงแห่งนี้ และกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่โจมตีอิสราเอล

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอนรายงานว่า เหตุโจมตีทางอากาศ 2 ครั้ง ถล่มอาคารอพาร์ตเมนต์ 2 แห่งในเขตดาฮีเย (Dahieh) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 ราย

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลได้สั่งโจมตี “กองบัญชาการของผู้ก่อการร้ายในเขตดาฮีเยของกรุงเบรุต เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงถล่มดินแดนอิสราเอล” ขณะที่ทางฝั่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลระงับการโจมตีในพื้นที่ของกรุงเบรุตภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันมีความกังวลว่า การโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างกับอิหร่าน ซึ่งเป็นฝ่ายที่ยืนกรานมาตลอดว่าต้องมีการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในเลบานอน

โฆษกภาคภาษาอาหรับของกองทัพอิสราเอลได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า “โครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์” ตกเป็นเป้าหมาย พร้อมระบุด้วยว่า “โปรดติดตามตอนต่อไป” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า อาจมีการโจมตีระลอกใหม่ตามมา

กองทัพอิสราเอลเผยด้วยว่า สามารถสกัดกั้นวัตถุขีปนาวุธ 2 ลูกที่ยิงข้ามพรมแดนจากเลบานอนเข้ามายังดินแดนอิสราเอลได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ยิงขีปนาวุธดังกล่าว

ด้าน เอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า จะมีการ “ตอบโต้อย่างเด็ดขาดและรุนแรง” ต่อการโจมตีเบรุตของอิสราเอลในครั้งนี้

ทั้งนี้ หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่จะมีข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 3 มิ.ย. อิสราเอลเคยขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในเขตดาฮีเย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอพยพหนีภัยครั้งมโหฬารออกจากพื้นที่ชานเมือง และนำไปสู่กระบวนการทูตที่เร่งด่วนของสหรัฐฯ

ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อประกาศว่าจะ “ไม่มีการส่งกองกำลังทหารไปยังเบรุตอย่างแน่นอน” หลังจากได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮู และทางสหรัฐฯ ยังได้แจ้งต่อประเทศกาตาร์—ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยลดความขัดแย้ง—ว่าสหรัฐฯ ได้สั่งการให้อิสราเอลถอยทัพแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press ของสถานีโทรทัศน์ NBC เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้เรียกร้องให้เลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพใดๆ กับอิหร่าน ซึ่งเป็นการแยกสองประเด็นนี้ออกจากกัน แม้ว่าเหตุโจมตีในเขตดาฮีเยครั้งล่าสุดนี้จะเสี่ยงทำลายเสถียรภาพของทั้งสองแนวทางก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

7 มิ.ย. 2569 23:41 น.

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาต่อหน้าชาวคริสต์และผู้ศรัทธากว่า 1.2 ล้านคนที่มารวมตัวกันในกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน โดยพระองค์ตรัสว่าพระเจ้าจะอยู่ข้างผู้ยากไร้และผู้ถูกกดขี่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ประชาชนมากกว่า 1.2 ล้านคนมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงมาดริด ในขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซากลางแจ้ง ณ เมืองหลวงของประเทศสเปน โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย เสด็จฯ เข้าร่วมในพิธีมิสซาช่วงเช้าด้วย

โป๊ปเลโอกำลังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศสเปนเป็นวันที่ 2 โดยพระองค์ทรงทักทายฝูงชนขณะประทับรถพระที่นั่งเคลื่อนตัวผ่านกรุงมาดริด โดยกลุ่มผู้ศรัทธาพากันโบกธงชาติสเปนและธงวาติกัน พร้อมทั้งตะโกนก้องว่า “ทรงพระเจริญ” (Long live the Pope) ขณะที่บางส่วนได้โปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาถึงจัตุรัส “ปลาซา เด ซิเบเลส”

ในระหว่างการเทศนา โป๊ปเลโอทรงกระตุ้นเตือนให้ผู้ที่มารวมตัวกันแสดงออกถึงความศรัทธาผ่านการช่วยเหลือผู้อื่น โดยตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าทรง “รับรู้และเข้าถึงผู้ยากไร้, ผู้ถูกกดขี่, ข่มเหง, ผู้ที่โดดเดี่ยว และผู้ที่ถูกทอดทิ้ง”

พระองค์ตรัสอีกว่า คนไม่ควรระลึกถึงศาสนาในฐานะ “พิพิธภัณฑ์แห่งอดีตที่มีไว้เพียงเพื่อเยี่ยมชม แต่ควรเป็นโรงเรียนแห่งความศรัทธาที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตปัจจุบันได้”

เจ้าหน้าที่ของสเปนจัดเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสำหรับพิธีมิสซา รวมถึงการเสด็จตามท้องถนนในใจกลางกรุงมาดริดที่ตามมาหลังจากนั้น

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเริ่มการเยือนสเปน 7 วันอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีฝูงชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวต้อนรับพระองค์ โดยโป๊ปตรัสชื่นชมรัฐบาลสเปนในการแสดงจุดยืนต่อต้านความขัดแย้งระดับโลก และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ย้ายถิ่นฐาน ระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับ ณ พระราชวังหลวง

ในช่วงดึกของวันเสาร์ พระสันตะปาปาทรงร่วมพิธีสวดภาวนาร่วมกับคริสตศาสนิกชนราว 500,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บริเวณใกล้กับสนามกีฬาซานติอาโก เบร์นาเบว ของสโมสร เรอัล มาดริด โดยพิธีกรรมดังกล่าวได้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงดึก

“ท่ามกลางความว่างเปล่าของการเพิกเฉยและการยอมจำนน ก่อนที่จะเผชิญกับความรุนแรงของสงครามและคำลวง พวกเธอจะต้องเป็นประกายไฟแห่งการเริ่มต้นมนุษยชาติยุคใหม่” พระองค์ตรัสกับผู้ศรัทธาที่มารวมตัวกัน

พระดำรัสดังกล่าวมีความสอดคล้องกับถ้อยแถลงที่พระองค์ทรงกล่าวในระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับที่พระราชวังหลวง ซึ่งพระองค์ทรงชื่นชมความมุ่งมั่นของประเทศสเปนในการสร้างสันติภาพ และ “การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างซื่อตรง”

ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เปโดร ซันเชซ ผู้นำสายสังคมนิยมของสเปน มีความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน และขัดแย้งกับอิสราเอลเริ่มการทำสงครามในฉนวนกาซา โดยเขายึดมั่นที่จะไม่พาสเปนเข้าร่วมสงคราม จนถูกโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

7 มิ.ย. 2569 22:47 น.

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งให้มีการสืบสวนกรณีบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอในบางเขตอย่างละเอียด และเตรียมหารือแผนการเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอย กับแผนปฏิรูปคณะกรรมการเลือกตั้งด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับกรณีบัตรเลือกตั้งไม่พอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เพิ่งเกิดขึ้น พร้อมระบุว่าอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสืบสวนครั้งนี้ด้วย

“ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง และในฐานะประธานาธิบดีผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” นายอีระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

การเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประชาชนหลายพันคนได้รวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอกสถานที่นับคะแนนแห่งหนึ่งในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่

ทั้งนี้ นายอีระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น “ยากที่จะเข้าใจ” อีกทั้งการตอบสนองและคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งเขาได้ขอให้รัฐสภาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง, กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย และหารือแผนปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ด้านนายจาง ดง-ฮยอก ผู้นำพรรคพลังประชาชน (People Power Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยม แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาได้เดินทางไปลงพื้นที่การประท้วง และเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตยของนายอี มีการตรวจสอบร่วมกัน

นายจางกล่าวว่า ปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่พอนั้นมีความรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของฝั่งอนุรักษ์นิยม แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขั้นเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยระบุเพียงว่าเขาจะ “น้อมรับและปฏิบัติตามคำบัญชาของประชาชน”

อนึ่ง พรรคประชาธิปไตยสามารถกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ไปได้ ทว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงรักษาเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงโซลเอาไว้ได้ โดยนายโอ เซฮุน ผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบัน สามารถคว้าชัยชนะได้อีกหนึ่งสมัย

ส่วนปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่พอนั้น คณะกรรมการเลือกตั้งชี้แจงว่า มีหน่วยเลือกตั้ง 50 แห่งจากทั้งหมด 14,300 แห่งที่ประสบปัญหาบัตรเลือกตั้งหมด ขณะที่การลงคะแนนเสียงต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวในหน่วยเลือกตั้ง 22 แห่งเนื่องจากการจัดส่งบัตรล่าช้า

สำหรับในกรุงโซล มีรายงานความล่าช้าในลักษณะนี้เกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้ง 12 แห่งในเขตซงปา (Songpa) ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของฝั่งอนุรักษ์นิยม นำไปสู่การประท้วงโดยฝูงชนที่โกรธแค้นรวมตัวกันปิดกั้น ไม่ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งไปยังสถานที่นับคะแนนหลังจากปิดหีบลงคะแนนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna