ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

6 มี.ค. 2569 05:43 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านพยายามติดต่อ หวังทำข้อตกลงยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านติดต่อเข้ามาโดยหวังว่าจะขอเจรจา เพื่อทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขาสวนกลับไปว่า ตอนนี้สหรัฐฯ อยากสู้มากกว่าที่อิหร่านอยากสู้เสียอีก

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า ทางการอิหร่านได้ติดต่อเข้ามาด้วยความหวังว่าจะทำข้อตกลงยุติสงคราม แต่ตัวเขายืนยันว่ามันสายไปแล้ว และว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าทำลายอิหร่านอย่างสิ้นซาก

“พวกเขากำลังโทรมา พวกเขาถามว่า ‘เราจะทำข้อตกลงกันได้อย่างไร?’” ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาว “ผมตอบไปว่า ‘คุณมาสายไปหน่อยนะ และตอนนี้เราอยากสู้มากกว่าที่พวกคุณอยากสู้เสียอีก’”

อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของอิหร่านได้ส่งสัญญาณมายังสหรัฐฯ ว่าอาจพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และ “ทางออก” ที่เป็นไปได้นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ทรัมป์กำลังเฉลิมฉลองความคืบหน้าของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ พร้อมด้วยพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมอย่างอิสราเอล ยังคงเดินหน้าทำลายล้างศัตรูอย่างสิ้นซาก ซึ่งรุดหน้าเกินกว่ากำหนดการ และอยู่ในระดับที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นมาก่อน”

ผู้นำสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ABC ในเวลาต่อมาว่า อิหร่านนั้นย่อยยับจนต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าที่พวกเขาจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ใหม่

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังกระตุ้นให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลก ดำเนินการขอลี้ภัย “เราขอเรียกร้องให้นักการทูตอิหร่านทั่วโลกยื่นความจำนงขอลี้ภัย และมาช่วยเราสร้างสรรค์อิหร่านยุคใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์หนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

6 มี.ค. 2569 05:03 น.

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมาย จำกัดอำนาจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยมีคะแนนโหวตห่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมายที่มุ่งจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน ตามรอยวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่ลงมติร่างกฎหมายคล้ายกันไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า สมาชิกฝ่ายรีพับลิกันยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์อย่างเหนียวแน่น

ผลการลงมติคือ ไม่เห็นชอบ 219 เสียง ต่อเห็นชอบ 212 เสียง โดยมี สส. พรรคเดโมแครตกลุ่มที่สนับสนุนอิสราเอลหลายรายตัดสินใจโหวตสวนมติพรรคแม้จะได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากผู้นำพรรคก็ตาม ในขณะที่มี สส. พรรครีพับลิกัน 2 ราย ซึ่งเคยตำหนิทรัมป์ว่าผิดคำสัญญาตอนหาเสียงเรื่อง “จะไม่ทำสงครามในต่างแดน” ได้โหวตสวนมติพรรคตนเองเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามที่นำโดย สส. โธมัส แมสซี จากพรรครีพับลิกันรัฐเคนทักกี และ สส. โร คานนา จากพรรคเดโมแครตรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทั้งคู่สามารถผลักดันให้เกิดการลงมติได้ภายใต้ กฎหมายอำนาจการทำสงครามปี 2516 (War Powers Act)

ปัจจุบัน สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ในสภาคองเกรสได้แสดงจุดยืนสนับสนุนปฏิบัติการของทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่วุฒิสภาได้ตีตกความพยายามที่คล้ายคลึงกันไปก่อนหน้า

ด้านพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ต่างคัดค้านการยกระดับความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยระบุว่าทรัมป์ดำเนินการอย่างผิดกฎหมายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส และกำลังสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาวให้กับสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา สภาคองเกรสมักจะสงวนท่าทีต่อความขัดแย้งทางทหารต่างๆ ที่ทรัมป์เข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เวเนซุเอลาจนมาถึงสงครามที่กำลังขยายวงกว้างในตะวันออกกลางในขณะนี้ แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะมีการบรรยายสรุปข้อมูลลับแก่สมาชิกสภาคองเกรสเกี่ยวกับรายละเอียดปฏิบัติการในอิหร่าน แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อเพียงใด

นายฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร พยายามอย่างหนักที่จะรวมเสียงในพรรคให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถโน้มน้าวกลุ่ม สส. ที่สนับสนุนอิสราเอลอย่างเหนียวแน่นได้ ส่งผลให้มี สส.เดโมแครตแตกแถวไปหลายราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

6 มี.ค. 2569 04:42 น.

ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์สั่งปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากการปราบผู้อพยพในมินนิโซตา และปมแคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด คริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิแล้ว หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการบริหารงานของเธอ รวมถึงการจัดการมาตรการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ

ทรัมป์ระบุว่าเขาจะเสนอชื่อ นายมาร์กเวย์น มัลลิน สว.รัฐโอกลาโอมา สังกัดพรรครีพับลิกันให้ดำรงตำแหน่งแทน โดยทรัมป์ได้ประกาศเรื่องนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพียงสองวันหลังจากที่ โนเอมถูกสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตซักฟอกอย่างหนักในสภาคองเกรส ปมแคมเปญโฆษณาของกระทรวงซึ่งใช้งบประมาณถึง 220 ล้านดอลลาร์

นายทรัมป์บอกด้วยว่า จะแต่งตั้งให้โนเอมดำรงตำแหน่ง “ทูตพิเศษเพื่อการคุ้มครองอเมริกา” (Special Envoy for The Shield of the Americas) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงใหม่ที่เขาระบุว่าจะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ในซีกโลกตะวันตก

ด้านโนเอมได้ขึ้นเวทีในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานด้านการบังคับใช้กฎหมายเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ทรัมป์ประกาศคำสั่งปลด แต่เธอไม่ได้กล่าวถึงการถูกไล่ออกจากกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิในทันที โดยเธอเลือกที่จะอ่านตามบทพิจารณาที่เตรียมมา

ทั้งนี้ คริสตี โนเอม กลายเป็นสมาชิกระดับรัฐมนตรีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 คนแรกที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยการลงจากตำแหน่งของเธอเป็นการปิดฉากวาระการทำงานอันวุ่นวายในการกำกับดูแลกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งเผชิญกับทั้งการประท้วงและการฟ้องร้องทางกฎหมายมากมาย

โนเอมถูกโจมตีอย่างหนักจากการที่เธอผลักดันนโยบายปราบคนเข้าเมืองอย่างแข็งกร้าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ จนนำไปสู่การยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 ศพในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม จุดกระแสความโกรธแค้นของประชาชนและเกิดการประท้วงรุนแรงตามมา

เก้าอี้ของโนเอมสั่นคลอนมากยิ่งขึ้นอีกหลังจาก การไต่สวนของสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ซึ่งเธอต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสมาชิกสภาฝ่ายรีพับลิกันด้วยกันเอง โดยประเด็นที่ถูกตรวจสอบอย่างหนักคือ แคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีตัวเธอเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อรณรงค์ให้ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายเดินทางออกไปโดยสมัครใจ

โนเอมบอกกับสมาชิกสภาว่าทรัมป์รับทราบเรื่องแคมเปญนี้ล่วงหน้าแล้ว แต่ทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Reuters เมื่อวันพฤหัสบดี โดยระบุว่าเขาไม่ได้เป็นผู้อนุมัติแคมเปญโฆษณานี้

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องคนเข้าเมืองแล้ว โนเอมยังถูกวิจารณ์ รวมถึงจากคนในพรรครีพับลิกันเอง เกี่ยวกับความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินผ่านสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA) และการตอบสนองต่อภัยพิบัติต่างๆ ของรัฐบาลทรัมป์ด้วย

ตอนนี้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ภายใต้การดูแลของเธอยังเผชิญกับภาวะชัตดาวน์ (Shutdown) มานานกว่า 20 วันแล้ว เนื่องจากงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติ แต่พนักงานจำนวนมากยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

6 มี.ค. 2569 02:48 น.

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครน ช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีผู้นำยูเครนเผยว่า ได้รับคำขอจากสหรัฐฯ และพันธมิตรของยูเครน ให้ช่วยเหลือในการป้องกันการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ซึ่งเซเลนสกีบอกว่า สั่งให้มีการจัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นแล้ว

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาขอให้ยูเครนช่วยป้องกันชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย จากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง

เซเลนสกีกล่าวว่า บรรดาพันธมิตรของยูเครนมีการติดต่อเข้ามา และมีการร้องขอจากฝั่งอเมริกา ซึ่งเขาได้ออกคำสั่งให้จัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็น และทำให้แน่ใจว่าผู้เชี่ยวชาญพิเศษของยูเครน ซึ่งสามารถรับประกันความมั่นคงที่จำเป็นได้ จะถูกส่งไปช่วยเหลือ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวได้ถาม โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องข้อเสนอดังกล่าวของยูเครน โดยผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ผมยินดีรับความช่วยเหลือจากทุกประเทศ”

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะให้ความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่ว่า การป้องกันประเทศของยูเครนเองจะต้องไม่ถูกบั่นทอนลง และต้องมีผลประโยชน์ทางการทูตตอบแทนกลับมายังกรุงเคียฟด้วย

เขาเสนอแนะเป็นพิเศษว่า ยูเครนยินดีที่จะนำโดรนสกัดกั้นของพวกเขาแลกกับการขอระบบป้องกันภัยทางอากาศ แพทริออต ของสหรัฐฯ มาประจำการในยูเครนเพิ่มเติม เพื่อใช้ป้องกันการโจมตีของรัสเซีย

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางจุดกระแสความกังวลว่า ยูเครนอาจได้รับผลกระทบหากบรรดาพันธมิตรหันไปให้ความสนใจกับความขัดแย้งใหม่นี้แทน นอกจากนั้นยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น และการที่รัสเซียอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งรายได้ส่วนนี้เป็นแหล่งเงินทุนหลักในการทำสงครามของรัสเซีย

เซเลนสกีรับทราบถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้เพื่อผลักดันผลประโยชน์แห่งชาติของยูเครน

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เซเลนสกีได้พูดคุยกับบรรดาผู้นำในแถบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน จอร์แดน และคูเวต โดยสัญญาว่าจะดำเนินการในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” เพื่อช่วยปกป้องฐานทัพทหารและโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของประเทศเหล่านั้นจากการโจมตีของอิหร่าน

“เป็นที่ชัดเจนว่าคำขอหลักที่พวกเขามีต่อยูเครนคืออะไร” เซเลนสกีกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ “ใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับการโจมตีจากอิหร่าน ย่อมต้องเจอกับความท้าทายที่รุนแรง นั่นคือ โดรนชาเฮด (Shahed) ซึ่งยากต่อการสกัดกั้นหากขาดความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมและอาวุธที่เพียงพอ”

ผู้นำยูเครนกล่าวเสริมว่า “มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของเราในการช่วยเหลือผู้คนให้รู้จักป้องกันตนเอง และเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพในเส้นทางขนส่งเสบียงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

6 มี.ค. 2569 02:00 น.

สงคราม 100 ชม.แรก กองทัพสหรัฐฯ ใช้งบฯ ไปแล้ว 1.17 แสนล้านบาท

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ฯ ประเมินว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1.17 แสนล้านบาท

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) เผยแพร่รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค. 2569) ชี้ว่า ในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน พวกเขาใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.17 แสนล้านบาท) หรือเฉลี่ย 890 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท)

ในจำนวนนี้ มีงบประมาณไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์ที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการซึ่งรวมอยู่ในงบของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อยู่แล้ว ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3.54 พันล้านดอลลาร์นั้น นักวิเคราะห์จาก CSIS ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ต้องของบฯ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นผ่านงบประมาณพิเศษหรือร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณฉบับใหม่

นอกจากค่าปฏิบัติการและค่าสนับสนุนแล้ว ค่าใช้จ่ายหลักที่ถูกคาดการณ์ไว้คือการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทดแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเนื่องจากคลังกระสุนขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ และพันธมิตร เริ่มลดน้อยลง รวมถึงความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์ เช่น เครื่องบินรบ F-15 จำนวน 3 ลำที่ถูกยิงตกในเหตุการณ์ยิงพวกเดียวกันเองที่คูเวต

CSIS ระบุว่า ในระยะต่อไป ค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงไปตาม “การปรับเปลี่ยนของกองทัพสหรัฐฯ ที่จะใช้ยุทโธปกรณ์ที่มีราคาถูกลง” รวมถึง “ความเข้มข้นของปฏิบัติการ และประสิทธิภาพในการตอบโต้ของอิหร่าน”

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะยืดเยื้อเพียงใด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน โดยนายเฮกเซธเคยพูดไว้ว่า ปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินไปนานตราบเท่าที่ประธานาธิบดีเห็นสมควร

“คุณอาจจะบอกว่า 4 สัปดาห์ แต่มันอาจจะเป็น 6, เป็น 8 หรือแค่ 3 สัปดาห์ก็ได้” นายเฮกเซธกล่าวเมื่อวันพุธ “ท้ายที่สุดแล้ว เราคือผู้กำหนดจังหวะและเวลาของปฏิบัติการนี้เอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

6 มี.ค. 2569 00:40 น.

ทรัมป์ลั่น ตนต้องมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้นำใหม่อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ตัวเขาต้องได้มีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน และยืนยันว่าเขาไม่ยอมรับในตัวลูกชายของ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเป็นตัวเก็งผู้นำคนต่อไป

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ตัวเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งผู้นำคนต่อไปของอิหร่าน พร้อมทั้งปัดตกโอกาสที่ มุจตาบา คาเมเนอี จะขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ สังหารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า ลูกชายของคาเมเนอีนั้นไร้ความสำคัญ ผมต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง เหมือนกับกรณีของเดลซีในเวเนซุเอลา” ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios โดยอ้างถึง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ผู้ก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังจากสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร

ทรัมป์ระบุด้วยว่า เขาจะไม่ยอมรับผู้สืบทอดอำนาจที่ยังคงดำเนินนโยบายตามรอยอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

“ลูกชายของคาเมเนอีเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับผม เราต้องการใครสักคนที่จะนำความปรองดองและสันติภาพมาสู่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเตือนว่าการตั้งผู้นำที่เดินตามเส้นทางเดิมอาจบีบให้สหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง “ภายใน 5 ปีข้างหน้า”

คำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากทำเนียบขาวเพิ่งจะส่งสัญญาณว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านนั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักในปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

5 มี.ค. 2569 23:44 น.

ทูตอิหร่านประจำ UN โต้ข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นยึดมั่น ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่า อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยชี้ว่า ไม่มีมูลความจริง และยืนยันว่าเตหะรานยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ

สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานเมื่อ 5 มี.ค. 2569 ว่า ผู้แทนถาวรของอิหร่านประจำสหประชาชาติ (UN) ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลเตหะรานได้สั่งปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่มีมูลความจริงและไร้สาระสิ้นดี”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกสั่งปิดแล้ว และอิหร่านจะเปิดฉากยิงใส่เรือทุกลำที่พยายามจะแล่นผ่าน

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนอิหร่านประจำ UN ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยยืนยันว่า อิหร่านยังคงยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมโต้กลับว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นฝ่ายทำให้ความมั่นคงทางทะเลตกอยู่ในอันตราย

นอกจากนี้ ผู้แทนอิหร่านยังประณามสหรัฐฯ ที่ใช้เรือดำน้ำยิงเรือฟริเกต “ไอริส เดนา” (IRIS Dena) ของอิหร่านขณะเดินทางในน่านน้ำสากลโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ส่งผลให้เรือจมลงสู่มหาสมุทรอินเดีย และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ โดยกล่าวหาว่า นี่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักเสรีภาพในการเดินเรืออย่างร้ายแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

UK เตรียมส่ง เครื่องบินรบ-เฮลิคอปเตอร์ ไปเสริมป้องกันกาตาร์-ไซปรัส

UK เตรียมส่ง เครื่องบินรบ-เฮลิคอปเตอร์ ไปเสริมป้องกันกาตาร์-ไซปรัส

5 มี.ค. 2569 22:53 น.

UK เตรียมส่ง เครื่องบินรบ-เฮลิคอปเตอร์ ไปเสริมป้องกันกาตาร์-ไซปรัส

นายกฯ อังกฤษเผย กำลังส่งเครื่องบินรบกับเฮลิคอปเตอร์ไปยังประเทศกาตาร์กับไซปรัส เพื่อเสริมการป้องกันพลเมืองกับพันธมิตร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ประเทศของเขาเตรียมส่งเครื่องบินขับไล่ “ไต้ฝุ่น” อีก 4 ลำ ไปร่วมกับฝูงบินของอังกฤษในประเทศกาตาร์ เพื่อเสริมการป้องกัน ท่ามกลางการโจมตีของอิหร่าน ที่มุ่งเป้าไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง

นอกจากนั้น เซอร์ สตาร์เมอร์ บอกด้วยว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่นไวลด์แคท (Wildcat) ที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน จะถูกส่งถึงประเทศไซปรัสในวันศุกร์นี้ (6 มี.ค.) และกำลังมีการส่งเรือหลวงดรากอน (HMS Dragon) เข้าประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย

นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า อังกฤษได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของพวกเขาเพื่อ “ดำเนินปฏิบัติการเชิงป้องกัน” เท่านั้น และเราจะ “รักษาโล่นี้ไว้ เพื่อปกป้องชาวบริติชและพันธมิตรของเราในภูมิภาค”

เซอร์ สตาร์เมอร์บอกอีกว่า รัฐบาลกำลังทำงานเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโล่ให้มากขึ้นในทุกๆ วัน และกำลังทำงานเพื่อพาประชาชนออกจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยตอนนี้เที่ยวบินแรกเพื่อพาชาวอังกฤษกลับบ้านได้ออกเดินทางแล้ว และมีพลเมืองเดินทางกลับมาแล้วกว่า 4,000 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

5 มี.ค. 2569 22:04 น.

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

อิหร่านบอกเจ้าหน้าที่ของอาเซอร์ไบจานว่าพวกเขาไม่ได้ยิงอาวุธใดๆ เข้าโจมตีเลย หลังเกิดเหตุโดรน 2 ลำตกใส่สนามบินกับโรงเรียนของอาเซอร์ไบจาน จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีฝั่งอาเซอร์ไบจานว่า พวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยโดรนในพื้นที่นัคชีวาน (Nakhchivan) ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจาน ที่อาณาเขตไม่ได้ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นราวช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีโดรนอย่างน้อย 2 ลำบินข้ามพรมแดนจากอิหร่านเข้าสู่เขตปกครองพิเศษนัคชีวาน ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจานที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของอาเซอร์ไบจานโดยอาร์เมเนีย

โดรนลำหนึ่งตกใส่อาคารผู้โดยสารของสนามบินนัคชีวาน ขณะที่อีกลำตกใกล้อาคารโรงเรียนในหมู่บ้านเชเคอราบัด ส่งผลให้โครงสร้างสนามบินได้รับความเสียหาย และมีพลเรือนบาดเจ็บ 2 ราย

ในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ นายอารักชีปฏิเสธว่าอิหร่านไม่ได้มีการยิงวัตถุระเบิดใดๆ ไปยังอาเซอร์ไบจาน พร้อมระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

นอกจากนี้ สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) รายงานว่า นายอารักชีได้ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของอิสราเอลในการโจมตีลักษณะดังกล่าว เพื่อบิดเบือนความคิดเห็นของสาธารณชนและทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

5 มี.ค. 2569 21:19 น.

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

เลขาธิการ NATO ชื่นชมการตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน ชี้ต้องกำจัดภัยคุกคาม แต่ย้ำว่าพันธมิตรไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ “นาโต” (NATO) กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกันเขาปฏิเสธความคิดที่ว่า พันธมิตรนาโตจะเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย

“เราสนับสนุนประธานาธิบดีในการทำลายขีดความสามารถนั้น (ของอิหร่าน)” นายรุทเทอกล่าว อ้างถึงเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการกำจัดโครงการขีปนาวุธของรัฐบาลอิหร่าน “เราต้องมั่นใจว่าในอนาคต อิหร่านหรือสาธารณรัฐแห่งนี้ จะไม่สามารถกลับมาสร้างภัยคุกคามร้ายแรงต่อเพื่อนบ้าน ต่ออิสราเอล ตะวันออกกลาง หรือต่อยุโรปได้อีก”

คำพูดของนายรุทเทอเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากตุรกีระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขตน่านฟ้าของพวกเขา ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี

นายรุทเทอระบุว่า การสกัดกั้นที่ประสบความสำเร็จดังกล่าวเป็นหลักฐานถึง “แนวทางแบบ 360 องศา” ในการป้องกันดินแดนชาติสมาชิกนาโต แต่เขาปฏิเสธความคิดที่ว่า นาโตกำลังมีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่า นาโตมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพในแคมเปญโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ

เลขาธิการนาโตยังปกป้องการที่เขาสนับสนุนนายทรัมป์ด้วยว่า “การดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่าน… ในฐานะผู้ส่งออกลัทธิการก่อการร้ายและความวุ่นวาย… ผมคิดว่าหากประธานาธิบดีของประเทศใดประเทศหนึ่งกำลังแสดงความเป็นผู้นำในลักษณะนี้ การกล่าวชื่นชมบ้างก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn