ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ "ช่องแคบฮอร์มุซ"

3 เม.ย. 2569 10:09 น.

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงคะแนนเสียงรับรองร่างมติปกป้องเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซวันนี้ หลังวิกฤตความขัดแย้งทำราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ “จีน” ประกาศชัดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ชี้อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การโจมตีที่ผิดกฎหมาย

คณะทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติภายใต้การนำของบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียน ได้เตรียมนำร่างมติเข้าสู่การลงคะแนนเสียงในวันนี้ (3 เม.ย.) แม้จะเป็นวันหยุดของยูเอ็น เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพยายามเข้าควบคุมการเดินเรือสากลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เนื้อหาในร่างมติล่าสุดระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ” เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับถ้อยคำเพื่อลดแรงเสียดทานจากรัสเซียและจีน โดยตัดการอ้างอิงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปออก

ทางด้าน นายฟู่ คง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ได้แถลงคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ขณะที่มีรายงานว่า จีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันระงับกระบวนการพิจารณาแบบไม่คัดค้านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ร่างมติดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์

การผ่านร่างมตินี้จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการใช้อำนาจ “วีโต้” จากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และฝรั่งเศส

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าโจมตีต่อไปแต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้แสดงบทบาทหลักในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้าในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด กลุ่มสันนิบาตอาหรับที่มีสมาชิก 22 ประเทศ รวมถึงอังกฤษที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับอีกกว่า 40 ประเทศ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของบาห์เรนในการจัดระเบียบและคืนความปลอดภัยให้แก่การเดินเรือสากล โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของคนทั้งโลกที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.

ที่มา Reuters

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

3 เม.ย. 2569 09:15 น.

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานแคปซูลโอไรออนทะยานออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์อย่างเต็มตัวแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางไกลเกินขอบเขตโลก 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ฮิวสตันยืนยันว่า ยานแคปซูล “โอไรออน” (Orion) ได้ทำการจุดระเบิดเครื่องยนต์นานเกือบ 6 นาที เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ด้วยแรงขับมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการเร่งเครื่องรถยนต์จากจุดหยุดนิ่งให้ถึงความเร็วขับขี่บนทางหลวงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ในวงโคจรโลกนาน 25 ชั่วโมง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และแคนาดา 1 คน บนแคปซูลโอไรออน  ได้รับสัญญาณเดินเครื่องครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า Translunar Injection เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ระยะทางเกือบ 4 แสนกิโลเมตร

การจุดระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ภารกิจ อพอลโล 17 ในปี 1972 ซึ่งทาง นาซายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายถัดไป ยานโอไรออนจะพานักบินอวกาศอ้อมไปทางด้านหลังของดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพพื้นผิวในมุมที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนด้วยตาตัวเอง ก่อนจะวนกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือบทเริ่มต้นของการสร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ในอนาคต

เจเรมี แฮนเซน หนึ่งในนักบินอวกาศในภารกิจนี้ กล่าวรายงานด้วยความตื่นเต้นว่า “มนุษยชาติได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราทำอะไรได้บ้าง” โดยขณะนี้เหล่านักบินอยู่บนเส้นทางแบบ “Free-return trajectory” ซึ่งจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวยานกลับสู่โลกโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงขับดันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนการจุดระเบิดเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ นักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ได้ใช้เวลาในช่วงแรกบนอวกาศตรวจสอบระบบและแก้ไขปัญหาขัดข้องเล็กน้อยของยาน เช่น ระบบสื่อสารและระบบสุขาที่ทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกในสภาวะไร้น้ำหนัก

อาร์เทมิส 2 ไม่ใช่แค่ภารกิจบินวนรอบดวงจันทร์ในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ๆ เช่นมีการส่งนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิง (คริสตินา โคช), คนผิวสี (วิกเตอร์ โกลเวอร์) และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอเมริกัน (เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา) ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ซึ่งหากสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่นับเป็นการปูทางสู่การลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 และการสร้างฐานที่มั่นถาวรเพื่อเป็นสถานีส่งมนุษย์ไปสำรวจอวกาศที่ไกลกว่าเดิม

ภารกิจนี้ยังถูกจับตามองในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับ “จีน” ที่มีเป้าหมายส่งคนลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 รวมถึงแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นความสำเร็จก่อนปี 2029 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงจับตาดูความท้าทายด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ เนื่องจากนาซาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากในภารกิจถัดไป.

ที่มา AP

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 06:29 น.

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกโรงเตือนว่า การใช้กำลังเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่สามารถทำได้จริง ต้องพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสสำเร็จ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเพื่อบังคับให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ท้าทายให้บรรดาพันธมิตรหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวด้วยตัวเอง

การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงตอนนี้ คือชนวนเหตุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

“มีบางคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังผ่านปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยแสดงออกมาในบางครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม” มาครงกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนเกาหลีใต้

“นี่ไม่เคยเป็นทางเลือกที่เราสนับสนุน เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” เขากล่าว “มันจะกินเวลานานไม่จบสิ้น และจะทำให้ใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านช่องแคบต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีด้วย”

มาครงย้ำว่า เรื่องนี้จะสำเร็จได้ด้วยการพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้น “สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นคือ ช่องแคบนี้จะต้องถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการไหลเวียนของพลังงาน ปุ๋ย และการค้าระหว่างประเทศ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหารือร่วมกับอิหร่านเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร NATO และคำขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร มาครงกล่าวว่า “ผมไม่อยากจะมาคอยวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการที่ชาวอเมริกันตัดสินใจทำร่วมกับอิสราเอลด้วยตัวเอง พวกเขาอาจจะตัดพ้อที่ไม่มีใครช่วย แต่นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการของเรา เราต้องการให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“นี่ไม่ใช่การแสดง” มาครงกล่าวเสริม “เรากำลังพูดถึงเรื่องสงครามและสันติภาพ… จริงจังกันหน่อย และอย่าพูดอย่างหนึ่งในวันนี้ แล้วกลับไปพูดอีกอย่างในวันรุ่งขึ้น” เขากล่าวโดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงทรัมป์หรือไม่

ส่วนประเด็นคำขู่ของทรัมป์ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร NATO มาครงให้ความเห็นว่า “กลุ่มพันธมิตรอย่าง NATO ดำรงความแข็งแกร่งอยู่ได้จากสิ่งที่ไม่ต้องพูดออกมา นั่นคือความไว้วางใจที่อยู่เบื้องหลัง หากคุณสร้างความสงสัยในข้อตกลงพันธสัญญาของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณก็กำลังทำลายแก่นแท้ของมันให้ว่างเปล่า”

นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ที่ล้อเลียนตัวเขาและภริยานั้น “ไม่มีความสง่างาม และไม่เหมาะสม” กับสถานการณ์ในขณะนี้เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

3 เม.ย. 2569 04:08 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปในทางบวกระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 สหรัฐอเมริกายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว 3 เดือนหลังจากทหารสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลาถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติด

โรดริเกซ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของมาดูโรและเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขา เคยถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรในปี 2561 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเธอมีส่วนในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย

โรดริเกซสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เพียงไม่กี่วันหลังจากการบุกจู่โจมของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยบอกว่าเธอเป็น “บุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก” อีกด้วย

ล่าสุด โรดริเกซออกมาแสดงความยินดีที่ชื่อของเธอถูกถอดออกจากบัญชีบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ (SDN List) โดยบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวจะถูกระงับทรัพย์สินในสหรัฐฯ และพลเมืองสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกิจร่วมด้วย

โรดริเกซโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า นี่คือ “ก้าวย่างที่สำคัญและมาถูกทางในการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรากลับคืนสู่สภาวะปกติและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ด้านแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่าความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เกิดขึ้น “ระหว่างสองประเทศ ในการส่งเสริมเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และผลักดันการปรองดองทางการเมืองในเวเนซุเอลา”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกิจกรรมฝ่ายค้านในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา กลับวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแย้งว่าสหรัฐฯ ควรใช้แรงกดดันต่อโรดริเกซเพื่อให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกทั่วประเทศมากกว่า

อนึ่ง การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้น ระหว่างรัฐบาลทรัมป์และทีมงานของโรดริเกซ

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงการากัสอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่สั่งปิดไปนานถึง 7 ปี ขณะเดียวกัน คณะทูตของเวเนซุเอลาก็ได้ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯ เพื่อเปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงวอชิงตันเช่นกัน

ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่มาดูโรถูกขับออกจากตำแหน่ง มีคณะผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ หลายชุดเดินทางไปยังเวเนซุเอลา เพื่อหารือถึงแนวทางที่สหรัฐฯ จะสามารถขยายการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุอันมั่งคั่งของเวเนซุเอลาได้

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์โรดริเกซต่างรู้สึกผิดหวังต่อความจริงที่ว่า แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

3 เม.ย. 2569 03:29 น.

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด แพม บอนดี ออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และว่าบอนดีจะไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าคือตำแหน่งอะไร

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด แพม บอนดี หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาและผู้ปกป้องรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น พ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายระดับสูงสุดของอเมริกา

ทรัมป์ชื่นชมบอนดีผ่านโพสต์บน Truth Social โดยระบุว่าเธอจะ “เปลี่ยนผ่าน” ไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา การดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงยุติธรรมของบอนดีถูกบดบังด้วยเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน อันยุ่งเหยิง รวมถึงการสืบสวนเกี่ยวกับตัวผู้กระทำความผิดทางเพศรายนี้

บอนดีถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่สองในรัฐบาลทรัมป์ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก คริสตี โนเอม ที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิในเดือนมีนาคม โดย ทอดด์ แบลนช์ อดีตรองอัยการสูงสุด จะเข้ามารับตำแหน่งแทนบอนดี

บอนดีกล่าวว่าเธอจะ “ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” เพื่อส่งต่องานให้แก่แบลนช์ พร้อมเสริมว่าการได้ดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็น “เกียรติสูงสุด” ในชีวิต และว่าเธอจะ “เดินหน้าต่อสู้เพื่อประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลนี้ต่อไป” ในบทบาทใหม่ของเธอในภาคเอกชน (ซึ่งเธอไม่ได้ระบุว่าคืออะไร)

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากบอนดีถูกไต่สวนในสภาคองเกรสอย่างดุเดือด โดยเธอถูกระดมยิงคำถามใส่จนบางช่วงถึงขั้นกลายเป็นการตะโกนโต้เถียงกัน โดยเธอได้เรียกสมาชิกพรรคเดโมแครตรายหนึ่งว่า “คนขี้แพ้ที่ตกอับ”

เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ยังคงออกโรงปกป้องบอนดี โดยกล่าวว่า “เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและกำลังทำหน้าที่ได้ดี” ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์กลับประกาศเรื่องการปลดบอนดีออกจากตำแหน่งผ่าน Truth Social และว่าบทบาทใหม่ในภาคเอกชนของเธอนั้นจะมีการ “ประกาศในเร็วๆ นี้”

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ได้ยกย่องผลงานของบอนดีในขณะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด โดยกล่าวว่าเธอได้ทำ “หน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการดูแลการปราบปรามอาชญากรรมครั้งใหญ่ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทรัมป์เริ่มมีความขัดแย้งและหงุดหงิดในตัวบอนดีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการจัดการเรื่อง “สำนวนคดีเอปสตีน”

เมื่อครั้งที่เธอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 บอนดีได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างความโปร่งใสในคดีเอปสตีน และรับปากว่าจะเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกค้าของมหาเศรษฐีผู้ฉาวโฉ่รายนี้ แต่ในเวลาต่อมา กระทรวงยุติธรรมกลับแถลงว่า ไม่มีรายชื่อดังกล่าว

ในท้ายที่สุด เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับก็ถูกเผยแพร่ออกมา แต่เป็นการเปิดเผยเนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักจากหลายฝ่าย รวมถึงจากกลุ่มผู้สนับสนุนของนายทรัมป์เอง และเกิดขึ้นหลังจากที่สภาคองเกรสผ่านกฎหมายบังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยบันทึกที่ไม่มีสถานะความลับต่อสาธารณะ

สมาชิกรัฐสภาบางส่วนกล่าวว่า บอนดีและกระทรวงยุติธรรมได้ใช้วิธีการปกปิดรายชื่อเหยื่อตามที่กฎหมายกำหนด แต่บางส่วนกลับมองว่ากระทรวงฯ ล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และมีการกักเอกสารบางส่วนไว้อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งทางกระทรวงฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

หน่วยงานและตัวบอนดีเองต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองพรรคการเมือง โดยบรรดาสมาชิกรัฐสภาต่างตำหนิกระทรวงยุติธรรมว่า ล้มเหลวในการปกปิดข้อมูลที่ระบุตัวตนของผู้รอดชีวิต แต่กลับพยายามปกป้องตัวตนของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เหยื่อในคดีนี้

ล่าสุด คณะกรรมการรัฐสภาได้ออกหมายเรียกบอนดีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มาตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดการการสืบสวนคดีเอปสตีนของเธอ โดยเดิมทีเธอมีกำหนดการที่จะต้องปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการภายในเดือนนี้

ภายใต้การนำของเธอ กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการสืบสวนคู่ปรับทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์หลายราย รวมถึง อดัม ชิฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย, เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดนิวยอร์ก และ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กดดันให้บอนดีสืบสวนคู่แข่งทางการเมืองของเขาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเขาได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียถึงบอนดีโดยตรงว่า: “เราไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไปแล้ว มันกำลังทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเรา”

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมภายใต้การดำรงตำแหน่งของเธอ ยังต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการจัดการสืบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ยิงสังหารประชาชน 2 ราย ระหว่างการปะทะกันในเมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

3 เม.ย. 2569 02:19 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

สื่ออิหร่านเผย สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีสะพานสายสำคัญใกล้กรุงเตหะรานจนสะพานพังลงมาบางส่วน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะยังมีตามมาอีกมาก

สำนักข่าว ฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า การโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังสะพานสำคัญบริเวณชานกรุงเตหะราน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ ขณะที่ตัวสะพานซึ่งเป็นเส้นทางสายใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเชื่อมระหว่างเมืองหลวงของอิหร่านกับเมืองคาราจต้องขาดสะบั้นลง

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า มีการโจมตีหลายระลอกเกิดขึ้นที่สะพาน B1 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 เม.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 95 ราย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย “ชาวบ้านในหมู่บ้านบิลกัน (Bilqan), นักเดินทางที่ผ่านมาพอดี และครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่เพื่อเฉลิมฉลองวันแห่งธรรมชาติ (Nature Day)” ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลนอรูซ (Nowruz) หรือวันขึ้นปีใหม่ของเปอร์เซีย

ขณะที่สำนักข่าว มิซาน (Mizan) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายตุลาการของอิหร่าน ระบุว่าสะพานแห่งนี้ถือเป็น “สะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลาง” โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างกรุงเตหะรานและเมืองคาราจ จาก 1 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 10 นาที และสื่อท้องถิ่นยังยกย่องว่าสะพานแห่งนี้เป็น “ความภาคภูมิใจของวิศวกรชาวอิหร่าน”

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์คลิปวิดีโอวินาทีที่สะพานสายนี้ถูกโจมตีจนขาดลงบน Truth Social พร้อมกับข้อความว่า “จะมีตามมาอีกมาก” และอิหร่านควรยอมทำข้อตกลง “ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

“สะพานที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านพังทลายลงมาแล้ว และจะไม่มีวันได้ใช้งานอีก — และจะมีตามมาอีกมาก! ถึงเวลาแล้วที่อิหร่านจะต้องทำข้อตกลงก่อนที่จะสายเกินไป และไม่เหลืออะไรที่ยังพอจะกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้บ้าง!”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล โดยกองทัพสหรัฐฯ ยังไม่แสดงความเห็น ส่วนกองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขาไม่ทราบว่าฝ่ายอิสราเอลมีการโจมตีที่สะพานแห่งนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

3 เม.ย. 2569 01:31 น.

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

(ฆาบิเอร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา)

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่านออกจากประเทศ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่แดนฟ้าขาวขึ้นบัญชี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้าย

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 อาร์เจนตินามีคำสั่งให้อุปทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเดินทางออกนอกประเทศภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากที่รัฐบาลเตหะราน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อาร์เจนตินา กรณีที่ประกาศขึ้นทะเบียนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย

กระทรวงการต่างประเทศของอาร์เจนตินาได้ประกาศให้ นายโมเซน โซลตานี เตหรานี เป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” พร้อมระบุว่าอิหร่านได้กล่าวหาอาร์เจนตินาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศด้วย “ข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ ก้าวร้าว และไม่มีมูลความจริง”

“อาร์เจนตินาจะไม่ยอมทนต่อการดูหมิ่นหรือการแทรกแซงจากรัฐที่ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ และยังคงขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” กระทรวงต่างประเทศระบุ

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศอุรุกวัยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อิหร่านได้วิจารณ์การตัดสินใจของอาร์เจนตินาที่ประกาศให้ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้ายว่า “ผิดกฎหมายและไม่มีมูลความจริง” พร้อมเตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ อิหร่านยังกล่าวว่า ประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลอี แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นพันธมิตรของทรัมป์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ปาโบล กีร์โน ได้กลายเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และจบลงด้วยการอยู่ผิดฝั่งของประวัติศาสตร์” จากการเลือกยืนข้างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

40 ชาติประชุมทางไกล มุ่งมั่นใช้ทุกมาตรการ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

40 ชาติประชุมทางไกล มุ่งมั่นใช้ทุกมาตรการ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

3 เม.ย. 2569 01:06 น.

40 ชาติประชุมทางไกล มุ่งมั่นใช้ทุกมาตรการ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

40 ประเทศร่วมประชุมผ่านทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทั้งหมดแสดงความมุ่งมั่นที่จะใช้ทุกมาตรการเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านต่อไป

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 กว่า 40 ประเทศได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีสหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากทุกทวีปทั่วโลกได้หารือถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน

“เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะใช้ทุกมาตรการที่เป็นไปได้ ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และการประสานงานร่วมกัน เพื่อทำให้ช่องแคบกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง” นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุม

“การโจมตีอย่างขาดสติของอิหร่านเป็นการทำลายการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศ และพยายามยึดระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองในสหราชอาณาจักร รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วโลก ปุ๋ยสำหรับแอฟริกา และก๊าซหุงต้มสำหรับเอเชียด้วย” เธอกล่าว

ในแถลงการณ์ของสหราชอาณาจักรระบุว่า นานาประเทศได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มแรงกดดันทางการทูตระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงผ่านทางสหประชาชาติ (UN) การเตรียมข้อตกลงร่วมกันเพื่อพยุงความเชื่อมั่นของตลาด และการสำรวจมาตรการประสานงานที่เป็นไปได้ เช่น การคว่ำบาตรอิหร่าน

รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษยังกล่าวเสริมว่า มาตรการในอนาคตอาจรวมถึงการทำงานร่วมกับ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรือที่ติดค้างอยู่จะสามารถเคลื่อนตัวออกไปได้

“เราชัดเจนว่าเราต้องการทั้งแรงกดดันทางการทูต แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และงานส่วนที่วางแผนโดยฝ่ายทหารซึ่งแยกต่างหาก เกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือในระยะยาวเมื่อความขัดแย้งนี้สิ้นสุดลง” คูเปอร์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ IMO ระบุว่า ขณะนี้มีเรือเกือบ 2,000 ลำ ยังคงติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนั้น องค์กรยังเผยด้วยว่ามีนักเดินเรือรวมถึงคนงานท่าเรือและลูกเรือประมาณ 20,000 คน ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่โดยรอบอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะโจมตีสหรัฐฯ อย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า

อิหร่านลั่น จะโจมตีสหรัฐฯ อย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า

2 เม.ย. 2569 22:16 น.

อิหร่านลั่น จะโจมตีสหรัฐฯ อย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า

กองทัพอิหร่านขู่ว่า จะโจมตีสหรัฐฯ กับอิสราเอลอย่างหนัก หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่าจะโจมตีอิหร่านจนกลับไปสู่ยุคหิน

เมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย. 2569) อิหร่านออกมาขู่ว่า จะโจมตีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่าง “รุนแรง” พร้อมทั้งยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเทลอาวีฟ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะทิ้งระเบิดถล่มสาธารณรัฐอิสลามให้ “กลับไปสู่ยุคหิน”

สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อนจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ได้ขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลางและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยมีผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบ

ด้าน อิหร่านยิงจรวดตอบโต้ทันที ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลต้องทำงานอย่างหนัก และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกโจมตี “หลายจุด” โดยมีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 รายในพื้นที่กรุงเทลอาวีฟ

ศูนย์บัญชาการกองทัพอิหร่าน “คาตัม อัล-อันบิยา” (Khatam Al-Anbiya) ออกแถลงการณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เพื่อเตือนให้สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมรับมือกับการตอบโต้ที่ “รุนแรงขึ้น กว้างขวางขึ้น และทำลายล้างมากขึ้น”

“ด้วยความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ สงครามนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าพวกเจ้าจะได้รับความอัปยศอดสู เสื่อมเสียชื่อเสียง ต้องเสียใจไปตลอดกาลอย่างแน่นอน และยอมจำนนในที่สุด” แถลงการณ์ระบุ

ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ “ใกล้จะบรรลุ” เป้าหมายแล้ว แต่ก็ได้เตือนว่าการโจมตีจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากอิหร่านไม่ยอมตกลงเจรจาเพื่อหาข้อยุติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงติดต่อในประเทศครั้งแรก ย้ำความเสี่ยงยังต่ำ

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงติดต่อในประเทศครั้งแรก ย้ำความเสี่ยงยังต่ำ

2 เม.ย. 2569 21:44 น.

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงติดต่อในประเทศครั้งแรก ย้ำความเสี่ยงยังต่ำ

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงที่เกิดจากการแพร่เชื้อภายในประเทศเป็นครั้งแรก แต่ทางการยืนยันว่า ความเสี่ยงที่ไวรัสมีต่อสังคมยังคงอยู่ในระดับต่ำ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 สำนักงานโรคติดต่อ (CDA) ของสิงคโปร์ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง หรือ mpox ที่เป็นการแพร่ระบาดภายในประเทศเป็นครั้งแรก โดยเป็นชายอายุ 30 ปี และ 34 ปี ติดเชื้อสายพันธุ์ “เคลด 1บี” (clade 1b) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น

ชายวัย 30 ปี ไม่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา เริ่มแสดงอาการเมื่อวันที่ 25 มี.ค. และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 มี.ค. โดยได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ clade 1b ในวันถัดมา ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว แต่ต้องแยกกักตัวที่บ้านจนถึงวันที่ 20 เม.ย. เพื่อรอการประเมินทางคลินิกเพิ่มเติม

ส่วนชายวัย 34 ปี มีประวัติเดินทางเมื่อไม่นานมานี้ และมีการสัมผัสทางกายอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานกับผู้ติดเชื้อรายแรก เริ่มแสดงอาการเมื่อวันที่ 26 มี.ค. และเข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ผลตรวจยืนยันการติดเชื้อเมื่อวันที่ 1 เม.ย. และถูกสั่งกักตัวที่บ้านจนถึงวันที่ 21 เม.ย.

คาดกันว่าทั้งคู่ติดเชื้อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ และขณะนี้มีอาการคงที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม CDA ยืนยันว่าความเสี่ยงจากไวรัสตัวนี้ต่อสังคมยังอยู่ในระดับต่ำ โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “เนื่องจากโรคฝีดาษลิงแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการสัมผัสทางกายเป็นเวลานานเป็นหลัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ ความเสี่ยงต่อสาธารณชนในวงกว้างจึงยังคงอยู่ในระดับต่ำในขณะนี้”

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดสำหรับผู้ป่วยทั้ง 2 ราย” CDA กล่าว “ผู้สัมผัสใกล้ชิดได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังสุขภาพของตนเองและไปพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ ส่วนผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษวานรเพื่อเป็นการรักษา-ป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ”

ทั้งนี้ เชื้อสายพันธุ์ clade 1b ซึ่งมักจะมีความรุนแรงกว่าการติดเชื้อสายพันธุ์ clade 2 ปรากฏขึ้นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2566 โดยเริ่มตรวจพบในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเป็นสายพันธุ์หลักที่อยู่เบื้องหลังการแพร่ระบาดที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มประเทศแอฟริกาเมื่อปี 2567

จากข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ CDA ระบุว่า ณ วันที่ 21 มี.ค. มีรายงานผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในสิงคโปร์แล้ว 7 รายในปีนี้ ขณะที่ตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมด 23 ราย

อนึ่ง อาการทั่วไปของโรคติดเชื้อฝีดาษลิง ได้แก่ มีผื่นขึ้น, มีไข้, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดหลัง และต่อมน้ำเหลืองโต โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีร่างกายอ่อนแอ

“เนื่องจากโรคฝีดาษลิงแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการสัมผัสทางกายเป็นเวลานานเป็นหลัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นจึงยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ประชาชนทั่วไปในวงกว้าง” CDA ระบุ

CDA เสริมว่า สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสเชื้อ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่คลินิกควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ วัคซีนจะพร้อมให้บริการที่ศูนย์โรคติดเชื้อแห่งชาติ (NCID) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปด้วย

“ประชาชนควรเฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากโรคฝีดาษลิง โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหรือการมีคู่นอนหลายคน” CDA ระบุ “นอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคฝีดาษลิง ควรหมั่นล้างมือให้สะอาด ลดการสัมผัสทางกายกับผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna