หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน

27 ก.พ. 2569 10:13 น.

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน หวั่นกระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน ด้านอุตุฯ คาดปีนี้ซากุระบานเร็วกว่าปกติ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า เทศกาลชมดอกซากุระหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่นเตรียมจัดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่บางเทศบาลตัดสินใจยกเลิกงาน หลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้น โดยหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบคืออะราคุรายามา เซนเกน ปาร์ก ในจังหวัดยามานาชิ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นจุดชมวิวชื่อดังที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิคู่กับเจดีย์ 5 ชั้น กลายเป็นภาพไวรัลในโซเชียลมีเดีย ดึงดูดนักท่องเที่ยวราว 200,000 คนต่อฤดูกาล โดยเฉพาะชาวต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10,000 คนต่อวัน ส่งผลให้การจราจรติดขัด ขยะล้นถนน และกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน ทางการจึงตัดสินใจยกเลิกเทศกาลซากุระปีนี้ เพื่อปกป้องความเป็นอยู่ของชาวเมือง พร้อมยอมรับว่ายังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถกลับมาจัดงานได้อีกในปีหน้าหรือไม่

ขณะเดียวกัน สมาคมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เปิดเผยพยากรณ์ล่าสุดว่า ซากุระสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ จะบานเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ โดยคาดว่าใจกลางโตเกียวและเมืองฟุกุโอกะ จะเริ่มบานวันที่ 20 มี.ค. ตามด้วยนาโกยาและโคจิ 21 มี.ค. ฮิโรชิมา 22 มี.ค. โอซากา 24 มี.ค. เซนได 1 เม.ย. และซัปโปโร 27 เม.ย.

ทั้งนี้ การที่ดอกซากุระบานเร็วปีนี้มีปัจจัยจากคลื่นความหนาวรุนแรงในเดือนมกราคม ตามด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติในเดือนกุมภาพันธ์ และแนวโน้มอากาศอุ่นต่อเนื่องในเดือนมีนาคม.

ที่มา NHK

ตร.- อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสนง.ใหญ่พรรคฝ่ายค้าน ปมลัทธิ “ชินชอนจี” ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค

ตร.- อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสนง.ใหญ่พรรคฝ่ายค้าน ปมลัทธิ "ชินชอนจี" ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค

27 ก.พ. 2569 09:46 น.

ตร.- อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสนง.ใหญ่พรรคฝ่ายค้าน ปมลัทธิ “ชินชอนจี” ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค

ตำรวจ–อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่พรรคฝ่ายค้านพลังประชาชน ปมถูกกล่าวหาว่าลัทธิ “ชินชอนจี” ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค หวังแทรกแซงเลือกตั้งปี 2564 และ 2567

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนของเกาหลีใต้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่พรรคฝ่ายค้านหลัก “พลังประชาชน” (People Power Party) ในกรุงโซล หลังเกิดข้อกล่าวหาว่ามีการระดมสมาชิกของลัทธิ “ชินชอนจี” เข้าร่วมพรรคในลักษณะเป็นขบวนการ

รายงานข่าวนะบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจและอัยการ เพื่อเข้ายึดบัญชีรายชื่อสมาชิกพรรค โดยมีเป้าหมายตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับลัทธิชินชอนจี ขณะที่แหล่งข่าวด้านกฎหมายระบุว่า ลัทธิชินชอนจีถูกกล่าวหาว่ากดดันหรือชักชวนสาวกให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน เพื่อหวังมีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งขั้นต้น ชิงผู้สมัครประธานาธิบดีในปี 2564 รวมถึงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วไปในปี 2567

โดยคณะทำงานสอบสวนอ้างว่า ได้รับคำให้การจากอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของลัทธิชินชอนจีว่า มีโครงการชื่อ “Pilates” ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนให้สาวกสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และมีผู้เข้าร่วมโครงการนับหมื่นคน ที่จ่ายค่าสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ

ขณะนี้การสอบสวนยังดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่ามีความพยายามแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยคดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองเกาหลีใต้ในวงกว้าง.

ที่มา Yonhap

รัสเซีย–ยูเครน แลกศพทหารกว่า 1,000 นาย แม้ความพยายามเจรจาสันติภาพจะยังไม่บรรลุผล

รัสเซีย–ยูเครน แลกศพทหารกว่า 1,000 นาย แม้ความพยายามเจรจาสันติภาพจะยังไม่บรรลุผล

27 ก.พ. 2569 09:00 น.

รัสเซีย–ยูเครน แลกศพทหารกว่า 1,000 นาย แม้ความพยายามเจรจาสันติภาพจะยังไม่บรรลุผล

รัสเซียประกาศส่งมอบศพทหารยูเครนจำนวน 1,000 นายคืนให้กรุงเคียฟ แลกกับร่างทหารรัสเซีย 35 นาย ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 และการเตรียมเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่ที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง

ทางการรัสเซียระบุว่า ได้ส่งมอบร่างทหาร 1,000 นายให้ยูเครน และรับร่างทหารรัสเซียกลับมา 35 นายแล้ว โดยวลาดิเมียร์ เมดินสกี ผู้ช่วยคนสำคัญของ วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นผู้ประกาศผ่านเทเลแกรม พร้อมเผยภาพการขนย้ายร่างจากรถบรรทุก แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางการยูเครนยืนยันว่าได้รับร่างผู้เสียชีวิต 1,000 นายแล้ว ซึ่งตามข้อมูลเบื้องต้นจากฝ่ายรัสเซีย เชื่อว่าเป็นทหารยูเครนที่เสียชีวิตในสนามรบ

การแลกเปลี่ยนศพทหารครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุในการเจรจาที่นครอิสตันบูล เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งกำหนดให้แต่ละฝ่ายสามารถส่งคืนร่างทหารได้สูงสุดถึง 6,000 นาย รวมถึงแลกเปลี่ยนเชลยศึกที่ป่วยหนัก บาดเจ็บสาหัส และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนศพทหารกันหลายพันนาย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว

ด้าน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพิ่งยอมรับว่า มีทหารยูเครนเสียชีวิตในสนามรบราว 55,000 นาย แต่ผู้สังเกตการณ์ตะวันตกมองว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่รวมผู้สูญหาย

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะของสื่ออังกฤษอย่าง BBC พบชื่อผู้เสียชีวิตฝ่ายรัสเซียแล้วเกือบ 186,000 ราย แม้เชื่อกันว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากในแนวหน้าไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ

แม้มีการประเมินว่า ทหารรัสเซียเสียชีวิตรายวันมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว มอสโกกลับส่งคืนศพให้ยูเครนมากกว่าที่ได้รับคืน ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน โดยรัสเซียเคยกล่าวหาว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอิสตันบูล ขณะที่ยูเครนอ้างว่าการส่งคืนศพบางครั้งไม่สม่ำเสมอ และเคยมีกรณีปะปนร่างทหารรัสเซีย แต่มอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

นักวิเคราะห์มองว่า เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะกองทัพรัสเซียอยู่ในสถานะฝ่ายรุกเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถเข้าควบคุมพื้นที่สนามรบและเก็บกู้ร่างทหารยูเครนได้มากกว่า

ความเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับความตึงเครียดทางทหารที่ยังไม่ลดระดับ โดยไม่กี่ชั่วโมงก่อนการหารือที่นครเจนีวา รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยโดรน 420 ลำ และขีปนาวุธ 39 ลูก ใน 6 ภูมิภาค ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน ตามการเปิดเผยของประธานาธิบดีเซเลนสกี

การหารือที่เจนีวาครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นการพบกันระหว่างหัวหน้าคณะเจรจาของยูเครนกับคณะผู้แทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือแผนเศรษฐกิจและการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมจัดการเจรจาแบบไตรภาคี ซึ่งรวมฝ่ายรัสเซียด้วย โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง หวังปูทางสู่การเจรจายุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้าการประชุมที่เจนีวา เซเลนสกีได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่การเจรจาไตรภาคีในต้นเดือนมีนาคม และอาจเปิดโอกาสยกระดับการพูดคุยสู่ระดับผู้นำ

โดยนายเซเลนสกีมองว่า นี่คือหนทางเดียวที่จะคลี่คลายประเด็นซับซ้อนและละเอียดอ่อนทั้งหมด และยุติสงครามในที่สุด พร้อมย้ำว่า ทรัมป์สนับสนุนลำดับขั้นตอนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังคงปฏิเสธการพบกับเซเลนสกี โดยให้เหตุผลว่า ผู้นำยูเครนขาดความชอบธรรม เนื่องจากไม่ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังวาระหมดลงในเดือนมีนาคม 2024.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รัสเซีย-ยูเครน

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน  คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

27 ก.พ. 2569 08:34 น.

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ จัดพิธีสวนสนามทางทหารยามค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปิดฉากการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกินเวลาต่อเนื่อง 7 วันเต็ม โชว์ศักยภาพทางทหารต่อชาวโลก

กรุงเปียงยางตกอยู่ท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้าและเสียงดนตรีปลุกใจ เมื่อ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ จัดพิธีสวนสนามทางทหารยามค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปิดฉากการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกินเวลาต่อเนื่อง 7 วันเต็ม ท่ามกลางสายตาผู้แทนนับพันและการจับตามองจากทั่วโลก

ไฮไลต์ที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้แสนยานุภาพทางทหาร คือการปรากฏตัวเคียงข้างผู้นำของ คิม จู แอ บุตรสาววัยราว 13 ปี โดยทั้งคู่สวมเสื้อโค้ทหนังสีเข้มในลุคที่ดูสง่างามและทรงอำนาจ เดินเคียงกันกลางจัตุรัสขนาดใหญ่ ขณะชี้ชวนพูดคุยและโบกมือให้กองทหารที่เดินสวนสนามอย่างพร้อมเพรียงใน จัตุรัสคิม อิล ซุง สถานที่ซึ่งตั้งชื่อตาม คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและปู่ของคิม จอง อึน

การประชุมพรรคแรงงานครั้งนี้ถือเป็นมหกรรมการเมือง ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ภายใต้การควบคุมภาพลักษณ์อย่างพิถีพิถัน เพื่อย้ำความชอบธรรมและความแข็งแกร่งของผู้นำต่อหน้าชนชั้นนำและกองทัพ

ในสุนทรพจน์ปิดการประชุม คิม จอง อึน ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวว่า เกาหลีเหนือสามารถทำลายล้างเกาหลีใต้ได้อย่างสิ้นเชิง หากความมั่นคงถูกคุกคาม พร้อมตอกย้ำการปฏิเสธแนวทางการทูตระหว่างสองเกาหลีที่เคยพยายามผลักดันในอดีต

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเปียงยางยังเว้นช่องว่าง ทางการทูตไว้ให้สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า หากวอชิงตันยกเลิกนโยบายที่เขามองว่าเกาหลีเหนือเป็นปฏิปักษ์ ก็อาจมีความเป็นไปได้ในการฟื้นการเจรจาที่ชะงักงันมานานหลายปี

ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า คิมเรียกร้องให้เร่งพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็น ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงจากใต้น้ำ, การขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี, ระบบปืนใหญ่และขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่มุ่งเป้าไปยังเกาหลีใต้

ผู้นำเกาหลีเหนือยังย้ำว่า การเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำสถานะถาวรของประเทศในฐานะรัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

แม้พิธีสวนสนามจะจัดเต็มด้วยกองกำลังและอาวุธหลากหลายชนิด แต่ผู้สังเกตการณ์พบว่า ไม่มีการนำอาวุธขนาดใหญ่ที่สุดบางรุ่น โดยเฉพาะ ICBM ที่เชื่อว่าสามารถยิงถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาแสดง จึงเชื่อว่าเปียงยางอาจกำลังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุสหรัฐฯ มากเกินไป ในช่วงที่ยังเปิดช่องความเป็นไปได้ของการเจรจาในอนาคต

ขณะที่การปรากฏตัวของคิม จู แอ เคียงข้างบิดาในงานระดับชาติอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำคำถามในหมู่นักวิเคราะห์ว่า เธอกำลังถูกปูทางสู่บทบาททางการเมืองในระยะยาวหรือไม่ แม้ทางการเกาหลีเหนือจะไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานะของเธอก็ตาม.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

27 ก.พ. 2569 05:14 น.

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรปมเจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยพบกับชายคนนี้ และเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิดกับเอปสตีนมาก เข้าให้การด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

การไต่สวนของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลเป็นไปโดยลับ แต่มีรายงานออกมาว่า นางคลินตันยืนยันว่าเธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนมาก่อน และเรียกร้องให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขาเองกับอาชญากรทางเพศรายนี้ด้วย

รายงานข่าวระบุอีกว่า คลินตันให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ เธอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของเอปสตีนเลย และจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา รวมทั้งไม่เคยไปที่เกาะส่วนตัวหรือเดินทางด้วยเครื่องบินของอดีตนักการเงินรายนี้ เธอยังกล่าวหาคณะกรรมาธิการด้วยว่า พยายามทำหน้าที่เพื่อ “ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่ง” ซึ่งเธอสื่อถึงทรัมป์

ด้านนาย เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการซึ่งมีกำหนดจะซักฟอกอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ในวันศุกร์นี้ด้วย กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการสอบสวนทั้งหมดคือความพยายามทำความเข้าใจในหลายแง่มุมเกี่ยวกับเอปสตีน” อาชญากรทางเพศผู้ล่วงลับ

คลินตันกล่าวท้าทายคณะกรรมาธิการว่า “หากคณะกรรมาธิการชุดนี้จริงจังกับการเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ของเอปสตีน … ก็ควรจะไปถามทรัมป์โดยตรงภายใต้คำสาบาน เกี่ยวกับจำนวนนับหมื่นครั้งที่ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในแฟ้มข้อมูลของเอปสตีน”

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงสุดในคณะกรรมาธิการ ได้เรียกร้องให้ทรัมป์เข้าให้การเช่นกัน “เพื่อตอบคำถามที่ผู้รอดชีวิตจากทั่วประเทศกำลังเฝ้าถามอยู่” โดยเขากล่าวเสริมในภายหลังว่า “เรื่องนี้ควรเกิดขึ้นทันที”

ขณะที่นาย สุหัส สุพระมันยัม (suhas subramanyam) สมาชิกคณะกรรมาธิการจากพรรคเดโมแครตอีกคนอ้างว่า “แฟ้มข้อมูล FBI ที่หายไป” ซึ่งถูกคัดออกจากเอกสารคดีเอปสตีนที่กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ก่อนหน้านี้นั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ตัวทรัมป์

ทั้งนี้ ในตอนแรกสามีภรรยาคลินตันปฏิเสธหมายเรียกที่สั่งให้พวกเขาเข้าให้การในการสอบสวนของคณะกรรมาธิการกำกับดูแล แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ตอบตกลง หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันขู่ว่าจะดำเนินการฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นอำนาจรัฐสภา โดยมีสมาชิกฝ่ายเดโมแครตบางคนสนับสนุนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

27 ก.พ. 2569 04:03 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่นครเจนีวา เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยโอมานซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และพวกเขาจะกลับมาคุยกันอีกในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 26 ก.พ. 2569 เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ของโอมานระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีโอกาสในการบรรลุข้อตกลงมาเพียงใด

นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายวางแผนที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง “ในเร็วๆ นี้” หลังจากเสร็จสิ้นการปรึกษาหารือในเมืองหลวงของฝ่ายตนเองแล้ว และจะมีการหารือเชิงเทคนิคเกิดขึ้นที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หรืออิหร่าน

ทั้งนี้ การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถูกมองว่าเป็นความพยายามทางการทูต “เฮือกสุดท้าย” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่มีการบรรลุข้อตกลง

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์สั่งให้มีการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การบุกโจมตีอิรักเมื่อปี 2546 ในขณะที่อิหร่านได้ประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้การโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาในการเจรจาคืออะไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารในตอนนี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 8 เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในช่วงที่เตหะรานทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อปีก่อน

ในการเจรจาล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายส่งทีมเจรจาหน้าเดิมเข้าร่วมการประชุม โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนสหรัฐฯ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนาย จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ โดยมีนาย บาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานเป็นคนกลาง

สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า คณะผู้เจรจายืนกรานว่าอิหร่านมีสิทธิ์ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนอิหร่านโดยสิ้นเชิง รวมถึงข้อเรียกร้องให้ส่งต่อคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ได้เสนอข้อผ่อนปรนบางประการ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะก็ตาม โดยในทางกลับกัน อิหร่านคาดหวังให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศจนเป็นอัมพาต

ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะยอมรับเงื่อนไขใดเพื่อให้บรรลุข้อตกลง โดยทางอิหร่านได้ปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธนำวิถี และปฏิเสธที่จะยุติการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มฮามาสในกาซา, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มติดอาวุธในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

27 ก.พ. 2569 03:00 น.

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารบริเวณชายแดน มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพของฝ่ายปากีสถาน ตอบโต้การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐบาลตาลีบันว่า อัฟกานิสถานได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร “ขนาดใหญ่” ต่อฐานที่มั่นของกองทัพปากีสถานบริเวณรอยต่อชายแดน เพื่อตอบโต้ฝ่ายปากีสถานโจมตีเข้ามาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกของกลุ่มตาลีบันโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มทหารปากีสถาน ปฏิบัติการเพื่อชิงลงมือก่อนขนาดใหญ่จึงถูกเปิดฉากขึ้นต่อฐานบัญชาการและที่ตั้งทางทหารของกองทัพปากีสถาน”

นายมูจาฮิดบอกอีกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต “จำนวนมาก” และบางส่วนถูกจับกุมตัวได้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีตามแนวชายแดนซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันพฤหัสบดี โดยกองกำลังตาลีบันสามารถยึดฐานที่มั่นทางทหารได้ถึง 15 แห่ง

ทางด้านรัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า กลุ่มตาลีบันคำนวณผิดพลาดและเปิดฉากยิงโดยไม่มีการยั่วยุในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

“รายงานในเบื้องต้นยืนยันว่ามีความสูญเสียอย่างหนักในฝั่งอัฟกานิสถาน โดยฐานที่มั่นและยุทโธปกรณ์หลายแห่งถูกทำลาย” แถลงการณ์จากกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานที่แชร์ผ่าน X ระบุ “ปากีสถานจะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารของอัฟกานิสถานเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลปากีสถาน ส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศในอัฟกานิสถานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มตาลีบันระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ

อัฟกานิสถานกับปากีสถานเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติการปะทะเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะกันตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นประปราย

ปากีสถานเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มตาลีบันหลังจากที่กลุ่มถูกขับออกจากอำนาจในปี 2544 เพราะการบุกโจมตีของกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ จนกระทั่งกลุ่มตาลีบันชิงอำนาจในอัฟกานิสถานกลับมาได้สำเร็จในปี 2564

ทว่าความสัมพันธ์กลับเสื่อมถอยลงหลังจากรัฐบาลปากีสถานกล่าวหาว่า กลุ่มตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่ม “ตาลีบันปากีสถาน” (TTP) ซึ่งกำลังก่อการกบฏด้วยอาวุธต่อต้านกองกำลังรัฐบาลปากีสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

27 ก.พ. 2569 01:32 น.

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยย้ำว่าประเทศต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์สหรัฐฯ ให้ชัดเจน และว่า ช่วง 4 ปีข้างหน้าเป็นเวลาที่ตัดสินชะตาของเดนมาร์ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 ว่า นาง เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศแผนจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการใช้โอกาสจากคะแนนนิยมที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากที่เธอแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เฟรเดอริกเซนได้เดินหน้าผสานความร่วมมือกับเหล่าผู้นำยุโรปเพื่อต่อต้านความพยายามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยกอบกู้คะแนนนิยมของเธอให้ดีขึ้น หลังประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการของรัฐ

“นี่จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินอนาคต เพราะในช่วง 4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเราในฐานะชาวเดนมาร์กและชาวยุโรป จะต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง” เฟรเดอริกเซนกล่าว “เราต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และเราต้องเสริมสร้างกำลังรบเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้นในทวีปของเรา”

“การที่ดิฉันจะได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพวกท่านต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกท่านจะมอบฉันทามติให้กับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด” เฟรเดอริกเซนกล่าวถึงพรรคของเธอ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันของเดนมาร์ก

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ช่วยยกระดับบทบาทของเฟรเดอริกเซนบนเวทีโลกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นที่เธอเคยได้รับจากการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรวดเร็ว และการระดมการสนับสนุนจากยุโรปให้แก่ยูเครน

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมอบรางวัลให้แก่ความเป็นผู้นำในระดับสากลและการปกป้องอธิปไตยของเดนมาร์กของเฟรเดอริกเซน หรือจะลงโทษรัฐบาลของเธอตามข้อครหาของฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่า เธอละเลยต่อปัญหาภายในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

27 ก.พ. 2569 00:00 น.

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมเข้าให้การต่อคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ก่อนที่ บิล คลินตัน สามีของเธอจะให้การในวันศุกร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการสืบสวนคดีอาชญากรรมของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นางคลินตันเพิ่งตอบตกลงที่จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับ บิล คลินตัน สามีของเธอ และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ สามีภรรยาคลินตันปฏิเสธเสียงเรียกร้องที่ต้องการให้ทั้งคู่เข้าให้การในคดีของเอปสตีน โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง อย่างไรก็ตาม การยอมตกลงเข้าให้การในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาเตรียมลงมติ เพื่อเอาผิดทั้งคู่ในข้อหา “หมิ่นอำนาจรัฐสภา” โดยมีสมาชิกเดโมแครตหลายคนสนับสนุนด้วย

ฮิลลารี คลินตัน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเรียกตัวมาให้การครั้งนี้เป็นเพียง “กลอุบาย” ของพรรครีพับลิกัน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับนายเอปสตีน

“เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” เธอกล่าว “เราเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราเชื่อว่า “แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด”” นางคลินตันกล่าว และยืนยันด้วยว่า เธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนเลย แต่ยอมรับว่าเคยพบ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีนเป็นบางโอกาส รวมถึงในงานแต่งงานลูกสาวของเธอด้วย

ด้านบิล คลินตัน ยอมรับว่ารู้จักกับนายเอปสตีน แต่เขาปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ รวมถึงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับอาชญากรรมของอดีตนักการเงินผู้ล่วงลับในปี 2562 รายนี้ โดยเขาตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนไปแล้วตั้งแต่ 2 ทศวรรษก่อน และแสดงความเสียใจที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอปสตีนด้วย

คาดกันว่านายคลินตันจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ (27 ก.พ.)

ทั้งนี้ ในเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ ในคดีของนายเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับ ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมา ปรากฏทั้งชื่อและภาพของ บิล คลินตัน อยู่ด้วย ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

การไต่สวนนางฮิลลารี คลินตัน จะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองแชปปากวา รัฐนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักของพวกเขา โดยปกติแล้วการให้ปากคำในลักษณะนี้มักจะดำเนินไปแบบปิดลับ แต่ตระกูลคลินตันได้ต่อสู้เพื่อให้การให้ปากคำของพวกเขาเป็นแบบสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลเพียงบางส่วนไปรั่วไหลสู่สื่อมวลชนอย่างไม่เป็นธรรม

การปรากฏตัวของบิล คลินตัน ในวันศุกร์กำลังถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส นับตั้งแต่เจอรัลด์ ฟอร์ด เคยรับการไต่สวนในปี 2526

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

26 ก.พ. 2569 22:39 น.

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

จีนประกาศถอดถอน นายทหารระดับพลเอก 5 คน รวมถึงพลโทและพลตรีอีก 4 คน ออกจากการเป็นสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพียงสัปดาห์เดียวก่อนที่การประชุม 2 สภาจะเริ่มขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนได้สั่งถอนรายชื่อนายพลแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) จำนวน 5 นาย ออกจากการเป็นสมาชิกสภาฯ แล้ว

ทั้ง 5 คนรวมถึง พลเอก หลี่ เฉียวหมิง (Li Qiaoming) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบก และพลเอก เสิ่น จินหลง (Shen Jinlong) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ ถูกปลดจากการเป็นผู้แทนสภาประชาชนแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปลดกรรมาธิการการเมืองของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังสนับสนุนข้อมูลข่าวสารทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้แก่ พลเรือเอก ฉิง เซิงเซียง (Qing Shengxiang), พลอากาศเอก อวี๋ จงฝู (Yu Zhongfu) และ พลเอก หลี่ เว่ย (Li Wei)

แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า มีนายทหารระดับสูงรายอื่น ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงนาย ซุน เส้าเฉิง (Sun Shaocheng) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ที่ถูกสั่งปลดในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังการสอบสวนครั้งสำคัญที่พุ่งเป้าไปที่เหล่าผู้นำระดับสูงในกองทัพ รวมถึงนายพล จาง โย่วเซี่ย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งกำลังถูกสอบสวนในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำที่จีนมักใช้เรียกแทนการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนยังประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนพลเอก หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) เสนาธิการกรมเสนาธิการร่วมภายใต้คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการวางแผนการรบ

หนังสือพิมพ์ เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ (SCMP) รายงานว่า นอกจากนายพลทั้ง 5 นายแล้ว ยังมีนายทหารระดับพลโทอีก 1 นาย และพลตรีอีก 3 นาย ที่ถูกถอดถอนรายชื่อออกจากคณะผู้แทนในสภาประชาชนแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับ “การประชุมสองสภา” (Two Sessions) ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแดนมังกร ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 4 มีนาคมนี้ โดยจะมีการประกาศแผนนโยบายที่สำคัญของประเทศครอบคลุมทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ การค้า และการทูต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna