ทรัมป์ประชุมกับทีมความมั่นคงที่ทำเนียบขาว ถกเรื่องข้อตกลงอิหร่าน นานกว่า 2 ชม.แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

ทรัมป์ประชุมกับทีมความมั่นคงที่ทำเนียบขาว ถกเรื่องข้อตกลงอิหร่าน นานกว่า 2 ชม.แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

30 พ.ค. 2569 05:33 น.

ทรัมป์ประชุมกับทีมความมั่นคงที่ทำเนียบขาว ถกเรื่องข้อตกลงอิหร่าน นานกว่า 2 ชม.แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประชุมที่ห้องสถานการณ์ทำเนียบขาวนานราว 2 ชั่วโมง หารือทีมความมั่นคงเรื่องข้อตกลงอิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเริ่มเจรจานิวเคลียร์ แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าประชุมร่วมกับทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในห้องสถานการณ์ ภายในทำเนียบขาว นานประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่าน ท่ามกลางความพยายามลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณก่อนเข้าประชุมว่าเตรียมตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ แต่หลังการหารือเสร็จสิ้น ยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่าเห็นชอบหรือไม่

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ประเด็นสำคัญในการประชุมคือข้อเสนอที่จะเปิดการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามและความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และอีกหัวข้อหลักคือการเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการลดแรงปะทะทางการเมืองและการทหารระหว่างทั้งสองฝ่าย

ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีทั้งนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการทหาร แต่จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการหารือ ขณะที่ทั่วโลกจับตาว่าทรัมป์จะตัดสินใจเดินหน้าข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่.

อดีตเชฟแคนาดา รับสารภาพ ผลิต-ขายออนไลน์ “ชุดอุปกรณ์ สารพิษฆ่าตัวตาย” โยงผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ

อดีตเชฟแคนาดา รับสารภาพ ผลิต-ขายออนไลน์ "ชุดอุปกรณ์ สารพิษฆ่าตัวตาย" โยงผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ

30 พ.ค. 2569 05:08 น.

อดีตเชฟแคนาดา รับสารภาพ ผลิต-ขายออนไลน์ “ชุดอุปกรณ์ สารพิษฆ่าตัวตาย” โยงผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ

เคนเนธ ลอว์ อดีตเชฟชาวแคนาดา รับสารภาพช่วยเหลือการฆ่าตัวตาย 14 กระทง หลังขายสารพิษผ่านเว็บไซต์ให้ลูกค้าทั่วโลกกว่า 1,200 ชุด ครอบครัวเหยื่ออังกฤษยังเรียกร้องเอาผิดเพิ่ม

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายเคนเนธ ลอว์ อดีตเชฟชาวแคนาดา วัย 60 ปี รับสารภาพต่อศาลในรัฐออนแทรีโอ ในข้อหาช่วยเหลือการฆ่าตัวตาย 14 กระทง หลังถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายสารพิษผ่านทางออนไลน์ให้ผู้คนในหลายสิบประเทศเพื่อนำไปใช้ปลิดชีพตัวเอง โดยอัยการระบุว่า นายลอว์บรรลุข้อตกลงรับสารภาพกับฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้ข้อหาฆาตกรรมที่มีโทษร้ายแรงกว่าถูกถอนออกไป

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนเชื่อว่าเขาจัดส่งพัสดุซึ่งบรรจุสารพิษราว 1,200 ชุด ไปยังผู้รับในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยลูกค้าหลายคนรู้จักเขาผ่านฟอรัมออนไลน์เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และประมาณหนึ่งในสี่ของพัสดุทั้งหมดถูกส่งไปยังสหราชอาณาจักร โดยหนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ เผยผลสืบสวนว่าเขาเปิดเว็บไซต์หลายแห่งเพื่อขายอุปกรณ์และสารเคมีที่ช่วยให้ผู้คนจบชีวิตตัวเองได้ โดยมีนักข่าวแฝงตัวเป็นลูกค้าและพบว่าเขาให้คำแนะนำวิธีใช้เพื่อให้มั่นใจว่าจะเสียชีวิต

โดยคดีที่เข้าสู่กระบวนการในแคนาดาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตชาวแคนาดาโดยตรง แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในอังกฤษจำนวนมากยังไม่พอใจ หลังอัยการอังกฤษตัดสินใจไม่ดำเนินคดีกับนายลอว์ แม้ทางการเชื่อว่าการเสียชีวิตของชาวอังกฤษอย่างน้อย 79 คน มีความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่เขาจัดส่งให้

สำนักงานอัยการสูงสุดของอังกฤษ ชี้แจงว่า เห็นชอบกับข้อตกลงรับสารภาพในแคนาดา โดยขอให้ศาลนำผลกระทบต่อเหยื่อชาวอังกฤษมาพิจารณาร่วมตอนกำหนดโทษ เพราะมองว่าเป็นหนทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการนำผู้ก่อเหตุมารับผิด

ทั้งนี้ นายลอว์ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 หลังการสืบสวนร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างน้อย 11 หน่วยงาน จากหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และอิตาลี ขณะที่ศาลนัดไต่สวนเพื่อกำหนดโทษเป็นเวลาหลายวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน โดยจะเปิดโอกาสให้ครอบครัวเหยื่ออ่านถ้อยแถลงผลกระทบจากความสูญเสียต่อหน้าศาลด้วย.

ที่มา BBC

โดรนรัสเซียพุ่งชนแฟลตในโรมาเนีย ไฟไหม้รุนแรง บาดเจ็บ 2 ราย นาโตประณาม “อันตรายต่อทุกฝ่าย”

โดรนรัสเซียพุ่งชนแฟลตในโรมาเนีย ไฟไหม้รุนแรง บาดเจ็บ 2 ราย นาโตประณาม “อันตรายต่อทุกฝ่าย”

30 พ.ค. 2569 00:20 น.

โดรนรัสเซียพุ่งชนแฟลตในโรมาเนีย ไฟไหม้รุนแรง บาดเจ็บ 2 ราย นาโตประณาม “อันตรายต่อทุกฝ่าย”

โดรนพุ่งชนอาคารที่พักในโรมาเนียใกล้ชายแดนยูเครน ทำไฟลุกชั้น 10 บาดเจ็บ 2 ราย นาโตและอียูประณาม ขณะปูตินตั้งข้อสงสัยว่าอาจไม่ใช่โดรนของรัสเซีย

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุโดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยในเมืองจาลาตี ทางตะวันออกของโรมาเนีย ใกล้พรมแดนยูเครน ทำให้เกิดเพลิงไหม้บนชั้น 10 ของอาคาร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และต้องอพยพประชาชนราว 70 คนออกจากพื้นที่

สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของโรมาเนีย ระบุว่า หัวรบของโดรนระเบิดเต็มกำลังหลังพุ่งชนตัวอาคาร ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาต่อมา ผู้บาดเจ็บมีบาดแผลถลอกและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเผยว่า กองทัพส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินสกัดทันทีหลังตรวจพบโดรน แต่มีเวลาเพียง 4 นาทีตั้งแต่ตรวจจับเป้าหมายได้จนเกิดการชน พร้อมระบุว่า กองทัพโรมาเนียมีข้อจำกัดในการตอบโต้ เนื่องจากไม่สามารถยิงสกัดด้วยวิธีที่ล่วงล้ำเข้าไปในน่านฟ้ายูเครนได้ โดยย้ำว่า ยูเครนอยู่ในภาวะสงคราม แต่โรมาเนียไม่ได้อยู่ในสงคราม

ขณะที่ องค์การนาโต และสหภาพยุโรป ออกมาประณามอย่างหนัก โดยระบุว่า พฤติกรรมที่ประมาทของรัสเซียเป็นภัยต่อทุกคน  พร้อมยืนยันว่า นาโตพร้อมปกป้องทุกตารางนิ้วของดินแดนสมาชิกพันธมิตร และเรียกเหตุนี้ว่าเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดที่กระทบดินแดนโรมาเนียนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้น และอียู ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นการฉุกเฉิน

ด้านนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเพิ่งทราบเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่าโดรนลำนี้เป็นของรัสเซียจริงหรือไม่ และเสนอให้ส่งซากโดรนกลับให้รัสเซียตรวจสอบอย่างเป็นกลาง 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีโดรนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนล้ำเข้าพื้นที่โรมาเนียหลายครั้ง แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีพลเรือนโรมาเนียได้รับบาดเจ็บจากเหตุลักษณะนี้.

ที่มา BBC

รมว.ต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามเปลี่ยนสถานะช่องแคบไต้หวัน หวั่นยกระดับตึงเครียด

รมว.ต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามเปลี่ยนสถานะช่องแคบไต้หวัน หวั่นยกระดับตึงเครียด

29 พ.ค. 2569 23:33 น.

รมว.ต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามเปลี่ยนสถานะช่องแคบไต้หวัน หวั่นยกระดับตึงเครียด

รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามสร้างภาพว่าร่วมบริหารช่องแคบไต้หวันกับสหรัฐฯ พร้อมเตือนต้องร่วมมือพันธมิตรสกัดความเสี่ยงปฏิบัติการทางทหารจากปักกิ่ง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายหลิน เจีย หลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน แถลงที่กรุงไทเป ว่าจีนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของช่องแคบไต้หวัน และสร้างความเข้าใจว่า จีนกับสหรัฐฯ มีบทบาทร่วมกันในการจัดการพื้นที่ช่องแคบไต้หวัน

หลิน เจียหลง ระบุว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ไม่ได้เกิดจากไต้หวัน แต่มีต้นตอมาจากจีน พร้อมย้ำว่าไต้หวันไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม และต้องการรักษาสันติภาพกับเสถียรภาพในภูมิภาคเอาไว้ พร้อมกล่าวว่า ไต้หวันจำเป็นต้องทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรตามแนวหมู่เกาะแรกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวทางทหารที่ไม่คาดคิดจากจีน

รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันยังระบุว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังพยายามส่งสัญญาณว่าจีนและสหรัฐฯ มีบทบาทร่วมกันต่อไต้หวัน และช่องแคบไต้หวัน แต่การรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคควรอยู่บนความร่วมมือของประเทศประชาธิปไตยในการยับยั้งการใช้กำลัง

นายหลิน เจียหลง อธิบายว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน โดยทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายด้าน ทั้งการขายอาวุธ การค้า ห่วงโซ่อุปทาน และคุณค่าทางประชาธิปไตย พร้อมระบุด้วยว่า การจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ไม่เพียงช่วยเสริมศักยภาพการป้องกันประเทศของไต้หวัน แต่ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ขยายระยะเวลาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ และเพิ่มการฝึกด้านป้องกันพลเรือน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

29 พ.ค. 2569 16:49 น.

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

ตำรวจเคนยาจับกุมนักเรียนหญิง 8 คน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บอีก 79 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุ โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการวางเพลิง 

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางแห่งเคนยา ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนักเรียนหญิงจำนวน 8 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญในฐานร่วมกันวางแผนและลงมือวางเพลิงอาคารหอพักของโรงเรียนมัธยมปลายสตรีอูตูมิชิ ในเมืองกิลกิล ทางตอนกลางของประเทศ

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. ส่งผลให้อาคารชั้นหนึ่งของหอพัก “เมลีโน ไวเทรา” ซึ่งเป็นอาคารสูง 2 ชั้นที่ใช้รองรับเตียงนอนสองชั้นจำนวน 135 หลัง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลของเพลิงทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตทันที 16 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 79 ราย

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางระบุว่า “จากการสืบสวนในเบื้องต้น รวมถึงการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด การพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ นำไปสู่การระบุตัวตนของนักเรียนหญิงทั้ง 8 คนในฐานะบุคคลที่น่าสนใจและมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งในขณะนี้เด็กสาวทั้ง 8 คนได้ถูกจับกุมและอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งบันทึกคำให้การและจำลองลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบรูปแบบการเผาไหม้ แหล่งกำเนิดประกายไฟ ระบบติดตั้งไฟฟ้า ตลอดจนตรวจหาความเป็นไปได้ของสารเร่งไฟ เพื่อระบุสาเหตุที่แน่ชัดและค้นหาแรงจูงใจเบื้องหลังการลอบวางเพลิงครั้งนี้

ด้านร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 16 รายที่กู้มาได้จากซากเพลิงไหม้ได้ถูกส่งต่อไปยังห้องชันสูตรศพของโรงเรียนแพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพย่อยนาวาชา เพื่อรอการชันสูตรพลิกศพและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอย่างเป็นทางการต่อไป

ขณะนี้ ปฏิบัติการสืบสวนถูกส่งต่อให้แก่ทีมงานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน นำโดยนักสืบคดีฆาตกรรม, ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์, เจ้าหน้าที่สืบสวนพื้นที่เกิดเหตุ, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และหน่วยงานเผชิญเหตุภัยพิบัติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ศิษย์ปัจจุบัน และบุคลากรของโรงเรียน พร้อมขอความร่วมมือให้สังคมอยู่ในความสงบและละเว้นการคาดเดาใดๆ ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเคนยาระบุว่า เหตุเพลิงไหม้สถานศึกษาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนน่าตกใจในประเทศ โดยตลอดปี 2024 ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุไฟไหม้โรงเรียนสูงกว่า 100 ครั้ง

ขณะที่ผลงานวิจัยของคณะผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในเคนยา มักมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ตัวกลุ่มนักเรียนเอง” ที่จงใจจุดไฟเผาเพื่อแสดงออกถึงการประท้วงต่อต้านมาตรการระเบียบวินัยที่เข้มงวดทารุณเกินไป รวมถึงเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อปัญหาสภาพความเป็นอยู่และสุขอนามัยที่ย่ำแย่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายในโรงเรียนประจำเหล่านั้น ซึ่งทางการจะนำประเด็นเหล่านี้มาร่วมพิจารณาในคดีต่อไป.

ที่มา Reuters / Capital FM Kenya

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ "ย้ายพรรค" ซบอดีตศิษย์เอก

29 พ.ค. 2569 16:07 น.

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กำลังเผชิญมรสุมการเมืองครั้งใหญ่ หลังสมาชิกพรรคยุติธรรมประชาชน หรือ PKR ทยอยลาออกและย้ายไปสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ของอดีตลูกศิษย์คนสำคัญ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า มาเลเซียอาจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดภายในปีนี้

นักวิเคราะห์และสมาชิกรัฐสภามาเลเซียเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกระแสการย้ายพรรคของสมาชิกพรรครัฐบาล นำโดยอดีตลูกศิษย์คนสำคัญที่หันไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ามาเลเซียอาจจะต้องเปิดฉากการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดอย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้

อันวาร์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2022 หลังจากใช้เวลานานกว่าสองทศวรรษในฐานะผู้นำฝ่ายค้านที่รณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แม้ว่าการบริหารงานของเขาจะช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองให้แก่มาเลเซียได้ในระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลของเขากลับถูกจับตามองอย่างหนักถึงความล่าช้าในการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง รวมถึงข้อกังขาเรื่องความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต จนนำไปสู่ความตึงเครียดและการแยกตัวภายในพรรคร่วมรัฐบาล

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อนายราฟิซี รัมลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของอันวาร์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลของอันวาร์ พร้อมสละเก้าอี้สมาชิกรัฐสภา เพื่อไปก้าวขึ้นนำพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ชื่อว่า พรรครวมพลังมาเลเซีย หรือ “เบอร์ซามา” (Bersama)

พรรคเบอร์ซามาเปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคได้รับใบสมัครสมาชิกใหม่แล้วมากกว่า 18,000 ราย โดยราว 1 ใน 3 เป็นอดีตสมาชิกของพรรค PKR แม้ว่าผู้ที่ย้ายพรรคส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกทั่วไปและเจ้าหน้าที่พรรคระดับท้องถิ่น เนื่องจากกฎหมายของมาเลเซียสั่งห้ามไม่ให้สมาชิกรัฐสภาย้ายพรรคขณะดำรงตำแหน่ง แต่ตัวเลขที่สูงขนาดนี้กำลังสร้างความกังขาต่อความมั่นคงในอำนาจของอันวาร์ หากความขัดแย้งที่ขยายตัวบีบให้เขาต้องประกาศเลือกตั้งกะทันหัน

นายฮัสซัน อับดุล คาริม สส. พรรค PKR และผู้สนับสนุนอันวาร์มาอย่างยาวนาน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยยอมรับว่าเขาได้ล้มเลิกความพยายามที่จะห้ามปรามไม่ให้สมาชิกพรรคย้ายไปซบพรรคอื่นแล้ว เนื่องจากกลุ่มแกนนำพรรคไม่ยอมรับฟังความกังวลของคนทำงาน พร้อมระบุว่าแม้เขาจะยังเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดิม แต่ในเวลานี้พรรค PKR กำลัง “บอบช้ำ มีบาดแผล และบาดเจ็บขั้นวิกฤต”

นอกจากนี้ ฮัสซันยังให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พรรคเบอร์ซามาของราฟิซีอาจได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มโหวตเตอร์ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก และกล่าวเตือนว่า “หากมี ส.ส. ของพรรค PKR ที่สนับสนุนคุณราฟิซี พากันลาออกและทิ้งพรรคไปมากกว่านี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์จะสูญเสียความชอบธรรมในการบริหารประเทศทันที”

อย่างไรก็ดี ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่ นางฟูเซียห์ ซาเละห์ เลขาธิการพรรค PKR แย้งว่าไม่มีปรากฏการณ์สมาชิกแห่ลาออกครั้งใหญ่ตามที่เป็นข่าว เช่นเดียวกับนายฟาห์มี ฟัดซิล โฆษกรัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพรรค ที่ออกมาลดกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าในช่วงสองเดือนที่ผ่านมามีสมาชิกใหม่สมัครเข้าพรรคเพิ่มถึง 5,000 คน และปัจจุบันพรรคมีสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านคน

บริดเจ็ต เวลช์  นักวิเคราะห์การเมืองเอเชียจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม มองว่าการลาออกของสมาชิกในตอนนี้อาจยังไม่กระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของอันวาร์โดยตรง เนื่องจากเขายังคงครองเสียงข้างมากในสภา แต่ความแตกแยกภายในพรรค PKR จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโอกาสชนะการเลือกตั้ง และทำให้เส้นทางสู่การครองเก้าอี้นายกฯ สมัยที่สองของอันวาร์ริบหรี่ลง “สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ภาพลักษณ์การบริหารจัดการภายในพรรคของตัวอันวาร์เอง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรค PKR สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงตัวในภาวะผู้นำของเขา”

ตามกำหนดการเดิม มาเลเซียจะไม่จัดการเลือกตั้งทั่วไปจนกว่าจะถึงช่วงต้นปี 2028 แต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา อันวาร์ได้ส่งสัญญาณว่าเขาอาจพิจารณายุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หากความแตกแยกภายในพรรคร่วมรัฐบาลยังคงขยายวงกว้าง โดยมีชนวนเหตุมาจากความไม่พอใจของกลุ่มพันธมิตรสายปฏิรูปต่อการจัดการปัญหาอื้อฉาวในหน่วยงานปราบปรามการทุจริต ประกอบกับการกระทบกระทั่งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นเรื่องชาติพันธุ์และศาสนาในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภา 2 รายระบุว่า การเลือกตั้งระดับชาติอาจถูกเลื่อนขึ้นมาจัดเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้งระดับรัฐในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ขณะเดียวกัน สมาชิกท้องถิ่นของพรรค PKR จำนวน 21 รายที่ตัดสินใจลาออกพร้อมกัน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “พวกเราเชื่อว่าพรรคการเมืองต้องปฏิบัติวิชาชีพตามคุณค่าของการปฏิรูปและประชาธิปไตยตามที่เคยให้สัญญากับประชาชน แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้ เราไม่เห็นหลักการเหล่านั้นถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในพรรค PKR อีกต่อไป” ซึ่งสอดคล้องกับแกนนำพรรคระดับภูมิภาคอีกหลายคนที่ลาออกในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่า พรรคเบอร์ซามาของราฟิซี คือสิ่งที่จะสืบทอดอุดมการณ์ที่แท้จริงดั้งเดิมที่พรรคของอันวาร์เคยมีในอดีต.

ที่มา Reuters

WHO ชี้ “อีโบลา” ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

WHO ชี้ "อีโบลา" ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

29 พ.ค. 2569 13:29 น.

WHO ชี้ “อีโบลา” ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกเตือน การระบาดของอีโบลาในคองโกซับซ้อนหนักจากความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง การพลัดถิ่น และความไม่ไว้วางใจของประชาชน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายทีดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก(World Health Organization) หรือ WHO เดินทางถึงกรุงคินชาชา ของสาธารณรัฐคองโก พร้อมระบุว่า การระบาดของโรคอีโบลาครั้งล่าสุดในประเทศมีความซับซ้อนอย่างมาก และยากต่อการควบคุม เนื่องจากต้องเผชิญหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งด้านความมั่นคง การโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ การพลัดถิ่นของประชาชน ภาวะขาดแคลนอาหาร และความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในบางชุมชน

นายทีดรอสกล่าวว่า เขาเดินทางมายังคองโกเพื่อส่งสารถึงชุมชนในพื้นที่ระบาดว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และ WHO พร้อมสนับสนุนภารกิจรับมือการระบาดอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ทีมงาน WHO ลงพื้นที่ปฏิบัติงานแล้วในเมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดในภาคตะวันออกของประเทศ โดยทีดรอสเตรียมเดินทางต่อไปยังพื้นที่ในวันศุกร์เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิงในพื้นที่ที่มีการสู้รบ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยและควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างปลอดภัย

สำหรับมาตรการจำกัดการเดินทางที่บางประเทศนำมาใช้กับผู้เดินทางจากคองโก นายทีดรอสระบุว่า WHO ไม่สนับสนุนการห้ามเดินทาง เพราะมีผลเพียงชะลอการแพร่เชื้อได้ในช่วงสั้น และอาจส่งผลเสียต่อระบบสาธารณสุขมากกว่า โดยเฉพาะทำให้ประเทศที่รายงานการระบาดอย่างโปร่งใสรู้สึกว่าถูกลงโทษ และอาจลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลเร็วในอนาคต

กระทรวงสาธารณสุขคองโกระบุว่า จนถึงขณะนี้พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 1,000 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 238 ราย การระบาดยังคงลุกลามในหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก.

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน “ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก” กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน "ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก" กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

29 พ.ค. 2569 12:43 น.

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน “ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก” กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยกในประเทศ ขณะสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังคูเวตถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์เตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐว่า ศัตรูของอิหร่านกำลังพยายามสร้างความแตกแยกและความร้าวฉานในสังคม เพื่อชดเชยความล้มเหลวที่เผชิญจากสมรภูมิทางทหาร รวมถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความพยายามกดดันจากภายนอกไม่สามารถทำให้อิหร่านยอมจำนนได้ จึงหันมาใช้วิธีสร้างความแตกแยกภายในประเทศแทน

ความเคลื่อนไหวของผู้นำอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง หลังกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (United States Central Command) หรือ CENTCOM กล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง หลังมีรายงานว่าคูเวตถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา

ทางการคูเวต ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ ขณะที่รัฐบาลคูเวตออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง โดยเหตุปะทะล่าสุดทำให้ความพยายามเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณพร้อมใช้การทูต แต่ยังกล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง

นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ในภูมิภาคยังเปราะบางอย่างมาก และความเคลื่อนไหวทางทหารแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่สะดุดลงได้ทุกเมื่อ.

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

29 พ.ค. 2569 12:41 น.

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเผยโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งตกใส่หลังคาอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ใกล้ชายแดนยูเครน จนเกิดเพลิงไหม้และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายนับเป็นครั้งแรกที่โดรนจากสงครามรัสเซีย ตกใส่อาคารที่พักอาศัยของพลเรือนโรมาเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต

กระทรวงกลาโหมของโรมาเนียเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล 2 ราย

แถลงการณ์ของกองทัพโรมาเนียระบุว่า “ในช่วงคืนวันที่ 28 ถึง 29 พฤษภาคม รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนทางน้ำที่ติดกับโรมาเนีย ทว่ามีโดรนลำหนึ่งได้ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของโรมาเนีย เรดาร์สามารถตรวจจับสัญญาณได้จนถึงทางตอนใต้ของเมืองกาลาตี ก่อนที่โดรนดังกล่าวจะพุ่งชนเข้ากับหลังคาของอาคารที่พักอาศัยและเกิดเพลิงไหม้ขึ้น”

หลังเกิดเหตุ หน่วยบริการฉุกเฉินได้รีบเข้าควบคุมสถานการณ์จนสามารถดับเพลิงได้สำเร็จ ทั้งนี้ แม้ว่าทางการโรมาเนียจะเคยตรวจพบโดรนล่วงล้ำน่านฟ้ามาแล้วหลายสิบครั้งนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ถือเป็น “ครั้งแรก” ที่มีโดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยของประชาชนโดยตรง โดยกองทัพได้ส่งเครื่องบินรบ F-16 จำนวน 2 ลำขึ้นบินสกัดทันทีที่ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม

ด้านนาโตกล่าวว่าจะเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรน หลังจากโดรนลำหนึ่งตกใส่หลังคาอาคารอพาร์ตเมนต์ 10 ชั้นในเมืองกาลาติ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโรมาเนีย ระหว่างการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนในช่วงกลางคืน โฆษกนาโตกล่าวในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X “เราขอประณามความประมาทของรัสเซีย และนาโตจะยังคงเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรนต่อไป”

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียระดมถล่มยูเครนอย่างหนัก โดยยูเครนได้ประกาศเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศตลอดทั้งคืน ซึ่งในพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนอย่างเมืองซาปอรีเชีย มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย 

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ติดกับพื้นที่สงครามกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต ทั้งโรมาเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนีย และโปแลนด์ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโดรนหลงทิศของทั้งสองฝ่ายล่วงล้ำน่านฟ้า โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลของประเทศลัตเวียเพิ่งจะเผชิญภาวะล่มสลายและต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงสั่งปลดรัฐมนตรีกลาโหมฐานล้มเหลวและล่าช้าในการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดโดรนของยูเครนที่หลงทิศเข้ามาในดินแดน ซึ่งคาดว่าถูกระบบกวนสัญญาณของรัสเซียเล่นงานจนเสียการควบคุม

แม้เหตุการณ์ในลัตเวียจะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็จุดชนวนความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เสนอตัวส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยลัตเวียเพื่อยกระดับระบบป้องกันทางอากาศ นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งจัดส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อรับมือกับขีปนาวุธนำวิถีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 เริ่มส่งสัญญาณชะงักงัน นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเบนความสนใจไปที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้านหัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนโดยปฏิเสธบทบาทการเป็น “ตัวกลางที่เป็นกลาง” ระหว่างยูเครนและรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเปิดโต๊ะเจรจากับรัสเซีย แม้ว่ายูเครนจะพยายามผลักดันให้ยุโรปเข้ามามีบทบาทนำในการเจรจาแทนสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ทางสหภาพยุโรปยืนยันว่า ตนไม่สามารถทำตัวเป็นกลางได้ เนื่องจากจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนมาโดยตลอด.

ที่มา AFP / BBC

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

29 พ.ค. 2569 12:27 น.

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

ครอบครัวทารกชาวอเมริกันผิวดำ 2 ราย ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ หลังลูกเสียชีวิตจากการถูกใช้ทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอมเมื่อปี 2510

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของทารกชาวอเมริกันผิวดำ 2 ราย ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายจากกรณีที่ลูกของพวกเขาถูกนำไปใช้ทดลองวัคซีนป้องกันเชื้ออาร์เอสวี หรือ RSV โดยไม่ได้รับการแจ้งหรือความยินยอมจากผู้ปกครอง ก่อนเสียชีวิตในปี 2510

ทารกทั้งสองคือ “รอสส์ ออตโต แฮมบริก” และ “วิกเตอร์ มาร์เซลลัส คิง” ขณะมีอายุเพียง 2 เดือนและ 4 เดือน ตามลำดับ โดยถูกนำเข้าร่วมการทดลองวัคซีนต้นแบบในช่วงปี 2508-2509 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) หรือ NIH

ทีมกฎหมายของครอบครัวระบุว่า เด็กทั้งสองถูกเลือกให้รับวัคซีนทดลองเข้มข้นที่มีชื่อว่า “ล็อต 100” โดยครอบครัวไม่เคยได้รับแจ้งถึงความเสี่ยงหรือให้ความยินยอมแต่อย่างใด ก่อนที่ทั้งคู่จะเสียชีวิตในเดือนมกราคม ปี 2510

คำฟ้องยังระบุว่า ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เก็บจากการชันสูตรศพของเด็กทั้งสอง ถูกนำไปใช้ศึกษาต่อเนื่องหลายสิบปี และมีส่วนช่วยในการพัฒนาวัคซีน RSV รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับอนุมัติในสหรัฐฯ เมื่อปี 2566 และปัจจุบันสร้างรายได้รวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเชื้อ RSV เป็นไวรัสทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกในสหรัฐฯ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทนายความของครอบครัวกล่าวหาว่า หน่วยงานรัฐเลือกใช้เด็กทารกผิวดำจากครอบครัวยากจนเป็นกลุ่มทดลอง เนื่องจากเป็นประชากรเปราะบางและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

ขณะที่คดีนี้ยังทำให้สังคมอเมริกันหวนกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์การทดลองทางการแพทย์กับคนผิวดำโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเคยสร้างบาดแผลทางสังคมอย่างรุนแรงในอดีต หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการศึกษาซิฟิลิสที่เมืองทัสคีกี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เคยออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการในปี 2540 หลังปล่อยให้ชายผิวดำหลายร้อยคนไม่ได้รับการรักษา แม้มียารักษาแล้วก็ตาม ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการภายใต้กฎหมายเรียกร้องค่าสินไหมจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน.