สาวก Star Trek ห้ามพลาด! อังกฤษออกเหรียญ 50 เพนนี ฉลองครบรอบ 60 ปี

สาวก Star Trek ห้ามพลาด! อังกฤษออกเหรียญ 50 เพนนี ฉลองครบรอบ 60 ปี

4 ก.ย. 2569 07:55 น.

สาวก Star Trek ห้ามพลาด! อังกฤษออกเหรียญ 50 เพนนี ฉลองครบรอบ 60 ปี

โรงกษาปณ์ของอังกฤษ เอาใจแฟน ๆ Star Trek ออกเหรียญ 50 เพนนีรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 60 ปี นับเป็นครั้งแรกที่ Star Trek ปรากฏอยู่บนเหรียญอังกฤษ

Royal Mint หรือ โรงกษาปณ์ของสหราชอาณาจักรเปิดตัว เหรียญ 50 เพนนีลาย Star Trek รุ่นสะสม เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของแฟรนไชส์ไซไฟระดับตำนาน โดยจะมีเหรียญออกมา 2 ลวดลาย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Star Trek ได้ปรากฏบนเหรียญ 50 เพนนีของอังกฤษ

เหรียญลวดลายแรกเปิดจำหน่ายในวันที่ 3 กันยายน 2026 ส่วนลวดลายที่ 2 มีกำหนดเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้

เหรียญแรกมาในธีม “Live Long & Prosper”

เหรียญรุ่นแรกโดดเด่นด้วยภาพ สัญลักษณ์การชูมือแบบวัลแคน ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่แฟน Star Trek ทั่วโลกรู้จักกันดี พร้อมข้อความ “Live Long & Prosper” หรือ “จงมีชีวิตยืนยาวและรุ่งเรือง” และตัวเลข “Star Trek 60” เพื่อสื่อถึงวาระครบรอบ 60 ปี

ส่วนเหรียญรุ่นที่ 2 ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน จะนำเสนอยานอวกาศ 4 ลำจากจักรวาล Star Trek ได้แก่ U.S.S. Voyager, U.S.S. Enterprise, Enterprise-D และ Klingon Bird of Prey

การออกแบบทั้งสองรุ่นครอบคลุมองค์ประกอบจาก Star Trek ในหลายยุค ทั้งจากซีรีส์โทรทัศน์และภาพยนตร์ สะท้อนประวัติศาสตร์อันยาวนานของแฟรนไชส์ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1966

สำหรับแฟน ๆ ที่ชื่นชอบของสะสม เหรียญบางรุ่นจะมีการเติมสีสันลงบนดีไซน์ โดยใช้ สีน้ำเงินและสีม่วงเป็นภาพเนบิวลา เพื่อสื่อถึงอวกาศอันกว้างใหญ่

โรงกษาปณ์ของสหราชอาณาจักรระบุว่า การใช้สีดังกล่าวยังเป็นการอ้างอิงถึง เครื่องแบบสีสันสดใสของนักแสดง Star Trek รุ่นดั้งเดิม ซึ่งได้รับการออกแบบให้โดดเด่นและมองเห็นสีได้ชัดเจนบนโทรทัศน์สีในยุคที่ซีรีส์เริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1966

การเปิดตัวเหรียญ Star Trek ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของโรงกษาปณ์อังกฤษ ในการนำวัฒนธรรมป๊อปมาผสมผสานกับเหรียญสะสม โดยก่อนหน้านี้โรงกษาปณ์อังกฤษ เคยออกเหรียญคอลเลกชันธีมไซไฟมาแล้ว และมียอดจำหน่ายรวมเกือบ 800,000 เหรียญให้กับนักสะสมใน 60 ประเทศทั่วโลก

การปรากฏตัวของ Star Trek บนเหรียญอังกฤษจึงถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่น่าจับตาสำหรับนักสะสมและแฟนไซไฟทั่วโลก โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 60 ปี Star Trek ซึ่งเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ไซไฟที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมสมัยนิยมมาอย่างยาวนาน

ที่มา: The independent

ยานสำรวจดาวพุธเริ่มการเข้าสู่วงโคจรสุดเสี่ยง หลังเดินทางนาน 8 ปี

ยานสำรวจดาวพุธเริ่มการเข้าสู่วงโคจรสุดเสี่ยง หลังเดินทางนาน 8 ปี

4 ก.ย. 2569 05:55 น.

ยานสำรวจดาวพุธเริ่มการเข้าสู่วงโคจรสุดเสี่ยง หลังเดินทางนาน 8 ปี

(ภาพจาก AFP PHOTO /EUROPEAN SPACE AGENCY (ESA))

ยานสำรวจดาวพุธเริ่มขั้นตอนการเข้าสู่วงโคจรซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายแล้ว หลังจากใช้เวลาเดินทางนานกว่า 8 ปี เป็นระยะทางกว่า 10,000 ล้านกิโลเมตรเพื่อไปถึงเป้าหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยานอวกาศในภารกิจ “เบปีโคลอมโบ” (BepiColombo) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และสำนักงานสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงการเดินทางเข้าสู่ดาวพุธอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) หลังเดินทางนานถึง 8 ปี

ESA ระบุว่านี่คือหนึ่งในขั้นตอนการเข้าสู่วงโคจรดาวเคราะห์ที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากดาวพุธมีมวลขนาดเล็กและแรงดึงดูดน้อยมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ ยานจึงต้องสลัดแรงเหวี่ยงอย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้ตกไปในดวงอาทิตย์หรือหลุดหายไปในอวกาศ

ยานเบปีโคลอมโบต้องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 10,000 ล้านกิโลเมตร โดยทำการบินผ่าน (flyby) ดาวพุธทั้งหมด 9 ครั้ง เพื่อเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และปรับแต่งเส้นทางการบินให้แม่นยำที่สุด

เมื่อวันพฤหัสบดียานได้ทำการปลดล็อกระบบกลไกเพื่อแยกดาวเทียมสำรวจ 2 ดวงออกจากโมดูลขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติสำเร็จราบรื่น โดยสัญญาณยืนยันส่งมาถึงศูนย์ควบคุมในเยอรมนีหลังจากนั้นนานเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากระยะทางที่ไกลมาก

ยานมีกำหนดเข้าสู่วงโคจรของดาวพุธในวันที่ 21 พ.ย. และจะทำการแยกดาวเทียมสำรวจทั้ง 2 ดวงออกจากกันเพื่อเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดในวันที่ 9-10 ธ.ค. ก่อนเริ่มเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

ดาวเทียมสำรวจทั้ง 2 ดวงประกอบด้วย ยานโคจร “เมอร์คิวรี แพลเนทารี” (Mercury Planetary Orbiter – MPO) ของ ESA จะเข้าใกล้พื้นผิวดาวพุธในระยะ 480 กิโลเมตร เพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลพื้นผิวด้วยความละเอียดสูง

ส่วนยานโคจร “เมอร์คิวรี แม็กเนโตสเฟียริก” (Mercury Magnetospheric Orbiter – Mio) ของ JAXA จะโคจรในวงรีห่างออกไปถึง 11,000 กิโลเมตร เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในอวกาศและสนามแม่เหล็ก

โครงการนี้ใช้นวัตกรรมเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 16 ชนิด ด้วยงบประมาณกว่า 1,700 ล้านยูโร เพื่อไขปริศนาเรื่องแกนเหล็ก สนามแม่เหล็ก และรอยหลุมบนดาวพุธ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์หินที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด และมนุษย์ศึกษาน้อยที่สุดในระบบสุริยะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฆาตกรรมสุดโหด นักดนตรีเม็กซิโก ดับพร้อมเมีย ลูกสาว 3 ขวบ-หมาก็ไม่เว้น

ฆาตกรรมสุดโหด นักดนตรีเม็กซิโก ดับพร้อมเมีย ลูกสาว 3 ขวบ-หมาก็ไม่เว้น

4 ก.ย. 2569 03:49 น.

ฆาตกรรมสุดโหด นักดนตรีเม็กซิโก ดับพร้อมเมีย ลูกสาว 3 ขวบ-หมาก็ไม่เว้น

เกิดคดีฆาตกรรมสุดโหดขึ้นในเม็กซิโก เมื่อหนุ่มนักดนตรีจากวงร็อกดัง, ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ และลูกสาววัย 3 ขวบ พร้อมด้วยพี่เลี้ยงเด็กและสุนัขของครอบครัว ถูกพบเสียชีวิตเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งรัฐเม็กซิโกเปิดเผยว่า โจนาธาน เมเลนเดซ อายุ 38 ปี มือคีย์บอร์ดของวงอินดี้ร็อกชื่อดัง Camilo Séptimo เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต 4 ศพ ที่พบในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในย่านหรูใกล้กับกรุงเม็กซิโกซิตี้ เมื่อช่วงดึกวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย. 2569)

อีก 3 ศพที่เหลือรวมถึงนาง อานา เปาลา ภรรยาวัย 35 ปีของเมเลนเดซ ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน และลูกสาววัย 3 ขวบของทั้งคู่ นอกจากนั้นยังพบร่างของ อาเลดา โรเมโร วิกโตริโอ หญิงวัย 21 ปี ซึ่งทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับคู่สามีภรรยานี้ กับสุนัขของพวกเขาอีก 1 ตัวด้วย

ตำรวจเชื่อว่า การฆาตกรรมนี้เกิดขึ้นระหว่างเวลา 17.30 น. ถึง 19.40 น. ของวันอังคาร โดยเหยื่อ 3 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ขณะที่อีกรายถูกยิงเข้าที่หลัง สำนักงานอัยการระบุด้วยว่า “เหยื่อ 2 รายถูกพบในสภาพถูกมัดมือ” ส่วนสุนัขเสียชีวิตในสภาพถูกมัดขา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบเด็กชายวัย 6 ขวบยังมีชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ด้วย

ชาย 2 คน ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการสังหารโหดครั้งนี้ ในการปฏิบัติการร่วมกันของสำนักงานอัยการรัฐเม็กซิโก กองเลขาธิการความมั่นคงและการคุ้มครองพลเมืองของรัฐบาลกลาง และกองเลขาธิการความมั่นคงพลเมืองกรุงเม็กซิโกซิตี้

สำนักงานอัยการระบุว่า คนสนิทของเมเลนเดซ ซึ่งถูกระบุชื่อว่า ดิเอโก เซบาสเตียน “เอนเย” (Diego Sebastián “N”) ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสังหาร

ด้านโอมาร์ การ์ซีอา ฮาร์ฟุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงและการคุ้มครองพลเมืองของเม็กซิโก ระบุว่า หนึ่งในผู้สงสัยได้ “ใช้อุบาย” จากความสัมพันธ์สนิทสนมกับหนึ่งในเหยื่อเพื่อเข้าไปภายในบ้าน

สำหรับข้อมูลอื่นๆ สำนักงานอัยการกล่าวว่าจะเปิดเผยพฤติการณ์ของการสังหาร และสถานะทางกฎหมายของผู้ถูกควบคุมตัวในขั้นตอนทางกฎหมายที่เหมาะสมต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้พัฒนาแอปฟ้อง Apple 2 พันล้านปอนด์ ปมกฎการติดตามข้อมูล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2957340

ผู้พัฒนาแอปฟ้อง Apple 2 พันล้านปอนด์ ปมกฎการติดตามข้อมูล

4 ก.ย. 2569 03:19 น.

ผู้พัฒนาแอปฟ้อง Apple 2 พันล้านปอนด์ ปมกฎการติดตามข้อมูล

กลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชันในอังกฤษร่วมกันฟ้องร้องบริษัท แอปเปิล เพื่อเรียกค่าเสียหายกว่า 2 พันล้านปอนด์ โดยกล่าวหาว่า กฎการติดตามข้อมูลของแอปที่แอปเปิลกำหนด ไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรวมตัวกันยื่นฟ้องร้องบริษัท แอปเปิล (Apple) ต่อศาลในกรุงลอนดอน เพื่อเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 2 พันล้านปอนด์ จากความขัดแย้งเรื่องกฎการติดตามข้อมูลของแอป โดยแอปเปิลถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อตั้งข้อจำกัดผู้พัฒนาแอปบุคคลที่สามอย่างไม่เป็นธรรม

คดีฟ้องร้องดังกล่าว ซึ่งถูกยื่นต่อศาลอุทธรณ์การแข่งขันทางการค้าแห่งกรุงลอนดอน เมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) มีขึ้นหลังจากฟีเจอร์ “ความโปร่งใสในการติดตามของแอป” (App Tracking Transparency – ATT) ซึ่งเปิดตัวในปี 2564 ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบอย่างเข้มข้นมานานหลายปี

แอปเปิลเคยระบุว่า ฟีเจอร์นี้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมได้เองว่าจะอนุญาตให้แอปต่างๆ ติดตามกิจกรรมของผู้ใช้ ข้ามแอปและเว็บไซต์ของบริษัทอื่นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทนายความผู้ยื่นฟ้องแอปเปิลในคดีใหม่นี้ระบุว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวบังคับใช้ข้อกำหนดที่เข้มงวดกับผู้พัฒนาแอปภายนอกมากกว่าบริการของแอปเปิลเอง ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่ระบบนิเวศการโฆษณาของแอปเปิล

แอน โป๊ป อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันและการตลาดแห่งบริเตน (CMA) ซึ่งเป็นผู้นำในการฟ้องร้องคดีนี้ในนามของกลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน กล่าวว่า นโยบายของแอปเปิล “ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างมากต่อธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแอปเปิลในฐานะผู้ควบคุมการเข้าถึง”

“การดำเนินคดีครั้งนี้มีความสำคัญในการปกป้องสิทธิของธุรกิจในอังกฤษที่ต้องพึ่งพาแอปเปิล เพื่อให้แน่ใจว่ากฎเกณฑ์ที่แอปเปิลใช้นั้นมีความเป็นธรรม และเพื่อชดเชยความสูญเสียที่บริษัทในอังกฤษได้รับ” โป๊ประบุในแถลงการณ์

ด้านแอปเปิลระบุว่า ฟีเจอร์ ATT ถูกสร้างขึ้น “เพื่อให้ผู้ใช้มีวิธีที่ง่ายดายในการควบคุมว่าแอปได้รับอนุญาตให้ติดตามกิจกรรมของพวกเขาหรือไม่” พร้อมเสริมว่าพวกเขา “อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกันกับผู้พัฒนาแอปทุกคนทุกประการ”

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ ATT ของแอปเปิลตกเป็นเป้าการสอบสวนทั่วทั้งยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วแอปเปิลยอมตกลงที่จะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่ควบคุมวิธีที่ผู้พัฒนาแอป สามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการโฆษณาแบบเจาะจงเป้าหมายได้

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของเยอรมนีได้กล่าวหาแอปเปิลว่าใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด หลังจากที่เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก รวมถึงสำนักพิมพ์ ผู้โฆษณา และผู้พัฒนาแอป — ซึ่งโมเดลธุรกิจต้องพึ่งพาการติดตามข้อมูลเพื่อการโฆษณา — ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฟีเจอร์ดังกล่าว

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลในฝรั่งเศส อิตาลี โปแลนด์ และประเทศอื่นๆ ก็ได้เข้าสอบสวนกรอบการทำงานของฟีเจอร์ ATT ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

4 ก.ย. 2569 02:04 น.

นอร์เวย์ยึดเรือรัสเซียในทะเลอาร์กติก ปมค่าชดเชยบริษัทยูเครน

นอร์เวย์เข้ายึดเรือของรัสเซียลำหนึ่งในทะเลอาร์กติก เพื่อบังคับใช้คำสั่งศาลที่ให้รัสเซียจ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทพลังงานยูเครน “นาฟโตแกซ” จากกรณีที่รัสเซียเข้ายึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมีย

นอร์เวย์เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเมื่อวันพุธ (2 ก.ย. 2569) หลังจากมอสโกล้มเหลวในการจ่ายเงินชดเชยจำนวน 4,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายแก่บริษัทพลังงาน “นาฟโตแกซ” (Naftogaz) ของยูเครน เพื่อชดเชยทรัพย์สินในแคว้นไครเมียที่ถูกรัสเซียเข้ายึดครอง ตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในกรุงเฮกเมื่อปี 2566

นาฟโตแกซระบุในโพสต์บน X ว่า การยึดเรือครั้งนี้เป็น “ส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการบังคับใช้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเข้ายึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมียอย่างผิดกฎหมาย หลังจากที่รัสเซียเข้าผนวกดินแดนแต่เพียงฝ่ายเดียวในปี 2557”

บริษัทกฎหมาย Covington ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้แทนทางกฎหมายของนาฟโตแกซ เปิดเผยว่า เรือ “โปรเฟสเซอร์ มอลชานอฟ” (Professor Molchanov) ถูกยึดที่บริเวณนอกชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ดในเขตอาร์กติกของนอร์เวย์ หลังจากเกิดการเผชิญหน้ากับหน่วยยามฝั่งของนอร์เวย์นานถึง 24 ชั่วโมง

ด้านสำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานอ้างคำพูดของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่เรียกการกระทำของนอร์เวย์ว่าเป็นการกระทำเยี่ยง “โจรสลัด”

อเล็กเซ เชกุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาตะวันออกไกลและอาร์กติกของรัสเซีย กล่าวว่า การยึดเรือ โปรเฟสเซอร์ มอลชานอฟ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปฏิเสธกฎหมายและความไร้กฎหมายของชาติตะวันตก ซึ่งมอสโกจะยื่นคัดค้านคำตัดสินดังกล่าว

ทั้งนี้ นาฟโตแกซได้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับการยึดทรัพย์สินของพวกเขาในแคว้นไครเมีย

“รัสเซียไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเพียงเพราะปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้” เซอร์ฮีย์ เฟโดเรนโก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนาฟโตแกซ กล่าว

“เราจะเดินหน้าติดตามยึดทรัพย์สินของรัสเซียทั่วโลกต่อไป จนกว่าจะมีการชำระเงินชดเชยให้แก่นาฟโตแกซและบริษัทอื่นๆ ในเครือนาฟโตแกซ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

4 ก.ย. 2569 01:31 น.

ทรัมป์เปรย อาจไม่หนุน UK ปมหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เหตุไม่ช่วยรบอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เปรย อาจไม่ช่วยสนับสนุนสหราชอาณาจักรในข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับอาร์เจนตินา เนื่องจากสหราชอาณาจักรไม่ยอมส่งเรือรบไปช่วยสหรัฐฯ รบกับอิหร่าน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสหราชอาณาจักรในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับอาร์เจนตินา เรื่องการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เนื่องจากอังกฤษไม่ช่วยสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าว GB News ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อังกฤษ “ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม” ในสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าในเวลาต่อมาเขาจะกล่าวว่ากองทัพของเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ก็ตาม

ถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า สหรัฐฯ อาจทบทวนท่าทีที่เป็นกลางเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หากสหราชอาณาจักรไม่เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ

ขณะที่ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มีเล ของอาร์เจนตินา มีกำหนดจะแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์ในคืนวันพฤหัสบดีเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการอ้างสิทธิ “ทางประวัติศาสตร์” ของชาติเหนือหมู่เกาะแห่งนี้

ทั้งนี้ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ยังคงเป็นชนวนข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินา แม้จะผ่านมานานกว่า 40 ปีนับตั้งแต่เกิดสงครามแย้งชิงดินแดนแห่งนี้

เมื่อถูกถามว่าเขาจะเข้าช่วยเหลือสหราชอาณาจักร หากเกิดข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หรือไม่ ทรัมป์บอกกับ GB News ว่า “ฟังนะ ผมอยู่ที่นั่นตอนที่พวกเขาทำสงครามครั้งแรก”

“นั่นมันนานมาแล้ว และผมก็เฝ้าดูอย่างระมัดระวัง พวกคุณวางตัวได้ดีมาก พวกคุณชิงมันกลับคืนมาได้อย่างเข้มแข็งทีเดียว แต่มันอยู่ไกลมาก”

เมื่อหันมาพูดถึงความขัดแย้งในปัจจุบันของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทรัมป์เสริมว่า “ประเทศของพวกคุณทำได้ไม่ดีนัก อย่าลืมนะว่าพวกคุณได้น้ำมันเปอร์เซ็นต์ใหญ่มาจากช่องแคบฮอร์มุซ แต่พวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม”

“ประเทศของพวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยผม เราไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือหรอก แต่ผมได้ถามนาโต (NATO) และถามอดีตผู้นำของพวกคุณว่า “ทำไมคุณถึงไม่ส่งเรือมาสักสองสามลำล่ะ?””

ทรัมป์อ้างว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในตอนนั้นให้คำตอบกับเขาว่า “ไม่มีเรือว่าง” ซึ่งถือเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเศร้า ทรัมป์เสริมด้วยว่า “นาโตไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขารับ – ประเทศส่วนใหญ่เหล่านั้นรับ – น้ำมันส่วนใหญ่มาจากที่นั่น ดังนั้นเราจึงทำเรื่องนี้ด้วยตัวเราเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

3 ก.ย. 2569 23:51 น.

นักเรียนอินโดนีเซีย ป่วยพุ่ง 2,000 ราย โครงการอาหารฟรีทำพิษ

เด็กนักเรียนและครูในอินโดนีเซีย ล้มป่วยอาหารเป็นพิษมากกว่า 2,000 คนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าสาเหตุมาจากอาหารในโครงการอาหารโรงเรียนฟรีของรัฐบาล ซึ่งเต็มไปด้วยข้อครหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีนักเรียนและครูประมาณ 2,000 คนทั่วประเทศอินโดนีเซียล้มป่วยด้วยอาการอาหารเป็นพิษ ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการอาหารฟรีในโรงเรียนของรัฐบาล โดยกรณีล่าสุดเกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมในเมืองลาเซม จังหวัดชวากลาง มีผู้ป่วย 777 คน

อาหารดังกล่าวจัดหาให้ผ่านโครงการงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่มุ่งหวังยกระดับโภชนาการสำหรับเด็กนักเรียนในอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะถูกสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์อาหารเป็นพิษหมู่หลายครั้งติดต่อกันแล้ว โครงการนี้ยังเผชิญกับการร้องเรียนเรื่องการทุจริตและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับงบประมาณที่สูงมากอีกด้วย

นักเรียนทั้งหมด 752 คน และครูอีก 25 คน มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารที่ได้รับจากโครงการ Makan Bergizi Gratis (MBG) ที่โรงเรียนมัธยมในเมืองลาเซม ในช่วงมื้อเที่ยงวันพุธ

“พวกเขาท้องเสียและต้องสลับกันใช้ห้องน้ำ” นายจูฮาร์ตูติก ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว และเสริมว่า โรงเรียนแห่งนี้มีห้องน้ำทั้งหมด 40 ห้อง จึงไม่เพียงพอสำหรับทุกคน

หลังจากนั้น ทางโรงเรียนได้ส่งตัวนักเรียนเกือบ 1,200 คน และเจ้าหน้าที่อีก 95 คนกลับบ้าน ขณะที่หลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด และตัวแทนจัดส่งอาหารในท้องถิ่นได้เดินทางมายังโรงเรียนเพื่อ “รับผิดชอบ” ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เหตุการณ์ที่โรงเรียนในเมืองลาเซม เกิดขึ้นหลังจากเพิ่งมีผู้ป่วย 730 คน หลังรับประทานอาหารจากโครงการ MBG ที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.)

นอกจากนั้นยังมีนักเรียนอีกหลายร้อยคนต้องสงสัยว่าป่วยอาหารเป็นพิษ จากโครงการอาหารฟรีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่โรงเรียนหลายแห่งในเมืองตานา โตราจา จังหวัดสุลาเวสีใต้

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้บรรดาครูนักเรียนป่วยอาหารเป็นพิษดังกล่าว แต่การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมหรืออาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ มักเป็นสาเหตุของกรณีอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายปฏิเสธอาหารที่มีการปนเปื้อน

ผู้ปกครองและครูบอกกับผู้สื่อข่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อไก่ที่พวกเขาหรือเด็กๆ ทาน มีลักษณะเป็นเมือก อาหารหลายอย่างก็ดูเหมือนไม่สุกและมีกลิ่นคาว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้ โดยมีการนำตัวอย่างอาหารไปตรวจหาการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

นายอัคมัด โชเลห์ สยารีฟูดิน หัวหน้าหน่วยจัดส่งอาหารในเมืองลาเซม ออกมาขอโทษและ “ขอรับผิดชอบเรื่องการฟื้นฟูร่างกายของนักเรียนและครูทั้งหมด” และรับปากว่า หน่วยงานจะทำการประเมินการทำงานอย่างครอบคลุมหลังเกิดเหตุการณ์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

3 ก.ย. 2569 22:56 น.

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต เมินคำขู่ทรัมป์

อิหร่านโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของอเมริกาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยไม่สนคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าจะโจมตีหนักขึ้นหากอิหร่านตอบโต้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย. 2569 อิหร่านโจมตีเข้าใส่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดยไม่สนคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเตือนว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักยิ่งขึ้นหากเตหะรานทำการตอบโต้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุระลอกใหม่ในสงครามที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 เดือน

ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพของเขามีความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่าน “เมื่อไรก็ได้ที่เราต้องการ” หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของอิหร่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ

เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในคูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก

การปะทะกันดังกล่าวทำให้สถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ เลวร้ายลงไปอีก ในขณะที่อิหร่านยังคงปิดล้อมเส้นทางส่งออกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างแน่นหนา ส่วนสหรัฐฯ ก็กดดันด้วยการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเพื่อตอบโต้เช่นกัน

พลเอก โมห์เซน เรซาอี ประธานฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้นำ “ยุทธศาสตร์ใหม่” มาใช้ในสงคราม ซึ่ง “จะทำลายรากฐานของพวกคุณให้พังทลาย”

ด้านกองทัพคูเวตระบุในวันพฤหัสบดีว่า กำลังเร่งสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน โดยสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านยืนยันว่า เตหะรานกำลังมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย “เพื่อตอบโต้การก่ออาชญากรรมของสหรัฐฯ ต่อประชาชนชาวอิหร่าน”

การโจมตีตอบโต้กันระลอกล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อวอชิงตันโจมตีเข้าใส่เกาะลารัก (Larak) ของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน โดยอ้างว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้เตหะรานนำทุ่นระเบิดไปวางในช่องแคบฮอร์มุซ

ฝ่ายอิหร่านกล่าวว่าการโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ทำให้มี “ผู้บาดเจ็บล้มตาย” จึงตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกเหนือจากการปฏิบัติการทางทหารแล้ว วอชิงตันยังประกาศกร้าวว่าจะตัดเส้นทางเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรทางการค้าของอิหร่านด้วย

คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า การขยายการคว่ำบาตรไปยังพันธมิตรทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ จะส่งผลให้เกิด “การกดดันขั้นสูงสุดอย่างแท้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

3 ก.ย. 2569 22:08 น.

กลอเรีย สไตเนม ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี

กลอเรีย สไตเนม ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและความเท่าเทียมในสหรัฐฯ มานานกว่าครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 92 ปี ในขณะที่บุคคลสำคัญมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความอาลัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลอเรีย สไตเนม ผู้นำขบวนการปลดแอกสตรีในสหรัฐอเมริกา และเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 92 ปี โดยมูลนิธิของเธอระบุในโพสต์บนอินสตาแกรมว่า สไตเนม “จากไปอย่างสงบ” ที่บ้านพักในนครนิวยอร์กเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 ก.ย. 2569) “ท่ามกลางคนที่รักเธอมากมาย”

สไตเนม ซึ่งเป็นทั้งนักเขียนและบรรณาธิการนิตยสาร ได้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มพันธมิตรเพื่อความเคลื่อนไหวของสตรี” (Women’s Action Alliance – WAA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อุทิศตนเพื่อต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติทางเพศมานานกว่า 50 ปี

เธอเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักข่าวในนิวยอร์ก และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Ms. ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งพิมพ์ฉบับแรกๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องปัญหาของผู้หญิง นอกเหนือจากเรื่องงานบ้านและความสวยความงาม

ในช่วงทศวรรษ 70 สไตเนมเป็นผู้รณรงค์คนสำคัญเพื่อสิทธิเจริญพันธุ์ของผู้หญิง รวมถึงประเด็นอื่นๆ โดยตัวเธอเองเคยทำแท้งอย่างผิดกฎหมายในลอนดอนเมื่อตอนอายุ 22 ปี และในหลายปีต่อมา เธอได้ร่วมยินดีกับคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในคดี Roe v. Wade เมื่อปี 2516 ซึ่งรับรองสิทธิ์การทำแท้งของผู้หญิง และเกือบครึ่งศตวรรษต่อมา เธอได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในการพลิกคำตัดสินดังกล่าว

เธอยังออกมาสนับสนุนการทำให้การสมรสของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนความเท่าเทียมในสิทธิและค่าตอบแทนสำหรับผู้หญิง รวมถึงการประท้วงต่อต้านโทษประหารชีวิตและการขลิบอวัยวะเพศหญิงด้วย

ทั้งนี้ สไตเนมเกิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2477 ที่เมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ เธอมีวัยเด็กที่ยากลำบากและไม่ได้เข้าเรียนแบบเต็มเวลาจนกระทั่งอายุ 12 ปี

หลังจากจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในช่วงปลายทศวรรษ 50 เธอเดินทางไปอินเดียด้วยทุนการศึกษาวิจัยและใช้เวลา 2 ปี ในบทบาทที่หลากหลาย รวมถึงการช่วยหญิงสาวในหมู่บ้านจัดการประท้วงโดยสงบต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำให้เธอเริ่มสนใจเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนรากหญ้า

จากนั้นเธอได้ย้ายไปนครนิวยอร์กในช่วงต้นทศวรรษ 60 เพื่อเริ่มต้นอาชีพนักเขียนอิสระ และพบจุดเปลี่ยนจากการที่เธอเขียนบทความเปิดโปงเรื่องสภาพการทำงานของสาวเพลย์บอยบันนี (Playboy Bunny) ก่อนที่เธอจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร New York Magazine และก่อตั้งนิตยสาร Ms. ในปี 2515

สไตเนมเข้าพิธีสมรสกับ เดวิด เบล นักธุรกิจและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวแอฟริกาใต้ และบิดาของ คริสเตียน เบล นักแสดงชื่อดัง ในปี 2543 ก่อนที่เบลจะเสียชีวิตในอีก 3 ปีต่อมาด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง

ในปี 2556 บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้มอบเหรียญอิสริยาภรณ์ประธานาธิบดีเพื่ออิสรภาพ (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดสำหรับพลเรือนของสหรัฐฯ ให้แก่สไตเนม

มูลนิธิของสไตเนมระบุว่า “เธอยังคงทำงานเพื่อความเท่าเทียมจนกระทั่งวาระสุดท้าย”

“ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกลอเรียคือความสามารถในการรับฟังผู้อื่น การทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าได้รับการมองเห็นและรับฟัง คำพูด การกระทำ และแบบอย่างของเธอเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง กลอเรียใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อเจตนารมณ์แห่งอิสรภาพ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอารมณ์ขันอันยอดเยี่ยมเสมอมา”

มูลนิธิระบุอีกว่า ในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิต สไตเนมใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนและงานเขียน โดยเปิดบ้านต้อนรับแขกเพื่อจัดกิจกรรม “Talking Circles” (วงเสวนาพูดคุย) ซึ่งเป็นประเพณีที่จะยังคงดำเนินต่อไป

หลังข่าวการเสียชีวิตของสไตเนมถูกเปิดเผยออกมา ผู้คนมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความอาลัย โดยเหล่านักเขียนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีต่างร่วมแสดงความคิดเห็นบนอินสตาแกรม บางคนระบุว่า เธอเป็นผู้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา

เมแกน มาร์เคิล พระชายาในเจ้าชายแฮร์รี่ แห่งอังกฤษ ก็ออกมาร่วมแสดงความอาลัยด้วย โดยโพสต์รูปที่ทั้งคู่เคยถ่ายร่วมกันลงบนอินสตาแกรมพร้อมกับข้อความว่า “พวกคุณทุกคนต่างรู้ถึงเกียรติยศมากมายของเธอและวิธีที่เธอช่วยขับเคลื่อนโลกเพื่อผู้หญิงและทุกคน”

ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้สมัครประธานาธิบดีปี 2559 ระบุว่า สไตเนมคือ “หนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างโครงสร้างทั้งหมดแห่งความเท่าเทียมของสตรี หมายถึงการทลายอุปสรรคเพื่อให้หญิงสาวสามารถมีส่วนร่วมในจุดที่พรสวรรค์และความพยายามของพวกเขานำพาไป”

“กลอเรียเป็นคนมองโลกในแง่ดี” คลินตันบอกกับรายการ CBS Mornings เมื่อวันพฤหัสบดี “การเคลื่อนไหวของเธอมีรากฐานมาจากความมองโลกในแง่ดี และนั่นคือทางเลือกทางศีลธรรม ซึ่งเธอเลือกทำมันในทุกๆ วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

3 ก.ย. 2569 17:44 น.

ผู้ว่าฯ ชลบุรี นำคณะเยี่ยมชม เรือ “USS Abraham Lincoln” เทียบท่าแหลมฉบัง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี พร้อมคณะ เยี่ยมชมเรือ “USS Abraham Lincoln” เรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ หลังเทียบท่าแหลมฉบัง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พลตรีประเสริฐ ใจกล้า ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 และนายอำเภอในพื้นที่ เดินทางเข้าเยี่ยมชม USS Abraham Lincoln (CVN-72) เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้าจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ

สำหรับ USS Abraham Lincoln (CVN-72) ถือเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงของกองทัพเรือสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวน 2 เครื่อง ทำให้สามารถปฏิบัติการและเดินทางได้เป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่จำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิงบ่อยครั้ง

ตัวเรือมีความยาวกว่า 333 เมตร หรือเปรียบได้กับสนามฟุตบอลประมาณ 3 สนามต่อกัน และมีความสูงเทียบเท่าอาคารประมาณ 20 ชั้น สามารถรองรับลูกเรือและเจ้าหน้าที่ประจำการรวมกันมากกว่า 5,000 นาย อีกทั้งยังสามารถรองรับอากาศยานได้มากกว่า 80 ลำ ทั้งเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานสำหรับภารกิจแจ้งเตือนภัยทางอากาศ

การเดินทางมาเยือนจังหวัดชลบุรีของเรือ USS Abraham Lincoln ในครั้งนี้ นอกจากสะท้อนถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเฉพาะเมืองพัทยาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจบริการได้รับประโยชน์จากการเดินทางเข้ามาพักผ่อนของกำลังพล

ด้านจังหวัดชลบุรีได้เตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยประสานกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง จัดจุดตรวจและสายตรวจดูแลความเรียบร้อยทั้งทางบกและทางน้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและจัดระบบจราจร รวมถึงการขนส่งบริเวณโดยรอบท่าเรือแหลมฉบังและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้ลูกเรือและกำลังพลสหรัฐฯ สามารถเดินทางพักผ่อนในพื้นที่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีพร้อมให้การต้อนรับกำลังพลสหรัฐฯ ด้วยมิตรภาพ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดชลบุรี ตลอดช่วงเวลาที่ลูกเรือและกำลังพลพักผ่อนอยู่ในพื้นที่