อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ - ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

31 พ.ค. 2569 03:49 น.

อิตาลีห้ามจัดคอนเสิร์ต คานเย เวสต์ – ทราวิส สกอตต์ หวั่นกระทบความปลอดภัย

อิตาลีสั่งห้ามจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ กับ ทราวิส สกอตต์ สองแร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากทั้งสองคนเคยมีประเด็นที่ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจมาแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิตาลีสั่งระงับการจัดคอนเสิร์ตของ คานเย เวสต์ (Kanye West) และ ทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) แร็ปเปอร์ชื่อดัง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ

นาย ซัลวาตอเร อันจิเอรี หัวหน้าคณะบริหารเมือง เรจโจเอมีเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนืออิตาลี ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค. 2569) ว่า งานคอนเสิร์ตทั้งสองงานที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในเมืองแห่งนี้ในช่วงเดือนมิถุนายน จะไม่สามารถดำเนินการจัดงานได้ หลังมีการคำร้องเรียนจากชุมชนชาวยิวในท้องถิ่นที่ขอให้ยกเลิกการแสดงของเวสต์

นิโคเลตตา อุซซิเอลลี ผู้นำชุมชนชาวยิว เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปลี่ยนโชว์ดังกล่าวเป็นการแสดงอื่นๆ ที่จะช่วย “นำดนตรีกลับมาสู่แถวหน้าในฐานะพลังที่รวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล”

ทั้งนี้เนื่องจาก คานเย เวสต์ เคยสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากคำพูดทำนองต่อต้านชาวยิว เหยียดเชื้อชาติ และสนับสนุนนาซีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้เขาถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรไปเมื่อไม่นานมานี้

แร็ปเปอร์ชาวอเมริกันซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “เย” (Ye) มีกำหนดการที่จะขึ้นแสดงร่วมกับสก็อตต์ รวมถึงศิลปินคนอื่นๆ เช่น The Chainsmokers, Rita Ora และ Swedish House Mafia ในงานคอนเสิร์ตดังกล่าว

หน่วยงานบริหารส่วนภูมิภาคระบุว่า มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ รวมถึงการที่คอนเสิร์ตของแร็ปเปอร์ชาวอเมริกันรายนี้ถูกยกเลิกในประเทศอื่นๆ และความเสี่ยงที่อาจเกิดการประท้วงต่อต้านที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุเสริมว่า ช่วงเวลาการจัดงานของทั้งสองคอนเสิร์ตที่กระชั้นชิดกันมากคือ วันที่ 17 และ 18 กรกฎาคม ณ RFC Arena ในเมืองเรจโจ เอมีเลีย ตลอดจนฝูงชนจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะมาร่วมงาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจสั่งแบนครั้งนี้

ด้าน ทราวิส สก็อตต์ เคยถูกตรวจสอบอย่างหนักหลังจากมีผู้เสียชีวิต 10 ศพ อายุระหว่าง 9 ถึง 27 ปี ที่เทศกาลดนตรี Astroworld ของเขาที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เมื่อปี 2564 หลังผู้คนมารวมตัวกันเกินความจุจนเกิดการเบียดเสียดกัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน

นอกจากที่อิตาลีแล้ว คอนเสิร์ตของคานเย เวสต์ ยังถูกยกเลิกหรือเลื่อนในหลายประเทศ เช่น เมื่อวันที่ 15 เม.ย. เวสต์ประกาศว่าคอนเสิร์ตในรอบเมืองมาร์เซย์ (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 11 มิ.ย. แต่นายเฌอราร์ด ดาร์มาแน็ง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกำลังหาทางแบนคอนเสิร์ตดังกล่าว

ขณะที่คอนเสิร์ตวันที่ 19 มิถุนายน ณ สนามกีฬาไซลีเซียน ในเมืองคอชูฟ (Chorzów) ประเทศโปแลนด์ ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน “เนื่องจากเหตุผลทางด้านกฎหมาย”

ปัจจุบัน คานเย เวสต์ กำลังพยายามจะกลับคืนสู่ความสนใจของสาธารณชนกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากได้ออกมาขอโทษต่อการกระทำของตนเองผ่านแถลงการณ์ความยาวหลายหน้า ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ในเดือนมกราคม

“ผมไม่ใช่นาซีหรือพวกต่อต้านชาวยิว … ผมรักคนยิว” เวสต์ระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า คำพูดและพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นผลมาจากโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ ซึ่งทำให้เขา “หลุดลอยจากความเป็นจริง” ไปในช่วงเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

31 พ.ค. 2569 03:08 น.

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

ผู้นำเลบานอนออกโรงประณามอิสราเอล ที่เปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในภาคใต้ของประเทศ หลังจากมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หลายจุด

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรีเลบานอนออกมากล่าวหาอิสราเอลว่ากำลังดำเนินนโยบาย “เผาพิภพ” (scorched-earth policy) ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ และออกคำสั่งอพยพในพื้นที่มากกว่าสิบแห่ง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่ากองกำลังของเขาได้รุกคืบเข้าไปในเลบานอนลึกยิ่งขึ้น

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนกล่าวหาอิสราเอลผ่านการแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ว่า กำลัง “ดำเนินนโยบายเผาพิภพและลงโทษแบบเหมารวม” ด้วยการ “ทำลายล้างเมืองและหมู่บ้านต่างๆ รวมถึงบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยต้องลี้ภัย”

ผู้นำเลบานอนย้ำว่า การกระทำเช่นนี้จะไม่นำมาซึ่ง “ทั้งความมั่นคงและความเสถียรภาพ” ให้แก่อิสราเอล พร้อมเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับการยกระดับความรุนแรงที่ “อันตราย” และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่รวดเร็วและเกิดขึ้นจริงทันที

อย่างไรก็ตาม นายซาลามยังคงปกป้องการดำเนินการของรัฐบาลในการเจรจากับอิสราเอล หลังจากมีการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และจะมีการหารือกันรอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอล

ซาลามกล่าวว่า ผลลัพธ์ของการเจรจานั้น “ยังไม่เป็นที่แน่นอน” แต่เรียกสิ่งนี้ว่าย่อมเป็น “แนวทางที่สูญเสียน้อยที่สุดสำหรับประเทศและประชาชนของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

31 พ.ค. 2569 02:00 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หันหลังให้ชาติพันธมิตรในเอเชีย แต่ต้องการให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงที่การประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์ ว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้กำลัง “หันหลัง” ให้กับเอเชีย ในขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติภารกิจตาม “พันธกรณีระดับโลก” ต่างๆ เช่น สงครามอิหร่าน

ระหว่างการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “บางประเทศอาจประเมินระดับความมุ่งมั่นดังกล่าวต่ำเกินไป” และอาจพยายาม “ตอกลิ่ม” เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มพันธมิตร

เฮกเซธได้ตอบคำถามนี้ว่า ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ นั้นมุ่งเป้าไปที่ “การแสดงแสนยานุภาพ” ในมหาสมุทรแปซิฟิกและการทำงานร่วมกับพันธมิตร

“คนมักจะเอาเรื่องที่เรามีพันธกรณีระดับโลก ไปปะปนกับการที่เราหันหลังให้ภูมิภาคนี้” เขากล่าว พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

“เราสามารถทำสองสิ่งพร้อมกันได้” เขายืนยัน โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “อย่างเงียบๆ แต่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง” ด้วย “แนวทางที่จริงจังและเป็นรูปธรรม” ในภูมิภาคแปซิฟิก ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา “พันธกรณีระดับโลกเพื่อสร้างความมั่นใจว่า อิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

ทั้งนี้ นายเฮกเซธพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคนี้ รวมถึงการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลง แม้ว่าจะเพิ่งมีการระงับแพ็กเกจอาวุธสำหรับไต้หวันไปก็ตาม พร้อมกันนี้เขายังได้ย้ำข้อเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้มากขึ้นด้วย

ผู้เข้าร่วมการประชุมรายหนึ่งได้หยิบยกคำถามเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการส่งมอบอาวุธตามข้อตกลงให้แก่ประเทศพันธมิตร หลังระงับแพ็กเกจอาวุธของไต้หวัน เพื่อสำรองคลังกระสุนไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน

นายเฮกเซธกล่าวว่า เขาอยากให้ “แยกแยะสองประเด็นนี้ออกจากกันโดยสิ้นเชิง” โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ อยู่ใน “จุดที่ดีมาก… และสถานะที่แข็งแกร่งมาก” ในแง่ของคลังแสงอาวุธโดยรวม รวมถึงความสามารถในการผลิตเพิ่มหากมีความจำเป็น

ในสุนทรพจน์ของเขา เฮกเซธเน้นย้ำถึงแนวทางที่ “แข็งแกร่ง สงบ และชัดเจน” ของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งก็คือการมีศักยภาพในการ “พูดจานุ่มนวล” แต่ถือ “กระบองท่อนใหญ่” เอาไว้

เขายืนยันว่า หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการมีอาวุธที่มากขึ้น แทนที่จะเป็นเพียง “วาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่ว่างเปล่าเกี่ยวกับระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎกติกา”

“กฎกติกานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณไม่สามารถสนับสนุนมันด้วยอำนาจที่จับต้องได้ กฎเหล่านั้นก็ไม่มีค่าอะไรไปมากกว่าเศษกระดาษที่เขียนไว้” นายเฮกเซธกล่าว “เราไม่ต้องการการประชุมที่มากขึ้น แต่เราต้องการกำลังรบที่มากขึ้น… งานแชงกรี-ลา ไดอะล็อก น้อยลงหน่อย แต่ขอเรือรบและเรือดำน้ำให้มากขึ้น”

นายเฮกเซธยังย้ำข้อเรียกร้องที่เขาเคยพูดไว้ในสุนทรพจน์เมื่อปีก่อน โดยเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศ และกล่าวชื่นชมประเทศที่เพิ่มงบประมาณและเพิ่มความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม เฮกเซธก็ได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศที่เขาเรียกว่าเป็นพวก “กินแรง” ประเทศอื่น โดยหนึ่งในนั้นคือนิวซีแลนด์ พร้อมกับเตือนว่า “ยุโรปและนาโต (Nato) มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ - UK - ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

31 พ.ค. 2569 00:14 น.

สหรัฐฯ – UK – ออสเตรเลีย ประกาศร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ

สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ภายใต้สนธิสัญญา Aukus เพื่อปกป้องสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลต่างๆ

เมื่อ 30 พ.ค. 2569 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศว่าจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลและเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ ภายใต้สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารที่รู้จักกันในชื่อ “ออกัส” (Aukus)

เทคโนโลยียานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) นี้คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในปีหน้า แม้จะไม่มีการระบุถึงมูลค่ารวมของโครงการ แต่ จอห์น ฮีลลีย์ (John Healey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ประเทศของเขาจะสนับสนุนเงินทุนจำนวน 150 ล้านปอนด์

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้ง 3 ประเทศ ที่การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในสิงคโปร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการต่างๆ ภายใต้กลุ่มออกัสมีความคืบหน้าที่ล่าช้า

นายฮีลลีย์ยอมรับในข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ที่ผ่านมาในออกัส เราพูดกันมากเกินไปแต่ลงมือทำน้อยเกินไปมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่า “แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วภายใต้รัฐบาลของพวกเราทั้ง 3 ประเทศ”

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า โครงการใหม่นี้จะเห็นการพัฒนา “ระบบอุปกรณ์ปฏิบัติการและระบบสนับสนุนที่ล้ำสมัย” สำหรับยาน UUV ซึ่งจะสามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานบริเวณพื้นทะเล, การโจมตี, ตลอดจนการปฏิบัติการลาดตระเวน การตรวจการณ์ และการส่งกำลังบำรุง

นอกจากนี้ ฮีลลีย์กล่าวว่าจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์และระบบอาวุธสำหรับ UUV เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยมอบเทคโนโลยีการรบขั้นสูงให้แก่กองทัพของเราอย่างรวดเร็ว

มันยังจะช่วยให้พวกเขารับมือกับภัยคุกคามต่างๆ “รวมถึงภัยที่เกิดกับสายเคเบิลและท่อส่งใต้ทะเลของเรา ซึ่งชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้อย่างมาก” เขากล่าวเสริมว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างการป้องปรามในมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และน่านน้ำในแถบอาร์กติกตอนบนด้วย

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากฮีลลีย์กล่าวหารัสเซียว่า ดำเนินปฏิบัติการลับเหนือสายเคเบิลและท่อส่งน้ำมันในน่านน้ำทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร แต่ทางมอสโกได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในเดือนธันวาคมปีก่อน สหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเพื่อตามล่าเรือดำน้ำรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพื่อปกป้องสายเคเบิลใต้ทะเลด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

30 พ.ค. 2569 23:00 น.

ออกมาได้แล้ว 5 คน ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว ยังสูญหายอีก 2 ราย

ทีมกู้ภัยในประเทศลาวช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมออกมาได้อีก 4 คนแล้ว หลังจากช่วยรายแรกออกมาเมื่อวันศุกร์ แต่ยังตามหาผู้ประสบภัยที่เหลืออีก 2 คนไม่พบ

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 ทีมกู้ภัยสามารถช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่มีน้ำท่วมขังใน สปป.ลาว ออกมาได้อีก 4 คน หลังจากสามารถพาผู้รอดชีวิตคนแรกออกมาได้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เหลือผู้ประสบภัยอีก 2 รายเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่ยังหาไม่พบ แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานถึง 10 วันแล้วก็ตาม

นักดำน้ำกู้ภัยชาวมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้รอดชีวิตทั้ง 4 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ หลังจากทีมงานได้สูบน้ำออกจากโถงถ้ำ แต่เขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นหรือคาดเดาเกี่ยวกับอาการของผู้สูญหายอีก 2 คนที่ยังหาตัวไม่พบ

ทางด้านเพจเฟซบุ๊ก Thailand Rescue Diver ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำตัวผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในออกมาได้เพิ่มอีก 4 คน” เมื่อเวลาประมาณ 15.10 น. ของวันเสาร์ และเสริมว่า “ขณะนี้รวมช่วยเหลือออกมาได้แล้วทั้งหมด 5 คน และยังคงสูญหายอีก 2 คน”

ทั้งนี้ ชาวบ้าน 7 คน เข้าไปในถ้ำซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาอันห่างไกลของแขวงไซสมบูน ทางตอนกลางของ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 พ.ค. แต่ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจนปิดกั้นทางออกของถ้ำ

ทีมกู้ภัยพบตัวผู้รอดชีวิต 5 คนแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยพวกเขาหลบภัยอยู่บริเวณช่องแคบๆ ห่างจากปากถ้ำประมาณ 300 เมตร

ตอนนี้ยังเหลือผู้สูญหายอีก 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังปิดปากถ้ำ ขณะที่ผู้รอดชีวิตเผยว่า ชายที่สูญหายทั้ง 2 คนได้เดินลึกเข้าไปในถ้ำมากกว่าจุดที่เขาอยู่ประมาณ 500 เมตร และตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

30 พ.ค. 2569 22:11 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปสู้รบในตะวันออกกลางอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง แต่ย้ำว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากสู้รบในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งหากมีความจำเป็น และในตอนนี้พวกเขามีความพร้อมในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งกว่าวันแรกที่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเสียอีก

“เรากำลังมุ่งเน้นไปที่การจัดวางกำลังพลและเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปสู้รบอีกครั้งหากจำเป็น” เฮกเซธกล่าวระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงแนวทางดังกล่าวมากกว่า

เฮกเซธกล่าวว่า เป้าหมายของประธานาธิบดีคือการทำให้มั่นใจว่าอิหร่านจะต้องไม่มีศักยภาพในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และ “เป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”

นอกจากนี้เขายังระบุว่า ทางฝ่ายอิหร่านเอง “กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับเรา การเจรจาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และผมคิดว่าพวกเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ควรจะดำเนินไปในทิศทางใด”

“พวกเขาอยากจะพูดว่าพวกเขาเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความจริงแล้วคือพวกเราต่างหาก” เฮกเซธกล่าวเสริม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายเฮกเซธกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังใช้ความอดทนเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตามที่จะทำร่วมกับอิหร่าน จะต้องสามารถรับประกันได้ว่าอิหร่านจะไม่สามารถจัดหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครองได้

“หากอิหร่านไม่ต้องการทำข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐฯ” เฮกเซธกล่าว พร้อมเสริมว่า คลังแสงอาวุธของสหรัฐฯ นั้นมีเพียงพอที่จะปิดงานได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

30 พ.ค. 2569 14:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

ผู้เชี่ยวชาญชี้การล่าและบริโภคสัตว์ป่า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้เชื้ออีโบลาข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ ท่ามกลางการระบาดรอบล่าสุดในคองโก เตือนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

แม้โรคอีโบลาจะกลับมาระบาดอย่างรุนแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่ความนิยมบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ยังคงไม่ลดลง ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่เตือนถึงความเสี่ยงของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

ที่ตลาดมาซินา ในกรุงกินชาซา เมืองหลวงของคองโก พ่อค้าแม่ค้ายังคงจำหน่ายเนื้อสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ตั้งแต่หนูขนาดใหญ่ แอนทีโลป งูหลาม ไปจนถึงหนอนผีเสื้อ ซึ่งถือเป็นอาหารยอดนิยมของคนในท้องถิ่น

สำหรับชาวคองโกจำนวนมาก เนื้อสัตว์ป่าไม่เพียงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม้จะมีการระบาดของโรคอีโบลาหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลคองโกเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ประกาศการระบาดของโรคอีโบลาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 220 รายแล้ว

องค์การอนามัยโลก (WHO) เชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไวรัสแพร่กระจายโดยไม่ถูกตรวจพบเป็นเวลาหลายสัปดาห์

โรคอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2519 ในพื้นที่ใกล้แม่น้ำอีโบลาในคองโก และเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัส

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การล่าสัตว์ การชำแหละ และการบริโภคสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ทำให้ไวรัสข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์

ด้าน นพ.โทลเบิร์ต กีว์เลห์ นเยนสวาห์ จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกากล่าวว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดลักษณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้

ขณะที่ นพ.มิซากิ วาเยนเกรา ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาจากยูกันดาระบุว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสัตว์ป่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคอีโบลา โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือสัตว์ที่ตายเองตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดครั้งใหม่ในอนาคต

การระบาดครั้งล่าสุดเกิดจากไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากของอีโบลา และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา คองโกเผชิญการระบาดของโรคอีโบลามาแล้วอย่างน้อย 17 ครั้ง ขณะที่การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ทำให้มีผู้ติดเชื้อราว 28,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,300 คน

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ค้างคาวกินผลไม้บางชนิดอาจเป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสอีโบลา แต่ในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ค้างคาวยังคงถูกนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย

หนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมคือซุปค้างคาวย่าง รวมถึงเนื้อลิง สัตว์ฟันแทะ งู และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด.

ที่มา :AP

เผยแล้วผลตรวจสุขภาพทรัมป์ แพทย์แนะลดน้ำหนัก-ออกกำลังกาย ยันสุขภาพยังฟิตปั๋ง

เผยแล้วผลตรวจสุขภาพทรัมป์ แพทย์แนะลดน้ำหนัก-ออกกำลังกาย ยันสุขภาพยังฟิตปั๋ง

30 พ.ค. 2569 13:27 น.

เผยแล้วผลตรวจสุขภาพทรัมป์ แพทย์แนะลดน้ำหนัก-ออกกำลังกาย ยันสุขภาพยังฟิตปั๋ง

เปิดผลตรวจร่างกายประจำปีของทรัมป์ เผยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ผลทดสอบสมองได้คะแนนเต็ม 30/30 แพทย์ชี้อายุหัวใจอ่อนกว่าวัยจริงราว 14 ปี สุขภาพโดยรวมดีเยี่ยม

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจสุขภาพประจำปีล่าสุดของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว โดยแพทย์ประจำตัวระบุว่า แม้จะมีคำแนะนำให้ทรัมป์ลดน้ำหนักและเพิ่มการออกกำลังกาย แต่โดยรวมยังคงมีสุขภาพแข็งแรงอยู่ในระดับยอดเยี่ยม และมีความพร้อมเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้นำสหรัฐฯ

นพ.ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำทำเนียบขาว ระบุในบันทึกผลการตรวจว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีสุขภาพที่ยอดเยี่ยม ทั้งด้านระบบหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และสมรรถภาพทางร่างกายโดยรวม

พร้อมเสริมว่า ผลการประเมินด้านร่างกายและสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและประมุขแห่งรัฐ

อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ให้คำแนะนำด้านการป้องกันโรค โดยเน้นเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายให้มากขึ้น การรับประทานแอสไพรินขนาดต่ำ และการลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ทรัมป์มีส่วนสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว หรือประมาณ 190 เซนติเมตร และมีน้ำหนัก 238 ปอนด์ หรือราว 108 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากการตรวจร่างกายเมื่อปีที่แล้วที่มีน้ำหนัก 224 ปอนด์ หรือประมาณ 102 กิโลกรัม

การตรวจสุขภาพครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์ รีด และนับเป็นการเข้ารับการตรวจร่างกายครั้งที่ 3 ของทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ในฐานะประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดที่เคยเข้ารับตำแหน่งของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวเคยเปิดเผยว่า ทรัมป์มีอาการบวมบริเวณขาและข้อเท้า ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำดำเนินเลือดกลับผิดปกติเรื้อรัง หรือ Chronic Venous Insufficiency ซึ่งเป็นภาวะที่ลิ้นในหลอดเลือดดำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เลือดคั่งในหลอดเลือด

ผลตรวจล่าสุดระบุว่า ยังคงพบอาการบวมเล็กน้อยบริเวณขาส่วนล่าง แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยถูกจับตามองเรื่องรอยฟกช้ำบริเวณมือที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง โดยทำเนียบขาวอธิบายว่าเกิดจากการจับมือกับผู้คนจำนวนมาก รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาแอสไพรินเป็นประจำ

รายงานทางการแพทย์ยังระบุว่า ทรัมป์เข้ารับการตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด ซึ่งผลออกมาปกติทั้งหมด ทั้งด้านการรับรู้ การทำงานของเส้นประสาท การทรงตัว การเคลื่อนไหว และการตอบสนองของร่างกาย

ในด้านสุขภาพหัวใจ แพทย์ระบุว่า การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประเมินว่า อายุหัวใจของทรัมป์อ่อนกว่าวัยจริงประมาณ 14 ปี

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเข้ารับการทดสอบ Montreal Cognitive Assessment (MoCA) ซึ่งเป็นแบบประเมินที่ใช้คัดกรองภาวะสมองเสื่อมและความบกพร่องทางสติปัญญาระยะเริ่มต้น โดยสามารถทำคะแนนได้เต็ม 30 จาก 30 คะแนน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังเสร็จสิ้นการตรวจสุขภาพว่าทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ แต่ทำเนียบขาวเพิ่งเปิดเผยรายละเอียดผลการตรวจ

ผลตรวจสุขภาพล่าสุดมีขึ้นท่ามกลางกระแสจับตาเรื่องอายุและสภาพร่างกายของผู้นำสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง และมีอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเด็นสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่สาธารณชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

ที่มา : CNN

ศาลสหรัฐฯ ชี้การใส่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ใน Kennedy Center ผิดกฎหมาย

ศาลสหรัฐฯ ชี้การใส่ชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ใน Kennedy Center ผิดกฎหมาย

30 พ.ค. 2569 09:23 น.

ศาลสหรัฐฯ ชี้การใส่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ใน Kennedy Center ผิดกฎหมาย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ระบุคณะกรรมการ Kennedy Center ไม่มีอำนาจนำชื่อทรัมป์ไปเปลี่ยนชื่อศูนย์ศิลปะแห่งชาติด้วยตนเอง ย้ำมีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่ทำได้

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าการเพิ่มชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าไปยังศูนย์ศิลปะการแสดงชื่อดังอย่าง Kennedy Center เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย พร้อมสั่งระงับแผนการปิดสถานที่เพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ฝ่ายบริหารผลักดันไว้

ผู้พิพากษา คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การลงมติของคณะกรรมการบริหาร Kennedy Center เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อปิดศูนย์วัฒนธรรมและศิลปะแห่งนี้ เป็นการตัดสินใจที่ ขาดข้อมูลรอบด้าน และดูเหมือนถูกกำหนดผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่และข้อผูกพันทางกฎหมายขององค์กร

นอกจากนี้ ศาลยังชี้ว่าคณะกรรมการ Kennedy Center ใช้อำนาจเกินขอบเขตทางกฎหมาย ด้วยการดำเนินการเพิ่มชื่อของทรัมป์เข้าไปในศูนย์แห่งนี้โดยลำพัง

ผู้พิพากษาระบุว่า ชื่อ “Kennedy Center” ได้รับการกำหนดโดยรัฐสภาสหรัฐฯ หรือสภาคองเกรส ดังนั้นมีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงชื่อของสถาบันแห่งนี้

ด้าน โรมา ดาราวี รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Kennedy Center ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำตัดสินดังกล่าว โดยยืนยันว่าองค์กรยังเชื่อมั่นว่าศาลอุทธรณ์จะตัดสินสนับสนุนมติของคณะกรรมการ

เธอกล่าวว่า คณะกรรมการมีความตั้งใจที่จะยกย่องบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีต่อศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าทางองค์กรจะพิจารณารายละเอียดของคำตัดสินอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป.

ที่มา : AP

นักบินอวกาศจีน 3 คน กลับถึงโลกปลอดภัย หลังใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศเทียนกงนานเกือบ 7 เดือน

นักบินอวกาศจีน 3 คน กลับถึงโลกปลอดภัย หลังใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศเทียนกงนานเกือบ 7 เดือน

30 พ.ค. 2569 09:05 น.

นักบินอวกาศจีน 3 คน กลับถึงโลกปลอดภัย หลังใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศเทียนกงนานเกือบ 7 เดือน

นักบินอวกาศจีน 3 คน เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัยแล้ว หลังปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเทียนกง นานเกือบ 7 เดือน โดยยานอวกาศเสินโจว-21 ลงจอดที่เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา

นักบินอวกาศทั้ง 3 คน ประกอบด้วย จางลู่ ผู้บัญชาการภารกิจ พร้อมด้วย อู๋ เฟย และ จาง หงจาง ได้กลับสู่โลกอย่างปลอดภัยแล้ว ซึ่งก่อนเดินทางกลับ ทั้ง 3 คนได้ส่งมอบภารกิจและถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในอวกาศให้กับลูกเรือชุดใหม่ของยานเสินโจว-23 ที่เดินทางถึงสถานีอวกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนสถานีอวกาศ ลูกเรือเสินโจว-21 ได้ดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายด้าน รวมถึงประมวลผลและส่งข้อมูลการทดลองกลับสู่โลก ตลอดจนจัดการและส่งมอบอุปกรณ์ รวมถึงเสบียงที่ยังเหลืออยู่ให้กับลูกเรือชุดถัดไป

นอกจากนี้ ลูกเรือยังปฏิบัติภารกิจเดินอวกาศ หรือ Spacewalk รวม 3 ครั้ง โดย จางลู่ ซึ่งเคยเข้าร่วมภารกิจเสินโจว-15 มาก่อน ได้สร้างสถิติเป็นนักบินอวกาศจีนที่เดินอวกาศมากที่สุด ด้วยจำนวนรวม 7 ครั้ง

หลังกลับถึงโลก จางลู่กล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งที่ได้กลับมายังมาตุภูมิอีกครั้ง พร้อมขอบคุณครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ผู้สนับสนุนโครงการอวกาศ และประชาชนชาวจีนทุกคนที่มีส่วนช่วยให้ภารกิจประสบความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน ลูกเรือชุดใหม่จากยานเสินโจว-23 ได้เริ่มปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเทียนกงแล้ว โดยหนึ่งในสมาชิกจะประจำการในอวกาศเป็นเวลานานถึง 1 ปี ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโครงการอวกาศจีน

ในจำนวนลูกเรือชุดใหม่ มี ไล่ เจียอิง นักบินอวกาศหญิงที่เกิดและเติบโตในฮ่องกง ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวฮ่องกงคนแรกที่ได้เข้าร่วมภารกิจอวกาศของจีน

การกลับมาของลูกเรือเสินโจว-21 เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งขยายขีดความสามารถด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2573 หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาสถานีอวกาศเทียนกง ซึ่งถูกสร้างขึ้นภายหลังจีนไม่ได้เข้าร่วมโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เนื่องจากข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา

ความสำเร็จของภารกิจเสินโจว-21 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนความก้าวหน้าของโครงการอวกาศจีน และความมุ่งมั่นของประเทศในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศของโลกในอนาคต.

ที่มา : AP